ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ส่วนการที่สามารถจะประจักษ์ความจริง ต้องอาศัยความเพียรและเห็นประโยชน์ เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีประโยชน์ คุ้มค่าต่อความเพียรที่จะได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นบางท่านก็มีอัธยาศัยในการฟังพระธรรม เพื่อที่จะได้รู้ความจริง เพราะรู้ว่าเกิดมานานเท่าไรแล้วก็ไม่เคยรู้ความจริง และความรู้ก็ไม่เสียหายเลยใช่ไหม รู้ก็ดีกว่าไม่รู้ แล้วทำไมไม่รู้ ถ้าสามารถที่จะมีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจ ก็ดีกว่าไม่รู้ แต่การที่จะหวังไปจนกระทั่งถึงดับกิเลสได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตั้งแต่ขั้นการฟัง ก็เป็นสิ่งที่เพียงคิด แต่เป็นไปไม่ได้เลย

    บางคนเพียงฟังธรรม ก็อยากจะเป็นพระโสดาบัน อยากจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเลย แต่ก็อยากจะถึงความเป็นพระโสดาบัน ลืมว่าพระโสดาบันคือปัญญาที่ดับกิเลส กิเลสนี่ใครอยากดับ แล้วจะดับได้ด้วยความอยากหรือไม่ กำลังรับประทานอาหารอร่อยมาก บอกว่าอย่าชอบอาหารที่อร่อยได้ไหม กำลังโกรธ ใครจะพรรณนาโทษของความโกรธ ก็ยังโกรธ ก็แสดงให้เห็นความเป็นธรรมชัดเจน แต่เพราะความไม่รู้หรือความรู้ที่น้อยมาก จึงไม่สามารถที่จะแม้คลาย และพิจารณาดูว่าพระธรรมที่ทรงแสดง ไม่ใช่เพียงให้คลาย แต่ดับกิเลสไม่เกิดอีกเลย

    กำลังนอนหลับ กิเลสไม่เกิดแน่ เพราะไม่เห็น จะชอบ จะชังได้อย่างไร ใช่ไหม ถ้าศึกษาต่อไปจะทราบว่าเป็นผลของกรรม ส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเป็นผลของกรรม อีกส่วนหนึ่งคือกิเลสที่สะสมมาหลังจากที่กรรมให้ผลแล้ว ก็ยังมีความรักบ้าง ชังบ้าง กระทำสิ่งที่ดีบ้าง ชั่วบ้าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดผลต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าจะหลับหรือจะตื่น ใครบังคับได้ แต่เพราะกรรมต่างหาก เวลาพูดถึงกรรม ดูเหมือนเข้าใจ ใช้คำว่า ดูเหมือน ถ้าถามว่ากรรมคืออะไร ยังตอบไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้จะตอบได้คำหนึ่ง ถ้าถามว่ากรรมคืออะไร กรรมคือสิ่งที่มีจริง ก็คือธรรม

    เพราะฉะนั้น ธรรมหลากหลายมาก ไม่ใช่มีแต่กรรม เห็นก็มี ได้ยินก็มี โกรธก็มี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม การฟังแต่ละครั้ง ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคง ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็เป็นประโยชน์ เพราะเดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าธรรมคืออะไร คือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงที่ละเอียดมาก ยิ่งฟังมากก็ยิ่งเข้าใจมากในความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน ต้องค่อยๆ เข้าใจอย่างถูกต้อง และไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือความรู้จริง ไม่ใช่รู้แบบผิวเผิน ทำให้คลางแคลงและสงสัย แล้วก็ลืม และสับสน

    ผู้ฟัง คำว่า เข้าใจความหมาย เป็นเข้าใจในขณะที่เป็นทางมโนทวาร กับความเข้าใจในขณะแต่ละจิตที่เข้าใจ เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ที่เข้าใจในแต่ละขณะเท่านั้น เป็นเข้าใจความหมายด้วยหรือไม่ และต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงลมพัด ลมพูดอะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะรู้ความหมายของเสียงเสมอๆ ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าได้ยินเสียงที่คุ้นหู และรู้แต่ละคำว่าแต่ละคำของเสียงนั้นหมายความถึงอะไร ทั้งหมดที่พูดเมื่อสักครู่ไม่ใช่มีแต่เสียงใช่ไหม ถ้าไม่มีการรู้เสียงสูงๆ ต่ำๆ ว่าหมายความถึงอะไร ก็จะไม่เข้าใจคำถามทั้งหมดเลยแม้แต่สักคำเดียว เพราะฉะนั้น ความละเอียดก็คือว่า ได้ยินมีแน่นอนเมื่อมีเสียงกระทบกับหู แล้วก็ถึงวาระที่กรรมจะทำให้เกิดการได้ยิน เพราะบางคนนอนหลับสนิท แม้แต่เสียงฟ้าร้องยังไม่ได้ยิน จะให้ได้ยินทุกคนก็ไม่ได้ ใช่ไหม แล้วแต่ว่าถึงวาระกาลที่กรรมจะทำให้ได้ยินเสียงอะไร ก็ทำให้การกระทบเสียงกับหูนั้น เป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิดขึ้น

