ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752


    ตอนที่ ๑๗๕๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ขอเชิญท่านที่มีคำถาม เพราะเหตุว่าการศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจแล้วจะรู้ได้ว่า ก่อนฟังธรรมเราไม่ได้รู้ความจริงที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เกือบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขณะนี้อะไรเป็นสิ่งที่มีจริงๆ และควรจะรู้อย่างยิ่ง เพราะถ้าเราจะไปรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏในขณะนี้ รู้ไม่ได้เพราะไม่ปรากฏและไม่ใช่ความจริงด้วย เป็นแต่เพียงความคิดคาดคะเนในสิ่งที่ยังไม่ได้ปรากฏ แต่ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดงไว้ถึง ๔๕ พรรษาโดยละเอียดยิ่ง ซึ่งผู้ที่เห็นประโยชน์ก็ควรที่จะได้เข้าใจว่า ระหว่าง ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรมนั้นตรัสเรื่องอะไร ซึ่งต้องเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ไม่มีอะไรที่จะมีประโยชน์กว่านั้น

    ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง ได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นธรรมที่มีจริงๆ ที่สามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของเราเอง คือภาษาไทย ไม่ต้องไปแปลกลับเป็นภาษาบาลี หรือว่านำภาษาบาลีมาแปลเป็นภาษาไทย แต่ว่าสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ไม่ว่าใครจะใช้ภาษาอะไรก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษานั้น การฟังเพื่อเข้าใจ ถ้าสงสัยข้องใจหรือไม่เข้าใจก็ควรที่จะได้ซักถาม เนื่องจากเป็นการสนทนาธรรมที่เป็นมงคลสูงสุดอย่างหนึ่งเพราะทำให้เข้าใจได้ ซึ่งเมื่อครู่นี้ก่อนที่จะได้ฟังธรรมหรือว่าตั้งแต่เช้ามา หรือว่าตั้งแต่วันก่อนๆ เดือนก่อนๆ ปีก่อนๆ เคยเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏหรือไม่ แทบไม่รู้เลยใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ขณะนี้สิ่งที่มีในการสามารถที่จะรู้ได้ เข้าใจได้ และจะรู้ได้ว่าเป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง

    ฟังเช่นนี้แล้วไม่ทราบว่างงหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ แน่นอน และเป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วย ไม่ใช่ไปรู้อย่างอื่น แต่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ ในขณะนี้เป็นอะไร สิ่งที่มีจริงในขณะนี้เป็นธรรม ธรรมคือภาษาที่เราพูดกันปกติในชีวิตประจำวันหรือไม่ ไม่ได้พูด ก็พูดภาษาที่เราใช้กันธรรมดาๆ สิ่งที่มีจริงในขณะนี้เป็นอะไร หนึ่งคำตอบแล้ว จะมีคำตอบอื่นหรือไม่ ซึ่งความจริงก็ถูก ไม่ใช่ไม่ถูก แต่ว่ายังไม่ชัดเจน จะมีคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้หรือไม่ สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่พูดถึงสิ่งที่ไม่มีหรือให้ไปคิดเรื่องอื่น แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ อยากจะให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไร

    นี่คือการเริ่มต้นที่จะฟังพระธรรมที่จะรู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงและเป็นจริงๆ ด้วย คำตอบที่ ๒ มีหรือไม่ คำตอบแรกไม่ผิด คือเป็นธรรม ถูก แต่ยังไม่ชัดเจน เพราะยังไม่ใช่ภาษาไทยจริงๆ ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไร คำตอบที่ ๒ มีหรือไม่ เห็น ได้ยิน ก็ใช่ แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ลองคิดดู เห็นหรือไม่ว่าเป็นคำถามธรรมดา แต่เพราะความไม่รู้ คำตอบก็หลากหลายตามที่คิด แต่แน่นอนที่สุด สิ่งที่มีจริงขณะนี้คือสิ่งที่มีจริงๆ ยังไม่รู้เรื่องของสิ่งที่มีจริงเลย ตั้งต้นด้วยการรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ นี่คือเริ่มที่จะพบพระธรรมเพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วไม่เคยรู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงๆ นี่เอง ใครสามารถที่จะบอกความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ชัดเจนลึกซึ้งถึงที่สุด นั่นคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เราจะค่อยๆ คิด บอกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เลิศด้วยพระปัญญาคุณ เราได้ยินเช่นนี้ แต่ไม่รู้ว่าปัญญานั้นรู้อะไร แต่วันนี้ ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงขณะนี้หรือไม่ ดูธรรมดามากเลยใช่หรือไม่ แต่เป็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ต้องทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่เกิดจะมีหรือไม่ นี่คือธรรมดาๆ ที่สุด สิ่งที่มีจริงขณะนี้ ถ้าใครไม่รู้ ไม่ฟังก็คือไม่ได้ฟังธรรม ฟังแต่ชื่อและเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงๆ แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง

    ขณะนี้เราจะไม่ศึกษาเพียงชื่อ แต่เราตรงไปที่ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ความไม่รู้ของคนที่ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องอื่น แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ อาจจะไปศึกษาวิชาการต่างๆ มากมาย จบหลายปริญญา ทั้งตรี โท เอก แต่ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ซึ่งเป็นความต่างกัน ไม่รู้แม้แต่ว่าสิ่งที่มีขณะนี้ มีเพราะเกิดขึ้นเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น นี่หรือธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ลองคิดดู ไม่ง่ายเกินไปหรือ สำหรับบางคนที่ไม่เห็นประโยชน์เลยก็อาจจะคิดว่าพูดเรื่องอะไร เพราะอะไรไม่พูดเรื่องยากๆ เหมือนเช่นวิชาที่มีคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจมากมาย แต่กลับพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เหมือนง่ายซึ่งไม่น่าสนใจเลย แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม นักปราชญ์ทั้งหลาย นักจิตวิทยา หรือคนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องอื่นที่โลกยุคนี้กำลังเป็น รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้หรือไม่ แสดงความต่างกัน ถ้ารู้เรื่องอื่นแต่ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ชื่อว่าเป็นความรู้หรือไม่

    แสดงให้เห็นความต่างกันของความคิด แม้แต่คนที่คิดว่ารู้เรื่องอื่น น่าจะเก่งกว่าผู้ที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แต่ตรงกันข้ามเลย จะไปรู้อะไรมากมายสักเท่าใด ก็เปรียบไม่ได้กับผู้ที่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไร เป็นเรื่องธรรมดาจริงแต่ไม่รู้และไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นธรรมดา จนกว่าจะรู้ว่าเมื่อใดที่มีการเข้าใจธรรมหรือสิ่งที่มีจริง นั่นคือเข้าใจความจริง เพราะความลึกซึ้งและต้องค่อยๆ คิดไตร่ตรองอย่างละเอียดยิ่ง เช่น ขณะนี้เห็น มี แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย ต้องยอมรับหรือเข้าใจไปทีละขั้น ทีละเล็กทีละน้อย กำลังเห็นแล้วมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ถูกต้องหรือไม่ มีอย่างอื่นด้วยหรือไม่ในขณะที่กำลังเห็น เริ่มมาถึงตัวจริงๆ ของธรรมที่จะเข้าใจขึ้นว่าสำคัญอย่างไร หรือควรจะเข้าใจอย่างไร เพราะเวลาพูดว่าเห็นมีจริงก็เป็นเรื่องธรรมดา เห็นเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ไม่มีเห็น ใช่หรือไม่ ก็ถูกต้องไปตามลำดับขั้น แต่เมื่อถึงคำถามต่อไปที่ว่า ในขณะที่มีเพียงเห็นอย่างเดียว มีอย่างอื่นด้วยหรือไม่ในขณะที่กำลังเห็น ต้องคิดแล้วใช่หรือไม่ ไม่ใช่ฟังคำบอกเล่าแล้วจำ แต่ต้องเป็นการค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ว่าในขณะที่กำลังเห็น เฉพาะเห็นอย่างเดียว มีอย่างอื่นปรากฏร่วมด้วยหรือไม่

