ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
ตอนที่ ๑๗๔๖
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ กระทบจักขุปสาทเมื่อไร จิตเห็นเกิดเมื่อไร เกิดดับอย่างเร็วก็ปรากฏเป็นนิมิต จำไว้ว่าเป็นคนนั้น เป็นคนนี้ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้เลย อยู่ในโลกที่มืดสนิท กิเลสเหมือนหลังคาที่หุ้มปกปิดไว้ไม่ให้เห็นแสงสว่าง ไม่มีใครมองออกไปเห็นได้เพราะว่าหลังคาปกปิดไว้ ข้อความในพระไตรปิฎกจึงมีคำว่า "เปิดหลังคา" คือเปิดกิเลสออกเมื่อใดจะเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงเมื่อนั้น แต่อย่าไปติดที่คำอุปมาทุกคำเพราะจะคิดไม่ออกว่า หลังคาเป็นอย่างไรถึงได้บอกว่าให้เปิดหลังคา เปิดแล้วเป็นอย่างไร ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเข้าใจว่าอะไรหุ้มห่อจิตไว้ไม่ให้เห็น ไม่ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏก็คือ กิเลสหรืออกุศลธรรมนั่นเอง ซึ่งทรงจำแนกไว้ละเอียดมากเพราะตรัสรู้ความเป็นจริงของอกุศลธรรม หรืออกุศลเจตสิก แต่ละประเภท แต่ละขั้น แต่ละระดับด้วย
นี่คือประโยชน์ของการฟังธรรม เพื่อเห็นถูก เพื่อเข้าใจถูก ละความติดข้องในสิ่งสวยๆ ได้หรือไม่ เท่านี้ ไม่มีทางเลย ปัญญาเท่านี้ทำอะไรไม่ได้เลยกับการที่ในสังสารวัฏฏ์ เพียงแค่เห็นตอนเช้านี้ไม่รู้ว่าอกุศลเท่าไรที่สะสมมา และไม่ใช่เช้าเดียว ตั้งแต่เกิดมากี่เช้า กี่ค่ำ สะสมไว้ตั้งเท่าไร เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่มีอกุศลมาก กิเลสมาก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอกุศลเพื่อไม่ให้หลงเข้าใจผิดว่าไม่มี บางคนบอกว่าเขาไม่มีกิเลส ไม่มีอกุศล โดยไม่รู้เลยว่าขณะนั้นมีอกุศลเพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้น จะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ได้เลย นอกจากคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่สาธารณะกับคนที่ไม่ได้สะสมศรัทธาและความเห็นถูกต้องที่จะฟัง กว่ากิเลสจะค่อยๆ บรรเทา ซบเซา ซาลง จากการที่มีมากเหมือนกับฝนตกแล้วมีแต่กิเลสจะงอกงามขึ้น เพราะว่าสิ่งต่างๆ นั้นพ้นไปไม่ได้ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก
แต่ความเข้าใจธรรมคือความเห็นถูกที่รู้ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย แม้กุศลก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไปและไม่ใช่ของใครด้วย จนกว่าอกุศลและกุศลจะดับซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย คือเป็นผลของกรรมที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ อย่างเช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วที่ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ แต่ว่ายังต้องเห็น