    ถ้าเป็นเสียงที่น่าพอใจ ก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ ก็เป็นผลของอกุศลกรรม แต่เสียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเกินกว่าที่เราจะนั่งวิจัยวิจารณ์ว่า เสียงขณะนี้ที่ได้ยิน จิตที่ได้ยินเป็นผลของกุศลกรรม หรือว่าเป็นผลของอกุศลกรรม แม้กระนั้นได้ยินก็ต้องดับเร็วมาก จนแยกเกือบไม่ออกว่าได้ยินกับจิตที่คิด และเข้าใจความหมายของเสียงสูงๆ ต่ำๆ ไม่ใช่ขณะเดียวกัน ต้องได้ยินก่อน ขณะที่ได้ยิน จะเข้าใจความหมายของเสียงพร้อมกันทันทีไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจความละเอียดก็คือว่า เมื่อได้ยินนั้นดับไป ก็จะมีการจำเสียง และเข้าใจความหมายของเสียงนั้นด้วย แต่ความละเอียดยิ่งกว่านั้นก็คือว่า แม้เสียงที่กำลังปรากฏให้ได้ยิน ยังไม่ทันดับ ก็เกิดความยินดีหรือไม่ยินดีในเสียงนั้นแล้ว ตามการสะสมซึ่งมีมาก พร้อมที่จะเกิดทันทีที่มีอะไรกระทบ กำลังหลับสนิท ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีกุศล อกุศลใดๆ ปรากฏเลย แต่ทันทีที่มีอะไรกระทบ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง กุศลจิตก็เกิด หรืออกุศลจิตก็เกิด ก่อนที่จะรู้ว่าเสียงนั้นเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้น เราเกือบไม่ต้องพูดถึงทวารก็ได้ แต่ที่พูดก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตาว่า การเกิดดับสืบต่อเร็วมาก แม้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ขณะนี้ปรากฏ แต่ก็รู้ว่าเห็นอะไร ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นต้องดับไปก่อน แล้วก็มีการจำรูปร่างสัณฐาน แล้วถึงจะทราบว่าอะไร แต่ก็ปรากฏเสมือนว่า ทันทีที่เห็นก็รู้ว่าอะไร เช่นเดียวกับทางหู ทันทีที่ได้ยินไม่ต้องรอเลยใช่ไหม เข้าใจคำและความหมายของเสียงนั้นทันที เพราะฉะนั้นก็เป็นแต่เพียงความคุ้นเคย ของเสียงสูงๆ ต่ำๆ ทั้งๆ ที่เป็นคำที่ออกเสียงคล้ายกัน แต่คนละภาษา ได้ยินเสียงนั้นไม่ใช่เสียงอื่น แต่ภาษาหนึ่งเข้าใจในความหมายหนึ่ง อีกภาษาหนึ่งเข้าใจในความหมายหนึ่ง เพราะความคุ้นเคยกับการที่จะจำว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร

    อ.คำปั่น ได้สนทนากับท่านที่มาสนทนาธรรมในวันนี้ ท่านมีความสงสัยในเรื่องของความอดทนในชีวิตประจำวัน กราบเรียนท่านอาจารย์ได้อธิบายถึงความอดทนในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ กำลังโกรธ อดทนหรือไม่ ถูกเขาว่า บางคนไม่โกรธ แต่บางคนเพียงคำเดียวก็โกรธแล้ว ใครอดทน อาหารไม่อร่อย จืดไปหน่อยหนึ่ง บางคนก็ไม่เป็นไร รับประทานได้ แต่บางคนเพียงเท่านั้นก็บอกแล้วว่าไม่อร่อย พูดทำไม ใครๆ ก็ทราบ แต่ก็ยังพูดเพราะไม่อดทน เพราะฉะนั้น ความไม่อดทน กล่าวได้เลยว่า ไม่อดทนต่อสิ่งที่กำลังปรากฏ ทนไม่ได้ มีการแสดงกิริยาอาการตามที่ไม่อดทน แต่ถ้าเห็นประโยชน์ว่า การพูดกับการไม่พูด อะไรเป็นประโยชน์ ถ้าเป็นประโยชน์ก็พูด แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ พูดทำไม

