ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นถ้าได้ยินคำว่า ธรรม ทุกคนคิดอย่างไร ก็ต่างคนต่างคิด ก่อนฟัง ก่อนศึกษาธรรมจริงๆ คำว่า กุสลา ธัมมา, อกุสลา ธัมมา, อัพยากตา ธัมมา ใครไม่เคยได้ยินบ้าง ถ้าไปงานศพได้ยินแน่นอน แล้วเข้าใจอะไร เพราะเหตุว่าไม่ใช่ภาษาไทย คนไทยก็นำคำภาษาบาลีมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้นำความหมายที่แท้จริงของคำนั้นมาเลย เพียงแต่ว่านำมาสืบ สืบต่อๆ กัน พอที่คนไทยจะเข้าใจได้ว่า กุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร ธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นก็ได้ยินเพียงคำว่า กุสลา ธัมมา ก็คิด อกุสลา ธัมมา ก็คิด แล้ว อัพยากตา ธัมมา เป็นภาษาบาลี แต่คนไทยไม่เคยใช้ นี่แสดงให้เห็นถึงว่าการฟังธรรมผิวเผิน ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจความละเอียด

    แม้แต่คำว่าธรรม เราอาจจะคิดของเราเองก่อนที่จะได้ยินได้ฟัง แต่ถ้าเข้าใจความจริงว่า คำนี้หมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แม้แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเดี๋ยวนี้ บางคนก็ไม่ทราบว่าอะไรใช่ไหม นี่คือความไม่รู้อย่างชัดเจน เพียงแต่บอกว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไร แต่ละท่านลองตอบมา สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ คนที่ไม่เคยฟังเลย ก็จะตอบไปคนละอย่าง แต่ถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า ความคิดของแต่ละคน ไม่ใช่การตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดยิ่ง เช่น ถ้าบอกว่าขณะนี้อะไรมีจริง อาจตอบว่า โต๊ะ ดอกไม้ คน มีจริงๆ ใช่ไหม นี่คือความคุ้นเคยกับสิ่งที่มี แล้วก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าบอกว่า เห็นมีจริง ก็เริ่มสับสนแล้ว และพูดทำไมเรื่องเห็น ก็ดูเป็นของธรรมดา ใครๆ ก็เห็น แล้วบอกว่าเห็นมีจริง แต่ถ้าไม่มีเห็น จะมีดอกไม้ไหม จะมีคนไหม จะมีอะไรสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏเป็นเรื่องราวต่างๆ ไหม ก็ต้องไม่มีเลย

    ความลึกซึ้งของธรรม ลึกซึ้งคือสามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งที่ดูเป็นธรรมดา แต่เมื่อยิ่งฟังก็ยิ่งละเอียด ยิ่งลึกซึ้ง และยิ่งรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไม่ใช่คนธรรมดาที่ไม่รู้ แต่เป็นผู้เลิศในจักรวาลที่ไม่มีบุคคลใดเปรียบปานได้ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ ถ้าไม่มีการฟังธรรมให้เข้าใจ เราก็กล่าวแต่เพียงว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่ไม่รู้เลยว่าพึ่งอะไร พึ่งพระพุทธเจ้าเพื่อให้ได้ลาภหรือไม่ เพื่อให้ได้ยศ ได้เงิน ได้ทองหรือไม่ หลายคนอาจจะคิดพึ่งอย่างนั้น แต่นั่นไม่ถูกต้อง พึ่งให้เข้าใจความจริง พึ่งให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งได้เลย

    เพราะฉะนั้น การพึ่งพระรัตนตรัยต้องเป็นผู้ตรง พึ่งเพื่อจะได้ฟังความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ซึ่งสามารถที่จะรู้ได้ กว่าจะได้เข้าใจธรรม บางท่านก็บอกว่าฟังมาหลายปี เพิ่งเริ่มจะเข้าใจ แม้แต่ธรรมคือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะเวลาที่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เราคิดถึงเรื่องอื่นแล้ว ไม่พูดถึงเห็น ไม่พูดถึงได้ยิน ไม่พูดถึงกลิ่น ไม่พูดถึงรส ไม่พูดถึงสิ่งที่เย็นร้อนอ่อนแข็งที่ปรากฏ ไม่พูดถึงความคิดนึก แต่ทั้งหมดคือความจริง ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โลกก็ไม่ปรากฏ ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้น แม้แต่ทุกคำที่เราใช้ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าศึกษาธรรมแล้ว จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าพูดคำที่ไม่รู้จักทั้งหมดเลย ลองพูดคำว่า โลก พูดบ่อยไหม เกิดมาในโลก อยู่ในโลก แล้วโลกคืออะไร ชาวโลกคิดว่าอย่างไร แล้วโลกจริงๆ คืออะไร