เพราะว่ายังไม่ถึงกาลที่จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ในชาติที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วการสะสมมานี้ทำให้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ที่ไหน คิดถึงพระมหากรุณาคุณ จากที่แห่งหนึ่งไปอีกที่แห่งหนึ่งโดยพระบาทเปล่า ด้วยพระมหากรุณาเพราะรู้ว่า ถ้าเขาไม่ได้ฟังธรรมเขาจะเป็นแต่อกุศล แต่ถ้าเขาได้ฟังธรรม กุศลของเขาจะเจริญขึ้น บางท่านสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนนั้นสะสมมาที่มีโอกาสจะได้ฟังแล้วได้เข้าใจธรรมด้วย
ผู้ฟัง ในความเข้าใจคือที่ว่าไม่มี หมายถึงว่า ไม่มีไปจากจิตที่เรารู้แล้ว เพราะว่าเปลี่ยนเป็นจากแข็งมาเห็น จากเห็นมาได้ยิน ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์ ใครบอกได้ว่าถูกหรือไม่ ไม่เห็นมีใครช่วยบอกเลย สหายธรรมฟังแล้วช่วยบอกได้หรือไม่ หรือว่าต้องตัวเอง เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วอยากจะรู้ว่าคืออะไร หรือเข้าใจถูกต้องว่าสิ่งนั้นคืออะไร ต่างกันหรือไม่ ไม่ว่าอะไรที่ปรากฏต่างๆ ตามที่กล่าว หรือไม่ว่าเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม อยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร หรือว่าเมื่อสิ่งนั้นกำลังมีก็ควรเข้าใจสิ่งนั้นให้ถูกต้องว่าเป็นอะไร กำลังอยากรู้ หรือว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางหนึ่งทางใด ทางตามีอะไรปรากฏให้เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง มีสี
ท่านอาจารย์ ไม่เรียกสี ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ มีสิ่งหนึ่งเป็นธาตุ เป็นธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ขณะที่กำลังเห็นเข้าใจเช่นนี้หรือไม่ เข้าใจนิดเดียวจากการฟัง เวลาแข็งปรากฏไม่ต้องไปคิดว่า แข็งเกิดแล้วดับไปแล้วมีอย่างอื่นเกิดนั่นคือพูดตาม จำตาม แต่ว่าลักษณะที่แข็งขณะนั้น ลักษณะนี้เองตรงตามที่ได้ยิน คือเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ต้องสนใจอย่างอื่นเลย นอกจากเริ่มรู้ว่าไม่ใช่เป็นแต่เพียงชื่อที่ได้ยิน แต่ลักษณะจริงๆ กำลังปรากฏให้เข้าใจ แล้วแต่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะเข้าใจน้อยหรือเข้าใจมาก ซึ่งเป็นความเข้าใจของตนเอง ตอนนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีจริงๆ เข้าใจเพียงว่ามีจริง ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ นั่นคือเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าธรรม เพราะว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ขณะนั้นกำลังปรากฏ จะไปรู้สิ่งอื่นว่าจริงในขณะนั้นได้หรือไม่นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏ ฉันใด เวลาที่แข็งปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่ขณะใดที่เริ่มรู้ลักษณะที่แข็ง ต่างกับขณะที่ไม่สนใจเลย ใช่หรือไม่ แล้วไม่ได้เจตนาที่จะรู้ด้วยแต่เพราะการฟัง เวลาที่สภาพธรรมใดปรากฏแล้วรู้ลักษณะนั้น เช่น เย็น กระทบสัมผัสสิ่งที่เย็น ขณะนั้นเป็นปกติธรรมดาโดยไม่รู้อะไร แต่กำลังกระทบสัมผัสสิ่งที่เย็นแล้วเข้าใจในความเป็นธรรมของสิ่งนั้นว่า เป็นธรรม นั่นคือเริ่มเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมซึ่งเป็นธรรมอยู่แล้ว
