ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านอัมพวา รีสอร์ทแอนด์สปา จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในระหว่างเห็นกับได้ยิน ก็จะมีความใส่ใจแล้วโดยไม่รู้ตัวเลย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา แต่เมื่อมีปัญญาแล้ว จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีจริงเพียงหนึ่ง ก็จะรู้ความต่างว่ายังมีสภาพธรรมอื่นที่มีลักษณะเพียงเป็นธรรม ความเข้าใจว่าเป็นเพียงธรรม ไม่ใช่เป็นคำพูดที่นึกถึงว่าเป็นเพียงธรรม แต่ตอนแรกใครก็ห้ามความคิดไม่ได้ แม้แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น ก็จะมีความคิดว่า เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง กำลังเห็น อาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้ แต่ให้ทราบความรวดเร็วว่า แม้ขณะที่บอกว่า เห็นมีจริง ขณะนั้นไม่ได้เข้าใจเห็น เพราะกำลัง "คิด" คำว่า เห็นมีจริง

    เพราะฉะนั้นลองคิดถึงนิมิตอนุพยัญชนะ ซึ่งต้องเป็นปัญญาที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะที่ไม่ใช่คิด แล้วก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นที่เริ่มเข้าใจ ขณะนั้นไม่ได้สนใจในนิมิตอนุพยัญชนะ แต่ความละเอียดของการที่ไม่ได้สนใจในนิมิตอนุพยัญชนะมีอีกมาก ไม่ใช่เพียงขั้นต้น แต่ก็จะต้องมีการที่ปัญญาเพิ่มขึ้น จนสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ ว่า เมื่อไม่ได้สนใจในนิมิตอนุพยัญชนะของสิ่งที่ปรากฏ จึงสามารถเข้าใจสภาพธรรมอื่น ซึ่งเกิดสืบต่ออย่างรวดเร็ว เพราะขณะนี้ เห็นกับได้ยิน ห่างกันแล้ว โดยมีคิดนึกคั่น ก็ไม่รู้เลยว่าขณะนี้คิด เพราะคิดไม่จำเป็นต้องคิดเป็นคำ เพียงคิดถึงรูปร่างสัณฐานก็คิดแล้ว เพราะฉะนั้นจนกระทั่งถึงคิดเป็นคำ ก็มีความห่างไกลของการที่จะไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ก็จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเริ่มมีความเข้าใจตรงตามความเป็นจริง เพราะว่านอกจากสภาพธรรมที่เป็นทุกขอริยสัจจะ คือสภาพจริงๆ ของธรรม คือเพียงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ยังต้องรู้ถึงความติดข้องด้วยว่าแม้รู้อย่างนั้นขณะนั้นมีความติดข้องหรือไม่ เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของการละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ขณะที่กำลังติดข้องและไม่รู้ว่าเป็นความติดข้อง ขณะนั้นก็ยังละความติดข้องไม่ได้ เป็นเรื่องที่จะต้องอบรม และเป็นความเข้าใจจริงๆ ทั่วขึ้นตามลำดับด้วย

    อ.วิชัย ที่กล่าวว่า สิ่งต่างๆ ที่มี แม้ในขณะนี้ มีแล้วก็ไม่มี คือไม่มีอะไรที่จะหลงเหลืออยู่ให้ยึดถือว่าเที่ยงเลย แม้จะกล่าวอย่างนี้ แต่เพียงฟังและเพียงคิดตาม การที่จะรู้ถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่มี ก็ต้องมีการเริ่มต้นสำหรับผู้ที่ใหม่ ไม่ใช่เพียงคิดว่าสิ่งที่มีขณะนี้ไม่เที่ยง ดังนั้น การเริ่มต้นที่จะรู้ว่ามีลักษณะของความไม่เที่ยงมีจริง ควรเริ่มอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ในขั้นการฟังก่อน เพราะเหตุว่าแม้ขณะนี้สภาพธรรมจะเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะปรากฏว่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น การฟังแล้วมีความเข้าใจจริงๆ อย่างมั่นคงว่าทุกอย่างเป็นอย่างนี้ แม้ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน ฟังจนกระทั่งสามารถที่จะชำระจิตที่เคยเต็มไปด้วยเรื่องราวอื่นๆ ที่ทำให้มีการผูกพันยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือมีความไม่พอใจขุ่นเคืองใจใดๆ ทั้งหมดที่มี ค่อยๆ จางลง และประกอบด้วยความเห็นถูกตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นสิ่งซึ่งมี ไม่ใช่ไม่มี แต่มีเมื่อเกิดปรากฏ แล้วหมดไป