    การศึกษาธรรม ก่อนอื่นต้องทราบว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เพราะเหตุว่าตรงกันข้ามกับที่เคยคิดเองทั้งหมด แต่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจแต่ละคำถูกต้องชัดเจน ไม่ใช่เป็นการเดาอีกต่อไป สามารถที่จะค่อยๆ เริ่มทีละคำ เพราะฉะนั้น ขณะนี้เข้าใจคำว่า ธรรม ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริง แล้วสิ่งที่มีจริงไม่ต้องเรียกชื่อก็จริง ได้ยินจริงไหม จะเรียกหรือไม่เรียก ได้ยินก็เกิดขึ้นได้ยิน จะใช้ภาษาอะไรได้ทั้งหมด คนไทยใช้คำว่า ได้ยิน ภาษาบาลีไม่มีคำว่าได้ยิน แต่มีคำว่า โสตะคือหู วิญญาณคือธาตุที่สามารถรู้ว่าสิ่งใดกำลังปรากฏทางหูเท่านั้น ไม่ใช่ทางอื่น เช่น เสียง ธรรมดาที่สุดคือขณะที่เสียงปรากฏ ต้องมีโสตะคือหู รูปที่สามารถกระทบเสียงเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้น ที่เราใช้คำว่า กำลังได้ยินเสียง เป็นลักษณะรู้ เป็นธรรมหรือไม่ เป็น เท่านี้ก็ยากแล้ว แต่ว่าจะต้องเข้าใจขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่อไม่ท้อถอย และเมื่อฟังแล้วรู้ว่า ธรรมดาผู้ที่จะกล่าวคำให้เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ ทีละคำ ทีละคำ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ได้ยินก็เป็นธรรม ต่อไปนี้ไม่มีความสงสัยใดๆ เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละอย่าง นี่คือความเข้าใจถูกจากการที่เริ่มฟังธรรม อยากจะได้หลายๆ คำไหม หรือว่าทีละคำก่อน ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง นอกจากเห็น นอกจากได้ยิน แข็ง อ่อน เย็น ร้อน โกรธ รัก ชัง ริษยา ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมทั้งหมด และสิ่งที่เกิดแล้ว ยังอยู่หรือไม่ เสียงเพียงเกิดแล้วหายไป นี่ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เฉพาะเสียง ได้ยิน เสียงหายไปแล้ว จะยังได้ยินได้อย่างไร ได้ยินก็ชั่วคราว เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มีจริงเกิดปรากฏเพียงชั่วคราว แต่สืบต่อจนปิดบังการเกิดดับ ทำให้หลงเข้าใจว่ายังมีอยู่ แต่ความจริงแต่ละหนึ่งที่ปรากฏ ความจริงก็คือว่าไม่เหลือเลย

    เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง แต่ละคนก็รู้ใช่ไหมว่าทำอะไรบ้าง เห็นหรือไม่เมื่อวานนี้ ได้ยินหรือไม่ รับประทานอาหารมีรสต่างๆ ปรากฏหรือไม่ กระทบหมอน ที่นอน อ่อนแข็ง เย็นร้อนหรือไม่ แล้วก็คิด เมื่อวานนี้เป็นอย่างนี้ เมื่อวันก่อนก็เหมือนอย่างนี้ วันนี้ก็จะต้องเป็นอย่างนี้อีกใช่ไหม เพราะเหตุว่ากำลังเห็น กำลังได้ยิน แล้วก็กำลังคิดด้วย พรุ่งนี้ก็เป็นอย่างนี้ แต่ละวันมีใครไม่ให้เกิดขึ้นเป็นไปได้บ้าง เกิดมาแล้วต้องเป็นไป เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่มีเราเลย แต่มีสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นทีละหนึ่ง เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมากมายเหลือเกิน ถ้าจะกล่าวถึงทีละหนึ่งขณะ ก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าที่เราบอกว่า เราไปที่ไหนมา เรารับประทานอะไร เราพบใคร เราสุข เราทุกข์อย่างไร เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหยาบ เป็นเรื่องยาว แต่ถ้าไม่มีทีละหนึ่งขณะของชีวิต เรื่องต่างๆ เหล่านั้นก็มีไม่ได้ ปรากฏไม่ได้เลย