    อ.อรรณพ ก็ต้องมีเฉพาะเห็นในขณะนั้น

    ท่านอาจารย์ ต้องมีเฉพาะเห็น อย่างอื่นไม่มีแน่นอนใช่หรือไม่ มีเสียงหรือไม่

    อ.อรรณพ ขณะที่มีเสียงก็มีเฉพาะเสียง

    ท่านอาจารย์ ในขณะที่มีเสียง ไม่มีเห็น ใช่หรือไม่

    อ.อรรณพ ไม่มีเห็น

    ท่านอาจารย์ เป็นความจริงหรือไม่

    อ.อรรณพ ต้องจริงเช่นนี้

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นความจริง ภาษาบาลีใช้คำว่าสัจจธรรม เปลี่ยนได้หรือไม่

    อ.อรรณพ ความจริงก็ต้องมีลักษณะของความจริงนั้น เปลี่ยนไปได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นเกิด เห็นเป็นใครหรือไม่ หรือว่าเป็นเห็นเท่านั้น

    อ.อรรณพ ถ้าเป็นสัจจะความจริงก็ต้องมีเห็นเท่านั้น ถ้าแปรเปลี่ยนเป็นว่าใคร ใคร ใคร ก็ไม่ใช่สัจจะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะรู้ความจริงนี้หรือไม่ว่า เดี๋ยวนี้เห็นเกิด เฉพาะเห็น แต่เมื่อมีอย่างอื่น หมายความว่าเห็นนั้นต้องดับไปก่อน อย่างอื่นจึงสามารถที่จะปรากฏได้ เพราะว่าในขณะที่กำลังเห็น อย่างอื่นไม่มี ปรากฏรวมกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นไม่ได้เลย เวลาที่มีอย่างอื่นปรากฏตามความเป็นจริง ยังไม่ต้องไปประจักษ์หรืออะไรเลย แต่โดยเหตุโดยผลตามความเป็นจริงคือ ขณะที่มีอย่างอื่นปรากฏ หมายความว่าต้องไม่มีเห็น เฉพาะทีละอย่างที่ปรากฏโดยปะปนกันไม่ได้เลย

    แสดงความจริงว่าธรรมเป็นเช่นนี้ แล้วใครจะรู้ได้ว่า แท้ที่จริงทุกอย่างชั่วคราวเล็กน้อยมาก เพราะว่ามีเห็นแล้วมีได้ยิน แต่ทั้งสองอย่างนี้แยกขาดจากกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แล้วปรากฏเกิดขึ้นทีละหนึ่งด้วย แต่สืบต่อกันอย่างรวดเร็วจนไม่ปรากฏเลยว่า (อีก) อย่างหนึ่งต้องไม่มี มีเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ และเมื่อสิ่งนั้นไม่มีแล้ว สิ่งอื่นจึงมีได้

    นี่คือธรรม จะฟังต่อไปหรือว่าเลิกฟังดีกว่า เพราะเป็นความจริงแต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าใจให้ถูก เพราะว่าผู้ที่จะตรัสรู้ความจริงทรงแสดงธรรมเป็นวาจาสัจจะ ทุกคำที่กล่าวที่ตรัสจากการทรงตรัสรู้เป็นความจริงทั้งหมด ประโยชน์คือ ผู้ที่ได้ฟังและเข้าใจในความจริงนั้น เริ่มมีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นญาณสัจจะ รู้อะไร รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่รู้อย่างอื่นหรือวิชาอื่นเลย แต่เริ่มที่จะรู้ว่าความจริงแท้ของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตายคือเท่านี้เอง