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ถ้าพูดแล้วไม่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเสียไม่ดีกว่าหรือ บางคนพูดมาก ทำไมมากอย่างนั้นก็ไม่ทราบ คือพูดแล้วก็ซ้ำอีก พูดแล้วก็เหมือนเดิมก็ซ้ำอีก พูดได้หลายๆ ครั้ง ก็ไม่ทราบว่าจะพูดทำไม ถ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม ก็ยังย้ำอยู่นั่น ก็แสดงให้เห็นถึงว่าแต่ละอัธยาศัยต่างกัน แต่ความอดทนที่สมควร ก็คืออดทนด้วยความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนั้น เช่น ในขณะนี้ได้ยินได้ฟังว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ จะเปลี่ยนให้ไม่มีไม่ได้ สิ่งนั้นเป็นจริงอย่างนั้นก็ต้องเป็นจริงอย่างนั้น แม้แต่ขณะเมื่อสักครู่นี้ก็มีสิ่งที่เป็นจริงหลายอย่างซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป ถึงขณะนี้ก็มีสิ่งที่กำลังเป็นจริง อดทนที่จะเข้าใจหรือไม่ว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นจริงเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงลักษณะของแต่ละหนึ่งไม่ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดแล้วก็ดับไป อดทนที่จะเห็นว่าถูกต้อง และสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เข้าใจได้หรือไม่

    เมื่อสักครู่นี้ก็มีหลายท่าน มีทั้งกาแฟ มีทั้งขนม ก็ได้ไปสนทนาด้วย ถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ กำลังอยู่ในห้องนี้ได้ยินคำว่าธรรม รู้ว่าเห็นขณะนี้เป็นธรรม ได้ยินขณะนี้เป็นธรรม คิดนึกเป็นธรรม ชอบเป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป หมดไป แต่ก็ลืม ขณะกำลังมีสิ่งที่อยู่ต่อหน้า อย่างขนมและกาแฟ ซึ่งมีรสต่างๆ ถามว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือไม่ ก็ลืมแล้ว

    เพราะฉะนั้นแม้แต่ที่กำลังฟัง แล้วเริ่มเข้าใจทีละเล็ก ทีละน้อย ว่านี่แหละคือธรรม ไม่ต้องไปหาที่ใดเลยจริงๆ เพียงลืมตาก็ธรรมปรากฏ จะอยู่ตรงไหนก็ตามแต่ ฟังเวลานี้เข้าใจ แต่พอถึงเวลาก็ลืม เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ไม่ลืมสิ่งที่เข้าใจ ว่าเป็นความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย ทุกขณะเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้น มิฉะนั้นก็จะไม่มีอะไรเลย เช่นที่ใช้คำว่า สังสารวัฏฏ์ คือสภาพที่เกิดสืบต่อ วนเวียน ไม่มีระหว่างคั่น ไม่หยุด เช่น เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิดนึก แล้วก็เห็น แล้วก็ได้กลิ่น เมื่อวานนี้ทั้งวันจากตาไปหู ไปจมูก ไปลิ้น ไปกาย ไปใจ วันนี้ก็เหมือนเดิม ซ้ำแล้ว พรุ่งนี้ ชาติก่อน ชาติหน้าอย่างไรก็เท่านี้เอง คือเห็น แล้วก็คิดเรื่องที่เห็น ได้ยิน ก็คิดเรื่องที่ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ก็พัวพันผูกพันอยู่กับสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่รู้จบ ไม่มีระหว่างคั่นเลย นี่คือความหมายของสังสารวัฏฏ์

