ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747


    ตอนที่ ๑๗๔๗

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ใครคิดจะไปละมานะ ละพยาบาท ละอิสสา ไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าไม่เข้าใจถูกว่าเป็นธรรม เมื่อเห็นธรรมต้องรู้ว่าต่างกันแล้ว ใช่หรือไม่ แม้แต่การที่จะรู้ว่าเป็นกุศลหรือเป็นวิบาก เป็นกรรมหรือเป็นผลของกรรม ไม่ใช่เพียงคิดเปรียบเทียบ แต่ต้องในขณะที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ เช่น เห็นไม่ใช่ดีชั่ว ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่เมตตา เพราะเกิดขึ้นตามเหตุที่ได้กระทำแล้วถึงกาลที่จะต้องเห็น มีการกระทบกันของจักขุปสาทกับสิ่งที่ปรากฏเป็นปัจจัย คือถึงเวลาที่จิตที่เป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากจะเกิด จิตเห็นจึงเกิดขึ้น เลือกไม่ได้เลย ไม่ใช่ตามการสะสมว่าเมื่อเห็นแล้วจะชอบหรือไม่ชอบ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

    เพราะฉะนั้น จึงสามารถที่จะเห็นความต่างของจิตที่เป็นวิบาก กับ จิตที่ไม่ใช่วิบาก จากตัวจริงๆ ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงจากตัวหนังสือว่า เวลาทำกุศลกรรมแล้วกุศลวิบากก็ให้เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี นั่นคือจากตำรา แต่ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ด้วยสติสัมปชัญญะที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกัน จึงจะเป็นความเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม ซึ่งจะเห็นได้ในบางแห่งจะกล่าวว่า มีกัมมัสสกตาญาณตลอดจนวิปัสสนาที่ดับกิเลส เพราะเป็นความรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมที่ต่างกันตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงชื่อหรือไม่ต้องเรียกชื่อ แต่เพราะรู้ลักษณะที่ต่างกันนั่นเองว่า ธรรมเช่นนี้เป็นวิบาก เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย อุปปัตติ-เกิดขึ้น ทำให้วิบากนั้นๆ เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเห็นแล้วเป็นอย่างไรก็รู้ความต่างอีก ไม่ใช่เพียงเห็น แต่เห็นแล้วถึงเวลาที่สิ่งที่สะสมมาจะเกิดแล้ว คืออกุศลที่เก็บมานานมากมาย เพียงแค่เห็นก็ถึงเวลาเกิดแล้วเห็นความต่างกันของวิบาก กับจิตที่ไม่ใช่วิบาก เพราะฉะนั้น ทุกคำที่ได้ยินเป็นสภาพธรรมจริงๆ รู้ตรงทุกอย่างด้วยปัญญาที่ได้อบรมแล้ว

    ผู้ฟัง เพราะเหตุใดท่านอาจารย์ถึงมาอินเดีย

    ท่านอาจารย์ แล้วอินเดียสำคัญอย่างไร มีอะไรซึ่งที่อื่นไม่มี แม้แต่สวรรค์ก็ไม่มี จริงๆ แล้วการที่จะเคารพนอบน้อมในพระศาสดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เพียงได้ยินคำว่าธรรมแล้วเข้าใจคำนี้ มีความกตัญญูหรือไม่ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะได้ยินคำนี้ "ทุกอย่างเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงมีปัจจัยเกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร" เท่านี้ก็ตลอดชีวิต ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติที่จะรู้ว่า สิ่งที่ได้ฟังจากผู้ที่ทรงตรัสรู้ เป็นความจริงทุกกาลสมัยและสามารถที่จะเข้าใจได้ นี่คือปริยัติ ถ้าขณะใดที่กำลังรู้ลักษณะที่เป็นธรรม มีความซาบซึ้งหรือไม่ ถ้าไม่มีการทรงแสดงพระธรรมให้อบรมเจริญปัญญาความเห็นถูก มีหรือที่สติสัมปชัญญะขณะนั้นจะสามารถเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟัง

    ดังนั้น จะมีการระลึกถึงพระคุณตามลำดับขั้น เพราะว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะกล่าวแม้คำว่าธรรม หรือ ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ ซึ่งต้องฟังด้วยความเข้าใจจริงๆ ด้วยความเคารพจริงๆ ไม่คิดว่า เราทำได้หรือไม่ต้องฟังก็ได้ เหมือนกับดูหมิ่นลบหลู่พระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำตลอด ๔๕ พรรษา เพราะคิดว่าเข้าใจเองได้ เมื่อได้กราบนมัสการสถานที่ทรงตรัสรู้ เมื่อนั้นก็จะระลึกถึงพระบารมี ตั้งแต่เริ่มตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ที่ได้สะสมบำเพ็ญบารมีทุกประการ ที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อถึงขณะที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว เป็นการบรรลุถึงการได้เป็นผู้ที่สามารถที่จะอนุเคราะห์คนอื่นให้ได้เข้าใจธรรมตามที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่าจะไม่เป็นเพียงแค่สาวก เพราะว่าสาวกแต่ละคนยังไม่สามารถที่จะอนุเคราะห์คนอื่นได้เท่ากับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ณ สถานที่นั้นส่องไปถึงอดีตกาลนานถึงแสนโกฏิกัปป์ และความปรารถนานั้นก็บรรลุผลสำเร็จ แล้วสำเร็จเมื่อท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แจ้งธรรม ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วยซึ่งเป็นการถึงพร้อมพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ เรามากันที่นี่ก็มีเครื่องบูชาสักการะมาด้วยใช่หรือไม่ คิดลึกๆ ถ้าสิ่งที่นำมาบูชาย่อยออกไปเป็นอณูเล็กที่สุดมาประกอบกัน และอณูนั้นเป็นความดีที่จะบูชา จะดีกว่าเพียงนำดอกไม้มาหรือไม่ เพราะฉะนั้นทุกอย่างคิดละเอียดได้ จะทำให้รู้ว่าบูชาพระคุณเท่าใดก็ยังไม่พอ เครื่องสักการะก็เพียงนำมา แต่ต้องประกอบด้วยส่วนที่เล็กที่สุดนั่นคือความดีทุกขณะที่จะเกิดขึ้น นี่คือการบูชาที่เป็นสิ่งที่ดีกว่าอามิสบูชา พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีไม่ใช่เพื่ออามิสบูชา แต่เพื่ออนุเคราะห์ให้กุศลธรรมเกิด จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้

    เริ่มที่จะเข้าใจหรือยังว่า เสียงเช่นนี้เอง ในขณะที่ยังปรากฏว่าเป็นเสียง กำลังรู้เสียงที่ปรากฏว่าเป็นเสียงนี่เอง เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม แล้ววันหนึ่งๆ ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเสียง อย่างอื่นทุกอย่าง แต่ไม่ใช่เราสามารถที่จะเป็นตัวตนจงใจที่จะรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่จากการฟังนานมากแล้วเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อเสียงปรากฏเป็นปกติก็รู้เสียง ขณะนั้นอย่างอื่นไม่ปรากฏจึงเข้าใจความหมายว่า เสียงเป็นธรรมอย่างหนึ่งเพราะอย่างอื่นไม่ปรากฏ

    ค่อยๆ ไปทีละเล็กทีละน้อย ในขณะนี้เองเสียงมี กำลังปรากฏ รู้เสียงที่ปรากฏ ขณะนั้นไม่ต้องนึกว่าเป็นธรรม แต่ความจริงคือเสียงมีจริงๆ ปรากฏให้รู้ว่า สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเป็นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจว่า นี่คือไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย และใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่มีปัจจัยที่จะเกิด ขณะที่เสียงปรากฏจะไปรู้อย่างอื่นไม่ได้ จะไปเข้าใจอย่างอื่นไม่ได้ จะไปนึกถึงอย่างอื่นโดยที่เสียงกำลังปรากฏ จะไปเข้าใจอย่างอื่นก็ผิด เพราะไม่เข้าใจเสียงที่ปรากฏ ซึ่งขณะที่เสียงปรากฏ อย่างอื่นไม่มี ค่อยๆ ฟัง เสียงปรากฏ ขณะที่ลักษณะของเสียงปรากฏ อย่างอื่นไม่มี เริ่มเข้าใจลักษณะของธรรมอย่างหนึ่ง

