ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีการเกิดขึ้น แล้วเห็น ได้ยิน ต่างๆ เหล่านี้ จะมีโลกไหม ที่ว่าอยู่ในโลก โลกอยู่ไหน และโลกอะไร โลกกลม มีดินแข็ง มีภูเขาไฟ มีน้ำ หรือว่าอะไร ถ้าไม่มีการเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย แม้มีก็ไม่ปรากฏ แล้วจะเดือดร้อนไหม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ไฟไหม้ เดือดร้อนไหมถ้าไม่มีสภาพรู้ แต่ห้ามไม่ให้มีสภาพรู้ได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะมีแล้วเดี๋ยวนี้ แล้วมีมาได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ก็ไม่สามารถที่จะดับได้ อย่างที่บอกว่าปฏิจจสมุปบาทโดยนัยของการเกิด โดยนัยของการดับ ก็เป็นเรื่องชื่อ แต่ยังไม่ทราบ แม้แต่ละคำ เช่น อวิชชา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่อ่านออก เวลาที่เห็นก็อ่านออก แต่ไม่ทราบว่าอะไร
เพราะฉะนั้น การศึกษาสิ่งซึ่งมีจริงแน่นอนในโลกนี้ ตั้งแต่เกิดจนตาย ให้ได้รู้ความจริง เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีในชีวิตจะพ้นไปจากการเห็น และการจำสิ่งที่เห็น และมากเรื่องราว จากสิ่งที่ปรากฏทางตา และก็สุขทุกข์มาจากไหน ถ้าไม่เห็นเลยจะเป็นสุขเป็นทุกข์จากสิ่งที่เห็นได้ไหม แล้ววันหนึ่งๆ จะห้ามไม่ให้เห็นก็ไม่ได้ จะห้ามไม่ให้เป็นไปคือสุขทุกข์ก็ไม่ได้ จะห้ามไม่ให้คิด ไม่ให้เดือดร้อน ก็ไม่ได้ นี่คือความจริงของแต่ละชีวิต ถ้ารู้ความจริง เข้าใจความจริง ก็จะทำให้รู้ว่า เป็นสาระหรือไม่ที่เกิดมาเพียงเห็น ได้ยิน รับประทานอาหารแน่นอนวันละหลายมื้อ แล้วก็ต้องนอนด้วย ไม่นอนก็ไม่ได้ใช่ไหม เกิดมากินนอนแล้วก็ติดข้อง แล้วก็จากโลกนี้ไป เหมือนไม่เคยเกิดมาเลย เพราะจำไม่ได้ นี่คือประโยชน์ของการที่จะทราบว่า การที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ อะไรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด
ผู้ฟัง ถ้าเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว อย่างนั้นแล้วแก่นแท้ของชีวิตคืออะไร
ท่านอาจารย์ แก่นแท้ของชีวิตคือเกิดแล้วต้องตาย แน่นอนใช่ไหม ก่อนตายทำอะไร ก่อนตายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เพราะอะไร ถ้ารู้ดีกว่าไม่รู้หรือไม่ หรือไม่รู้ดีกว่า จะต้องรู้ทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ อย่างไรก็ต้องตาย เพราะฉะนั้น ความคิดของแต่ละคนก็หลากหลายไป แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่า เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ รู้ต้องดีกว่าไม่รู้ จึงต้องศึกษา ตอนนี้เห็นด้วยไหมว่า ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม แม้แต่คำว่า อายตนะ