    เพราะฉะนั้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ฟังเท่านี้เข้าใจใช่ไหม เข้าใจคำว่า ทุกข์ เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์ เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์ เท่านั้นดับไป คนที่พูดภาษาไทยเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ต้องไตร่ตรองและคิด ทำไมว่าเป็นทุกข์ เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ทุกข์ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงความรู้สึกเจ็บ หรือปวด หรือไม่ชอบ หรือกังวล แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วไม่ดับมีไหม และสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วดับไป ที่จะกลับมาอีก มีไหม เพราะฉะนั้นก็ปรากฏความเป็นสิ่งที่เพียงชั่วคราว ให้หลง ให้ไม่อดทนที่จะรู้ความจริง แต่ก็เป็นไปตามการสะสม ที่ได้สะสมมาแล้ว

    เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความหมายของทุกข์ที่นี่ ไม่ได้หมายความถึงความโศกเศร้า หรือความเป็นทุกข์ แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เพียงเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก สมควรเป็นที่ยินดีหรือไม่ เพราะเหตุว่าความหมายของทุกขอริยสัจจะ หมายความถึงสิ่งนั้นไม่น่าที่จะยินดีติดข้อง เพราะว่าส่วนใหญ่เราจะยินดีติดข้องในสิ่งที่เป็นสุข ในสิ่งที่เราชอบ ในสิ่งที่เราเพลิน แต่ถ้าปรากฏว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้ที่เราชอบ ก็เพียงเกิดปรากฏแล้วหมดไป ใครยังจะทนพอใจในสิ่งชั่วคราว ที่เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไปบ้าง แต่เป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่รู้ รู้เท่านี้ เพียงฟังก่อน ฟังจริง ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่ว่าอาหารเมื่อวานนี้จะอร่อยสักเท่าไร ก็ไม่กลับมาอีก สิ่งที่เราพอใจทางตาเมื่อวานนี้ เห็นแล้วหมดแล้ว ก็ไม่ได้กลับมาอีก ทุกอย่างเพียงปรากฏแสนสั้นชั่วคราว แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น ทุกข์ที่นี่ หมายความถึง สิ่งอย่างนี้ไม่ควรเป็นที่ยินดี เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเวลาที่เราบอกว่าไม่ชอบ ไม่อยากได้ ปฏิเสธ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี แม้ความสุข เมื่อวานนี้รู้สึกว่าก็มีมากใช่ไหม อากาศก็เย็นสบายดี อาหารก็อร่อย แล้วอยู่ไหน แต่ขณะที่กำลังปรากฏ เป็นที่ยินดีอย่างยิ่ง ไม่อยากให้หมดสิ้นไปเลย แต่ว่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย ไม่ได้เป็นอย่างที่ใจหวัง ที่ต้องการที่จะติดข้องในสิ่งที่มี เพราะไม่รู้ว่าชั่วคราวจริงๆ เพียงปรากฏแล้วดับ ถ้ารู้อย่างนี้จริงๆ สมควรเป็นที่ยินดีหรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกข์ที่นี่ หมายความถึง ทุกอย่างที่มีการเกิดขึ้น ที่จะไม่ดับไป เป็นไปไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงเห็นความจริงว่าหลงเข้าใจว่ายังมีอยู่ทั้งนั้นเลย แต่ความจริงขณะนี้ แม้ขณะนี้ก็เกิดแล้วดับแล้ว แม้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ปัจจัยที่จะให้ปรากฏยังไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นก็ยังดูเหมือนเดิม ยังเข้าใจว่าเหมือนเดิม แต่ความจริงเป็นแต่ละรูปซึ่งมีอายุสั้นมาก เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้น การที่จะละคลายความติดข้อง การยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือแม้ยึดถือว่าเป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตั้งแต่เกิด ก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริงเลย เพียงปรากฏให้จำไว้ว่ายังมี แต่เป็นการจำที่คลาดเคลื่อน เป็นวิปลาส ที่ใช้คำว่า สัญญาวิปลาส เพราะว่าจำผิด จำคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แม้ว่าสิ่งนั้นไม่มี จำว่ายังอยู่ มีเพื่อนที่จากกันไปนาน เขายังอยู่หรือไม่ หรือว่าเขาหายไปจากโลกนี้แล้ว ถ้าไม่รู้ ก็ยังจำใช่ไหม เขาก็ยังอยู่ จนกว่าเมื่อเจอกันที ก็คนนั้นยังอยู่หรือไม่ คนนี้ยังอยู่หรือไม่ เพราะไม่รู้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ถาม เขายังอยู่ใช่ไหม เพราะไม่รู้ว่าเขาจากไปแล้ว