    ถ้ามีความที่เข้าใจอย่างแท้จริง และมีความจำอย่างมั่นคง เวลาที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดปรากฏเฉพาะหน้า ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าเมื่อขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ แล้วจะรู้ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากมีความเข้าใจขึ้นแล้วก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นเป็นปกติด้วย เพราะเหตุว่าทุกขณะไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลดลให้เกิดขึ้นตามใจชอบได้เลย แต่ก็เกิดแล้วทุกวันเมื่อวานนี้ก็เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ผ่านไปแล้วตามวันเดือนปี ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร อีกไม่นานก็ถึงพันปี หรือสองพันปี ต่อๆ ไป ทุกขณะก็เป็นเพียง ณ กาลครั้งหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น กว่าจะได้ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงอย่างแท้จริงว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งซึ่งขณะนี้กำลังเกิดดับ และได้บำเพ็ญพระบารมีคือคุณความดีทั้งหลายที่จะชำระจิตจากความเน่า เป็นขยะหรือเป็นพิษ เป็นโทษภัย จนสามารถที่จะสะอาด แข็งแรง และมั่นคง พอที่จะกล้าพบกับความจริง คือในขณะนี้ทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่เหลือเลย แต่ในความจำ ไม่ว่านานแสนนานมาแล้ว หลายภพหลายชาติก็จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีอัตตะคือความเป็นตัวตน สิ่งหนึ่งสิ่งใด สัญญาคือความจำ เวลาเห็นก็จำได้เลย

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วคิดว่าจะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะขณะนั้นเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นความต้องการ และเป็นความไม่รู้ ครบทั้งหมด แล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ก็ฟังเพื่อที่จะเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี และจะรู้ได้ว่ามีแล้วโดยที่ไม่ต้องมีใครไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแทนที่คิดจะทำ ก็เป็นเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้แต่ละหนึ่งจากการฟัง รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก

    เพราะฉะนั้นจะเป็นสิ่งเก่าได้อย่างไร นานแสนนานมาแล้วก็มีธรรม สิ่งที่มีจริง เป็นธาตุ หรือ ธา - ตุ ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ และธาตุก็มีมากมายประมาณไม่ได้เลย แม้ในวันนี้เอง จิตเกิดดับสืบต่อ ขณะนี้ไม่ใช่ขณะก่อน และไม่ใช่ขณะต่อไปด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะ ใครจะนับได้ว่าหลากหลายมากมายสักเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งซึ่งเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ผู้ที่ต้องการรู้ความจริง เกิดมามีสิ่งที่ปรากฏ และความจริงของสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากจะรู้เลย ก็คือว่า ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย แต่ถ้าคิดว่าเกิดมาแล้วมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้ได้ยิน ควรเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีหรือไม่ว่าคืออะไรแน่

    นี่คือพระดำริของพระโพธิสัตว์ จากการที่ยังไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรม แต่จากการที่สภาพธรรมปรากฏ ก็ทำให้มีการวิตก ตรึกถึงว่าแล้วสิ่งนี้มีเพราะอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร นี่ก็เป็นการที่ค่อยๆ อบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เพราะว่าเรื่องของการเกิดการตายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่ตายแล้วไม่เกิด หรือเกิดมาแล้วที่จะไม่ตาย ไม่มีเลย แต่จากการเกิดล่วงไป ล่วงไป ทีละขณะ ได้อะไรจากชีวิตที่เกิดมา นอกจากความติดข้อง ความต้องการ ไม่สิ้นสุด และไม่จบ