    เกิดมาแล้วต้องเห็น และขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่ขณะที่เห็น แล้วก็มีการคิดนึก ทั้งหมดเกิดดับสืบต่อจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดดับเลย ด้วยความไม่รู้จึงเข้าใจสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อนี้ว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมือนเที่ยง แต่ความจริงแต่ละคนที่ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งเดือนหรือเกือบสองเดือนนั้นต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว บางคนก็ผอมลงใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ความที่ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนโดยเราไม่รู้เลย กว่าจะถึงหนึ่งเดือนที่เห็นว่าผอมลงนั้น ช่วงระหว่างนั้นก็ต้องมีการที่ค่อยๆ เกิดดับเปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นอย่างเก่าได้ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงขณะที่จากโลกนี้ไปก็ไม่ใช่ขณะเดียวกัน

    การศึกษาธรรมคือ รู้แน่ว่าอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว ไม่มีใครอยู่เกินกว่านี้ไปได้เลย แต่มาสู่โลกนี้ด้วยความไม่รู้เลย แล้วจะจากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม ซึ่งความไม่รู้เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่เท่าเดิม จะมีอายุยืนสักเท่าไร ความไม่รู้ก็ตามบวกเพิ่มเติมเข้าไปเท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะความไม่รู้ โลภะ-ความติดข้อง โทสะ-ความขุ่นใจ มานะ-ความสำคัญตน ความริษยา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่เกิดเพราะความไม่รู้ก็มากมายกว่าจะจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้น ก็ติดตามไปเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยอกุศล ที่สะสมเพิ่มขึ้นแต่ละภพแต่ละชาติเพราะว่าเกิดแล้ว เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว คิดแล้ว สุขแล้ว ทุกข์แล้ว กิเลสมากมาย แต่โอกาสที่จะได้ฟังธรรม ซึ่งปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะค่อยๆ ขัดเกลา ละความไม่ดีเพราะความเข้าใจถูกว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และชั่วคราวที่อยู่ในโลกนี้จะอยู่แบบไหนดี จะอยู่แบบสะสมอกุศลมากๆ ต่อไปอีก หรือว่าเห็นโทษจริงๆ ว่าอกุศลหรือกิเลสนั้นเป็นภัย แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่ดีเลย ทุกอย่างที่เป็นผลของอกุศลจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจทั้งนั้นเลย เพราะเหตุไม่ดี ผลก็ต้องไม่ดีด้วย

    ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ที่รู้จักเหตุและผล และรู้ความชั่วคราวของการที่ธรรมมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ละภพแต่ละชาติ แต่ละหนึ่งขณะสืบต่อกันมาไม่เคยขาดสายเลยและจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ประโยชน์สูงสุดที่สุดของการเกิดมาในชาตินี้คืออะไร พอที่จะรู้ได้ใช่หรือไม่ จะสะสมอกุศลให้มากๆ ขึ้น หรือว่าจะขัดเกลาด้วยการรู้และด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าไม่สามารถที่จะละอกุศลได้เลยด้วยความเป็นตัวตน หรือว่าด้วยความไม่รู้ ไม่มีใครชอบอกุศลแต่ก็มีทุกวัน แล้วทำอย่างไร หาทางว่าทำอย่างไรจะไม่มี แต่ใครรู้หนทาง ไม่ใช่คนไม่รู้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงที่จะแสดงความละเอียดยิ่งของการที่จะมีความเห็นที่ถูกต้อง

    คนที่ฟังธรรมนั้นเหมือนกันหรือไม่ แต่ละคนแต่ละหนึ่งต่างอัธยาศัย แม้แต่ความเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังก็แล้วแต่ บางคนเข้าใจตรงนี้ ไม่เข้าใจตรงนั้น ค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย หรือบางคนอยากจะเข้าใจมากกว่านี้อีก แต่ทั้งหมดก็คือไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นจริงๆ จากการที่ได้ฟัง คุณคำปั่นฟังธรรมเพื่ออะไร

    อ.คำปั่น เพื่อเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่ากิเลสทั้งหลายไม่สามารถที่จะละคลายได้ด้วยความเป็นเรา เหมือนกับสามารถ แต่ความจริงไม่ใช่เลย ยังคงมีความไม่รู้ ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราและของเรา เพราะฉะนั้นสามารถที่จะรู้ความจริงได้ว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้เป็นธรรมชั่วคราวเพียงปรากฏแล้วหมดไป ก็ไม่มีทางที่จะละคลายอกุศลได้ ฟังเช่นนี้แล้วอยากจะเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่

