ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743


    ตอนที่ ๑๗๔๓

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่คิด จะมีอะไร วิชาการทั้งหลายนั้นมีได้ไหมถ้าไม่คิด แต่ก็ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าขณะนั้น คิดแล้วก็ดับ และก็ทุกคนก็สะสมมาที่จะคิดหลากหลาย บางคนก็คิดชำนาญเรื่องการปรุงอาหาร บางคนก็คิดชำนาญเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า บางคนก็คิดเก่งเรื่องปลูกต้นไม้ดอกไม้ บางคนก็คิดวิชาการแพทย์ วิศวกรรมต่างๆ แต่ใครๆ ก็ตามที่ชาวโลกยกย่องว่าเป็นผู้เฉลียวฉลาด ตายจากไปก็ยังคิดถึงว่าคนนี้ช่างมีสติปัญญาจริงๆ แต่ว่าไม่รู้สภาพธรรมที่มีจริงที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ที่รู้จริงๆ หรือเปล่า ก็เป็นแต่เพียงว่าผู้คิดเก่ง

    ความคิดนี้ไม่หยุดเลย ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟ ก็คิดกันจนมี แล้วเดี๋ยวนี้ก็คิดอีก แล้วก็ต่อไปก็คิดอีก คิดอีก ไปเรื่อยๆ ไม่จบ เพราะธาตุที่เป็นการที่ใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏนั้นมี เพราะฉะนั้นถ้าใส่ใจในความคิดนึกหลากหลาย ก็ออกมาเป็นวิชาการต่างๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา และก็เป็นเพียงธรรมที่เกิดขึ้น ถ้าธรรมนั้นไม่เกิดขึ้น ก็จะไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรม ปรมัตถสัจจะ ต่างกับวิชาการทางโลก ซึ่งคิดว่าเป็นความสามารถ เป็นผู้ที่มีปัญญา แต่ว่าผู้นั้นจะมีปัญญาไม่ได้เมื่อไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น

    อ.กุลวิไล มีคำถามว่า ผู้ที่เข้าใจธรรม มองเห็นคนเป็นคน หรือว่าเป็นรูป

    ท่านอาจารย์ รูปคืออะไร พูดคำที่ไม่รู้จัก ใช่ไหม ธรรมต้องเป็นเรื่องที่ละเอียด เรื่องยาวไป ก็เลยไม่เข้าใจธรรมเลย อยากรู้ว่าผู้ที่เข้าใจธรรม ต้องรู้จักว่าธรรมคือเดี๋ยวนี้ กำลังปรากฏ ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ธรรม แล้วเป็นอะไร และถ้าธรรมไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ธรรมอยู่ที่ไหน มีไหม ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้จักธรรมจริงๆ เป็นปกติ ที่รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ดับกิเลสหมดแล้ว เห็นท่านพระสารีบุตรไหมหรือไม่เห็นเป็นคน ก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่สามารถที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก ว่าทุกขณะเป็นธรรมที่หลากหลาย เป็นธรรมแต่ละอย่าง สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่เสียงที่ปรากฏทางหู เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาแม้ดับไปแล้ว สัญญาหรือสภาพจำ ก็จำ จนกระทั่งรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกได้ไหม ไม่รู้อะไรเลย กลายเป็นคนอย่างไร

    อ.กุลวิไล คนที่ไม่รู้อะไรเลย

    ท่านอาจารย์ กลายเป็นคนผิดปกติ ไม่ใช่ปกติ เพราะฉะนั้นปกติอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชนิดใดๆ ทั้งสิ้น ปัญญาสามารถที่จะเห็นและเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าเห็นไม่ใช่จำ ขณะที่เห็นแล้วจำ ขณะที่ได้ยินแล้วจำ จำหมดทุกอย่างที่ปรากฏ จนกระทั่งไม่ลืม และรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่มีความเห็นถูก เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้ ก็เห็นแล้วก็จำ แต่ไม่รู้ความจริงว่าเห็นก็เป็นธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับ แม้แต่จำว่าใครเป็นใครก็เป็นธรรม ซึ่งมีจริงเกิดแล้วก็ดับไป ที่จะไม่ให้จำได้นั้น ไม่ใช่ปัญญา