    บางคนก็อาจจะปรารถนาลาภ ปรารถนายศ ปรารถนาอำนาจ ปรารถนาความชมเชย ปรารถนาทรัพย์สมบัติ ได้มาแล้ว อะไรติดตามมา คือความติดข้อง ความไม่รู้ เพิ่มพูนขึ้น แสวงหามากขึ้น แม้ไม่ได้ในทางที่สุจริตก็ในทางทุจริต เพราะความต้องการ จนลืมว่าต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ ที่ผูกพันไป โดยที่ว่าไม่ใช่เจ้าของอะไรเลยทั้งสิ้น สมบัติที่อยู่นอกกาย มีเมื่อคิด แต่ว่าความจริงสภาพธรรมทั้งหมดเกิดดับ ถอยมาใกล้จนถึงตัวซึ่งเป็นที่รักที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่น ไม่มีใครปฏิเสธได้ ว่าจะรักอื่นยิ่งกว่าตัว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครเลย แต่ก็มีตัวนี้เกิดมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะรักอะไร ยังไม่เห็นอะไร ยังไม่มีเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่ความรักตน มีแล้วตั้งแต่เกิด

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย รักตน รักตัว เห็นแก่ตัว โดยที่ไม่ได้ทราบเลยว่า แท้ที่จริงแล้วความเห็นแก่ตัวเป็นปกติธรรมดา จนกระทั่งไม่ได้สังเกตกันเลย ว่าแท้ที่จริงรักตัวมากเพียงใด เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัว เข้าใจว่ามีตัวจริงๆ แล้วก็จากตัวนี้ไปด้วย ไม่สามารถที่จะนำตัวนี้ไปได้เลย แต่จิตซึ่งเกิดดับสืบต่อ สะสมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว ที่ใช้ภาษาว่า กุศล กุสล (กุ - สะ - ละ) หรือ อกุศล คือ อกุสล (อะ - กุ - สะ - ละ) สะสมอยู่ในจิต ติดตามไป ไม่มีใครสามารถที่จะนำไปจากจิตได้เลย ขโมยลักไม่ได้ น้ำท่วมไม่ได้ ไฟไหม้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่รูปธรรมที่ใครจะทำลายได้ เป็นธาตุรู้ คิดถึงคำนี้ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย ขณะนี้กำลังมี แต่เพราะเหตุว่าเป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้

    เมื่อเป็นธาตุรู้เกิดขึ้น ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้น แทนที่จะเข้าใจถูกในขณะนั้นว่า ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ไม่มี ไม่ปรากฏเลยทั้งสิ้น ความไม่รู้ก็ทำให้พอใจติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ทั้งทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง เป็นอย่างนี้ไม่มีวันจบนานแสนนานมาแล้ว ออกจากกรงของสังสารวัฏฏ์ คือการเกิดดับสืบต่อของธาตุรู้ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นไม่หยุดเลย จนกว่าสามารถที่จะรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะดับสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้อย่างไร แต่ก็เป็นสิ่งซึ่งแสนยาก ถ้าไม่มีบารมีคือคุณความดี และความมั่นคงในการที่จะเป็นผู้ที่มีโอกาสได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง เพราะว่าทุกคนพูดคำว่า วิชชา หรือปัญญา เหมือนต้องการที่ไม่อยากจะไม่รู้อะไรเลย ก็ศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้รู้เรื่องต่างๆ เป็นสิ่งซึ่งทุกคนแสวงหา แต่ไม่ได้แสวงหาความจริง คือ ในขณะนี้เอง

    ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึก วิชาใด ศาสตร์ใด ก็ไม่มีทั้งสิ้น และสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เป็นวิชาทางโลกที่สำคัญมาก ที่ขวนขวายแสวงหา ติดตามไปหรือไม่ แต่สิ่งที่ติดตามไปคือความติดข้องและความไม่รู้ความจริง ซึ่งเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไม่มี แต่ชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดก็ต้องเกิด และไม่เป็นอิสระ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นอนัตตา คือบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลย และทุกขณะ ทุกวัน ก็เป็นความจริง แต่ลืมคิด ลืมที่จะเข้าใจ