    อ.คำปั่น ขณะที่ฟังด้วยความตั้งใจ ด้วยความละเอียด มีการพิจารณาไตร่ตรองในเหตุในผลของธรรม ขณะนั้นความรู้ความเข้าใจจะค่อยๆ เจริญขึ้น

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วรู้ว่าเป็นธรรม คิดที่จะละอกุศลบ้างหรือไม่ หรือว่าฟังแล้วรู้มากขึ้นก็ดี เดี๋ยวรู้เรื่องปัจจัย เดี๋ยวรู้เรื่องอายตนะ เดี๋ยวรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท รู้สึกว่าได้รู้มากมายเลย แต่ว่าคิดที่จะขัดเกลากิเลสหรือไม่ ซึ่งก็แล้วแต่ความคิด ใครจะคิดอะไรก็ตามการสะสมที่ได้สะสมมา แม้คิดเช่นนี้แล้วก็ยังมีอีกว่าทำหรือไม่ ใช่หรือไม่ เพราะว่าแต่ละขณะนั้นเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย เพียงแต่ถ้าเราเข้าใจจริงๆ ว่าเราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร อีกนานหรือไม่ ใกล้หรือไกล และสิ่งที่ควรทำที่สุดคืออะไร ก็คือจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะได้รู้จักสภาพธรรมตามความเป็นจริงจากการศึกษาว่า แท้ที่จริงที่มีสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏนั้นเมื่อไร คำถามนี้จะมาเรื่อยๆ แต่ถ้าศึกษาธรรมแล้วเราก็จะเข้าใจตามความเป็นจริง มีมาก มีน้อย กำลังทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ของมีสาระ ไม่มีสาระ ควรทิ้ง ไม่ควรทิ้ง ทั้งหมดนี้มีเมื่อไร ความคิดเช่นนี้มีเมื่อไร

    อ.อรรณพ มีเมื่อตอนที่คิด ตอนหลับก็ไม่ได้มีอะไร

    ท่านอาจารย์ เหมือนเดี๋ยวนี้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่า ธรรมทั้งหมดต้องมาสู่เดี๋ยวนี้ เหมือนเดี๋ยวนี้หรือไม่ เพียงไม่มีจิต ถ้าสักคนหนึ่งที่นี่มีแต่รูปร่างกาย เป็นอย่างไร ลองคิดดู น่าดูหรือไม่ เพียงแค่ไม่มีจิตเกิดที่รูปนี้เท่านั้น รูปนี้ก็หมดสภาพ ไม่ว่าจะเป็นใคร รูปร่างหน้าตาอย่างไร ตราบใดที่รูปไม่มีจิตเกิดร่วมด้วย รูปนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เป็นรูปจริงๆ แล้วต้องคอยจนถึงเวลานั้นด้วยหรือ ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ว่าจะเวลาไหน รูปก็เป็นรูปซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย

    แต่ว่าถ้าจะกล่าวไป รูปก็คล้ายๆ กับเครื่องมือของจิต จิตเกิดขึ้นเป็นอย่างไร รูปก็เคลื่อนไหวเป็นไปตามอำนาจหรือตามสภาพของจิต ที่สามารถที่จะทำให้รูปนั้นเป็นเช่นนั้น แม้แต่การพูด ถ้าไม่มีจิตคิด พูดได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพียงไม่มีจิต คิดเท่านี้ เพียงไม่มีจิต โลกนี้ก็ไม่ปรากฏ ที่ว่ามีก็ไม่มี ที่ว่าเป็นของเราก็ไม่ใช่ของเรา ที่ว่าเป็นเราก็ไม่มีเรา เพราะทั้งหมดเป็นธรรมและความจริงเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ นักคิดค้นอะไรต่างๆ ก็ตามที่ชาวโลกนับถือว่าเก่ง ก็ไม่พ้นจากความจริงนี้ไปได้เลย