ทุกอย่างเป็นธรรมจริงๆ แต่เราไม่ได้เกิดการที่จะเข้าใจลักษณะของธรรมหนึ่งธรรมใด โดยที่ไม่ต้องจงใจตั้งใจเลย แล้วแต่ขณะนั้นลักษณะนั้นที่เคยปรากฏเป็นปกติ แต่มีการรู้ในลักษณะที่เป็นปกตินั้นเพิ่มขึ้นจากการที่ไม่รู้ นั่นคือสติที่อาศัยการฟังจึงสามารถเริ่มรู้ตรงสิ่งที่มีจริงๆ ทีละอย่าง ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ข้ามไปถึงสิ่งอื่น แต่ว่ามีลักษณะจริงๆ ที่ปรากฏให้เข้าใจ ถ้าขณะนั้นไม่เข้าใจ จะถามคนอื่นไม่ได้ว่าเข้าใจหรือไม่ เข้าใจมากหรือน้อย แต่ต้องเป็นบุคคลนั้นเองที่ลักษณะนั้นปรากฏแล้วจะรู้ว่าเข้าใจ หรือไม่เข้าใจเลย หรือว่าเริ่มเข้าใจแต่ก็น้อยมาก ยังไม่สามารถที่จะไปประจักษ์การเกิดดับได้เลย
เสียงปรากฏแล้วผ่านไปเลย แต่ถ้าเสียงกำลังปรากฏเหมือนเดิมปกติแล้วกำลังรู้เฉพาะตรงนั้น นั่นคือไม่ต้องเรียกว่าสติสัมปชัญญะ แต่เพราะอะไรจึงรู้ลักษณะที่ปรากฏ ไม่ได้คิดอย่างอื่นด้วย เฉพาะตรงนั้นที่ปรากฏจริงๆ นั่นคือเริ่มเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ถ้าจะพูดก็คือเป็นธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เรา เพราะว่าเพียงเป็นธรรมที่มีจริงๆ เท่านั้นเอง
ผู้ฟัง มีคำหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นปัญหากับตัวเอง แล้วอาจจะเป็นปัญหาที่หลายท่านอาจจะลืมนึกถึงคือ มิจฉาทิฏฐิ กับ มานะ เช่นเรื่องอัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ตรงนั้นเหมือนกับยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ กุศลมีอะไรเป็นเหตุ บางคนคิดถึงวงศ์สกุลเป็นเหตุให้เกิดกุศล ที่จะไม่ทำให้วงศ์สกุลเสื่อมเสีย ขณะนั้นเป็นความคิดที่ถูกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้นก็ทำให้สกุลเสื่อมเสียไปเลย เพราะฉะนั้น แม้แต่เหตุที่จะทำให้เกิดกุศลนั้นแสดงว่าเพราะอะไร แต่ต้องเป็นกุศล แต่เกิดจากอะไร เพราะว่าบางคนก็อยากเป็นกุศลมากๆ เลย ใช่หรือไม่ จะถามว่าทำเช่นนี้ได้กุศลหรือไม่ ได้กุศลมากหรือไม่ นั่นคือคิดถึงตัวเองที่ต้องการที่จะมีกุศล ใช่หรือไม่ คำนึงถึงตัวเอง เพื่อตัวเอง แต่ไม่ใช่ธรรมาธิปไตย เพราะว่ากุศลเป็นกุศล ไม่ใช่ของเราด้วย สะสมมาที่จะมีความเห็นถูกว่า ธรรมฝ่ายดีนั้นดีแน่ๆ ไม่เหมือนธรรมฝ่ายไม่ดี เมื่อมีความเข้าใจเช่นนี้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตัวเอง หรือว่าเป็นเพราะเกรงคำครหาของชาวโลกหรือคนอื่น นี่คือแสดงความต่างกันของเหตุที่จะให้เกิดกุศลด้วย กุศลนั้นเป็นไปเพราะอะไร เพื่ออะไร แต่กุศลต้องเป็นกุศล