    แต่มีธรรมมากมายที่ยังไม่ปรากฏกับสติและความเข้าใจ ขณะนี้มีแข็ง ย้ายจากเสียง เสียงก็มีเป็นเสียง เสียงปรากฏได้เมื่อมีหูหรือโสตปสาท แต่ขณะนี้ไม่ใช่มีแต่เสียง แข็งก็มี กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง เริ่มเข้าใจลักษณะนั้นตรงแข็ง ขณะนั้นอย่างอื่นต้องไม่ปรากฏ นี่คือกว่าทุกอย่างจะปรากฏทีละอย่าง ด้วยความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยในความเป็นธรรมซึ่งเป็นปกติ ต้องเป็นปกติเพราะเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ มิฉะนั้นก็จะมีตัวตนเป็นเราที่อยากจะทำให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิด ลืมว่าแท้ที่จริงขณะที่คิดก็เป็นธรรมที่เกิดแล้ว ทุกอย่างเกิดแล้ว เพียงแต่ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ละโลภะ ความติดข้องที่อยากจะไปรู้สิ่งที่ยังไม่ปรากฏและยังไม่เกิดขึ้น

    เริ่มชินกับเสียงหรือไม่ พอเข้าใจแล้วเริ่มชินกับเสียง เฉพาะเสียงที่ปรากฏ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย เสียงก็เป็นเสียง ปรากฏกับความไม่รู้ว่าเสียงเป็นธรรม แต่เมื่อฟังแล้วได้ยินคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนจากการที่เสียงปรากฏแล้วหมดไปโดยไม่รู้อะไรเลย เป็นเดี๋ยวนี้เสียงปรากฏ ยังปรากฎอยู่ เริ่มเข้าใจลักษณะของเสียงว่า ขณะนั้นอย่างอื่นไม่มีปนอยู่ในเสียงเลย เป็นธรรมแต่ละอย่าง

    อ.อรรณพ เมื่อเช้าฟังแล้วดูเหมือนเข้าใจอณูของความดีที่ท่านอาจารย์กล่าว แต่เมื่อสักครู่ที่ฟังท่านอาจารย์ก็เริ่มเข้าใจขึ้นว่า จากการสะสมความดีคือกุศล ซึ่งค่อยๆ สะสมไปจนกุศลนั้นมากขึ้นๆ จนมีกำลัง เช่น ปัญญาที่สะสมเพิ่มขึ้น จนกระทั่งปัญญานั้นมีกำลังเพิ่มขึ้นด้วยกุศลคุณความดี ปัญญาทั้งหลายนี้จึงจะเป็นการบูชาจริงๆ ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะคิดถึงว่า ขณะนี้เราก็มีประทีปซึ่งได้จุดบูชาด้วย กว่าจะเป็นประทีปนี้ มาจากไหน ถ้าไม่มีอะไรเลยสักนิดเดียว จะมาเป็นประทีปเช่นนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่กุศลจิตจะเกิด จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจความจริงและรู้ความจริงได้ ก็ต้องมาจากทีละเล็กทีละน้อย กิเลสทั้งหลายสะสมขณะที่เห็น ที่ได้ยิน แต่ละขณะของวาระที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ฉันใด แทน (ที่จะเป็น) อกุศลประเภทต่างๆ เหล่านั้น ก็เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ

    ขณะนี้ชัดเจนเลย เสียง ไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจ แต่ว่าเวลานี้ เสียงนี้คือธรรม เริ่มเข้าใจในลักษณะของเสียง เราเป็นเสียงหรือไม่ เสียงเป็นเราหรือไม่ เสียงของเราหรือไม่ ไม่ใช่ เสียงก็ยังคงเป็นเสียง เพราะว่าเกิดเพราะสมุฏฐานที่ทำให้เสียงเกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะเป็นใคร หรือเป็นของใครได้เลย จึงเป็นธรรมแต่ละอย่าง ทุกอย่างที่ปรากฏเพราะเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิด จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมลักษณะนั้นๆ เกิดมาปรากฏชั่วคราว เดี๋ยวก็หมดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ทุกขณะเป็นเช่นนี้