    เพราะฉะนั้น สัญญาที่จำ จำในสิ่งที่ไม่มีว่ายังมีอยู่ แม้เดี๋ยวนี้เอง คำถามซึ่งเคยถามมานานแล้ว ก็ถามว่า เดี๋ยวนี้มีฟันไหม ไม่ใช่ถามแต่เฉพาะคุณหมอฟัน ถามทุกคนว่าเดี๋ยวนี้มีฟันไหม นี่คือการฟังธรรม ฟังเพื่อที่จะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นในสิ่งที่เพิ่งเริ่มฟัง และความละเอียดของสิ่งที่ฟังก็จะเป็นความจริงยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้มีฟันไหม คนพยักหน้าก็มี คนที่เคยฟังแล้วส่ายหน้าก็บอกว่าไม่มี ถ้ามี อยู่ไหน อย่างนี้หรือจะละความเป็นตัวตน ในเมื่อฟันไม่ได้ปรากฏเลย ก็บอกว่ายังมี เท่ากับว่าเวลานี้ยังมีเราทั้งตัว แม้ว่ารูปแต่ละรูปที่ตัวไม่ได้ปรากฏ ถ้าอย่างนั้นเลือดมีไหม กระดูกมีไหม เล็บมีไหม ย่อยไปให้ละเอียดที่สุด มีไหม มีหมดเลยใช่ไหม เพราะจำว่ายังมี แต่ความจริงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา สิ่งใดที่เกิดดับ แล้วก็ไม่ปรากฏ มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดแล้วก็ดับ ถึงจะปรากฏหรือไม่ปรากฏ ก็ต้องเป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นความจริงที่ต้องไตร่ตรองว่า ถ้าไม่ได้ฟังธรรม เราไม่รู้และเข้าใจผิด ซึ่งเป็นสัญญาวิปลาส ซึ่งขณะนั้นจิตก็วิปลาสไปตามความจำ ซึ่งเป็นสัญญาวิปลาสด้วย จนกระทั่งบางครั้งบางคราวถึงกับมีความเห็นผิด วิปลาสจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้น วิปลฺลาส (วิ - ปัน - ลา - สะ) ในภาษาบาลี มี ๓ อย่าง ได้แก่ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาส กำลังวิปลาสหรือไม่ ธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีแต่ชื่อ แต่มีให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี แม้สิ่งที่เคยมีมาเก่าก่อนและไม่เคยเข้าใจ ก็ยังสามารถที่จะฟังแล้วก็รู้ความจริงได้ว่าจำว่ามี แต่ความจริงมีหรือไม่ ถ้ายังคงเป็นฟัน ฟันของใคร ฟันของคนอื่นในปากคนอื่น หรือฟันของเรา เห็นไหมว่าความเป็นเรามีอยู่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ผมก็ของเรา ตาก็ของเรา มือเท้าก็ของเรา ทุกอย่างของเราทั้งหมด อยู่ไหนที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ปรากฏเลยสักอย่าง แต่ก็ยังจำว่ามี