    การสนทนา สิ่งที่ได้ฟังมาแล้ว ถ้าไม่ชัดเจนหรือว่าต้องการเข้าใจ ก็จะได้ให้ชัดเจนไปเลย ไม่อย่างนั้นก็จะเก็บข้อสงสัยไว้ เพราะว่าที่ฟังมาแล้วนี้มาก ฟังมามากมาย นับเป็นคำ นับไม่ได้เลยว่ากี่คำ แต่ก็อาจจะมีความไม่เข้าใจ เพราะว่าบางคนก็ยังคิดว่าจะต้องไม่โกรธ หรือจะต้องทำอย่างนั้น จะต้องทำอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่การที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมเลย แต่เข้าใจว่าเป็นเราจะทำ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้เข้าใจธรรมเลย

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น ธรรมคือสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว กับสิ่งที่ยังไม่มาถึง แค่นี้ ได้ไหม ได้ไหมแค่นี้ สั้นๆ ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง เพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ว่ายังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เฉพาะสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละอย่าง แต่ละลักษณะ ตราบใดที่ยังไม่ถึงการที่จะเข้าใจ ก็จะต้องฟังเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะว่าสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้มีความลึกซึ้ง มีความละเอียด แต่ถ้าเราเพียงสนใจเรื่องราว แล้วก็ลืมไปว่าขณะนี้เราฟังธรรม เพื่อเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม จนกว่าจะไม่มีเรา จนกว่ากิเลสทั้งหมดจะดับได้ เพราะเข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง ที่พาราณสีนี้ มีสถานที่ที่ผู้คนชอบไป ก็คือที่แม่น้ำคงคา มีสหายธรรม บางคนก็เตรียมชุดเพื่อที่จะมาลงอาบน้ำที่แม่น้ำคงคา บางคนก็เอาขวดน้ำมาด้วย เรียนถามท่านอาจารย์ว่าผู้ที่มีความเชื่อ ที่ปนไปด้วยโลภะและโมหะนั้น พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอนสาวกหรือผู้ฟังว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เรื่องของคนอื่นทั้งนั้นเลยหรือเปล่า ตั้งแต่เตรียมชุดมาอาบน้ำแม่น้ำคงคา เตรียมขวดมา ใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว เราคิดถึงคนอื่น แล้วเราเข้าใจธรรมหรือยัง เพราะว่าเวลาที่เราจะพูดถึงคนอื่น หรือคิดถึงคนอื่น มีมาก ใช่ไหม แต่ถึงเวลาที่เราสามารถที่จะเห็นถูก เข้าใจถูกว่าพระผู้มีพระภาคตรัสรู้อะไร ทรงแสดงเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมว่าเป็นธรรม หน้าที่ของชาวพุทธ ฟังเพื่อรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร และทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษานี้เพื่ออะไร เพื่ออนุเคราะห์คนอื่น ให้มีความเห็นถูก ให้มีความเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังมี

    เมื่อครู่นี้เราคิดสารพัดเรื่อง ทั้งสิ่งที่ล่วงไปแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง กรุงเทพน้ำท่วม มูลนิธิก็คงต้องปิด เป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อไรจะสนใจ ใส่ใจ ที่จะเข้าใจความเป็นธรรม เพราะระหว่างที่พูดเรื่องอื่น ไม่ได้คิดถึงธรรมสักอย่าง ทั้งๆ ที่ตลอดเวลา ไม่ได้ขาดธรรมเลย ไม่ว่า ณ กาลครั้งไหน นานแสนนานมาแล้วจนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม แล้วเมื่อไรจะรู้ขึ้น เข้าใจขึ้นว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอย่างอื่นทั้งหมด ที่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม ก็ค่อยๆ ฟัง จนกว่าเมื่อไหร่ไม่ลืม แม้กำลังพูดเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจะพูดเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพไม่ได้ แต่พูดด้วยความเป็นเรา ด้วยความไม่เข้าใจธรรมในขณะนั้น หรือว่าในขณะนั้นสามารถที่จะรู้สภาพธรรมที่กำลังคิด เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เป็นปัจจัยให้มีคำเปล่งออกมา