    นี่คือค่อยๆ สะสมความเข้าใจ ยังไม่หวังที่จะไปประจักษ์การเกิดดับ ยังไม่หวังที่จะหมดกิเลส เพียงแต่ว่าไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจถูกต้อง ก็เริ่มเข้าใจถูกต้องขึ้น ขณะที่เข้าใจละความหวัง ละความต้องการ เพราะว่าบางคนศึกษาธรรม ฟังธรรม ด้วยความต้องการจริงๆ อยากจะรู้มากๆ เหมือนกับว่ารู้ชื่อมากๆ แล้วจะเข้าใจธรรม แต่ความจริงคำเดียว เข้าใจในลักษณะของสิ่งที่มีจริงหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นชื่อมากมายหรือชื่อยาวๆ ก็เป็นเรื่องของความจริงที่มีอยู่จริงๆ นั่นเอง เช่น จะกล่าวว่าเสียงเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป ก็ยังจะขยายต่อไปอีกได้ ถ้าไม่มีจิตได้ยิน เสียงจะปรากฏได้หรือไม่ นี่คือเพื่อที่จะเห็นตามความเป็นจริงว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเจ้าของ หรือว่าบังคับบัญชาให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้เลย เพียงไม่มีโสตปสาท เสียงปรากฏไม่ได้เลย แม้ว่ามีเสียงก็ไม่ปรากฏ แต่เสียงก็ปรากฏกับความไม่รู้มานานแสนนาน จนกว่าเริ่มที่จะเข้าใจ

    เพราฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา แต่ว่าถ้าไม่กล่าวถึงปัญญา ไม่นึกถึงคำว่าปัญญา ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องกั้น อยากจะเรียกชื่อว่าปัญญา ใช่หรือไม่ แต่ความจริงเข้าใจถูกเมื่อใดก็เป็นปัญญาเมื่อนั้น โดยไม่ต้องเรียกว่าปัญญา ที่สำคัญคือเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังซึ่งพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ กำลังฟัง คิดเรื่องอื่นหรือไม่ ห้ามไม่ได้ แสดงความเป็นอนัตตาก็ไม่รู้ ทุกอย่างแสดงลักษณะที่เป็นอนัตตาทั้งนั้นแต่ไม่เคยรู้เลย กลับอยากจะให้ปัญญามารู้เสียง แทนที่จะเข้าใจว่าขณะนั้นเป็นธรรมแต่ละอย่าง ถึงไม่ใช่เสียง เป็นคิดก็เป็นธรรม

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้อธิบายถึงปรมัตถธรรมว่ามี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ซึ่งท่านอาจารย์กล่าวว่าไม่มากเลย แต่มีความละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และปรมัตถธรรมนั้นคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งก็มีจริงจนถึงที่สุด กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า มีจริงจนถึงที่สุดคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีคุณคำปั่นหรือไม่ เป็นที่สุดของความจริงหรือไม่ คุณคำปั่น ไม่ใช่เลยใช่หรือไม่ ที่สุดจริงๆ คืออะไร เป็นคุณคำปั่นหรือไม่ เห็นเป็นคุณคำปั่นหรือไม่ ได้ยินเป็นคุณคำปั่นหรือไม่ เพราะฉะนั้นที่สุดของเห็นคือ เป็นธรรมหรือเป็นธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป นี่คือที่สุดของความจริงของเห็น

    อ.คำปั่น คือเป็นธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่แล้วดับไป ซึ่งไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีคนที่เห็น แต่ว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่

    ท่านอาจารย์ หลายแสนกัปป์มาแล้ว เห็นมีหรือไม่ เกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก เดี๋ยวนี้ก็คือ เห็นต้องเป็นเห็น จะเป็นอื่นไม่ได้เหมือนเมื่อแสนกัปป์มาแล้วเห็นก็เป็นเห็น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นกาลเวลาในอดีต หรืออนาคต หรือปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงความจริงนี้ไม่ได้เลย นี่คือความจริงที่สุด คือ เห็น มี แต่ไม่ใช่ชื่อนั้น ชื่อนี้ คนนั้น คนนี้ แต่เป็นธาตุที่เกิดขึ้นทำกิจเห็นแล้วดับไป นี่คือปรมัตถ์ ความจริงที่สุดคือเท่านี้เอง

    อ.คำปั่น ตรงกับความหมายของปรมัตถธรรมจริงๆ คือ เป็นธรรมที่มีจริง ที่ไม่มีใครที่จะไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นได้เลย