    แม้แต่ขณะนี้เอง กำลังเห็น ไม่มีทางที่จะเข้าใจเลยว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่เรา เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป หนึ่งขณะแล้ว ได้ยินก็เช่นเดียวกัน แม้แต่คิดนึก ต่างคนก็ต่างคิด ต่างคนก็ต่างใจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางเลยที่สิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นเพียงหนึ่งดับไปแล้วขณะต่อไปจะเหมือนเดิม เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าเมื่อมีการเห็นครั้งหนึ่ง มีความติดข้องครั้งหนึ่ง ก็เป็นปัจจัยให้เกิดความติดข้องพอใจ ไม่มีวันจบ ซึ่งแต่ละคนถ้าไม่ได้ศึกษาธรรม ก็จะไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของแต่ละขณะในชีวิตเลย จึงเป็นผู้ที่หวั่นไหว เดือดร้อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ดูเหมือนสำคัญเหลือเกิน แต่ความจริงเพียงจิตหนึ่งขณะ เกิดขึ้นคิดแล้วดับไป สืบต่อกัน แม้แต่ความคิดก็ต้องคิดทีละหนึ่งคำ กว่าจะเป็นเรื่องราวมากมายใหญ่โตสำคัญเหลือเกิน แต่ความจริงถ้าจิตขณะนั้นไม่คิด เรื่องนั้นไม่มี หรือกำลังคิดอยู่ แต่หยุดคิด และเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น เรื่องเก่าก็ไม่มีแล้ว

    เพราะฉะนั้น ทุกขณะในขณะนี้พิสูจน์ได้ กำลังเห็น กำลังฟัง ก็มีเสียงอื่นเกิดแทรกก็ได้ ใครทำ ไม่มีใครทำเลย แล้วทำไมไม่เห็นความเป็นอนัตตา การที่ทุกสิ่งทุกอย่างเดี๋ยวนี้เอง เป็นการที่จะพิสูจน์ให้รู้ว่า ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น มี ๒ โลก คือโลกของความไม่รู้กับโลกของความรู้ โลกของความไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ แล้วจะไปรู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วไม่รู้จักความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ก็เป็นโลกของความไม่รู้ โลกของความหลงคิด ติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ไม่รู้เลย กำลังคิดก็จากโลกนี้ไปได้ เรื่องสำคัญทั้งหลายก็จบ ไม่สามารถที่จะติดตามไปได้เลย แต่ระหว่างที่ยังไม่จากโลกนี้ไป เรื่องก็ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นคือโลกของความไม่รู้

    แต่อีกโลกหนึ่ง ไม่ได้ต่างจากโลกเดี๋ยวนี้เลย โลกเดิม เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เห็น ได้ยินเหมือนเดิม แต่มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ในสิ่งที่มี ที่เดิมเข้าใจว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้ความจริง ก็จะเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงๆ นั้นคืออะไร เป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏลักษณะแต่ละหนึ่ง แล้วดับไป และไม่กลับมาอีก แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ที่ว่าเราเกิด สัตว์เกิด ฯลฯ ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น ก็จะไม่มีสิ่งที่มีชีวิต ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้น ก็จะต้องเป็นไป เพราะเหตุว่าใครจะบังคับธาตุให้เป็นอย่างที่พอใจได้

    ธาตุทุกอย่างเป็นธาตุจริงๆ แต่ละหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น ธาตุรู้ มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นต้องรู้ จะให้ไม่รู้ไม่ได้ อย่างขณะนี้เห็น ไม่ให้เห็นไม่ได้ เพราะว่าเห็นเกิดแล้ว เด็กเล็กๆ ก็เห็น สัตว์ก็เห็น คนก็เห็น ถ้าจะกล่าวถึงโลกอื่น เช่น เทพ เทวดาก็เห็น รูปพรหมก็เห็น แต่เห็นก็เป็นเห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในขณะนี้ที่เต็มไปด้วย "เห็น" ก็เป็นโลกของความไม่รู้จัก "เห็น" และเห็นมาแล้วมาก และไม่รู้จักมาแล้วมาก แล้วก็จะเห็นต่อไปอีกมาก ก็ไม่รู้ความจริงอยู่นั่นเอง

    เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกโลกหนึ่ง โลกของความมืดบอด โลกของความไม่รู้ โลกของความติดข้อง โลกของความเข้าใจว่า ทุกอย่างเที่ยง โลกของการคิดว่าเป็นเรา มีเรา และเป็นของเราด้วย ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะรู้ความจริงไม่ง่าย ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าเป็นการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มรู้จักพระองค์เมื่อได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะรู้จักพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น คำพูดก็เป็นคำที่ว่างเปล่าจากความจริง เมื่อกล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง กล่าวอย่างนี้จริงใจหรือไม่ เป็นความจริงเพียงใด เข้าใจเพียงใด หรือยังไม่ได้พึ่งเลย แต่ก็กล่าวว่ามีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์ ก็ต่อเมื่อได้เข้าใจพระธรรม ถ้าไม่มีการฟัง การศึกษา การไตร่ตรอง จนกระทั่งเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ความจริง ไม่มีทางเลยที่ใครจะคิดธรรมคือความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ แต่ผู้ที่ประมาท แม้คำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เข้าใจว่าเพียงอ่านก็เข้าใจได้ หรือเพียงคำสองคำก็เข้าใจ

    บางคนได้ยินเพียงบางคำ แต่คิดเองจนกระทั่งเป็นหนังสือเล่มใหญ่ แล้วใครคิด ใครเขียน เป็นความจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ จะอันตรธานหรือไม่อันตรธาน คือสูญไป หรือไม่สูญไป ไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสือ แต่อยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละคน ซึ่งเป็นผู้ที่พิจารณาไตร่ตรอง แล้วค่อยๆ ศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ที่จะไม่เปลี่ยนคำสอน ซึ่งถ้าเปลี่ยนไปโดยการที่แต่ละคนคิดเองและเข้าใจผิด ก็คือเป็นเหตุให้พระธรรมอันตรธาน

    ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมแต่ละครั้ง ไม่ใช่เพื่อที่จะหมดกิเลสวันนี้ หรือจะเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เหมือนบุคคลในครั้งอดีต เช่น วิสาขามิคารมารดา เป็นพระโสดาบันเมื่ออายุ ๗ ขวบ อยากจะเป็นไหม สนใจไหม หรือไม่ว่าจะเป็นท่านพระราหุลหรือเป็นใครก็ตาม ลืมคิดถึงเหตุปัจจัยที่จะทำให้ปัญญาถึงการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏตามปกติ แต่หวังว่าจะไปทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อที่จะให้เป็นอย่างท่านเหล่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องฟังด้วยการที่เข้าใจจริงในแต่ละคำ ทีละคำด้วย

    เมื่อวานนี้ฟังธรรมหลายคำ ลืมไปกี่คำ และจำได้กี่คำ มั่นคงหรือยัง เมื่อวานนี้ก็มีเรื่องซ้ำ วิดน้ำออกจากเรือ จำได้กี่คำ จำคำว่า วิด น้ำ ออก จาก เรือ แต่ความหมายและความลึกซึ้งของการที่จะรู้ว่าวิดน้ำออกจากเรือคืออะไร ไม่ใช่ให้จำเรื่องวิดน้ำออกจากเรือ แต่ให้รู้ความจริงว่าขณะนี้จิตเป็นอย่างไร มีอกุศลมากไหม หนักไหมอกุศล ไม่เบาเลย แล้วทำไมไปคิดเรื่องเรือ และวิดน้ำออกจากเรือ แล้วก็จำได้เพียงวิดน้ำออกจากเรือ แต่สาระจริงๆ ก็คือว่า ทุกคนมีจิต แต่ไม่เคยรู้ความจริง คิดว่าดีแล้ว แต่ความจริงน้ำเต็มเรือใช่ไหม และที่จะวิดน้ำออกจากเรือ อะไรที่จะนำน้ำออกจากเรือ คือถ้าจะให้กิเลสหมดไปได้ มีหนทางอื่นไหม นอกจากความเข้าใจ เพราะเหตุว่าความมืดกับความสว่าง ลักษณะก็ต่างกัน ความเข้าใจกับความไม่เข้าใจก็ต่างกัน