    ความเป็นผู้ละเอียดคือสามารถที่จะรู้ว่าทุกวันก็เป็นอย่างนี้ เมื่อวานนี้เห็น ที่บ้านมีต้นไม้อะไร เหมือนเดิมใช่ไหม พรุ่งนี้ก็อยู่บ้านนั้น แล้วก็เห็นสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นบ้าน มีต้นไม้ มีดอกไม้ อะไรเหมือนเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ว่าต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้เท่านี้เอง เพราะฉะนั้นก็ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ที่ละเอียด ที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าทั้งหมดเป็นเรื่องยาว แต่ละวัน ย่อเป็นตอนเช้าบ้าง ตอนกลางวันบ้าง เป็นตอนเย็นบ้าง ตอนค่ำบ้าง เดี๋ยวดูโทรทัศน์ เดี๋ยวอ่านหนังสือพิมพ์ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากทีละหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจทุกอย่างอย่างแท้จริงและโดยถูกต้อง ไม่ใช่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดยาวๆ แล้วคิดว่าเข้าใจ ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกันเลย ก็จะต้องเป็นความละเอียดที่จะต้องรู้ว่าได้ฟังเรื่องจริง วาจาสัจจะ เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งมีความเข้าใจในการที่สิ่งนั้นต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เป็นอริยสัจจะ แต่กว่าที่จะถึงการที่จะเข้าใจวาจาสัจจะ และรู้ว่าเป็นอริยสัจจะ ความจริงของผู้ประเสริฐ ผู้ประเสริฐคือผู้รู้ ผู้ไม่รู้จะประเสริฐได้อย่างไร

    การที่บุคคลใดก็ตามที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงทีละหนึ่ง ถูกต้องไหม ชื่อว่าผู้นั้นรู้จริงๆ ในสิ่งนั้นหรือไม่ จึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่าสิ่งที่มีจริงหนึ่งนั้นคืออะไร แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ในขณะนี้เหมือนมีคนหลายคนนั่งอยู่ในห้องซึ่งมีหลายอย่าง แต่ความจริงต้องเป็นแต่ละหนึ่งเท่านั้นเอง จะเป็นหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้เลย อย่างสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ มีไหมเดี๋ยวนี้ ปรากฏให้เห็นได้ ใช้คำว่า เห็น ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย ความจริงของสิ่งนี้ก็คือว่า เมื่อมีตา ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า จักขุปสาท รูปพิเศษ ถ้าไม่มีรูปนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ ปรากฏไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าเราอยากจะมี หรือเราไม่อยากจะมี แล้วเราเลือกได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย สิ่งต่างๆ ทุกอย่างเกิดแล้วโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดแล้วเพราะอะไร ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เลย ทุกคนอยากจะมีความสุข แต่ความสุขก็ไม่เกิด อยากเท่าไรก็ไม่เกิด เพราะไม่มีเหตุที่จะให้ความสุขเกิด คนตาบอดก็อยากจะเห็น ไม่ใช่ไม่อยากเห็น แต่อยากเท่าไรก็เห็นไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่มีปัจจัยที่จะให้เห็นเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีปรากฏเพราะเกิดขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น การศึกษาสิ่งที่มีจริงๆ เพียงแต่ละหนึ่ง ให้เข้าใจจริงๆ ก็จะทำให้ความรู้ค่อยๆ รู้ทั่วตามความเป็นจริงของทุกสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกคนเห็น มีจริงๆ เพียงหนึ่ง ไม่ใช่คิด และไม่ใช่ชอบ ไม่เห็นก็ชอบ สิ่งที่เคยเห็น ยังจำได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ความชอบต้องไม่ใช่เห็น แต่ว่าชอบในสิ่งที่เคยเห็น เคยได้ยิน เคยได้กลิ่น เคยลิ้มรส เคยกระทบสัมผัส ถ้าถามทุกคนก็จะตอบได้ว่าชอบอะไรบ้าง ชอบรับประทานอะไร ปู กุ้ง หมู หรือเนื้อ ถ้าไม่เคยรู้รสนั้นมาเลย จะตอบได้ไหมว่าชอบ เพราะฉะนั้น ชอบไม่ต้องเห็นก็ได้ หรือว่ากำลังเห็นก็ชอบในสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นก็ได้ แต่ความละเอียดก็คือว่า ชอบไม่ใช่เห็น เพราะว่าชอบไม่ใช่ชอบแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ชอบเสียงได้ไหม ก็ได้ ชอบกลิ่นก็ได้