    ท่านอาจารย์ สับปะรด จริงหรือไม่ ไม่จริง แข็งจริง รสจริง นี่คือความจริงที่สุด สิ่งที่ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หวานเป็นสับปะรดหรือไม่ เปรี้ยวเป็นสับปะรดหรือไม่ แต่หวานจริงๆ เปรี้ยวจริงๆ เป็นธรรม ซึ่งเกิดปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นแล้วดับไป และไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียวเลย มีแต่จะไป เพราะมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นแล้วดับ เกิดขึ้นแล้วดับสืบต่อกัน

    ดังนั้น สังสารวัฏฏ์ที่ว่ายาวนานก็คือ การเกิดดับของสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ได้แก่ จิตและเจตสิกเกิดรู้ โลกจึงปรากฏ แล้วแต่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะที่ปรากฏทางตา หรือว่าเสียงปรากฏทางหู กลิ่นปรากฏทางจมูก รสปรากฏทางลิ้น ขณะนี้กายมีสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบสัมผัสแล้วใจก็รับรู้และจำได้ทั้งหมดวนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่พ้นไปจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดมาแล้วมีอะไรมากกว่านี้หรือไม่ สิ่งที่ดับไปแล้ว ดับไป แต่ใจก็รับรู้ แล้วสัญญาสภาพจำก็จำไม่ลืม แม้สิ่งนั้นไม่เหลือก็ยังจำ เป็นความฉลาด เป็นปัญญาหรือไม่ ไม่มี ไม่มีจริงๆ ไม่กลับมาอีกด้วย แต่ก็ยังจำว่ามี

    เพราะฉะนั้น กว่าจะเข้าใจความจริงที่สุด สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ ไม่เกิดแล้วจะปรากฏได้อย่างไร แล้วถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้ เมื่อเกิดมาแล้วไม่ยั่งยืนเลย รวดเร็วมากยิ่งกว่าในมายากล เพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย นี่คือความจริงที่สุด

    อ.อรรณพ ดับไปแล้วไม่มาอีกเลยแล้วจะเล่นกลอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เหมือนยังอยู่ เหมือนมีอยู่

    อ.อรรณพ แต่จริงๆ ดับไป

    ท่านอาจารย์ คุณอรรณพมีพี่หรือไม่

    อ.อรรณพ จำว่ามี

    ท่านอาจารย์ แล้วมีจริงๆ หรือไม่ อะไรเป็นพี่

    อ.อรรณพ สภาพธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฏแต่ละทาง

    ท่านอาจารย์ ปรากฏแล้วดับหรือไม่

    อ.อรรณพ ต้องดับ

    ท่านอาจารย์ แล้วพี่อยู่ที่ไหน

    อ.อรรณพ อยู่ด้วยความจำไว้

    ท่านอาจารย์ เท่านั้นเอง แม้ดับไปแล้วก็ยังจำว่ามี

    ผู้ฟัง เมื่อตอนนั่งรถมาได้ฟังเทปที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งมีทุกข์และสมุทัย ลุ่มลึกเพราะเห็นได้ยาก ส่วนนิโรธและมรรคนั้นเห็นได้ยากเพราะว่าลุ่มลึก ขอความกรุณาท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติม

    ท่านอาจารย์ ลุ่มลึกเพราะเห็นได้ยากคือ ทุกขอริยสัจจะ หมายความถึงสภาพที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ เห็นยากหรือไม่ว่า เกิดแล้วดับ

    ผู้ฟัง ส่วนนิโรธและมรรค ตรงกันข้ามคือว่า เห็นได้ยากเพราะลุ่มลึก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เห็นยากว่าเป็นมรรค ไม่เชื่อด้วยซ้ำไปใช่หรือไม่ ความเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย เช่นวิตกเจตสิกไม่เกิดกับจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แสดงความเล็กน้อยของชั่วขณะที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ปรากฏว่าเห็น จะกล่าวว่าแวบเดียวเร็วที่สุด เสียงก็สั้นมากเช่นเดียวกัน กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ คือเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็ปรากฏเพียงเล็กน้อยคือการเกิดดับ เห็นหรือไม่ เมื่อยังไม่เห็น จะเห็นได้หรือไม่เมื่อเป็นความจริง สิ่งที่เป็นความจริงพิสูจน์ได้ รู้ได้ แต่ต้องด้วยปัญญาความเห็นที่ถูกต้องขึ้นทีละเล็กทีละน้อย บางคนก็บอกว่าไม่ทันใจ เท่านี้หรือที่กำลังฟังแล้วเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จะเป็นทางที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ต้องไปทำอย่างอื่น ต้องทำให้สงบนิ่งแล้วสภาพธรรมก็จะปรากฏ