    ถ้ารู้ว่ายังไม่เข้าใจสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่คิดเรื่องอื่น หรือไปจำตัวอย่าง ไปจำเรื่องราว แต่ทั้งหมดให้รู้จักตนเองตามความเป็นจริงว่าปัญญาเท่าใด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเลยที่จะเข้าใจการเกิดดับว่าจะประจักษ์แจ้งเมื่อไร แต่เริ่มเข้าใจจากการฟังแล้วก็ไตร่ตรอง ในครั้งก่อนพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องของอกุศลแก่ผู้ที่มากด้วยอกุศล และแสดงเรื่องของกุศลกับผู้ที่มากด้วยกุศล แล้วเราอยากฟังเรื่องอะไร

    อ.วิชัย เพราะรู้ว่าอกุศลมากก็อยากจะเข้าใจอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กว่าจะตระหนักถึงความจริงว่า วันนี้ เพียงวันนี้เท่านั้น อกุศลเท่าใดแล้ว เพียงยังไม่ถึงครึ่งวัน อกุศลก็มากตั้งเท่านี้ แล้วในสังสารวัฏฏ์แสนนานมาแล้ว อกุศลจะมากสักเพียงใด เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าเรามุ่งมั่นที่อยากจะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ โดยที่ไม่รู้ความจริงเลยว่า จิตเต็มไปด้วยความติดข้อง มีความเป็นเรา มีความยึดมั่น มีความผูกโกรธ มีความพยาบาท มีความสำคัญตน มีทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นน้ำทั้งนั้นเลย หนักขึ้น หนักขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่อดทน และรู้ว่าโลกของความจริงคือเดี๋ยวนี้ ถ้าปัญญาเข้าใจเกิดขึ้น แต่ถ้าขณะใดก็ตามยังเหมือนเดิม ไม่เข้าใจ ยังเป็นโลกเก่า คือโลกของความไม่รู้ แต่สิ่งที่ปรากฏเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ก็เห็นอย่างนี้เอง และได้ยินอย่างนี้เอง จะมีอะไรนอกจากสิ่งที่ปรากฏ กับสภาพที่กำลังเห็นทางตา จะมีอะไรนอกจากได้ยินกับเสียงในขณะที่ได้ยิน จะมีอะไรนอกจากกลิ่นกับสภาพที่กำลังรู้กลิ่นนั้น

    เมื่อคืนนี้ไม่ทราบในห้องใครมีดอกมะลิส่งกลิ่นหอมบ้างไหม กว่าจะหลับก็กลิ่นดอกมะลินั่นเองเต็มห้อง แล้วเข้าใจอะไรหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เต็มไปด้วยความไม่รู้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าเข้าใจคือปัญญา ถ้าจะใช้ภาษาบาลี หรือจะใช้คำว่า วิชชา ก็ได้ แต่ภาษาไทยถ้าจะเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ เข้าใจ เพราะฉะนั้น มีคำว่าเข้าใจถูก เข้าใจผิด และเข้าใจถูกต้อง ต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งธรรมดาจริงๆ ถ้าผิดปกติ ไม่ใช่หนทาง เพราะเหตุว่าอะไรทำให้ผิดปกติ ในเมื่อสิ่งนี้เกิดแล้วเป็นปกติ แต่ไม่รู้ความเป็นปกติ

    เพราะฉะนั้น หนทางของปัญญาเป็นหนทางที่ยากยิ่งกว่าที่ทุกคนคิด คือรู้ความเป็นจริงของสิ่งที่มีตามปกติ เพราะรู้ว่าถ้าขณะนั้นไม่รู้ ก็คงไม่รู้ต่อไป แต่ว่าเริ่มจากการฟังและเข้าใจ วันหนึ่งก็สามารถที่จะรู้จักสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ทีละเล็ก ทีละน้อย จนกว่าจะคุ้นเคย รู้ว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ เท่านั้น จนกว่าเมื่อคุ้นเคยแล้ว ก็สามารถที่จะคลายการติดข้องที่ยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และจะเข้าใจความจริงที่ว่า เมื่อละคลายความติดข้อง สภาพธรรมก็จะปรากฏตามความเป็นจริง ซึ่งต้องเป็นไปตามลำดับขั้นด้วย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    22 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