ผู้ฟัง สงสัยว่า อนิจจัง กับ ทุกขัง ต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ อนิจจังคือ ไม่เที่ยง สิ่งที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ควรจะเป็นที่ยินดีไหม นั่นคือความหมายของคำว่า ทุกข์ ไม่มีใครชอบทุกข์ ไม่มีใครติดข้องในสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าได้ประจักษ์จริงว่าขณะนี้ทุกอย่างที่ปรากฏที่เราเคยชอบมาก ต้องการเหลือเกิน ก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้ารู้ชัดเจนอย่างนี้ เห็นไหมว่าควรหรือที่จะติดข้อง นั่นคือความหมายของทุกข์เพราะไม่เที่ยง แล้วก็บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย ที่จะให้สิ่งนั้นไม่ดับไป ก็เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น เราอยู่ในโลกของความไม่รู้ ที่ติดข้องในสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วหมดไป หายไป ไม่กลับมาอีกเลย เหมือนกับว่าคนนี้ยังมีอยู่ ยังนั่งอยู่ แต่ก็คือมหาภูตรูป ซึ่งมีรูปที่สามารถกระทบ ให้เห็นนิมิตรูปร่างสัณฐาน แล้วก็จำ หมายรู้ว่าเป็นคนนั้น เหมือนกับมีคนนั้นจริงๆ แต่ความจริง แต่ละรูปเกิดแล้วดับไปอย่างเร็ว สืบต่อไม่ปรากฏว่าดับ แม้แต่จิตแต่ละขณะ พร้อมเจตสิกที่เกิดด้วยกัน ก็เกิดแล้วก็ดับไปไม่กลับมาอีกเลย ถ้ามีความเข้าใจในความไม่เที่ยง เพียงเกิดแล้วก็หมดไปดับไปไม่กลับมาอีก ควรยินดีติดข้องไหม ยังคงยึดถือเหมือนเดิมไหม แต่ความจริงได้ทราบว่า แท้ที่จริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเมื่อมาประชุมรวมกันเมื่อไร เพราะไม่รู้ความจริงก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมต้องไม่เผิน ต้องเข้าใจจริง มากน้อยก็ตาม แต่สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าเป็นความจริงอย่างนี้ ถ้าจะรู้ก็ต้องรู้จริงๆ อย่างนี้ ไม่ใช่รู้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การฟังยังไม่นำไปสู่การที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจในขั้นนี้ ก็ไม่มีหนทางที่จะประจักษ์ความจริงซึ่งกำลังเป็นอย่างนี้ กุศล กุสละ ความหมายทางภาษาบาลีหมายความว่าอะไร
อ.คำปั่น กุสละ โดยศัพท์หมายถึง สภาพธรรมที่ตัด หรือบั่นทอน หรือตัดรอนซึ่งสภาพธรรมที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นกุศลก็คือความดี แปลโดยความ หมายถึงความดีทุกอย่างเป็นกุศล นอกจากนั้นท่านก็ยังมีอรรถที่หลากหลายมากในเรื่องของความหมายของกุศล ว่าเป็นธรรมที่ดีงาม เป็นธรรมที่กำจัดบาปธรรม เป็นธรรมที่ไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ไม่มีโรค เป็นธรรมที่ให้ผลเป็นสุข ไม่นำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนเลย นี่คือความหมายของกุศล ก็คือความดีทุกอย่างทุกประการ
ท่านอาจารย์ ตอนนี้เข้าใจคำว่า กุศล หรือ กุสละ แต่ก็มีคำว่า อกุสละ ภาษาไทยก็คือ อกุศล หมายความตรงกันข้าม คือไม่ดี อกุศลหมายความถึงธรรมที่มีจริง แต่เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี คือ โลภะ โทสะ โมหะ ความไม่รู้ไม่ดี ความไม่รู้จึงติดข้อง ติดข้องจะดีได้อย่างไร เพราะไม่รู้จึงติดข้อง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ ซึ่งไม่รู้ก็ไม่ดี ทำให้เกิดความติดข้อง ติดข้องจะดีไหม ในเมื่อมาจากความไม่รู้จึงติดข้อง ก็ไม่ดี แล้วเวลาที่ติดข้องแล้วไม่ได้สิ่งที่พอใจ ก็ขุ่นใจเป็นโทสะ เพราะฉะนั้น ทั้งโลภะ ทั้งโทสะ ทั้งโมหะ ก็เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี ทางฝ่ายที่ดีก็ตรงกันข้าม คือขณะนั้นเป็นอโลภะ ความไม่ติดข้อง มีจริงไหม เป็นธรรมหรือไม่ เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก นี่คือไม่ลืมสิ่งที่ได้ฟังแล้ว เพื่อจะได้เข้าใจชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ
เพราะฉะนั้น ความไม่ติดข้องมีจริงๆ หรือไม่ มีไหม มี ตอบได้เท่านี้ แต่เมื่อไรก็ไม่รู้อีก ก็ไม่พอ ใช่ไหม เดี๋ยวนี้ที่กำลังฟังพระธรรม ไม่ติดข้องหรือไม่ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะไม่ติดข้อง เพราะว่าแม้แต่ฟังธรรมก็ติดข้อง แต่ความจริงจิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก ทรงแสดงถึงประเภทต่างๆ ของจิตซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขณะใดก็ตามที่ไม่มีโลภะ ความติดข้อง ไม่มีโทสะและไม่มีโมหะ ขณะนั้นเป็นกุศล ที่จะต้องเข้าใจแม้ในขั้นการฟัง ขณะใดที่ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ขณะนั้นเป็นกุศล กำลังฟังธรรมเข้าใจ ฟังแล้วก็เข้าใจด้วย เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ตอนนี้ทราบแล้วใช่ไหม เป็นกุศล เพราะขณะนั้นไม่มีโลภะ ไม่ได้ติดข้อง ไม่ได้อยากรับประทานอะไร ไม่ได้อยากฟังเพลงหรือดูโทรทัศน์ ฯลฯ แต่กำลังฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ให้มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ไม่ใช่ความไม่รู้ กำลังรู้ขึ้นแทนไม่รู้ เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็ต่างกันกับขณะที่ไม่ฟังและไม่เข้าใจ
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง และเป็นกุศลประเภทหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามให้ทราบว่า ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ แล้วก็ไม่ได้ถาม แล้วมานั่งถือ โดยมากจะมีคำถามว่า ถือว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป ถือทำไม ก็เข้าใจให้ถูกต้อง บุญก็คือบุญ กุศลก็คือกุศล อกุศลก็คืออกุศล ทำไมไม่เข้าใจ แต่จะ "ถือ" ว่าอย่างนี้เป็นกุศล อย่างนั้นเป็นอกุศล ก็คือไม่ได้เข้าใจอะไร ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมจะทำให้เป็นผู้ที่มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ความรู้ที่ถูกต้อง ความเข้าใจ เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ขณะที่สามารถไม่ติดข้องในสิ่งที่ให้บุคคลอื่น และสิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ การให้ ไม่ให้เพื่อเราจะได้กุศล หรือเพื่อจะได้เป็นบุญ แต่ให้เพราะว่าการให้สิ่งนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ ไม่ใช่ให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ขณะนั้นจึงเป็นจิตที่ดีงาม มีการเอื้อเฟื้อ ไม่คิดถึงประโยชน์ของตน แต่ยังคิดถึงการที่จะสงเคราะห์หรืออนุเคราะห์บุคคลอื่น ให้เขาได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขณะนั้นก็ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ แล้วก็โมหะก็ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้นด้วย เพราะว่าสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกัน จะเกิดพร้อมกันไม่ได้ สิ่งที่เป็นอกุศลจะเกิดร่วมกับกุศลไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ สภาพธรรมที่เป็นเจตสิก จึงเป็นประเภทที่ว่า ถ้าเป็นอกุศลต้องเกิดกับอกุศล ถ้าเป็นโสภณก็ต้องเกิดกับโสภณ อกุศลและกุศลจะเกิดร่วมกันหรือพร้อมกันไม่ได้เลย นี่คือเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่ถือว่าเป็นบุญหรือถือว่าเป็นกุศล เพราะฉะนั้นในขณะที่ให้ทาน หมายความว่าสามารถที่จะสละสิ่งที่เคยติดข้อง ถ้ายังติดข้องอยู่ จะให้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาให้ก็ทราบได้เลย เพียงให้สิ่งที่ไม่ติดข้อง แต่สิ่งที่ติดข้องให้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าขณะที่ติดข้องนั้นเป็นโลภะ จะทำให้เกิดการให้สิ่งที่ติดข้องไม่ได้ แต่ขณะใดที่ไม่ติดข้องในสิ่งนั้น ก็สามารถที่จะสละสิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น แทนที่จะเก็บไว้ และไม่มีประโยชน์กับใครเลย เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของสภาพของจิตใจ ซึ่งต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่สงสัยในเรื่องของทานใช่ไหม การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเราจะได้กุศล แต่เพื่อประโยชน์ของคนอื่นจริงๆ และคำว่า ปัตติทานะ ภาษาบาลีหมายความว่าอะไร ที่เราใช้คำว่า ปัตติทาน
อ.คำปั่น เป็นคำบาลีทั้งสองคำ ปัตติทานะ มาจากคำว่า ปัตติ แปลว่าส่วนบุญ ทานะ ก็คือการให้ เวลาที่แปลบาลีก็แปลจากข้างหลังมาข้างหน้า หมายถึงการให้ส่วนบุญ
ท่านอาจารย์ บุญของเราที่ได้ทำแล้ว ให้คนอื่นได้ไหม เป็นจิตใช่หรือไม่ ไม่ใช่วัตถุ ถ้าให้วัตถุ เหมือนขายหรือซื้อหรือไม่ ถ้าต้องการสิ่งที่แลกเปลี่ยนได้ ให้เขาเพื่อเขาจะให้เรา เป็นบุญหรือไม่ ให้เขาเพราะหวังว่า เขาจะให้เรามากกว่าที่เราให้เขาอีก เป็นบุญหรือไม่ แต่การให้เพื่อประโยชน์สุขของผู้รับ เป็นบุญ ขณะนั้นไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น บุญของใครก็ตามที่ได้กระทำแล้ว นำบุญนั้นให้คนอื่นไปได้ไหม ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ เพราะเหตุว่ากุศลจิตเกิดแล้วดับแล้ว เป็นเหตุที่จะให้เกิดจิตที่เป็นผลของบุญนั้นในภายหลัง
เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นเหตุที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นผล ซึ่งขณะนี้ถ้าไม่ฟังธรรม เราก็เพียงแต่ทราบว่าต้องมีผล แต่จิตที่เป็นผลนั้นคืออะไรและเมื่อไร ก็ไม่ใช่คิดเอง ต้องศึกษา และเป็นชีวิตจริงๆ ธรรมดานี่เอง แต่ให้ทราบว่าในเรื่องเป็นจิตที่เกิดขึ้นเป็นกุศลแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น ผลของกุศลคือ ผู้ที่ได้กระทำกุศลนั้นเอง เป็นปัจจัยให้จิตที่เป็นผลของบุญเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น อุทิศส่วนกุศล หรืออุทิศส่วนบุญ หมายความว่าไม่ใช่บุญของเราที่จะนำไปให้ใครได้ แต่บุญที่ได้กระทำแล้ว