    แต่ความจริงคือไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ปัญญา" ไม่เข้าใจความหมายของ "ความเห็นถูก" ไม่เข้าใจความหมายของ "พุทธะ" ปัญญาทั้งนั้นเลย ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้ขณะนี้เอง ถ้าไม่มีปริยัติการฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงๆ ว่า ขณะนี้แม้เสียงที่ปรากฏจริงเกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าไม่รู้เช่นนี้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตายก็ผ่านไปโดยหาปัญญาไม่เจอ ปัญญาจะไปรู้อะไร ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่ปรากฏก็ไม่รู้ แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏจากที่เคยไม่รู้ก็มีความเข้าใจขึ้น

    นี่คือความรอบรู้ในปริยัติซึ่งเป็นสัจจญาณ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ถึงปฏิปัตติ ถ้าไม่มีความรู้เลยว่าปัญญารู้สิ่งที่ปรากฏ ก็คิดว่าจะไปรู้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นนี่หรือมรรค บางคนสงสัย บางคนหลงทาง คือไม่เข้าใจเลยว่า ปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะรู้ความจริงได้ และปัญญาก็ไม่เกิดขึ้นมากมายทันที ถ้าไม่ได้สะสมมีกำลังพอที่จะเข้าใจความจริงที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้ แต่ถ้าสะสมความเข้าใจเพิ่มขึ้น ใครจะบอกว่าไม่ใช่ปัญญา หรือว่าไม่ได้รู้ความจริง ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเห็นผิด ความเข้าใจผิด ก็ไม่รู้ว่ามรรคคืออย่างไร จึงเป็นเหตุที่ลึกซื้ง เห็นยากว่า หนทางนี้เป็นหนทางที่จะทำให้ค่อยๆ ละความไม่รู้ซึ่งมากมายมหาศาล แล้วยังมีความต้องการที่ติดข้องอยากจะรู้แทรกเข้ามาอีกด้วย ก็มากมายมหาศาลอีก ดังนั้น ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากความเข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าความไม่รู้จะค่อยๆ หมดสิ้นไป

    ขอเล่าเรื่องเบ็ดเตล็ด เมื่อวานนี้ระหว่างที่พวกเราไปรับประทานอาหารที่โรงแรม ซึ่งปกติดิฉันจะไม่รับประทานอาหารเย็น ก็นั่งอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ไกลจากที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ ไม่ไกลแต่ไม่ได้หมายความว่าตรงนี้ ถึงอย่างไรก็เป็น ณ บริเวณของคยา ก็มียุงตัวหนึ่ง ยุงที่นี่ตัวไม่ใหญ่ ตัวเล็ก วิตก ห้ามไม่ได้เลย เกิดขึ้นที่จะตรึกถึง เมื่อผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วประทับอยู่ ณ บริเวณนี้ ๔๙ วัน ๗ สัปดาห์ เมื่อพระอาทิตย์ตกมืดสนิท ไฟฟ้าก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่เรานั่งอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างก็ยังรู้สึกไม่พอ เดือดร้อน (ต่าง) กับผู้ที่ไม่มีกิเลสเลย เมื่อพระอาทิตย์ลับไปความมืดก็เข้ามา จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นอีก ไม่มีความปรารถนาต้องการที่จะให้มีแสงสว่าง แสงไฟ หรืออะไรเลยทั้งสิ้น เพราะขณะใดที่หวังหรือต้องการนั่นคือเป็นไปเพราะกิเลส

    จะเห็นได้ว่าความอดทนของเราพอหรือไม่ ที่จะเป็นความดีในบารมีทั้ง ๑๐ ความอดทนทุกอย่าง ทั้งรสอาหาร ทั้งอากาศ ทั้งคำพูด ทั้งอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะละกิเลสหรือไม่ เพิ่มอยู่ตลอดในขณะที่คิดว่าจะละกิเลส ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีปัญญา ที่มีความเข้าใจจริงๆ ในธรรมซึ่งกำลังปรากฏ ไม่ต้องไปคิดหวังเลยว่าจะละกิเลสตราบใดที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    7 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