    เพราะเวลานี้ทุกคนกำลังคิด แต่ไม่ได้พูด ใช่ไหม แต่เวลาที่พูดนั้น ตั้งใจหรือเปล่า หรือว่าเพียงคิดแล้วก็มีเสียงเปล่งออกมา นี่เป็นเหตุที่บางคนมีคำที่เหมือนไม่ตั้งใจ แต่หลุดออกมา จะเป็นละเมอ หรือจะเป็นพูด หรือจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ไม่เหมือนอย่างขณะนี้กำลังคิดแล้วพูดออกมาเลย เพราะว่าขณะนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องที่มีเสียงจริงๆ ที่กำลังปรากฏ แล้วก็คิดตามเสียง แต่ขณะนั้นเป็นความจำเสียง ขณะที่ทุกคนคิดในใจนั้น จำเสียงหรือเปล่า ผ่านไปเร็วมาก จนไม่รู้ว่าขณะที่คิดเป็นคำนั้น เป็นการจำเสียง แล้วถึงเวลานั้นจะน่าอัศจรรย์ เวลาที่เสียงดังขึ้น จะไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงขณะนั้น ต้องมีความประสงค์ที่จะพูด และก็เสียงจึงเกิดขึ้น ไม่เหมือนขณะที่คิดธรรมดาๆ ใช่ไหม อย่างเดี๋ยวนี้ แล้วก็เสียงก็ไม่ได้เกิดขึ้น

    นี่ก็เป็นความละเอียดยิ่งของธรรม ซึ่งการที่จะเข้าใจพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกให้เข้าใจความจริง ถ้าไม่ละเอียดอย่างนี้ จะละการยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนได้อย่างไร และก็ถ้าเราจะยังคงสนใจเรื่องอื่น มากกว่าการที่จะฟังธรรมให้เข้าใจ เราก็จะเต็มไปด้วยความคิดเรื่องอื่น และความเข้าใจธรรมก็น้อยมาก แต่ถ้าเรารู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างละเอียดยิบ แม้แต่คิดแต่ละคำ หรือไม่ได้คิดเป็นคำ แต่กำลังคิดถึงรูปร่างสัณฐาน อย่างเมื่อครู่ก็พูดถึงดอกไม้บนโต๊ะ สีเหลือง แล้วก็มีสีแดง เห็นไหม คิดหรือเปล่า ก็ต้องคิดก่อนจะพูดด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น คิดในใจ แล้วก็มีเสียงดังออกมา เป็นอนัตตา ทั้งหมด เป็นธรรมจริงๆ ความละเอียดของธรรมมีมาก ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ เห็นถูกว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าเราอยากจะรู้เรื่องคนโน้นเอาน้ำคงคาไปกรุงเทพฯ หรืออะไรอย่างนี้ ก็เรื่องของเขาทั้งนั้น โลกของคุณนฤภัทรอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีใจ จะคิดถึงคนอื่นไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ แต่เวลาคิดถึงคนอื่น มีคนอื่นในความคิด ถูกต้องไหม อย่าลืม เวลาคิดถึงคนอื่น มีคนอื่นในความคิด ถ้าใช้คำว่า "ในความคิด" นี่แปลว่าไม่มีตัวแล้ว เห็นไหม ความลึกซึ้งของธรรมที่จะฟัง แล้วก็ไตร่ตรองทุกคำละเอียดขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น คิดถึงอะไร มีสิ่งนั้นในความคิด คือขณะที่จิตคิดถึงสิ่งนั้นเท่านั้น เพราะตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเกิดแล้วก็ดับ และก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นจะคิดถึงอะไร ก็ด้วยการจำ จนกระทั่งเป็นความคิด เหมือนสิ่งนั้นยังมีอยู่ เมื่อครู่นี้คิดถึงเพื่อน เตรียมเสื้อผ้ามาอาบแม่น้ำคงคา เห็นไหม เรื่องของเพื่อนยาว คือไม่ใช่เพียงแต่คิดถึงเพื่อนคนนี้ แต่ยังเรื่องราวของเขาอีก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโลกของแต่ละคนนั้น เกิดแล้วก็ดับ แต่ไม่รู้ความจริงเลย เป็นเราที่กำลังคิด แล้วก็คิดมากเรื่องของคนอื่นด้วย หมอคิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็เห็นสิ่งที่กระทบตา ก็คิดเป็นรูปพรรณสัณฐาน คิดถึงเรื่องราว คิดว่าเขาชื่ออะไร เป็นอะไร เป็นใคร