คนอื่นมีส่วนที่จะเกิดกุศล ก็อนุโมทนาได้ในบุญนั้น เพราะเหตุว่าความดีความงามเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม น่ายินดี ยากที่จะกระทำได้ อย่าประมาทว่าบุญเล็กน้อย ให้เพียงนิดหน่อย หรือช่วยใครแม้เล็กน้อย ขณะนั้นถ้าเป็นอกุศลจะทำไม่ได้เลย จะช่วยใครก็ช่วยไม่ได้ จะให้อะไรใครสักนิดหนึ่งก็ให้ไม่ได้ เพราะว่าขณะนั้นเป็นอกุศลจิต แต่ขณะใดก็ตามที่สามารถที่กุศลจะเกิดขึ้นได้ และเป็นสิ่งซึ่งทุกคนชื่นชมว่าคนนั้นได้ทำสิ่งที่ดี ขณะที่กำลังยินดีที่คนอื่นกระทำกุศล แม้เราไม่ได้กระทำเอง จิตขณะนั้นก็เป็นกุศล
เพราะฉะนั้นที่จะอุทิศส่วนกุศลหรือส่วนบุญ ก็ต้องทราบว่า ใครสามารถที่จะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนา บางคนมีญาติพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายที่บ้าน ไม่ชอบฟังธรรม ไม่สนใจธรรม มีไหม แล้วเมื่อมาฟังธรรมจะกลับไปอุทิศส่วนกุศลที่ได้ฟังธรรมให้ท่าน ท่านจะอนุโมทนาไหม แต่ถ้าไปบอกว่าได้อะไรมาเป็นสิ่งที่หายาก ดีใจกันไหม ดีใจ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้จักบุญ จึงอนุโมทนาในบุญ ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่รู้จักแล้วก็จะอนุโมทนา เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะได้ฟังธรรมวันนี้เข้าใจ แต่ถ้าบุคคลที่ใกล้ชิดไม่ได้สนใจ บอกเขา เขาก็ไม่อนุโมทนา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะให้ใครอนุโมทนาได้ แต่กุศลจิตที่เห็นประโยชน์ของบุญ เวลาได้ฟังเรื่องของบุญ ไม่ว่าจะเป็นของใคร ก็อนุโมทนายินดีด้วย
ก็มีข่าวเรื่องของคนที่ทำความดี อย่างเด็กที่เรียนหนังสือ แล้วก็ดูแลพ่อแม่ที่ป่วยไข้ และแม่ก็พิการ ก็มีผู้ที่เห็นว่าเด็กคนนี้น่ารัก ทำความดีดูแลแม่ ก็มีการตั้งทุนให้เด็กคนนี้ ได้รักษาแม่ และได้เรียนหนังสือด้วย เห็นไหม ความดีสำหรับคนที่รู้คุณของความดี ก็อนุโมทนา เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะไม่เป็นผู้ที่ได้ร่วมในการกุศลนั้นด้วยตนเอง แต่ก็ยินดีด้วยในความน่ารัก ในความกตัญญูรู้คุณของความดีของเด็ก แม้เพียงเล็กน้อย ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต
ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้ด้วยว่าการที่จะอนุโมทนาในกุศล ไม่ใช่เราจะบังคับใคร หรือเราจะเที่ยวบอกกล่าวใครให้เขาอนุโมทนา เขาไม่อนุโมทนาก็ได้ แต่ว่าคนที่แม้เราไม่บอก เขาไม่ต้องมาบอกเรา แต่เราทราบข่าว จิตของเราก็เป็นกุศล แล้วก็อนุโมทนา กุศลที่เราไม่ได้ทำเอง แต่ก็ยังยินดีในกุศลของคนอื่น ชื่อว่าอนุโมทนา แต่บุคคลที่กระทำแล้ว และทราบว่าคนอื่นก็สามารถที่จะยินดีได้ ถ้าเราเห็นว่าเขาสามารถที่จะยินดี ถ้าเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เรารู้จักเขาแล้วเขาก็ยินดีในกุศล ก็บอกให้เขาทราบก็ได้ หรือแม้ไม่บอก เขาอนุโมทนาเองก็ได้ใช่ไหม แต่คนที่ล่วงลับไปแล้ว เกิดที่ไหน ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ เขาจะรู้ไหมว่าเราเคยเป็นญาติพี่น้อง และกำลังทำบุญที่เขาจะมาอนุโมทนา
