ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
ตอนที่ ๑๗๔๘
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดหวังเลยว่าจะละกิเลสตราบใดที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ จะยาวนานแสนนานสักเท่าไรก็ตาม แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาสามารถที่จะอุปการะทุกคำ สำหรับผู้ที่ได้เริ่มเข้าใจความจริงจะเห็นว่า แต่ละคำนั้นสอดคล้องและเกื้อกูลกันที่จะทำให้สามารถเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ขอยกตัวอย่าง "ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว" ลืมเสมอใช่หรือไม่ คิดถึงเมื่อวานไปไหน ทำอะไร เมื่อครู่นี้ด้วย แล้วก็ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง เดี๋ยวจะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร ต่อจากนี้จะไปไหน นี่คือคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น จะรู้สิ่งที่ปรากฏตรงกับความเป็นจริงได้อย่างไร แต่คนที่เผินๆ ก็คิดว่าถ้าไปคิดถึงสิ่งที่ล่วงแล้วไปเสียใจ เสียดาย ถ้าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือยังไม่เกิดแต่อยากให้เกิด ใช่หรือไม่ แล้วประโยชน์อยู่ที่ไหน ในเมื่ออยากสักเท่าไรถ้าไม่เกิดก็ไม่เกิด และที่เกิดแล้วก็จะกลับมาอีกไม่ได้เลย แม้คำนี้ก็จะเป็นคำจริงไปตลอด จนกระทั่งขณะที่สติสัมปชัญญะเกิดรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ
ดังนั้นธรรมไม่ใช่เผิน ไม่ใช่คิดเอง แต่ความลึกซึ้งของธรรมนั้นทุกคำตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด "ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว" เพราะเสียงกำลังปรากฏ "ไม่คิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง" เพราะเสียงกำลังปรากฏ แล้วถ้าไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อไรจะเข้าใจ ก็ไปเรื่อยๆ ทั้งอดีตบ้าง อนาคตบ้าง เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเพื่อเกื้อกูลให้ไม่ละทิ้งที่จะอบรมปัญญา ด้วยการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏซึ่งแสนยาก แต่ว่าเป็นหนทางเดียวจริงๆ เพราะทุกคำเป็นคำจริง แต่ว่ามีความลึกซึ้งต่างๆ กันตามระดับขั้นของปัญญา
ถ้าถามว่าหิวหรือยัง เป็นอย่างไร ไปแล้ว ใช่หรือไม่ ลืมแล้วว่าขณะนี้คิดก็เป็นธรรม ไม่มีอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ธรรม วันหนึ่งๆ เป็นธรรมทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย นานแสนนานมาแล้วก็ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง แม้กำลังพูดหรือกำลังฟังก็เป็นธรรม ที่ปัญญาสามารถที่จะรู้ลักษณะที่มีจริงๆ ในขณะนั้นได้ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการอบรม เป็นเรื่องของความตรงต่อความจริง ต้องเป็นผู้ที่มีสัจจะ มั่นคงต่อการที่จะรู้ความจริงจากการที่ฟังแล้วเข้าใจ จะมากหรือจะน้อยก็ไม่มีทางอื่นเลย นอกจากอาศัยที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ทรงอนุเคราะห์ด้วยการทรงแสดงธรรม
ถ้าใครคิดว่าไม่ต้องศึกษาพระธรรม เป็นอย่างไร ถูกหรือผิด ไม่มีทางที่จะเข้าใจอะไรได้เลย และถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีความเข้าใจที่จะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรม หรือที่สภาพธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริง แม้ในขั้นของวิปัสสนาญาณก็เกิดไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่มีจริง เสียงปรากฏ เมื่อเสียงหมดก็รู้ขณะที่เสียงหมด เมื่อเสียงเกิดปรากฏก็รู้ขณะที่เสียงเกิด เพราะก่อนนั้นไม่มีเสียงแล้วก็มีเสียง แล้วก็หามีไม่ เป็นปกติธรรมดา