    ท่านอาจารย์ โลกไหน

    ผู้ฟัง ทางใจ

    ท่านอาจารย์ โดยมากคนจะชอบมากเลย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เหมือนรู้ เหมือนรู้ ตอบได้ว่าทางใจ แล้วเห็นนี้ล่ะ ก็ตอบได้อีก ทางตา ก็เหมือนรู้อีก แยกได้ไหม หรือเพียงแต่ตอบว่าทางตา เวลาเห็น แต่ว่าทางใจรับต่อไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้น เราก็เลยมีแต่ชื่อกับเรื่องของสิ่งที่ได้ฟัง แต่ว่าถ้าเราพิจารณาไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ให้รู้ว่าเพื่อละ เพื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม เพราะว่าถ้ายังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยง ยั่งยืน เป็นเรา เป็นเขานั้น จะละกิเลสได้อย่างไร เห็น ก็ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ก็เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน ตราบเท่าที่ยังไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา ชั่วคราว

    ใครจะรู้บ้าง ชั่วคราว แต่ก็ตอบแล้วทางตากับทางใจ เพราะว่าเราได้ยินแต่คำ เมื่อกล่าวถึง อภิธรรม หรือ ปรมัตถธรรม ก็จำได้เลย จิต เจตสิก รูป เกิดดับแต่ละทาง เป็นแต่ละโลก ก็ตอบไป แล้วก็ตอบได้ชัดเจน คิด เป็นทางไหน ก็บอกว่าทางใจ เพราะจำ แต่ลักษณะของคิด ปรากฏหรือยัง ที่จะรู้ว่าไม่ใช่ทางตา ไม่มีใครเห็นคิด ไม่มีใครได้ยินคิด กลิ่นของคิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นก็เป็นใจที่รับทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ทุกอย่าง แม้นิพพานก็รู้ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการสะสมการฟัง เพื่อเข้าใจสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจได้ในสังสารวัฏ คุณเล็กจะเที่ยวต่อไปในสังสารวัฏใช่ไหม เป็นนักท่องเที่ยวมาถึงอินเดีย แค่อินเดีย แต่ว่าสังสารวัฏนี้ยาวไกลมาก นี้ก็เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่ง

    ขณะนี้แข็งปรากฏหรือไม่ เป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏหรือไม่ ก็ไม่รู้ ก็ผ่านไปรวดเร็วทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจธรรมที่กำลังฟังในขณะที่ธรรมนั้นปรากฏ แล้วเมื่อไรจะมีการจำ ไม่ลืม เวลาที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดปรากฏ ก็รู้ในความเป็นธรรมของสภาพธรรมนั้น

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า เห็น เพื่อละ ขอความเข้าใจตรงนี้ด้วย

    ท่านอาจารย์ ความไม่รู้ ละอะไรได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ จึงติดข้อง เป็นที่มาของอกุศลและธรรมอื่นๆ เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถรู้ได้ เข้าใจได้ จะเป็นประโยชน์ไหม

    ผู้ฟัง เป็นประโยชน์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำถามของคุณพรทิพย์อีกครั้งหนึ่ง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็น แล้วก็คิด ใช่ไหม เพื่อละ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ จะละได้ไหม ว่าเห็นไม่ใช่คิด แล้วคิดเพราะเคยเห็น แต่ขณะที่เห็น ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ขณะที่คิดก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จึงละอะไรไม่ได้ ที่จะพูดว่า เห็น ไม่ใช่คิดนั้น พูดได้ เพราะความจริงจากการฟังเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม แต่ยังไม่เป็นธรรม ที่ปรากฏลักษณะนั้นๆ จริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นธรรม แต่ก็เกิดดับเร็วมาก สุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นใครจะไปรู้อะไรตอนนี้ ไม่ต้องไปเจาะจง เกิดแล้วดับแล้ว ไม่ทัน สิ่งที่กำลังมีนี้เริ่มเข้าใจถูก อย่างทางตา มีจริงๆ กำลังปรากฏ อยู่ที่ไหน อยู่ที่มหาภูตรูป ทุกคำจริงใช่ไหม ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่คนนั้นคนนี้ แต่ที่ใดที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็จะมีสิ่งที่กระทบตาได้ ปรากฏอย่างนี้ แล้วก็มีกลิ่น มีรส มีโอชา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขณะนี้ไม่ปรากฏ เช่น กลิ่นกับรส และโอชา แต่ว่าสี หรือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้อยู่ที่มหาภูตรูปนั่นเอง เกิดดับทั้งหมด ก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ละความไม่รู้ขั้นฟัง จนกระทั่งเป็นผู้ที่รอบรู้ โดยไม่หวังเลยว่าสติจะเกิดเมื่อใด สติปัฏฐานจะรู้อะไร และสติสัมปชัญญะมีปัญญาเกิดในขั้นต้นนี้ เล็กน้อยมาก จนไม่ปรากฏ แต่ที่ปรากฏคือความต่างกันของขณะที่สติเกิด กับขณะที่สติไม่เกิด เพราะว่าสิ่งนั้นเป็นปกติ แข็งก็เป็นปกติ แข็ง แล้วไม่รู้ กับแข็งแล้วรู้ลักษณะที่แข็ง ก็ต่างกันแล้ว ตอนนี้มีใครรู้ลักษณะที่แข็งบ้าง ก็มีแข็งไม่ใช่หรือ เมื่อบอก ก็มีแข็งปรากฏ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม แต่เป็นธรรมแน่นอน ไปหาธรรมที่อื่นไม่ได้ นอกจากที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง เมื่อคืนก่อนจะหลับ ดิฉันคิดถึงคำหนึ่งขึ้นมาได้ว่า ที่ท่านอาจารย์นำมาสนทนาธรรมเสมอๆ ก็คือคำว่า "มือที่มองไม่เห็น" เราก็รู้ว่ามือที่ยังมองไม่เห็นนั้น มันมีจริง มันจะเกิดเมื่อไรก็ได้ แต่นี่เราจะทำเลวต่อไปหรือ เรารู้ ท่านอาจารย์ก็พูดเสมอว่า ถ้าเราพูด หรือเราทำอะไรที่ให้ผู้อื่นเกิดอกุศล เราก็ไม่สมควรที่จะพูด และที่จะทำ

