ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๘
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ พอจะรู้ได้ใช่ไหม แข็งรู้อะไรหรือไม่ แต่มีจริงๆ เป็นธรรมประเภทใด เป็นประเภทรูปธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตารู้อะไรไหม ปรากฏแล้วมีจริงๆ ใครจะรักจะชังไม่มีการรู้เลย รูปก็เป็นอย่างนี้ ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น รูปก็เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม กลิ่นก็มี กลิ่นแกง กลิ่นดอกไม้ กลิ่นรากไม้ มีกลิ่นนานากลิ่น ล้วนเป็นสภาพธรรมที่มี ปรากฏว่ามี แต่ไม่รู้อะไร ก็เป็นรูปธรรม รสก็เป็นรูปธรรม และเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็งที่ปรากฏ ก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร จึงเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมไม่ยาก คือนอกจากนี้แล้วเป็นนามธรรมทั้งหมด ในชีวิตประจำวันนามธรรมก็มากมาย ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจในสภาพที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น หลากหลายมาก รวมเรียกสภาพที่รู้นั้นว่า นามธรรม
นามธรรมก็ยังต่างกันอีก เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏอย่างหนึ่ง ไม่ต้องทำอะไรเลย เห็นนี่เอง เดี๋ยวก็ได้ยินนี่เอง รู้ไปหมดไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เห็นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏชัดเจนไหม ไม่ต้องคิดเลยใช่ไหม เห็นแล้ว เสียงปรากฏชัดเจนไหมในแต่ละเสียง เปลี่ยนไม่ได้เลย แต่เวลาที่เสียงดับไป สิ่งที่ปรากฏทางตาดับไป กลิ่นที่ปรากฏชัดเจนดับไป รสที่ปรากฏชัดเจนดับไป เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย ที่ชัดเจนคือเดี๋ยวนี้มีลักษณะนี้ กระทบสัมผัสอยู่เวลานี้ ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ ดับไป ก็ไม่ชัดเจนแล้วใช่ไหม ถ้าเพียงคิดโดยไม่ปรากฏ อย่างพูดถึงน้ำแข็ง ทุกคนรู้เลยว่าเย็น แทนที่จะคิดถึงแข็ง แต่คิดถึงเย็นใช่ไหม น้ำแข็งเย็น ลองคิดถึงความเย็นของน้ำแข็งเดี๋ยวนี้ จะเหมือนกับเวลาที่กำลังจับ แล้วเย็นนั้นปรากฏหรือไม่ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่สภาพธรรมที่กำลังรู้แจ้งในเย็น เพียงแต่คิดถึงเย็น ในขณะที่เย็นไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏที่ชัด ก็จะไม่พ้นจากทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งหมดใช้คำว่า จักขุวิญญาณที่เห็นจริงๆ โสตวิญญาณที่ได้ยินจริงๆ ฆานะคือจมูก เพราะฉะนั้น ฆานวิญญาณคือกำลังได้กลิ่นจริงๆ นั่นคือจิตประเภทหนึ่งซึ่งอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดขึ้น รู้จริงๆ ในสิ่งที่ปรากฏ รู้แจ้งในขณะที่สิ่งนั้นยังไม่ดับไป ต้องใช้คำอธิบายไหม อย่างน้ำพริกมีหลายรส หวานไหม เปรี้ยวไหม เปรี้ยวเพียงใด หวานเท่าใด บอกได้ไหม ใครจะรู้จากคำบอกเล่า แต่กำลังลิ้มรสนั้น ไม่ต้องมีใครบอกเลย ชัดเจนในความเป็นรสนั้น
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า สภาพธรรมที่รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทรงบัญญัติใช้คำเฉพาะเลย เพราะเหตุว่าจิตเหล่านี้รู้อื่นไม่ได้ ทั้งๆ ที่จิตในวันหนึ่งคิดก็ได้ แต่ไม่ใช่กำลังเห็น ไม่ใช่กำลังได้ยิน ไม่ใช่กำลังได้กลิ่น ไม่ใช่กำลังลิ้มรส ไม่ใช่กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่คือความไม่รู้และยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมด ไม่ว่าขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะกระทบสัมผัส ขณะคิดนึก แล้วใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว ไม่เที่ยง เพียงปรากฏให้หลง คิดว่ายังมีอยู่ ทั้งๆ ที่ขณะนี้ก็กำลังดับไป หมดไป แต่ว่าไม่ปรากฏการเกิดดับเลย เพราะฉะนั้น ความจริงก็เป็นความจริง อยู่ที่ว่าจะเข้าใจความจริง หรือจะไม่ฟัง ไม่รู้ความจริงนั้นต่อไปอีก เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ประโยชน์สูงสุดคือ ได้เข้าใจสิ่งที่หลงเข้าใจว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยรู้ความจริงว่า ถ้าเป็นเราก็ต้องไม่มีการหมดและบังคับบัญชาได้ แต่เมื่อเป็นธรรมแต่ละอย่าง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือบังคับบัญชาได้ เริ่มเข้าใจความจริงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา และสภาพธรรมที่มีจริงหลากหลายมาก โดยประเภทใหญ่ๆ ก็เป็นรูปธรรม สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย ส่วนนามธรรมก็เป็นสภาพที่คิด ที่จำ ที่ชอบ ที่ไม่ชอบ ทั้งหมด ถ้าศึกษาละเอียด นามธรรมก็ยังต่างกันอีก ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ รู้ รู้อะไร รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เคยกราบไหว้บูชาสรรเสริญ บางคนสวดเช้าสายบ่ายค่ำ วันละหลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระมหากรุณาที่ทรงแสดงจากการที่ได้บำเพ็ญพระบารมีจนรู้ความจริง ก็คือให้คนอื่นได้ฟังวาจาสัจจะ วาจาที่เป็นความจริง ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยทุกกาลสมัย จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่า ไม่มีเราที่จะยึดถือว่าเป็นของเรา ถ้าไม่ยึดถือเบาสบายไหม แต่บอกว่าไม่ยึดถือ อย่ายึดถือ ได้ไหม ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เพราะฉะนั้นก็ไม่หลงคิดว่าจะปล่อยวางอะไรทั้งสิ้น ถ้าถามว่าปล่อยอะไร วางอะไร จะตอบว่าอย่างไรในเมื่อไม่รู้ และปล่อยก็ไม่ได้ วางก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าถืออะไรไว้ แล้วจะปล่อยอย่างไร เพราะฉะนั้น พุทธะ เลิศประเสริฐที่ไม่มีอะไรจะเปรียบได้ เพราะเหตุว่าทำให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ที่ทำให้สามารถที่จะเข้าใจความจริง ไม่หลงว่าเข้าใจคำที่ได้ยิน แต่ทุกคำที่ได้ยิน ไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น นี่คือประโยชน์อย่างยิ่งของการที่เป็นผู้ที่ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม และรู้ว่าธรรมที่แท้จริงคืออะไร ธรรมจริงๆ คือสิ่งที่มีจริง ฟังธรรมก็คือฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง
ผู้ฟัง สิ่งที่ยังมีอยู่ อย่างโต๊ะ เก้าอี้ ก็มีอยู่จริง ก็คือความเข้าใจไม่มั่นคง ไม่ทราบว่าต้องเข้าใจมั่นคงตามลำดับอย่างไร จึงจะสามารถไถ่ถอนความไม่รู้
ท่านอาจารย์ จะไถ่ถอนให้หมด หรือเพราะไม่รู้มานานแสนนาน แม้ว่าจะได้ฟังแล้วก็ยังต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น แน่นอน ต้องทีละเล็กทีละน้อย คือไม่ประมาทในความเข้าใจถูก ว่าความเข้าใจถูกไม่ผิวเผิน ต้องเข้าใจอย่างแท้จริงในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแต่ละคำ ไม่ใช่เดา เราได้ยินคำว่า พรหมวิหาร หรือจะได้ยินคำอื่นก็ตาม เช่น บัญญัติ เป็นต้น แล้วคืออะไร ถ้าเรายังคงไม่เข้าใจชัดเจน "เรา" อยากมีเมตตาไหม "เรา" ลืมแล้วว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นที่จะต้องมั่นคงจริงๆ ก็คือว่าเข้าใจธรรม