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ก็เป็นเหมือนกับธรรมที่เป็นกุศลธรรมในแต่ละระดับ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ว่าเหตุที่จะให้เกิดเป็นไปตามเหตุว่า เพราะอะไร คำนึงถึงอะไรเป็นเหตุ ถ้าเราคิดถึงว่าความดีเป็นความดีแล้วก็ทำความดี เราจะต้องคิดถึงมูลนิธิหรือไม่ มูลนิธิหรือไม่มูลนิธิ ความดีก็เป็นความดี ไม่ใช่ว่าความดีต้องไปอิงอาศัยมูลนิธิ หรือว่าการมามูลนิธิจะทำให้ประพฤติดี เพื่อคนอื่นจะได้ไม่ว่ามูลนิธิ แต่ความดีเป็นความดีไม่ว่าที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้ามั่นคงเป็นไปเพื่อความดี ไม่ใช่เป็นไปเพราะเหตุอื่น ขณะนั้นก็เป็นธรรมาธิปไตย มีธรรมเป็นใหญ่เพราะเห็นว่า ความดีเป็นความดี
ผู้ฟัง ถ้าจะเป็นความกระจ่างตรงนี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับมิจฉาทิฏฐิกับมานะ เหมือนกับว่าในสภาพธรรมตรงนี้มีการเปรียบเทียบ ซึ่งท่านอาจารย์บอกว่า เมื่อเราวิจารณ์ใครก็มีมานะเข้ามาอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ เขาไม่ดี ใช่หรือไม่ แล้วใครดี คนพูดดีกว่าหรือไม่ เพราะเขาไม่ดี แต่ถ้าจะกล่าวถึงความเป็นจริงเพื่ออนุเคราะห์ ก็ต้องรู้ว่าไม่ใช่เพราะมานะ เพราะฉะนั้นธรรมเกิดดับเร็วมาก ถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ ไม่สามารถที่จะเห็นถูก สัมมาทิฏฐิ ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น จะไปคิดเดาเองสักเท่าไรก็ไม่ใช่ตัวปัญญา แต่เป็นเราวินิจฉัยด้วยโลภะ วินิจฉัยด้วยโทสะ เพราะชอบหรือเพราะไม่ชอบความเห็นต่างๆ ที่ถามว่า มิจฉาทิฏฐิ คืออะไร ถ้าคิดว่าไม่ต้องฟังพระธรรมก็รู้ได้ ผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ รู้จักแล้วใช่หรือไม่ว่า ความเห็นอย่างไรที่ไม่ถูกตามความเป็นจริง ก็ต้องเป็นความเห็นผิด ไม่รู้อะไรเลยแล้วไปนั่งหลับตา จะรู้อะไรหรือไม่ ไม่รู้ นี่คือเห็นถูก แต่คิดว่าทำแล้วรู้ ถูกหรือผิด
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า อะไรเป็นความเห็นผิด อะไรเป็นความเห็นถูก ด้วยตัวเอง
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นในเรื่องของมิจฉาทิฏฐิก็คือ เป็นความเห็นผิดที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ว่ามานะเป็นการที่ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น
ท่านอาจารย์ อรูปพรหมก็มีมานะที่ยังไม่ได้ดับ เพราะฉะนั้น จิตประเภทไหนเกิดได้ในอรูปพรหมภูมิกับอรูปพรหมบุคคล นี่เป็นความละเอียด เพราะแม้แต่มนุษย์ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ การที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เมื่อสิ่งนั้นปรากฏ แต่เพราะได้อาศัยการฟังจึงเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่ตัดสินเองด้วยความพอใจหรือไม่พอใจ