เพราะฉะนั้น ธรรมคือปกติที่ปัญญาสามารถรู้ได้ เข้าใจได้จนถึงที่สุด ไม่ใช่ทำอะไรให้ผิดปกติด้วยความอยากหรือด้วยความต้องการ ไม่ใช่ด้วยความเข้าใจจริงๆ ถ้าเข้าใจจริงๆ รู้จักตัวเองโดยไม่ต้องถามใคร ใช่หรือไม่ เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังหรือยัง เข้าใจเพียงใด เข้าใจแล้วก็ลืม จึงฟังบ่อยๆ เพื่อที่จะได้ระลึกได้ไม่ลืมจนกว่าแม้ไม่ได้ฟังก็ระลึกได้
อ.ธีรพันธ์ พูดถึงคำว่าอณู หมายถึงกุศลจิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความเล็กน้อยจริงๆ ว่า กุศลแต่ละขณะที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย เพราะว่าเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเองที่จะมีเพิ่มมากขึ้น แสดงความหมายว่าเป็นอณู เพียงอณูเท่านั้น
ท่านอาจารย์ โดยมากจะติดใจคำ ติดในคำ ได้ยินคำอะไรก็อยากจะรู้ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าจิตเล็กน้อยหรือไม่ มีอะไรที่จะเล็กน้อยสั้นยิ่งกว่าจิตบ้าง ไม่มีเลย เพียงเกิดแล้วดับ ขณะนี้ไม่มีใครสามารถรู้การเกิดดับสืบต่อเลย เล็กน้อยหรือไม่
เพราะฉะนั้น กุศลและอกุศลที่เกิดหลังจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้างนั้น ค่อยๆ สะสมทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะปรากฏทางกาย ทางวาจา และทางใจ จึงจะสามารถที่จะรู้ได้ว่า ได้สะสมมาที่จะเป็นเช่นนั้น แล้วเป็นผู้ว่าง่ายหรือไม่ ที่ได้ฟังพระธรรม น้อมเคารพด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส ไม่ใช่เพียงแต่จะเข้าใจอย่างเดียว เข้าใจแล้วแต่ว่าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตาม ความเข้าใจนั้นเล็กน้อยมากเป็นเครื่องวัดความเข้าใจ ใครก็ตามที่เข้าใจธรรมแล้วกิเลสลดน้อยลงจากที่เคยไม่ดี เช่นวันนี้คุณพรรณรัตน์ก็ได้กล่าวถึงอดีตซึ่งมีกิเลสมาก แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วกุศลก็เกิดขึ้นแทนอกุศลที่เคยเกิดในครั้งก่อนๆ
จะเห็นได้ว่า เมื่อมีความเข้าใจแล้วชีวิตจะเปลี่ยน แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยน ยังเหมือนเดิมก็ส่องไปถึงว่าความเข้าใจเพียงใด แม้ว่าจะฟังธรรมทั้งวันทั้งคืน เดี๋ยวฟังแล้วเดี๋ยวฟังอีกแต่ยังเหมือนเดิม คือไม่มีการที่จะเห็นความเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเมตตา จากความผูกโกรธเป็นการที่เห็นโทษของความผูกโกรธว่าไม่ได้ทำร้ายใครเลย แต่ทำร้ายตัวเอง คนที่ถูกโกรธไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเดียวแสนสบาย อาจจะกำลังทำกุศลเจริญกุศลอยู่ แต่คนที่ผูกโกรธไว้ก็ยังผูกโกรธอยู่ ประโยชน์อยู่ที่ไหน แล้วยังพกพาติดตามไปถึงชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปด้วย แม้ว่าจะไม่พบกันอีกเลยแต่ความโกรธที่สะสมไว้เป็นปัจจัยที่จะให้มีคนอื่น โลกอื่น ชาติอื่น ที่ความโกรธก็ยังคงติดตามไป นำออกไม่ได้เลยแม้ฟังพระธรรม
ดังนั้น การฟังพระธรรมแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจ ผู้ใดที่มีความเข้าใจจริงๆ มีความเคารพนอบน้อมในพระคุณที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เพื่อที่จะมีทุกคำที่อนุเคราะห์ให้เราได้ยินได้ฟัง จากพระปัญญาที่เป็นพระมหาโพธิสัตว์ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทรงแสดงพระธรรมอุปการะแก่สัตว์โลก และผู้ที่ได้สะสมศรัทธามาแล้วมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ทีละเล็กทีละน้อยหรือไม่ ทีละอณูหรือไม่