และสภาพที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม มิฉะนั้นแล้วไม่มีทางที่จะหมดการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ผิวเผินและไม่ประมาท เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่ต้องปรากฏให้เห็นก่อน และถ้าไม่จำในรูปร่างสัณฐาน จะทราบไหมว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ทั้งๆ ที่ปรากฏให้เห็น แต่อะไรที่ปรากฏ สีสันที่ไม่เหมือนกันเลย ทำให้เป็นรูปร่างต่างๆ กัน แต่ถ้าไม่มีตัวธรรม คือสิ่งที่มีจริงและกระทบตา จึงจะปรากฏให้รู้ว่ามีอย่างนี้ จะมีการจำอะไรได้ไหมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ หรือเป็นสิ่งต่างๆ
เพราะฉะนั้น ต้นตอ สิ่งที่มีจริงถึงที่สุด เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย คือสภาพที่ไม่รู้อะไร กับสภาพรู้ ต้องต่างกันแน่นอน ให้มีความเข้าใจในสองอย่างนี้อย่างมั่นคงโดยแท้จริง จึงจะค่อยๆ คลายความเป็นเรา หรือความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่ว่าฟังแล้ว ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ก็เพราะเหตุว่าเรามั่นคงหรือไม่ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏมีจริง และลักษณะที่มีจริงของสิ่งที่ปรากฏก็ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่างนั้น คือไม่สามารถจะรู้อะไรเลยอย่างหนึ่ง กับสภาพที่เห็น รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ เสียงมีการได้ยิน รู้ว่าเสียงเฉพาะที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น คือมีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงก่อน ถึงจะทราบว่าแล้วทำไมมาเป็นคน ทั้งๆ ที่เพียงปรากฏให้เห็น แล้วเป็นคนได้อย่างไร ก็ต้องรู้ว่าถ้าไม่ได้จำ และไม่มีรูปร่างสัณฐานซึ่งเกิดดับสืบต่อจนปรากฏว่าเป็นนิมิต หรือนิมิตตะ คือรูปร่างสัณฐานว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะไม่เป็นคนหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้
มีก้านธูปอยู่ดอกหนึ่ง จุดก้านธูปตั้งเฉยๆ ก็เป็นแต่เพียงจุดเดียวใช่ไหม แต่ถ้าแกว่งอย่างเร็วมาก เป็นวงกลมได้ไหม ทำไมเป็นวงกลมได้ ก็จุดที่สว่างเพียงจุดเดียว แต่ถ้าหมุนจนเร็วที่สุด จะให้เป็นรูปร่างอะไรก็ได้ ฉันใด สิ่งที่มีจริงอย่างเดียว ความจริงยิ่งกว่านั้นคือสิ่งนั้นเกิดแล้วดับ แต่ความน่าอัศจรรย์ของสิ่งที่มีจริง ก็คือว่าสภาพใดซึ่งเป็นสภาพรู้ ภาษาไทยใช้คำว่า จิต เราเข้าใจได้ว่าหมายความถึงอะไร แต่ก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร ทุกคนมีจิตถูกต้องไหม คนตายมีจิตไหม ไม่มี ก็ตอบกันได้ แล้วจิตคืออะไร ที่คนตายไม่มี คนตายไม่เห็น คนตายไม่ได้ยิน คนตายไม่ได้กลิ่น คนตายไม่ได้ลิ้มรส คนตายไม่ได้คิดนึก เพราะฉะนั้นก็ไม่มีธาตุรู้ จึงชื่อว่าตาย
เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ธาตุรู้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเรา ก็มีทั้งสภาพที่ไม่รู้อะไร ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นอกจากนั้นก็เป็นสภาพที่รู้ทั้งหมด เช่น เห็น ขณะนี้มีจริงๆ เพราะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่รู้อย่างอื่นว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ไม่รู้ก็คือว่า ทำไมเห็นและจำได้ว่าเป็นอะไร เพราะเหตุว่า จำ ไม่ใช่เห็น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ขั้นต้นให้ทราบว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเกิด เกิดลอยๆ เกิดตามใจชอบ เกิดโดยไม่มีเหตุหรือปัจจัยที่จะทำให้เกิด ไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้นก็บันดาลให้อะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้ว เพราะมีสิ่งที่เกื้อกูล สนับสนุน ส่งเสริม หรือเป็นปัจจัยทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและดำรงอยู่
เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะจิตที่เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่ยังต้องอาศัยสิ่งที่ทำให้จิตเกิดขึ้น ความรู้เริ่มขยายแล้ว เริ่มเข้าใจ จากขณะนี้มีจิตแน่นอน คือธาตุรู้ที่กำลังเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่ขณะใดก็ตามที่จิตเกิด ต้องมีสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นธาตุเดียวกันคือธาตุรู้ ส่วนรูปธาตุไม่ใช่ธาตุรู้ สภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต แต่ไม่ใช่จิต แล้วเป็นอะไร เช่น จำ มีจริงและไม่ใช่จิต เป็นสภาพธรรมอื่นอีกอย่างหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับจิตและเป็นสภาพรู้ด้วย ชอบ ไม่ใช่ความจำ ก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ใครก็ทำไม่ได้ แต่ว่าลักษณะนั้นเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งหมด แม้แต่สภาพธรรมที่กำลังเห็นขณะนี้ก็รู้ว่า ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ มี และยังมีธาตุรู้ซึ่งเกิดพร้อมกันกับจิตนั้นด้วย ซึ่งไม่ได้รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏอย่างจิต แต่เกิดพร้อมจิต และจำสิ่งที่จิตกำลังรู้นั่นเอง ไม่ได้จำอย่างอื่น เวลาที่จิตได้ยินเกิดขึ้น สภาพที่จำก็จำเสียงที่จิตกำลังได้ยิน ไม่ใช่ไปจำอื่น เพราะฉะนั้น สภาพที่จำ เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เป็นนามธรรม แต่ไม่ใช่จิต เพื่อที่จะให้รู้ว่าไม่ใช่จิต และเป็นธาตุรู้ และต้องเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติคำว่า เจตสิก (อ่านตามภาษาบาลีว่า เจ - ตะ - สิ - กะ) ภาษาไทยใช้คำว่า เจตสิก (เจ - ตะ - สิก)
ถ้าใครที่ไม่รู้ลักษณะของจิตเดี๋ยวนี้ จะรู้จักเจตสิกได้ไหม ไม่มีทางเลย เพียงแต่บอกว่าชอบมี ไม่ชอบมี แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรและเมื่อไร เป็นจิตหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ให้ทราบว่า สภาพธรรมที่เป็นจิตไม่ต้องจำ ไม่ต้องชอบ ไม่ต้องรัก ไม่ต้องชังอะไรเลย เพียงเกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏ รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง แต่มีเจตสิกคือสภาพนามธรรมอื่นๆ ที่เกิดกับจิต ทำให้จิตหลากหลาย บางขณะก็ดี บางขณะก็ไม่ดี อย่างพรหมวิหารที่กล่าวถึงก็ไม่ใช่จิต แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต คือเจตสิก เช่น เมตตา ใช้คำว่า เมตตา หมายความถึงความเป็นมิตร มิตรคือไม่ใช่ศัตรู เพราะฉะนั้น มิตรคือผู้ที่หวังดี พร้อมที่จะเกื้อกูลทำประโยชน์ ไม่มีแม้แต่แข่งดี จึงจะเป็นมิตรที่แท้จริงได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าพูดถึงมิตร ถ้าเข้าใจก็ทราบได้เลยว่าไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก
ด้วยเหตุนี้ จึงแสดงประเภทของเจตสิก ซึ่งหลากหลายแต่ละหนึ่งว่า มีทั้งหมดใหญ่ๆ ๕๒ ประเภท แต่ความละเอียดยิ่ง มากกว่านั้น เช่น ความติดข้องต้องการ มีตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งมากๆ จนกระทั่งทนไม่ได้ ต้องไปแสวงหามา ถ้าไม่ได้โดยทางสุจริตก็โดยทางทุจริต ก็ยังสามารถที่จะกระทำได้ ด้วยกำลังของความติดข้องต้องการในสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นก็เป็นลักษณะของเจตสิกประเภทหนึ่ง แต่มีระดับตั้งแต่น้อยที่สุดจนถึงมีกำลังมาก ทางปัญญาหรือความเห็นถูกก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเป็นความรู้แจ้งรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมี นี่คือลักษณะของสภาพธรรมที่เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง แสดงถึงสิ่งที่มี แต่ไม่เคยรู้ ไม่ใช่ต้องไปหา หรือต้องไปทำให้เกิดขึ้น มีแล้วทั้งนั้นแต่ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจได้ และต้องเป็นผู้ละเอียด อย่างคำว่า บัญญัติ บัญญัติคืออะไร
ผู้ฟัง จิตคิดหรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แต่ละคำก็ต้องรู้ว่า ถ้าไม่มีจิตจะมีอะไรปรากฏไหม ไม่มีอะไรปรากฏแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏได้เพราะมีจิต แน่นอนหรือไม่ และจิตก็ต้องเกิดพร้อมเจตสิก และเจตสิกก็ต้องจำ เพราะฉะนั้น ในขณะที่จิตกำลังรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใด เจตสิกที่จำ ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญาเจตสิก ซึ่งเป็นความหมายเดิม แต่ว่าความหมายที่ไม่ได้ศึกษาก็เปลี่ยน เช่น ทำสัญญากันหรือไม่ ผิดสัญญากันหรือไม่ กลายเป็นสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สภาพที่จำ แต่ก็มาจากจำนั่นเอง ให้จำกันได้ ไม่ให้ลืม แต่ก็ต้องมีการจำ เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ใช้ ใช้ในความคิดที่ว่าไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมเลย ถ้ารู้ความจริง ก็จะรู้ว่ามาจากไหน และคำนั้นหมายความว่าอย่างไรเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีจิตเห็น และมีเจตสิกที่จำ จำอะไร จำสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับ จำได้ไหม ใครจำสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ได้บ้าง ศึกษาธรรมคือความเป็นผู้ตรงจึงจะได้สาระ เพราะถ้าไม่ตรงเมื่อไร ผิดทันที เพราะฉะนั้น ขณะนี้ใครจำว่าสภาพธรรมกำลังเกิดดับบ้าง ยังไม่รู้แล้วจะไปจำได้อย่างไร ยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดขึ้นและการดับไป แล้วจะจำการเกิดดับได้อย่างไร เพียงแต่ฟังเรื่องของสภาพธรรม และเริ่มเข้าใจความจริงของสภาพธรรม ว่าในขณะที่เห็น มีสัญญาเจตสิกที่จำด้วยแน่นอน จำสิ่งที่ปรากฏ แต่จิตเห็นก็ดับ มีอะไรบ้างที่เกิดแล้วไม่ดับ และดับเร็วมากด้วย แล้วก็มีจิตอื่นเกิดดับสืบต่อ แล้วก็ไม่ลืมที่จะจำสิ่งที่ปรากฏ
เมื่อจำรูปร่างสัณฐาน คือนิมิตตะของสิ่งซึ่งเกิดดับ แต่ปรากฏซ้ำ เหมือนไม่ดับเลย ก็ทำให้เกิดความเข้าใจความหมายว่า สิ่งนั้นรู้ได้โดยประการที่เป็นรูปร่างอย่างนั้น ถ้ารูปร่างอย่างนั้นไม่มี จะจำได้ไหมว่าเป็นดอกไม้ ถ้ารูปร่างนิมิตอย่างนั้นไม่มี จะจำได้ไหมว่าเป็นถ้วยแก้ว หรือจะจำได้ไหมว่าเป็นโต๊ะ เป็นดินสอ เป็นปากกา แต่เพราะเหตุว่าสิ่งที่เกิดดับสืบต่อ ทำให้เกิดนิมิตตะ รูปร่างสัณฐานที่ทำให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่า ปัญญัตติ หรือ บัญญัติ หมายความถึงสิ่งที่ปรากฏ รู้ได้โดยอาการที่ปรากฏ จึงจำได้ว่าเป็นสิ่งใด เช่น จำได้ว่าเป็นคน เพราะรูปร่างอย่างนี้ และไม่ใช่ตั้งเฉยๆ เป็นรูปปั้นด้วย เคลื่อนไหว พูดได้ ทำได้ คิดได้ ก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีจิตที่ทำให้มีการเคลื่อนไหว มีการคิด เพราะฉะนั้นก็รู้ว่านั่นเป็นคน แล้วก็ทั้งๆ ที่เห็น แล้วก็เคลื่อนไหวด้วย แต่เป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ไม่ใช่คนแล้ว เป็นงูได้ไหม ก็เคลื่อนไหวได้ แล้วงูก็เห็น แล้วงูก็คิด แต่ก็รูปร่างนั้นทำให้ปัญญัตติเกิดขึ้น รู้ในอาการนั้นๆ ว่า นี่เป็นงู หรือว่านั่นเป็นคน