    ดังนั้นควรจะรู้ความจริงตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ นี่คือความไม่ประมาทอย่างยิ่งที่จะได้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์และเป็นผู้ที่อดทนที่จะรู้ว่า แม้เราจะพูดเรื่องธรรม ฟังภาษาไทยธรรมดาก็ยังเหมือนยากเพราะความลึกซึ้งของธรรม คำไม่ยากเลย แต่ลักษณะความจริงของธรรมยากแน่นอน มิฉะนั้นพระโพธิสัตว์ก็ไม่ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานประมาณไม่ได้เลย เพียงเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้โดยลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น เป็นบุญที่ได้กระทำแล้วในชาติปางก่อนที่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟัง ทั้งๆ ที่พระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าทรงปรินิพพานไปแล้วถึง ๒๕๐๐ กว่าปี แต่พระธรรมที่มีก็แสดงถึงอดีตกาล ณ กาลครั้งหนึ่งเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน หรือที่พระวิหารเวฬุวัน หรือที่ต่างๆ ที่ได้ทรงแสดงธรรม ก็ยังมีการที่ได้จารึกไว้ จนกระทั่งได้มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษา เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่ตรง เป็นผู้ที่ละเอียดและมีศรัทธา ความผ่องใสของจิตที่มั่นคงที่จะรู้ว่า ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น เพราะความจริงเพื่อละความไม่รู้และละความติดข้อง เพราะไม่เคยแม้แต่จะคิดเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นทุกวัน ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่กำลังเห็นและสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หรือกำลังคิดก็ยังไม่รู้เลยว่าคิด ไม่ได้เคยสนใจ แต่สนใจเรื่องที่คิด และสนใจสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งปรากฏให้ได้ยิน จึงเต็มไปด้วยความไม่รู้ เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏนี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาทุกอย่าง

    เห็น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เหมือนกับว่าเราเห็นได้ แต่เราลืมว่าถ้าไม่มีตา-จักขุปสาท จะเห็นได้หรือ ก็เห็นไม่ได้ เท่านี้ก็ไม่เคยคิด ไม่เคยคิดอะไรเลยในเรื่องของความจริงของสิ่งที่มีจริงที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพลิดเพลินติดข้องเป็นไปตามสิ่งที่ปรากฏตามความคิดนึก เป็นไปได้หรือไม่ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีละอย่าง อุตส่าห์ฟังแล้วก็บอกว่า สภาพธรรมแต่ละหนึ่งไม่ซ้ำกันเลย แม้แต่เสียงเกิดแล้ว ดับแล้ว เสียงใหม่ไม่ใช่เสียงเก่าเลย จิตที่ได้ยินเสียงใหม่ ก็ไม่ใช่จิตเก่าที่ได้ยินเสียงเก่าแล้วดับไป

    เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นเช่นนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ชั่วคราวแสนสั้นแล้วก็หมดไป ไม่มีใครรู้เลย เสียงหายไปแล้ว หายไปไหน ไม่ได้กลับมาอีกเลย ไม่สนใจที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เฉพาะเสียง ทุกขณะเป็นเช่นนี้คือเพียงเกิดขึ้นแล้วหมดไปอยู่เรื่อยๆ

    เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังชัดเจนจนกระทั่งประจักษ์แจ้ง จนหมดความสงสัย ถ้าเป็นไปไม่ได้คำสอนทั้งหมดเป็นโมฆะ แต่ว่าคำสอนไม่เป็นโมฆะ จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน และได้ทรงแสดงเทศนาครั้งแรกคือปฐมเทศนา ผู้ที่ได้อบรมปัญญามาแล้วสามารถที่จะรู้ความจริงตามที่ได้ตรัสเหมือนเช่นนี้เลยคือ ธรรมทั้งหลายเกิดแล้วดับ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเราหรือของใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เพียงแต่ว่ามีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    9 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