อ.ธีรพันธ์ ทีละอณู
ท่านอาจารย์ ตอนนี้ก็หมดสงสัยว่าเล็กน้อยเพียงใด ขนาดไหน ใช่หรือไม่ เวลาพูดถึงอกุศลระดับขั้นที่เป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพราะว่าโลกนี้เป็นกามโลก คือโลกที่มีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสิ่งที่กระทบสัมผัสได้ สั้นแสนสั้น เพราะว่าเพียงชั่วครู่ที่เป็นกุศล อกุศลเกิดแล้ว แต่ถ้าสะสมกุศลมา กำลังเป็นอกุศล ชั่วครู่ที่เป็นอกุศลก็หมดไปแล้วกุศลก็เกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยที่จะเกิดสลับกันเร็วมากจึงชื่อว่า "ปริตตธรรม" สั้นแสนสั้น ไม่เหมือนกับกุศลขั้นสูงกว่านั้น ซึ่งเกิดซ้ำกันได้มากๆ จนปรากฏความเป็นกุศลที่สงบและมั่นคง เรื่องนี้เป็นการศึกษาโดยละเอียดที่แสดงให้เห็นความต่างของธาตุ ธา-ตุ นานาธาตุ ไม่เหมือนกันเลย
ในคนที่เรียกว่าคนหนึ่งคือการเกิดดับสืบต่อของจิต ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ แม้ในชาติก่อนๆ ที่ทำให้จริตอัธยาศัยต่างๆ กัน แสดงให้เห็นว่าสะสมมาที่จะเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามการสะสม แล้วชอบที่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อยากจะผูกโกรธไว้เหนียวแน่น หนาแน่น ไม่ละ ไม่ลืม ไม่อภัย ไม่เมตตา ถ้าชอบก็เป็นต่อไป ใครก็บังคับไม่ได้ แต่ถ้าเห็นโทษ ปัญญาชี้โทษให้เห็น ถ้าเข้าใจจริงๆ กุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้น แล้วพูดกันว่าจะเจริญกุศลทุกประการ ใช่หรือไม่ หรือว่าเว้น เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง ผู้ที่ตรงจะได้สาระจากพระธรรม สัจจบารมี ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจพระธรรม เพื่ออบรมปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วจะประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสได้หรือ
เพราะฉะนั้น ยิ่งมีปัญญาก็สามารถที่จะค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสเพราะเห็นโทษของกิเลส และรู้ว่าไม่มีอะไรที่สามารถที่จะละคลายกิเลสได้นอกจากปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ดังนั้นจุดมุ่ง (หมาย) ไม่ใช่เพียงต้องการปัญญา แต่เพื่อปัญญาขัดเกลากิเลส ละคลายกิเลส
ปัญญาตรงมาก ไม่มีเรา ไม่มีเขา ดีคือดี ไม่ดีคือไม่ดี ถ้าได้สะสมอกุศลมามาก ปัญญาก็สามารถที่จะเห็นความไม่ดีในตนเองที่สะสมมา ถ้ายังไม่เห็นก็ยังไม่ได้ขัดเกลาเลย ไม่มีอะไรจะตรงเท่ากับปัญญาเพราะว่าธรรมเป็นธรรม ถูกคือถูก ผิดคือผิด โลภะเป็นอกุศล โทสะเป็นอกุศล โมหะเป็นอกุศล อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นกุศล ต้องเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อแก้ตัว แก้ตัวไปเพื่ออะไร เพราะยังมีตัว ไม่พ้นจากความรักตัว และความหลงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัว
ผู้ฟัง กราบสักการะบูชาองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เนื่องจากว่าพรุ่งนี้จะมีการประทักษิณ ทุกทีเวลามาที่นี่จะใช้บทสวดมนต์อิติปิโส อยากจะทราบแนวทางที่เหมาะและที่ถูกต้องเวลาประทักษิณ
ท่านอาจารย์ เตรียมจะทำใช่หรือไม่ อนาคตที่ยังไม่มาถึง เตรียมแบบแผนด้วย เพื่อใคร
ผู้ฟัง แล้วควรจะทำอย่างไร