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่เกิดเป็นมนุษย์ เวลานี้ญาติพี่น้องของคุณคำปั่น ชาติก่อนกำลังทำกุศลหรือไม่ กำลังฟังธรรม หรือว่าให้คุณคำปั่นทราบแล้วอนุโมทนา ก็ยากใช่ไหม แต่เวลาที่มีการให้ทาน และทราบว่าถ้าบุคคลนั้นเกิดในภูมิที่สามารถอนุโมทนาได้ ก็อุทิศส่วนกุศลเจาะจงถึงบุคคลนั้น ซึ่งจะเป็นการทำให้บุคคลนั้นปลาบปลื้มยินดี ในการที่บุคคลอื่นก็ยังเป็นผู้ที่รู้คุณ ในความเป็นมิตรสหาย ในความเป็นผู้ที่มีอุปการะ เป็นมารดาบิดาหรือเป็นญาติพี่น้อง ก็ยังไม่ลืม ยังระลึกถึง เมื่อทำความดี ก็ยังอุทิศส่วนกุศลให้ได้อนุโมทนา
เพราะฉะนั้น การที่แต่ละคนจะอนุโมทนา ก็เป็นเรื่องที่เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ญาติ แต่ใครทำความดี เราก็อนุโมทนาได้ หรือถ้าเป็นญาติพี่น้องที่จากโลกนี้ไปแล้ว หรือเราจากโลกนี้ไปด้วยตนเอง แต่ว่าสามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่าใครกำลังระลึกถึงและทำสิ่งที่ดี และอุทิศส่วนที่เป็นบุญนั้นให้เราได้ทราบด้วย เพื่อจะได้อนุโมทนา เราก็ระลึกถึงคุณของผู้นั้นด้วย แล้วก็อนุโมทนาในกุศลจิตของบุคคลนั้น ก็คือแม้ไม่ต้องทำเอง แต่อนุโมทนา เป็นปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา หรือผู้กระทำ กระทำแล้ว ก็ยังสามารถที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตาให้คนอื่นได้ล่วงรู้ เพื่อเขาจะเกิดกุศลจิตในการอุทิศส่วนกุศล ขณะนั้นก็เป็น ปัตติทานะ การอุทิศส่วนกุศลให้บุคคลอื่นอนุโมทนา เพราะฉะนั้น ขณะนั้นไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีอกุศลเจตสิกใดๆ เกิดร่วมด้วย แม้ว่าใจยังมีความไม่รู้ ยังมีโลภะ ยังมีโทสะ สะสม แต่ไม่มีปัจจัยจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นไม่ได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่แต่ละคนสะสมมา ในแสนโกฏิกัป ในแต่ละชาติ ไม่ได้หายไปไหนเลย จิตเป็นนามธรรมเกิดแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด เพราะฉะนั้น จิตขณะที่เกิดต่อไป ก็สืบต่อมาจากจิตขณะก่อนๆ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี เพราะฉะนั้น ก็ทำให้แต่ละคน เป็นบุคคลที่หลากหลายต่างกันไปโดยอุปนิสัยต่างๆ แต่ให้ทราบว่า ขณะใดก็ตามที่ไม่มีปัจจัยที่จะให้อกุศลเกิด อกุศลก็เกิดไม่ได้ เช่น กำลังนอนหลับสนิท ไม่เห็น แล้วจะเป็นอกุศลได้อย่างไร จะรักจะชังได้อย่างไร จะเป็นบุญจะเป็นบาปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ขณะที่หลับสนิท ก็เป็นผลของกรรม ที่ทำให้ต้องเป็นบุคคลนี้ ยังจากโลกนี้ไปเป็นบุคคลอื่นไม่ได้ พร้อมที่ตื่นเมื่อไร อกุศลหรือกุศลที่สะสมมา ก็มีกำลังที่จะเกิดขึ้นได้ทันที
