ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๘
สนทนาธรรม ที่ ไร่คุณกุล รีสอร์ท จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เวลาที่มีเงินทอง มีทรัพย์สิน มีเกียรติยศ มีความสุขหรือ หรือว่าทุกข์ก็ได้ ก็ไม่คิดนึกสิ่งใดเลยแม้เพียงอย่างเดียว เกิดมาก็คิดเองตามใจชอบ อยากเห็น อยากได้ยิน เป็นสุข เป็นทุกข์ แต่ไม่ทราบเลยว่าแท้ที่จริงแล้วชั่วคราวเพียงใด เพราะเหตุว่าจะจากสิ่งนั้นไปเมื่อไรก็ได้ วันใดก็ได้ โดยที่ไม่ได้เข้าใจจริงว่าสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงเมื่อไร ขณะใด เป็นต้นว่า เดี๋ยวนี้ต้องการอะไรหรือไม่ เดี๋ยวนี้
อ.อรรณพ ต้องการเห็น ต้องการได้ยิน
ท่านอาจารย์ ก็เห็นแล้ว ก็ได้ยินแล้ว แล้วยังต้องการอะไรอีก
อ. อรรณพ ก็ยังอยากเห็น อยากได้ยินอย่างนี้ตลอดไป
ท่านอาจารย์ อย่างไรก็ต้องเห็นอีก ได้ยินอีกอย่างนี้ตลอดไป ใช่หรือไม่ ก็คือไม่ทราบจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว แม้แต่ที่ต้องการ ต้องการอะไรกันแน่ อย่างที่คุณอรรณพตอบ ต้องการลาภ ถ้าไม่เห็น ไม่ได้ยิน และลาภอะไรจะมาปรากฏ จะมีลาภแต่ที่ใด
เพราะฉะนั้นก็คือว่าทุกคนติดข้องต้องการเห็น ต้องการได้ยิน แต่ต้องการเห็น ต้องการได้ยิน เฉพาะสิ่งที่น่าพอใจ ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ใช่เพราะอยาก บางคนคิดว่าคงจะได้เพราะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตามความเป็นจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วแต่ว่าขณะนี้จะได้อะไร ได้แล้วด้วย พอใจหรือยัง อยากได้เห็นก็เห็นแล้ว พอหรือยัง อยากได้ยินก็ได้ยินแล้ว พอหรือยัง ยังไม่พอ ก็ยังอยากจะเห็นต่อไป ได้ยินต่อไป โดยไม่ทราบเลยว่า ดีหรือไม่ที่เกิดมาแล้วต้องเห็น ต้องได้ยินไปเรื่อยๆ บังคับไม่ให้เห็นก็ไม่ได้ บังคับให้ได้ยินก็ไม่ได้ แล้วยังอยากจะเห็น อยากได้ยิน ทั้งๆ ที่ก็กำลังเห็น กำลังได้ยิน
อ. คำปั่น แม้แต่คำว่า ภาระ ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาจริงๆ คำว่า ภาระ ในภารสูตร ท่านแสดงไว้ว่า ขันธ์ คือสภาพธรรมที่เกิดดับ เป็นภาระ เหตุใดจึงมีข้อความที่แสดงว่า ขันธ์เป็นภาระ และเป็นภาระอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบเลยว่ากำลังมีภาระโดยไม่รู้ตัว ตราบใดที่ยังไม่เห็นว่าเป็นภาระ ก็ยังอยาก อยากมีภาระ ถ้าไม่เห็นเลย สบายกว่าหรือไม่ ลองคิดถึงความจริง เกิดมาเพียงเห็น เพียงเห็นจริงๆ หลังจากที่เห็นแล้ว ก็ติดตามมาด้วยภาระทั้งหมด เห็นแล้วไม่คิดได้ไหม ไม่ได้ เห็นแล้วต้องคิด ภาระไหม ไม่ทราบเลยใช่ไหม แล้วแต่ว่าจะคิดดีหรือคิดไม่ดี เพราะฉะนั้น ได้ยินก็เป็นภาระที่เกิดมาแล้วทำอะไรที่ต้องมาได้ยินเสียง เสียงดีอย่างไร ถึงต้องมาได้ยินเสียง ใช่ไหม เพียงเสียง แล้วก็ได้ยิน ขณะที่ได้ยิน เป็นภาระที่ต้องได้ยินเสียง ซึ่งเสียงไม่มีอะไรเลยสักนิดเดียว เป็นเสียงเท่านั้น และหลังจากที่เสียงปรากฏ ได้ยินแล้ว ก็คิดอีก ก็เป็นภาระอีกแล้ว คิดเรื่องอะไร ก็คิดเรื่องเสียง