ท่านอาจารย์ นี่คืออนาคตที่ยังไม่มาถึง เตรียมวางแบบแผนแล้วจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมเป็นอนัตตา มีตัวตนที่คิดว่าจะทำเช่นนี้ โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าคิดเกิดแล้วเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจะมีเรื่องราวอีกมากมาย แต่จะเท่ากับการเห็นถูกเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมหรือไม่ คิดจะแก้ปัญหา มีปัญหามากมาย แต่รู้หรือไม่ว่าขณะนั้นเป็นธรรม ถ้าไม่รู้ก็คือไม่ได้ฟังพระธรรม แล้วฟังอะไรก็ไม่รู้ที่จะแก้ปัญหา แต่ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ฟังเพื่อเข้าใจ ใครจะคิดอะไรขณะนั้นก็จริง เป็นธรรมที่คิด ไม่ใช่เรา ถ้าระลึกได้บ่อยๆ ก็สามารถที่จะคลายความเป็นเรา แต่ว่าตราบใดที่จะทำอะไรเพื่อเรา ขณะนั้นยังไม่ได้เข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ
มีใครเตรียมจะทำอะไรเวลาประทักทักษินพรุ่งนี้บ้าง ตามความเป็นจริงคืออะไรจะเกิดก็ไม่รู้ จะคิดอะไรขณะที่เดินไปแต่ละก้าวก็ไม่รู้ จะได้ยินเสียงอะไรแต่ละก้าวก็ไม่รู้ ไม่รู้ทั้งหมดเพราะยังไม่เกิดขึ้น แล้วไปผูกความติดข้องไว้กับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งเข้าใจยากจริงๆ เพราะเคยไม่รู้มานานแสนนาน เคยแต่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น กว่าพระธรรมที่ทรงแสดงจะน้อมเข้ามาในตนก็คือ พิจารณาสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่คิดเรื่องอื่น เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดในขณะนั้น แล้วสวดมนต์มีคำนี้หรือไม่ "โอปนยิโก" หมายความว่าอะไร คุณคำปั่น
อ.คำปั่น เป็นคุณของพระธรรมที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า "โอปนยิโก" หมายถึงควรน้อมเข้ามาในตน
ท่านอาจารย์ จะน้อมอะไรเข้ามาในตนดี เห็นหรือไม่ว่าไม่ใช่เพียงฟังเท่านั้น แม้แต่ธรรมที่จะน้อมเข้ามาในตนก็ต้องรู้ว่าธรรมอะไร ธรรมอื่นไม่ต้องน้อมก็เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ใช่หรือไม่ แต่ธรรมที่สมควรอย่างยิ่งที่จะน้อมเข้ามามีอยู่เจริญขึ้นในตน คือธรรมอะไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงสวดมนต์เท่านั้น แต่สวดด้วยความนอบน้อมบูชา ด้วยความเคารพสูงยิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติตาม เพราะว่าไม่ได้ต้องการเครื่องสักการะอื่นใดเลยนอกจากความดีที่จะค่อยๆ เป็นบารมี ที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ และทรงอนุเคราะห์แสดงธรรม
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า อะไรที่ควรน้อมเข้ามาในตนต้องหมายถึง สภาพธรรมที่ดีงามเท่านั้นที่ควรน้อมเข้ามา
ท่านอาจารย์ ทั้งหมด
อ.คำปั่น จนกระทั่งสูงสุดก็คือขณะที่เป็นมรรคจิต ผลจิต ซึ่งสามารถดับกิเลสได้อย่างเด็ดขาด
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความเข้าใจเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย จะถึงมรรคสัจจะได้อย่างไร
อ.คำปั่น ถึงไม่ได้ ถ้าหากว่าไม่เริ่มสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก แล้วสะสมกุศลในชีวิตประจำวัน
อ.ธีรพันธ์ ความสำคัญในขณะนี้เป็นความสำคัญอย่างไร เพราะทุกอย่างก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แล้วเข้าใจสิ่งที่ปรากฏขณะนี้หรือไม่
อ.ธีรพันธ์ ถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจอีก เพราะไม่มีการพิจารณาโดยถูกต้องว่าข้ามไปจากสิ่งที่ปรากฏ ไปหาสิ่งที่ไม่ปรากฏ เช่น ที่ท่านอาจารย์บอกว่าเตรียมอะไรบ้างพรุ่งนี้ ทุกคนก็จะเตรียมเครื่องสักการะ เตรียมประทีป เตรียมทุกอย่าง
ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ เพียงแค่อามิส และอามิสนี้ก็อย่างที่กล่าวไว้ กว่าจะเป็นสิ่งที่เราบูชาด้วยประทีป ด้วยโคมไฟ ด้วยดอกไม้ แต่ละอณูเป็นคุณความดีที่จะค่อยๆ อบรมแล้วก็มารวมกันได้หรือไม่ ทุกครั้งที่กล่าวคำว่า "ขอถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง" พูดแล้วพึ่งหรือไม่
อ.ธีรพันธ์ ท่านอาจารย์พูดเช่นนี้ จากการที่ไปมุ่งที่เครื่องสักการะนี้ก็เว้นกุศลอย่างอื่นเลย
ท่านอาจารย์ หมายความว่า ที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจธรรมเพราะว่าอย่างอื่นขัดเกลากิเลสไม่ได้ และเป็นผู้ที่รู้ว่ามีกิเลสมาก ควรขัดเกลาหรือไม่ แล้วจะขัดเกลาได้อย่างไร ถ้ารู้ว่ามีทางเดียวคือเข้าใจพระธรรม ทั้งๆ ที่ขณะนี้ทุกอย่างที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางใจที่คิดนึก เป็นธรรมทั้งหมด ฟังเพื่อให้เข้าใจ เข้าถึงปฏิปัตติ ลักษณะที่มีจริงแต่ละอย่างว่าเป็นธรรมที่ปรากฏเพียงชั่วคราว จะพร้อมกันไม่ได้เลย แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะว่าปัญญายังไม่ได้อบรมพอที่สภาพธรรมจะปรากฏทีละหนึ่ง หลายๆ อย่างเช่นนี้จะรู้ชัดอะไรสักอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้ารู้ชัดต้องทีละหนึ่ง ใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ถ้าทีละหนึ่งจริงๆ ขณะที่เสียงปรากฏ จะมีพระเจดีย์หรือไม่ จะมีต้นไม้ จะมีโลก จะมีใครหรือไม่ ต้องไม่มีเลย เพราะว่าสภาพธรรมนั้นปรากฏกับธาตุที่กำลังรู้สิ่งนั้นจึงสามารถรู้รอบคือ ความจริงที่เป็นลักษณะนั้นเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่อย่างอื่น เมื่อยังไม่ถึงเช่นนั้นแต่ก็รู้ว่ามีหนทางที่จะค่อยๆ เข้าใจ แล้วค่อยๆ รู้ในลักษณะที่เป็นธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฏด้วยธรรมที่เป็นสติ ไม่ใช่เรา ถ้าด้วยเราก็ผิดอีกแล้ว ที่ได้ฟังมาก็กว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่า แม้สติก็ต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
ถ้าไม่มีความเข้าใจ ใครจะสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ สติเกิดไม่ได้เลย สติมีเพียงขั้นฟัง เข้าใจขั้นฟัง ซึ่งต้องอบรมไปจากปริยัติจนถึงปฏิปัตติ รู้เฉพาะ ถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นธรรมด้วยปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง จนกว่าจะถึงปฏิเวธ คือความจริงซึ่งเป็นธรรมที่เกิดแล้วดับ ซึ่งความจริงเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็ไม่รู้ ถ้าเสียงไม่เกิด จะมีเสียงหรือไม่ แล้วเสียงดับแล้วไปไหน ไม่เหลือเลยก็ยังไม่รู้ ทั้งๆ ที่ความจริงเป็นเช่นนี้ทุกขณะและทุกทางด้วยก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นต้องฟังจนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น เงินทองทั่วจักรวาลมาแลกกับการที่จะได้เข้าใจพระธรรม จะรับหรือไม่
อ.อรรณพ แต่แม้ไม่มีเงินทองก็สะสมความเข้าใจได้
ท่านอาจารย์ ซื้อไม่ได้ แต่สะสมได้จากความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย หนทางเดียว ไม่มีใครสามารถที่จะซื้อปัญญาได้ ซื้อความดีก็ไม่ได้ เพราะความดีก็ต้องมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เงินทองไปเป็นปัจจัยให้ปัญญาหรือความดีเกิด
อ.อรรณพ แต่เป็นส่วนประกอบได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ อย่างไร
อ.อรรณพ ก็เพราะว่ามีทรัพย์สินที่จะทำกุศล จะทำอะไร
ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือ มีเงินตั้งมาก มีทรัพย์สินตั้งมากมาย ปัญญาก็ไม่มี
อ.อรรณพ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีผลของกุศลกรรมมา ...
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
อ.อรรณพ เพราะกุศลในอดีตทำให้เขามีทรัพย์สินเงินทอง
ท่านอาจารย์ แน่นอน ไม่ต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง เพราะทรัพย์สินเงินทองซื้อปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่จะนำอะไรมาซื้อปัญญาได้เลย คุณค่ามหาศาลเพียงใด ถ้าสิ่งที่เงินทองสมบัติซื้อได้ สิ่งนั้นมีค่าเพียงแค่จำนวนเงินหรือทรัพย์สินจำนวนเท่านั้นจะซื้อได้ แต่เพราะเป็นสิ่งที่อะไรก็ซื้อไม่ได้ ดังนั้นค่าของสิ่งนี้ประมาณไม่ได้ ไม่สามารถที่จะประมาณได้เลย เพราะอะไรๆ ก็ซื้อไม่ได้ คุณอรรณพกล่าวถึงว่า ถ้ามีเงินบางครั้งก็มีโอกาสที่จะได้เจริญกุศล คนมีเงินไม่เจริญกุศล มีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ มีเงินมากๆ ไม่เจริญกุศล มีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกุศลไม่ได้เกิดเพราะมีเงิน
อ.อรรณพ แต่ผู้ที่มีกุศลจิตแล้วเขาก็มีผลของกุศลกรรมในอดีต
ท่านอาจารย์ จากไหน จากเงินทอง หรือจากอะไร กุศลแต่ละครั้งที่เกิดนั้นจากการมีเงินทองมากๆ หรือจากเพราะสะสมกุศลมาที่กุศลจะเกิด
อ.อรรณพ เพราะสะสมกุศลมาจึงมีการเจริญกุศลทุกอย่าง แล้วแต่สะสมมา
ท่านอาจารย์ คุณธีรพันธ์ดีใจทุกครั้งที่ได้ทรัพย์สินเงินทองหรือไม่
อ.ธีรพันธ์ ก็ดีใจ
ท่านอาจารย์ รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรจึงได้
อ.ธีรพันธ์ เพราะกุศลที่ได้กระทำแล้ว
ท่านอาจารย์ แต่ส่วนใหญ่ลืม มัวแต่ดีใจใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่สะสมแล้วสามารถที่จะรับทุกอย่างด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะได้ลาภสักการะ หรือคำชม คำสรรเสริญใดๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้ารู้เหตุแล้วยังจะติดในสิ่งที่เป็นอกุศลนั้นหรือ แต่เป็นความเข้าใจได้ ทุกอย่างชั่วคราวเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้นก็ไม่หวั่นไหวในทุกสิ่งที่ได้ หรือในทุกสิ่งเสียไป คือเป็นธรรม เป็นธรรมดา ขณะนั้นกุศลความเห็นที่ถูกต้องทำให้ละคลายจากความไม่รู้และความติดข้อง เพียงดีใจ กับ ดีใจซึ่งเกิดได้เพราะมีเหตุปัจจัยแต่มีความเห็นถูกด้วยว่า เพราะอะไรในขณะนั้นจึงได้
อ.ธีรพันธ์ ดีใจด้วยแล้วก็เป็นกุศลด้วย
ท่านอาจารย์ คงไม่ลืม ไม่ว่าสิ่งที่ดีที่ได้ก็เพราะเหตุปัจจัย ไม่ว่าสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดก็เพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครทำมาให้ แต่บุญกุศลหรือว่าอกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว ถึงเวลาที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เหมือนมือที่มองไม่เห็นมาหยิบยื่นให้ หรือว่ามาฉกฉวยไป ผลัดเปลี่ยนเวียนไปเช่นนี้
ชาติหนึ่ง ท่านพระอานนท์ท่านยากจนเข็ญใจ จนกระทั่งต้องเดินฝ่าแดดไปหาเงินที่ฝังไว้เพียงครึ่งมาสกเท่านั้นเอง ใครจะให้เพิ่มก็ไม่พอ ยังจะไปนำครึ่งมาสกนั้นมาให้ได้ จะเห็นได้ว่าถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรม ไม่มีการอบรมจริงๆ ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วก็เปลี่ยนไป เกิดไป ดับไป เปลี่ยนไป ดับไป ไม่สิ้นสุดในสังสารวัฏฏ์
เพราะฉะนั้น ชาตินี้เป็นชาติที่ทุกคนรู้ว่าเกิดมาเป็นใคร ทำอะไรไว้บ้าง ดีชั่วเพียงใด แต่เมื่อถึงชาติหน้าหรืออีกแสนปีก็ไม่รู้แล้ว จำไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขณะนี้เป็นขณะที่ไม่ต้องถามถึงว่า ชาติก่อนทำอะไรไว้เมื่อเป็นชาติหน้า คือตายจากโลกนี้แล้วเกิด เพราะชาตินี้รู้ชัดเลย ถ้าจะกล่าวถึงชาติก่อนของชาติหน้าก็คือชาตินี้ ไม่ต้องถามใคร กุศลจิตเกิดหรือไม่ อกุศลจิตมากหรือไม่ ก็คือรู้เอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800