    เพราะฉะนั้น ชอบเป็นหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นเราหรือไม่ หรือว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่ชอบเลย เสียงที่ไม่ไพเราะ เสียงที่ไม่ใช่เสียงคำชม หรือไม่ใช่เสียงที่น่าฟัง จะให้ชอบก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่จะชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็หมดไป ไม่ใช่ว่ามีแต่ชอบสิ่งนั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน ก็ต้องมีอย่างอื่นเกิด ก็แสดงให้เห็นถึงความละเอียดว่า ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ ในชีวิตเพียงแต่ละหนึ่ง ก็จะเริ่มเห็นว่าสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา เป็นความจริงที่มีอยู่ทุกกาลสมัยที่สามารถจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า สิ่งที่มีจริงคือธรรม ก็ยากที่ใครจะคิดเอง หรือเข้าใจว่าชาวพุทธจะรู้ทุกคน ถ้าชาวพุทธไม่ได้ฟัง มีหนทางไหมที่จะรู้ว่าธรรมคืออะไร เสียงเป็นธรรมหรือไม่ ถามคนที่ไม่ได้ฟังเลยว่าเสียงเป็นธรรมหรือไม่ เขาก็จะตอบว่า ธรรมก็เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นความยุติธรรมบ้าง เป็นอะไรๆ ที่มีคำว่า ธรรม อยู่ข้างหลังเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

    เพราะฉะนั้น ไม่ได้ฟังพระธรรมและยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีโอกาสได้ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งเข้าใจความหมายของคำว่า สิ่งที่มีจริงต้องเป็นสิ่งที่มีจริง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เช่น ได้ยินต้องเป็นได้ยิน จะเป็นเราได้ยิน จะเป็นเขาได้ยิน จะเป็นใครได้ยิน ไม่ได้เลย จะเป็นเรื่องราวที่คิดนึกก็ไม่ได้ เพราะว่าคิดนึกไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งๆ มีตาเห็นชัดเจนใช่ไหม อะไรกำลังปรากฏ มีหู เสียงชัดไหม ไม่ต้องนึก ตัวเสียงนั้นเองปรากฏในความชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้คำว่า ธรรม ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า ธาตุ หรือ ธา - ตุ ก็ได้ หมายความว่า สิ่งที่มีจริงนั้น มีลักษณะซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้น อย่างไฟที่ร้อนจะเปลี่ยนให้เป็นแข็งก็ไม่ได้ หรือแข็งจะเปลี่ยนให้เป็นเสียงก็ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ภาษาบาลีไม่มีภาษาไทย แต่ใช้คำว่า ธรรม และความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ใครจะมีอำนาจสักเท่าไร เปลี่ยนโกรธให้เป็นเมตตาไม่ได้ โกรธเป็นโกรธ เมตตาเป็นเมตตา ร้อนเป็นร้อน แข็งเป็นแข็ง