เพราะฉะนั้น บัญญัติ ก็คือการที่รู้ได้โดยประการนั้นๆ ที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา รูปร่างสัณฐานที่ต่างกัน ก็ทำให้รู้ได้ บัญญัติคือรู้ได้โดยอาการที่ต่างกันของนิมิต เสียง ภาษาต่างๆ ก็รู้ได้โดยประการสูงๆ ต่ำๆ ที่ทำให้มีความเข้าใจความหมายของเสียงนั้น เป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษาจีน ภาษาไทย ถึงแม้ว่าเกิดมาไม่รู้ว่าเราพูดภาษาอะไร แต่ก็มีปัญญัตติ คือจำ และสามารถที่จะเข้าใจได้ รู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้น ในขณะใดที่กำลังรู้สิ่งที่แท้ที่จริงเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏทางตา แต่ไม่เคยจำ ไม่เคยเข้าใจถูก ว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะสิ่งที่ปรากฏทางตาแม้ดับก็เกิดอีก สืบต่อซ้ำจนปรากฏเป็นนิมิต ให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ ที่ปรากฏว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ
เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจความหมายของสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นปรมัตถะ เป็นความจริงถึงที่สุด เช่น แข็ง เป็นแก้วก็ได้ เป็นโต๊ะก็ได้ เป็นปากกาก็ได้ เพราะจับแล้วแข็ง แต่สัณฐานนิมิตทำให้บัญญัติรู้ได้โดยประการนั้นๆ รูปนั้นๆ ว่านี่เป็นดินสอ นั่นเป็นปากกา หรือนั่นเป็นคน เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องให้เข้าใจจริงๆ ถึงความเป็นธรรม จึงจะละการยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือว่าเป็นเราได้ แม้แต่ที่ว่าเป็นคน ก็เพราะนิมิตตะของรูปที่เกิดดับสืบต่อเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นสัตว์ก็มีการเกิดดับสืบต่อที่ทำให้เกิดนิมิตหรือนิมิตตะที่ทำให้รู้ได้ว่าไม่ใช่คน และสัตว์ก็มีหลากหลาย ก็มีการจำโดยบัญญัติหรือนิมิตตะให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ ว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งนี้ คือแมวไม่ใช่นก นกไม่ใช่หนู หนูไม่ใช่งู งูไม่ใช่ปลา เป็นต้น ก็โดยประการที่สภาพธรรมนั้นๆ ปรากฏ แต่ต้องมีปรมัตถธรรม คือธรรมที่มีจริง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นและดับไป แต่เพราะความรวดเร็วก็ปกปิดความเป็นธรรมที่เกิดดับ ให้เข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เที่ยง แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน
เพราะฉะนั้น แม้แต่พรหมวิหาร คือเมตตาที่จะเกิดได้ ก็จะรู้ได้ว่ากับสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น เราเมตตาต้นไม้ไหม ตัดต้นไม้ เด็ดดอกไม้ ขุดรากต้นไม้ เพราะว่าต้นไม้ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมีความเป็นมิตร ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ ในความเป็นจริงของสภาพธรรม เราก็รู้ได้ว่าเมตตาเมื่อไร ที่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีชีวิต เพราะว่าทุกคนเกิดแล้วรักชีวิต ไม่อยากให้ไม่มีชีวิต ไม่ว่าเราหรือเขา ไม่ว่าใคร ที่ไหน เมื่อไร เพราะฉะนั้น สภาพธรรมเกิดกับจิตหลากหลายมาก จำแนกเป็นประเภทได้ว่า เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภทเท่าไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800