เพราะฉะนั้นก็เป็นชีวิตประจำวันที่ต้องทราบว่า ขณะใดก็ตามที่ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิด เมื่อนั้นไม่ใช่อกุศลจิต ด้วยเหตุนี้ จะรู้ด้วยตัวเองว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล ขณะใดเป็นบุญ ขณะใดเป็นบาป แต่ต้องมีปัญญา ไม่ใช่นึกคิดเองว่าขณะนี้ไม่เป็นอกุศล เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าแท้ที่จริง อกุศลมีตั้งแต่อย่างหยาบ จนถึงอย่างกลาง และถึงอย่างละเอียด ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ นอกจากปัญญาที่ได้อบรมแล้ว ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้สะสมปัญญาที่มีกำลังมา เพราะฉะนั้น เวลาที่หลับแล้วตื่นขึ้น ก็อกุศลทันที ใครรู้ ฟังธรรมแล้วจึงเข้าใจอกุศลที่ชื่อว่า อาสวะ ซึ่งเป็นสภาพที่หมักดองเก็บไว้ในจิต สะสม พร้อมที่จะเกิดทันทีที่กระทบกับอารมณ์ที่ปรากฏ เหมือนกับยางในต้นยาง ทันทีที่กรีด เปิดออก ยางก็ไหล
เพราะฉะนั้น กำลังหลับสนิท ไม่มีอกุศล หลับสนิทไม่ใช่ฝัน แต่เมื่อตื่นขึ้นเห็น ก็ไม่ทราบเลยว่าเกิดอกุศลแล้ว หรือใครทราบ ต่อเมื่อมีกำลังพอ ถึงจะปรากฏให้รู้ว่า ขณะนั้นเป็นอกุศล เพราะถูกกลุ้มรุมด้วยความพอใจ ความติดข้อง หรือจิตขณะนั้นขุ่นมัว โกรธ เป็นแม่ทัพที่มีกำลัง คือโทสะ ถ้ากำลังเล็กๆ น้อยๆ เห็นโทสะไหม แต่คนไหนที่โกรธมากๆ ดีไหม เป็นแม่ทัพของโทสะ อุตส่าห์จะเป็นแม่ทัพ แต่ก็เป็นแม่ทัพของอกุศลทั้งนั้นเลย เพราะมีกำลังพอที่จะเกิดทันที ยับยั้งไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ ไม่มีทั้งกุศลและอกุศลใดๆ เลยทั้งสิ้น แม้ว่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็นทุกอย่างในขณะที่ประทับอยู่ที่หนึ่งที่ใด เช่นเดียวกับพระภิกษุซึ่งประทับอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งพระภิกษุก็มีทั้งที่เป็นปุถุชน ที่เป็นพระโสดาบัน ที่เป็นพระสกทาคามี ที่เป็นพระอนาคามี และที่เป็นพระอรหันต์ นี่ก็แสดงความหลากหลายของธรรม ซึ่งเพียงเห็น ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาที่รู้จริงๆ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ก็เป็นหนทางที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเพิ่มขึ้น แม้แต่กุศลและอกุศล ไม่ใช่ฟังเขาบอก แล้วก็เชื่อเขาบอก ต้องเป็นความเข้าใจของตนเอง
สิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้พุทธบริษัท คือปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ละเอียดมากตั้งแต่ในขั้นต้น จนถึงขั้นที่ละเอียดที่สุด เพราะทรงทราบว่าเพียงบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม เป็นอนัตตา ใครจะละจะวางได้ เป็นไปไม่ได้เลย แต่เพราะฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ไม่มีตัวตนที่จะไปละ ไม่ใช่มีความไม่รู้แล้วก็บอกว่าละ แต่ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ในความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ และก็ไม่ใช่เราด้วยที่จะละ แต่เพราะปัญญาที่เป็นฝ่ายดี เกิดขึ้นเป็นสังขารขันธ์ ตามที่เราได้ยินได้ฟังคำว่า สังขารขันธ์ แต่ก็ลืมทุกครั้ง เป็นเราทำทั้งหมด แต่ความจริงทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากธรรมแต่ละอย่างก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีกิจเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ เอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800