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ใช้คำว่า อำนาจ ไม่ใช่อยู่ที่คน ไม่ใช่คนหนึ่งคนใดมีอำนาจเลย แต่สิ่งใดก็ตามที่สามารถทำให้เกิดขึ้นเป็นไปได้ คิดดู ถ้าได้ฟังเรื่องของชีวิตที่หลากหลายมาก ก็น่าอัศจรรย์ว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่สิ่งนั้นก็เป็นไปได้ตามกำลังของสภาพธรรมนั้นๆ เช่น อกุศลก็สามารถที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็ได้ หรือกุศลก็ทำสิ่งที่ดีมากมายได้หลายอย่าง ก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง

    เพราะฉะนั้น การศึกษาให้เข้าใจความจริงว่า ที่เรียกว่าชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องประกอบด้วยแต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปหลากหลาย และไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้เลย แล้วก็หายไปจากโลกนี้ จากความที่ไม่เคยเป็นคนนี้เลย ก่อนเกิดไม่มีคนนี้แน่นอน แต่เกิดมาแล้ว ทำไมจึงไม่เหมือนกัน พี่น้องจะมีกี่คนก็ตาม อัธยาศัยต่างๆ กัน เพื่อนฝูงก็มีมาก แต่ละคน แต่ละคนก็นิสัยใจคอแต่ละอย่าง ก็แสดงให้เห็นว่าเพียงเกิดมาต่างๆ กัน แล้วก็หายไปจากโลกนี้ แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่เกิดมาเพียงหนึ่งขณะ แล้วก็ตาย แต่หลายขณะเหลือเกิน กว่าจะเติบโต กว่าจะแก่ กว่าจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์มากมาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดแล้ว สามารถที่จะสะสมสืบต่อเป็นอุปนิสัยในชาติต่อๆ ไป ตอนเป็นเด็กมีใครชอบรสขมบ้าง ยังไม่รู้ว่าอะไร แต่ขม ใครจะชอบ แต่เมื่อคุ้นเคยกับรสขมมากๆ ก็อร่อยใช่ไหม เป็นไปได้อย่างไร ค่อยๆ สะสม ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ค่อยๆ เป็นไป นี่คือความเป็นจริงของธรรม

    พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงชีวิตตามความเป็นจริงตั้งแต่เกิดจนตายทุกขณะ และสืบต่อไปถึงหลังจากที่ตายแล้วด้วย เพราะเหตุว่าตายแล้วก็ต้องเกิดเมื่อมีปัจจัย เพราะยังมีกิเลส ด้วยเหตุนี้เราจึงเข้าใจความต่างกันว่าบังคับบัญชาไม่ได้ คนที่ไม่อยากเกิดก็ต้องเกิดเพราะยังมีกิเลส แต่คนที่ไม่เกิดคือคนที่ไม่มีกิเลส คือพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ทุกคนก็รู้ดีว่าทั้งหมดที่มีมาตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วก็ยังจะต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกแต่ละวัน ก็เพราะเหตุว่ายังมีกิเลส ใครคิดบ้างว่าเมื่อวานนี้ไม่อยากจะมีวันนี้เลย มีไหม เพียงเมื่อวานนี้ก็น่าจะพอแล้วใช่ไหม ทำไมไม่พอ ยังอยากมีวันนี้อีก และวันนี้เท่านี้ก็ยังไม่พอ พรุ่งนี้อีก บางคนก็ขอยืนยาวต่อไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี บางคนก็อวยพรกัน อายุบวรถึงร้อยปี ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่พอเลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่พอก็ต้องเกิด อยากหรือไม่อยากก็ต้องเกิด แม้คนไม่อยากเกิดก็ห้ามไม่ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยก็ต้องเป็นไปอย่างนี้

    นี่คือการที่สามารถที่จะเข้าใจคำเดียวคือคำว่า ธรรม ทุกอย่างที่มีจริง เป็นสิ่งที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ และสิ่งที่มีจริงหลากหลายเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ของใครและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะตรงกับคำที่ได้ยินได้ฟังในภาษาไทยที่บอกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ภาษาบาลีคือสัพเพ ธัมมา อนัตตา คำว่า สัพพะ หรือ สัพเพ ก็คือทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนัตตาก็ตรงกันข้ามกับอัตตา เวลาได้ยินคำว่าอัตตา เราคิดถึงตัวเรา แต่ความจริงความหมายของอัตตา คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใด