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นในสภาพของมานะ นอกจากเปรียบเทียบแล้วยังมีการตัดสิน
ท่านอาจารย์ มานะคือความสำคัญตน ชัดที่สุด ไม่ต้องมีการเปรียบเทียบกับใครก็ได้ แต่สำคัญตน
ผู้ฟัง ว่าเราดีกว่า ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เก่ง
ผู้ฟัง ว่าเราเก่งกว่า
ท่านอาจารย์ เก่งหรือไม่ ไม่เก่ง ไม่เก่งเลย เป็นมานะหรือไม่
ผู้ฟัง ก็เป็น
ท่านอาจารย์ ขอเชิญคุณอรรณพ
อ.อรรณพ สำหรับผู้ที่ศึกษาพระธรรมก็สงสัยเจตสิกทั้งสองนี้อยู่เสมอคือ ทิฏฐิเจตสิก ซึ่งสนทนาไปแล้ว และมานะ ภาษาไทยก็นำมาใช้ผิดด้วยว่าเหมือนกับเป็นความขยันหมั่นเพียร แต่จริงๆ แล้วไม่ตรงกับความหมายในภาษาบาลีจริงๆ
มานะเป็นอกุศลเจตสิก เพราะฉะนั้น มานะเป็นความสำคัญตนย่อมไม่ดีแน่ ใช่หรือไม่ ซึ่งสะสมไว้ในจิตจนเป็นพืชเชื้อสำคัญ ที่ว่าสำคัญนี้หมายความว่า กว่าจะหมดพืชเชื้อนี้ได้ต้องระดับพระอรหันต์ ซึ่งจะต่างกับความเห็นผิด เพราะความเห็นผิดจะเป็น "ความเห็น" คือทั้งสองอย่างนี้เกิดกับโลภะเหมือนกัน ทิฏฐิเกิดก็ต้องเกิดกับโลภะ เพราะทิฏฐินั้นเป็นความยึดถือผิด ในเมื่อเป็นความยึดถือก็ต้องเกิดกับความติดข้องคือโลภะ ส่วนมานะนั้นเป็นการถือตนเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นการยึดถือผิด ในขณะนี้มีความสำคัญตนก็เป็นการถือตัวเองว่าตัวเรา
ผู้ฟัง แล้ว ๒ อย่างนี้เกิดร่วมกันได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ไม่พร้อมกัน
ผู้ฟัง ต่างหากจากกัน
ท่านอาจารย์ ใครว่าคุณศิริพรได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ แน่ใจ
ผู้ฟัง ในใจก็โกรธ แต่ยังยอมรับฟัง
ท่านอาจารย์ แสดงว่าอะไร เพราะอะไรโกรธ
ผู้ฟัง มีความสำคัญตน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งธรรมละเอียดมากแล้วเราเคยแต่รู้จักชื่อทั้งนั้นเลย มานะ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งเป็นภาษาบาลีด้วย แต่ว่าตามความเป็นจริงคือธรรม ไม่ต้องอาศัยภาษาอะไรเลยทั้งสิ้น (อย่างไร) ก็เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นไม่ได้ เพียงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ใครว่าเราได้หรือไม่ เท่านี้ คำถามง่ายๆ ได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะอะไร แต่ถ้าได้ขณะนั้นไม่ได้มีมานะ ใครจะว่าใครก็ได้ ห้ามได้หรือ คนที่ดีที่สุดก็ยังถูกคนอื่นว่าได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเดียรถีย์ว่าพระองค์หรือไม่ ผู้ที่ถูกว่าเดือดร้อนหรือไม่ก็แล้วแต่ ถ้ามีมานะอยู่เดือดร้อนแน่ๆ มาว่าเราได้อย่างไร ใช่หรือไม่ จะรู้ได้ว่าแม้เป็นพระโสดาบันแล้ว เป็นพระสกทาคามีแล้ว เป็นถึงพระอนาคามีบุคคลแล้ว ก็ยังไม่ได้ดับมานะ