    ท่านอาจารย์ หลายคนคงได้ยินคำว่า "มือที่มองไม่เห็น" ก็เลยสงสัยว่า มือที่มองไม่เห็นนั้นอยู่ที่ไหน และทำอะไรได้ เช่น ทุกคนขณะนี้ถ้าไม่มีมือ จะทำอะไร มีขาเดินได้ แต่มีแต่ขา มือไม่มี ใช่ไหม เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว ก็เป็นคำที่คนพอจะเข้าใจได้ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเพราะมือ หรือเปล่า จะตำน้ำพริก จะไปตลาด หรือว่าจะเย็บเสื้อ จะทำอะไรก็ตามแต่ เกิดขึ้นเพราะมือหรือเปล่า แต่นี่เป็นมือที่มองเห็น ใช่ไหม มือที่มองเห็นทำอะไรนั้นเราเห็น ว่ามือนั้นกำลังทำอะไร

    แต่ถ้ากล่าวถึงมือที่มองไม่เห็น เราไม่รู้เลย ว่าผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วนั้นจะเป็นขณะไหน วันไหน ใครทำ กรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มองเห็นมือเลย ของกรรม กรรมจะมีกี่มือก็ไม่รู้ ใช่ไหม แต่กรรมทำได้ทุกอย่าง บางคนตกกระได เพราะอะไร ใครผลักหรือเปล่า ใช่ไหม แต่ตกกระได รถชน ใครทำหรือเปล่า แต่ว่ามือที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะอยู่ในน้ำ บนบก บนอากาศ ก็ตามแต่ ทำได้อย่างชนิดซึ่งคนอื่นทำไม่ได้ ถึงอย่างนั้น วิจิตรมากเลย มือที่มองไม่เห็น อย่างที่เรากำลังน้ำท่วมหลายจังหวัด ใช่ไหม บางคนก็ต้องจากจังหวัดนั้นเข้ามากรุงเทพฯ พ้นไหม แล้วแต่มือที่มองไม่เห็น จะวันไหน เดือนไหน ปีไหน อย่างไร ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน เป็นเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นมือไหนก็มองไม่เห็น ใช่ไหม แต่ผลเกิดขึ้นแล้วเพราะกรรมซึ่งเป็นมือที่มองไม่เห็น