    เพราะฉะนั้น โดยแท้จริงแล้วธรรมเป็นเรื่องที่ตรง การที่จะรู้ว่าธรรมใดเกิดแล้วดับ ต้องหมายความว่าขณะนั้นมีธรรมนั้นที่เกิดแล้วปรากฏ และมีความเข้าใจถูกต้องในความเป็นธรรมแท้ๆ แต่ละหนึ่ง ซึ่งแยกกัน เมื่อแยกกันไม่รวมกันเมื่อไร ก็จะเป็นสิ่งนั้นไม่ได้อีกต่อไป อย่างดอกไม้มีทั้งกลีบและหลายสี ถ้าฉีกทำลายให้ละเอียดยิบ ยังคงมีดอกไม้ไหม ไม่ว่าสิ่งใดทั้งสิ้น แตกย่อยเป็นแต่ละหนึ่งที่ละเอียดมาก ก็หาความเป็นสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าว่าเป็นเราทั้งหมด ความจริงก็เป็นรูปแต่ละรูป เกิดแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลา จึงไม่หนักใช่ไหม นั่งอยู่อย่างนี้คนละกี่กิโลกรัม หนักไหม หนักหรือไม่ หนักตรงไหน ศีรษะกี่กิโลกรัม หรือไม่ถึง หนักไหม ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่มีอะไรที่จะปรากฏ เพราะฉะนั้น ธรรมที่แท้จริงคือขณะใดที่ปรากฏเพราะเกิดขึ้น สิ่งนั้นให้ความจริงว่าไม่ใช่ของใคร แต่เป็นลักษณะของสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกันไปเป็นแต่ละหนึ่ง แม้แต่ขณะนี้ถ้าจะศึกษาธรรม ก็คือว่า เริ่มจากการรู้ว่าสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างในขณะนี้ที่มีจริง เริ่มเข้าใจถูกต้อง มีจริงแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน อย่างเสียงมีแน่นอน เมื่อได้ยินเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงอื่น เมื่อเสียงนั้นเกิดขึ้นปรากฏเพราะจิตได้ยิน เสียงดับไหม ดับแล้วหมดแล้ว ยังมีเสียงนั้นเหลืออีกหรือไม่ ไม่มีเลย ถ้าไม่มีจิตที่ได้ยิน เป็นสภาพที่กำลังรู้ว่า เสียงที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น จะเป็นเสียงดนตรี เสียงระฆัง เสียงกลอง เสียงผิวปาก เสียงนก เสียงอะไรทั้งหมด ก็เป็นจริงชั่วขณะที่กำลังปรากฏ แล้วก็ดับไป และไม่ได้กลับมาอีก แต่ถ้าไม่มีธาตุหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ทุกอย่าง รู้ได้ทุกอย่าง รู้ได้ทั้งหมด เกิดขึ้นได้ยิน ขณะที่กำลังได้ยิน ถ้าไม่มีธาตุนั้นเกิดขึ้นรู้ว่าเสียงนี้เป็นอย่างนี้ ขณะนั้นจะไม่ชื่อว่าได้ยิน และเสียงก็ปรากฏไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้นั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ขณะที่เสียงปรากฏมีธาตุรู้แน่นอน เสียงไม่รู้อะไร แต่ธาตุที่เกิดขึ้นได้ยินเป็นธาตุรู้เฉพาะเสียงที่กำลังปรากฏ นี่คือลักษณะของธรรมที่ต่างกันเป็นสองอย่าง

    ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นธรรมใดในอดีต หรือขณะนี้ หรือต่อไปข้างหน้า ลักษณะธรรมที่จะปรากฏความต่างเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ ก็คือ สภาพธรรมประเภทหนึ่งอย่างหนึ่ง แม้มีจริงเกิดขึ้นก็ไม่รู้อะไร ส่วนอีกธรรมหนึ่ง ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้มีแล้ว เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว จะไม่ให้เห็นเกิด จะไม่ให้ได้ยินเกิด ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ธาตุที่เป็นธาตุรู้ ในขณะที่มีตาก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น มีหูก็มีเสียงที่ปรากฏอย่างนี้ เสียงนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้ามีกลิ่นกระทบ ก็กลิ่นนั้นเอง เฉพาะกลิ่นนั้นที่ปรากฏ เพราะมีสภาพที่เกิดขึ้นรู้เฉพาะกลิ่นนั้น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ความต่างของสิ่งที่มีจริงว่า สิ่งหนึ่งเกิดแต่ไม่ใช่สภาพรู้ จะรู้อะไรไม่ได้เลย ส่วนอีกอย่างหนึ่งตรงกันข้าม ไม่มีรูปใดๆ ไม่มีสี ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปใดๆ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจือปนเลย เกิดขึ้นรู้ล้วนๆ แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น สภาพที่รู้ ไม่ใช่สภาพที่ไม่รู้ แล้วจะใช้คำอะไร ในเมื่อสภาพที่รู้ก็มีหลายอย่าง สภาพที่ไม่รู้อะไรก็หลากหลายต่างไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติคำให้รู้ความต่างของสองอย่างว่า สิ่งที่เกิดมีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย ใช้คำว่า รูป หรือ รูปะ เมื่อเป็นธรรมอย่างหนึ่งก็เรียกว่า รูปธรรม เพราะแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ใคร เสียงไม่ใช่ใคร สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่ใช่ใคร เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท ปรากฏว่ามี กำลังปรากฏให้เห็นว่าสิ่งนี้มีจริงๆ แต่ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เมื่อรู้จักคำว่า ธรรม ก็ยังรู้จักความหลากหลายของธรรม ซึ่งต่างกันใหญ่ๆ เป็น ๒ ประเภท คือ สภาพหนึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นรูปธรรม พอจะรู้ได้ใช่ไหม แข็ง รู้อะไรหรือไม่ แต่มีจริงๆ เป็นธรรมประเภทใด เป็นประเภทรูปธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    15 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