เพราะฉะนั้น มานะจะละเอียด ไม่ใช่ว่าอย่างหยาบๆ ที่เราเห็นคนเย่อหยิ่งแล้วบอกว่าคนนี้หยิ่ง มีอาการสำคัญตน ถือตัวต่างๆ มานะเช่นนั้นชัดเจนว่า นั่นคือลักษณะของสภาพธรรมที่สำคัญตน แต่มานะที่ไม่รู้สึก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขณะนั้นเป็นมานะ เป็นมานะที่ละเอียดขึ้น แม้พระอนาคามีบุคคลยังมีมานะ แต่มานะของท่านต้องต่างกับมานะของบุคคลที่เป็นปุถุชน ดังนั้นธรรมก็เป็นจริง
โลภะมีมากมายหลากหลาย ตั้งแต่อ่อนที่สุด บางที่สุดจนไม่รู้ตัวเลย จนถึงอย่างที่เห็นได้ชัดๆ เช่นความเห็นแก่ตัว เป็นต้น ความอยากได้ทุกอย่างไม่เว้นเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ติดข้อง พยายามที่จะได้สิ่งนั้นมา แสดงถึงโลภะจัดใช่หรือไม่ ไม่เพียงพอ มิฉะนั้นก็จะไม่มีคำที่ทรงแสดงให้ถึงการดับหมดสิ้นไม่เหลือเลยของโลภะ ซึ่งขณะนั้นมานะก็ยังเกิดร่วมด้วยได้ แต่ทิฏฐิความเห็นผิดไม่เกิดแล้วเพราะเป็นพระอริยบุคคลแล้ว นี่คือการศึกษาให้เข้าใจตามความเป็นจริง รู้เมื่อไร เข้าใจถูกตามความเป็นจริงเมื่อไร จึงค่อยๆ คลายจนดับกิเลสได้ แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีทางเลย
ผู้ฟัง ในบางครั้งเมื่อเราเห็นเพื่อนฝูงหรือใครๆ ว่าเขายังมีมานะอยู่ จริงๆ เราก็มีมานะด้วยเหมือนกัน ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นพระอรหันต์ถึงจะไม่มี
ผู้ฟัง ในความคิดที่เราไปตัดสินว่าเขามีมานะอยู่ ก็คือขณะนั้นเรายังมีมานะอยู่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน มานะเกิดแล้ว ใครเปลี่ยนมานะให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ มานะในใจยังไม่ออกมาทางกาย ทางวาจา ใครรู้ แต่ถ้าออกมาแล้วก็ไม่ใช่ธรรมดา ใช่หรือไม่ ต้องมีความสำคัญตนทั้งวาจาและกิริยาอาการด้วย
อ.อรรณพ ได้ฟังการสนทนาเรื่องของมานะ โลภะ และความเห็นผิด รู้จากการประเมินประมาณ ไม่ใช่ว่าเป็นการรู้ตรงลักษณะมานะอยู่เรื่อยๆ มากๆ ขนาดนั้น แต่ว่ามานะมีมากมายจริงๆ นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งก็สำคัญตนกันอยู่เรื่อย แล้วมานะก็เกิดกับโลภะ เช่นนี้แล้วโลภะนั้นจะยิ่งมากสักเพียงใด เพราะว่ามานะเกิดก็ต้องมีโลภะ ถ้ามานะไม่เกิด เมื่อมีทิฏฐิเกิดก็ต้องเกิดกับโลภะ แล้วโลภะก็ยังเกิดได้โดยที่ไม่ต้องมีทิฏฐิ ไม่ต้องมีมานะเกิดด้วย
ท่านอาจารย์ ต้องคิดถึงความสอดคล้องของธรรม จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมด้วยโลภะได้หรือไม่ เพราะว่าขณะใดที่มีโลภะ ขณะนั้นมีอวิชชาจึงมีโลภะ อยากได้โลภะ หรือว่ากลัว รังเกียจ เห็นโทษของโลภะ เดี๋ยวนี้ วันนี้ด้วย
อ.อรรณพ เราคิดว่าเราเกลียดกลัว แต่จริงๆ คือชอบโลภะ
ท่านอาจารย์ ชอบแล้วจะละสิ่งที่ชอบหรือไม่
อ.อรรณพ ถ้ายังชอบอยู่ก็คงไม่ละ
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญาที่เห็นโทษ เพราะฉะนั้นโลภะดับด้วยอรหัตมรรค
อ.อรรณพ ปัญญาที่จะเริ่มเห็นโทษของโลภะ เริ่มอย่างไร