    ก็เป็นการเปรียบเทียบให้รู้ว่า เมื่อเหตุมี ผลก็ต้องเกิดแน่นอน โดยที่ว่าไม่มีใครไปทำ นอกจากกรรม ซึ่งเป็นเหตุ แม้ว่าดับไปแล้ว แต่ก็สะสมอยู่ในจิต พร้อมที่จะให้ผลเมื่อไร ก็ต้องให้ผลเมื่อนั้น แต่เราลืมความละเอียด พูดถึงน้ำท่วมพอเข้าใจ ไฟไหม้พอเข้าใจ อุบัติเหตุพอเข้าใจ แล้วเห็นเดี๋ยวนี้เล่า เพราะมือที่มองไม่เห็นหรือเปล่า พอไม่มีอะไรที่ร้ายแรงเป็นเหตุการณ์ เราก็ลืม วิบากคือผลของกรรม จึงต้องเห็น เวลานี้ทุกคนมีตาดี ใครทำให้เกิดจักขุปสาท ใครก็ตามที่เกิดตาบอดเดี๋ยวนี้ เฉียบพลันทันที ใครทำ หมอที่ไหนทำ หรือคนอื่นที่ไม่ใช่หมอทำ บางคนก็หมอผ่าตาผิดข้าง ก็ยังได้ ใช่ไหม มือที่มองไม่เห็นทั้งนั้นเลย เขาก็ไม่ได้เจตนา แล้วคนไข้จะไปทำอะไร มันเกิดแล้ว

    เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ ปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงว่า ทุกอย่างเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว จึงมี เพราะเหตุที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องคอยจนถึงน้ำท่วม อาหารไม่อร่อย นอนลำบาก หรืออะไรๆ อย่างนั้น ทุกขณะเดี๋ยวนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นธรรมไม่เลือก เมื่อไรที่เราจะเข้าใจได้ ไม่มีอะไรเลยแต่ก็ฟัง ว่าขณะนี้เห็น ใครทำ ได้ยิน กำลังได้ยิน ใครทำ ถ้าไม่มีกรรม ตั้งแต่เกิดเลย มือที่มองไม่เห็นทั้งนั้น

    ชาตินี้ทำกรรมไว้มากมาย หรือใครทำนิดเดียว กุศล อกุศล เกิดขึ้นเบียดเบียนใครแม้สักนิดหนึ่ง เบียดเบียนแล้วใช่ไหม เจตนาแล้วใช่ไหม ไม่รู้สึกตัวเลย ว่าพูดอย่างนั้นนั่นคือกรรม ที่เป็นวจีกรรม เพราะมีเจตนาให้คนอื่นเดือดร้อน สักนิดหนึ่ง ก็ให้ผลเล็กๆ น้อยๆ ได้ ไม่ใช่ว่าต้องให้มากเหมือนกรรมใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นเหตุกับผลนี้ต้องสมควรกัน ถ้าเหตุเป็นอย่างไร มากเท่าไร ผลก็เกิดขึ้นตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว คงไม่สงสัยเรื่องมือที่มองไม่เห็น หมายความถึง วิบากที่ต้องเกิดเพราะกรรมให้ผล ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะอะไร เกิดแล้ว ใช่ไหม จะไปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จะไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะเกิดแล้ว

    ผู้ฟัง ดิฉันมาครั้งนี้รู้สึกว่า ดีใจมากที่ดิฉันได้มาพบมือที่มองไม่เห็นที่นี่ ดิฉันคิดว่าดิฉันก็จะศึกษาธรรม ตามกำลังสติปัญญาที่มีต่อไป

    ท่านอาจารย์ จะรู้จักมือที่มองไม่เห็นละเอียดขึ้น แม้เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เพราะมือที่มองไม่เห็นทำให้เกิดจักขุปสาท เพียงไม่มีจักขุปสาท ก็เห็นไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่ง เพียงไม่มีจิต มีอะไรจะปรากฏบ้าง ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร ไฟจะไหม้ น้ำจะท่วม ไม่มีการไปรู้ไปเห็น ใช่ไหม ไม่มีการเดือดร้อนเลย แต่เพราะมีธาตุรู้ ตัวนี้สำคัญที่สุด ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด

    แล้วเดี๋ยวรู้ทางตา กำลังเห็น เดี๋ยวรู้ทางหู กำลังได้ยิน รู้ทางจมูกได้กลิ่น รู้ทางลิ้นลิ้มรส คิดดู รสอยู่ที่ไหน เราบอกว่าอยู่ในฟักทองใช่ไหม อยู่ในถั่วลิสง แต่ความจริงถ้าไม่มีการรู้รสนั้น รสก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดปรากฏ เพราะมีธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และหลากหลายมาก มีทั้งธรรมที่เป็นเหตุ แล้วก็ธรรมที่เป็นผล ซึ่งต้องเป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้น จึงสามารถที่จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏได้ ไม่ให้ธาตุรู้หรือจิตเกิดได้ไหม เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจ อนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เป็นเราหรือเปล่า


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    12 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