    ขณะนี้ที่กำลังปรากฏเป็นคนบ้าง เป็นโต๊ะบ้าง เป็นอะไรบ้าง แต่ละหนึ่ง เป็นอัตตา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่ใช่สภาพธรรมเพียงหนึ่ง แต่สภาพธรรมหลายๆ อย่างรวมกัน ไม่ปรากฏแยกออกเป็นแต่ละหนึ่ง จึงรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ดอกไม้ มองเห็นเป็นกลีบ มองเห็นเป็นก้าน ต้นไม้ ใบไม้ทั้งหลาย ไม่รวมกันจะเป็นอย่างนี้ไหม แยกออกไปให้ละเอียดยิบ ยังมีความเป็นดอกไม้ไหม ก็ไม่มี แต่ว่าพอรวมกันก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมองไม่เห็นเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว แต่ละรูปมีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบทุกรูป ไม่ว่ารูปที่เราเห็นว่าแข็งแรง แม้แต่ภูเขา แม้แต่อะไรก็ตามแต่ มีอากาศธาตุแทรกอยู่อย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกย่อยทำลายได้ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่ามั่นคงแข็งแรง ตั้งแต่ของที่เป็นวัตถุอย่างใหญ่ จนกระทั่งแม้แต่เป็นร่างกายของแต่ละคน ก็เหมือนกับกองฝุ่นที่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ พร้อมที่จะแตกทำลายย่อยไปละเอียดยิบเมื่อไรก็ได้ ไม่ได้มั่นคงถาวรเลย และถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่า แม้ขณะนี้สิ่งที่เกิดแล้วดับ ที่เรามองเห็นรวมกันเป็นสีสันวัณณะ เป็นกลุ่มเป็นก้อน ถ้าแยกออกไปเป็นแต่ละรูป แต่ละรูปจริงๆ ก็คือรูปนั้นเกิดแล้วดับเร็วมาก

    เพราะฉะนั้น รูปใดก็ตามที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้ว เสียงในป่ามีไหม เสียงในครัวมีไหม เสียงที่ถนนมีไหม ถ้าไม่ได้ยิน เสียงนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ใครจะห้ามการเกิดไม่ได้ ห้ามการดับไม่ได้ แต่ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่มีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง ซึ่งมีปัจจัยเกิด ต้องมีหู รูปพิเศษที่อยู่กลางหูที่สามารถกระทบเสียง รูปแข็งไม่สามารถกระทบเสียงได้เลย ตาก็ไม่สามารถกระทบเสียงได้ แต่รูปที่อยู่กลางหู ใครทำให้เกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยทำให้บางคนก็หูหนวก ไม่มีรูปพิเศษที่อยู่กลางหู บางคนก็มีหูตามปกติ จึงเป็นปัจจัยที่จะให้เสียงปรากฏ เพราะได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะอาศัยหู

    นี่คือสิ่งที่ละเอียดยิบในชีวิตแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งหลงเข้าใจว่าเป็นเรา และหลงเข้าใจว่าเป็นของเรา แต่ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น เกิดแล้วดับแล้ว ของใคร เมื่อวานนี้ของเรามากมายใช่ไหม เดี๋ยวนี้ก็กำลังเป็นของเรา แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่มีขณะนี้ดับ ไม่เหลือเลย ก็จะเห็นความต่างกันของการรู้กับการไม่รู้ ว่าแท้ที่จริงอยู่ในโลกของความไม่รู้ และหลงเข้าใจว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาตลอด แต่พระธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นวจีสัจจะ เปลี่ยนไม่ได้เลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด จึงปรากฏแล้วก็หมดไป

    ในขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ ควรค่าที่จะรู้ไหม ไม่ใช่ให้รู้เดี๋ยวนี้ รู้เดี๋ยวนี้รู้ไม่ได้ แต่ฟังแล้วเริ่มเข้าใจความจริง รู้ความจริงดีกว่าไม่รู้ ส่วนการที่สามารถจะประจักษ์ความจริงต้องอาศัยความเพียร และเห็นประโยชน์ เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีประโยชน์ คุ้มค่าต่อความเพียร

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    6 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