ท่านอาจารย์ เริ่มรู้ว่าโลภะเป็นธรรม ขาดตอนนี้ไม่ได้เลย ใครอย่าคิดจะไปละโลภะโดยไม่รู้ว่าโลภะเป็นธรรม ไม่มีทางสำเร็จเพราะยังต้องเป็นเราอยู่ตลอด แต่เมื่อไรรู้ความจริง โลภะก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง โทสะก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง จะเกิดหรือไม่เกิดใครบังคับบัญชาไม่ได้เลย แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยของธรรมใด ธรรมนั้นจึงเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นเท่าที่ปัจจัยทำให้เกิดขึ้น
คุณอรรณพชอบอาหารอะไรมาก ได้ยินว่าชอบทุเรียน ทุเรียนกับมะขามป้อม ชอบอะไรมากกว่ากัน
อ.อรรณพ ผมต้องไปที่ทุเรียนอยู่แล้ว ไม่ค่อยชอบของเปรี้ยวๆ
ท่านอาจารย์ แล้วจะละหรือไม่ แต่ไม่ได้ให้คุณอรรณพละ ใครบอกให้คุณอรรณพละ นั่นผิด ให้คุณอรรณพเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรม แล้วก็มีระดับต่างๆ กันด้วย มีมาก มีน้อย มีอะไรหลายอย่าง เย็นนี้จะทำอะไร
อ.อรรณพ ไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์
ท่านอาจารย์ หวัง คิด โลภะหรือไม่
อ.อรรณพ สลับ มี
ท่านอาจารย์ บางคนอยากฟังธรรมแทบจะกล่าวได้ว่าใจจะขาด อาจจะมากไปแต่ความจริงก็รู้สึกว่า เหมือนหายใจเข้าหายใจออกเป็นฟังธรรม เช่นนั้นถูกหรือไม่ ไม่เห็นโลภะเลยใช่หรือไม่ ฟังธรรมตามกาล คำว่า "ตามกาล" นี้หลายเหตุผล เมื่อสงสัยก็คือกาลที่จะฟังให้เข้าใจ หรือถึงเวลาที่เรามีโอกาสจะได้สนทนาธรรม ได้เข้าใจธรรม ก็คือฟังธรรมตามกาลเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อไม่ใช่กาลแล้วยังอยากจะฟัง ฟังแล้วจำได้ เข้าใจทั้งหมดหรือไม่ หรือต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้คำว่าธรรมคำเดียว
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กำลังให้ความเข้าใจว่า ที่ว่า "ฟังธรรมตามกาล" ซึ่งเป็นมงคลข้อหนึ่งนั้น ที่ต้องมีคำว่า "ตามกาล" ด้วยก็คือ แสดงถึงการที่ไม่ติดแม้กระทั่งการฟังธรรม ฟังตามโอกาสที่สมควร มิฉะนั้นโลภะก็ติด เปลี่ยนจากติดฟังเพลงก็มาติดว่าอยากฟังธรรมให้ได้มากๆ ต่ออีกหน่อยก็คงจะดีนะ จะมืดไป เขาจะกลับไปถึงโรงแรมกันกี่โมง เราลืมไปเลยใช่หรือไม่ ฟังต่ออีกหน่อยกำลังดี
ท่านอาจารย์ คนพูด หรือคนที่สนทนากัน บางคนเหนื่อยเหลือเกิน หิวเหลือเกิน แต่คนฟังก็จะฟังอีกๆ ๆ ตามกาลหรือไม่
อ.อรรณพ ฟังธรรมตามกาลก็มีนัยนี้ด้วยคือ ตามกาลที่เหมาะสมและคลายจากโลภะที่ติดข้อง
ท่านอาจารย์ แล้วจริงๆ คือฟังแล้วเข้าใจสำคัญที่สุด เมื่อไรก็เมื่อนั้น ฟังขณะใดก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง และรู้ประโยชน์ด้วย ฟังเพื่อเข้าใจถูกแล้วจึงจะละได้ ใครคิดจะไปละมานะ ละพยาบาท ละอิสสา ไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าไม่เข้าใจถูกว่าเป็นธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800