เพราะฉะนั้นทั้งวันตั้งแต่เกิดทุกภพชาติ ก็คือว่าเป็นภาระที่ต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้ แล้วก็คิด เป็นภาระที่ต้องได้ยิน ไม่ได้ยินไม่ได้ แล้วก็ต้องคิด ก็ทำภาระนี้ไปเรื่อยๆ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย มีใครเกิดมาแล้วไม่มีภาระ คือ เห็น ได้ยิน และคิดนึกตั้งแต่เกิด พอเกิดแล้วหลังจากที่เห็นเหมือนกันหมดเลย ต้องคิด ได้ยินแล้วก็เหมือนกันอีก ได้ยินแล้วจะไม่คิดถึงเสียงที่ได้ยินก็ไม่ได้ ได้กลิ่นก็ต้องคิด ก็คิดถึงกลิ่นที่ปรากฏ ก็เพียงเกิดมาเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น และได้ยินก็เสียงเท่านั้นเอง ก็จะต้องได้ยิน ก็คิดแต่เพียงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไปจนตาย ประโยชน์อะไร ตายแล้วไม่ได้เห็นอีก ไม่ได้ยินอีกในชาตินั้น แต่ไม่จบ เพราะก็เกิดอีก ได้ยินอีก
นี่คือการไม่สิ้นสุดของสังสารวัฏฏ์ เพราะไม่รู้ว่าเป็นภาระจริงๆ แม้แต่ภาระก็ต้องเห็นด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาก็เกิดไปเห็น และสิ่งที่เห็นก็น่าพอใจ และก็เพลิดเพลินในสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้นจะเข้าใจว่าเป็นภาระได้อย่างไร แต่ผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง มีการเห็นก็รู้เลย ภาระไหมที่ต้องเห็น คนที่ได้ยินคำว่า ธรรม อาจจะชอบฟังเรื่องของธรรม อริยสัจจะ ได้ยินมาตั้งแต่เป็นนักเรียน ทุกขอริยสัจจะ เป็นต้น แต่ตามความเป็นจริง พระธรรมลึกซึ้งมาก ถ้าเรายังไม่เข้าใจอย่างละเอียดจริง ขณะที่กำลังต้องการเข้าใจ หรือได้ยินได้ฟังเรื่องอื่น แต่ไม่พูดถึงแม้คำว่า เดี๋ยวนี้เป็นภาระ เราจะเห็นไหมว่าเราต้องการภาระอีกมากมาย ต้องการภาระที่จะเข้าใจอริยสัจจ์ ต้องการภาระอื่น โดยที่ไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เป็นภาระ
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องไตร่ตรองจริงๆ ว่าบางคนฟังเพราะอยากจะได้เป็นผู้ที่ได้ยินได้ฟังพระธรรม เกิดมาแล้วอยากได้ยินได้ฟังพระธรรม แต่ไม่ทราบว่าพระธรรมเป็นยาขมหรือไม่ มีใครอยากจะบริโภค อยากจะกินยาขมบ้าง แต่เป็นยาขมจริงๆ เพราะตรงกันข้ามกับชาวโลก ชาวโลกต้องการความเกิดมาแล้วมีการเห็น มีการได้ยิน มีการสนุกเพลิดเพลินต่างๆ แต่ชาวโลกไม่เห็นโทษภัยของสิ่งที่ทำให้เกิดความพอใจเพียงชั่วคราว แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามซึ่งเป็นสัจจะ เป็นความจริง ซึ่งรู้ยาก เห็นยาก กว่าจะเห็นตามว่าแม้ขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้เป็นทุกข์หรือไม่ ก็พูดแต่เรื่องทุกข์กันไป โดยที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่า ทุกข์ที่แท้จริงอยู่ที่ใด
เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็ต้องเป็นเรื่องที่ไตร่ตรองจริงๆ ว่า กว่าเราสามารถที่จะเห็นคุณของความเข้าใจประโยชน์ของการฟังพระธรรมว่า พระธรรมทรงแสดงเรื่องโทษภัยของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นแล้วจะดี เกิดขึ้นไม่ดีเพราะอะไร เพราะว่าเกิดขึ้นแล้วหมดไป แต่ก่อนจะหมดก็ทำให้ผู้ที่ไม่รู้ ติดข้อง และยังคงไม่รู้แล้วก็ยังแสวงหาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย เพราะเหตุว่ามีเพียงปรากฏให้หลงติดข้องพอใจทั้งหมดที่แสวงหาต้องแสวงหาสิ่งที่พอใจ แต่สิ่งที่พอใจนั้นน่าพอใจจริงๆ หรือ เพราะหลอกให้ติดข้อง ให้พอใจ เพราะเหตุว่าปรากฏแล้วหมดไป และใครจะรู้ว่า ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นการที่จะได้ชื่อว่าผู้ฟังธรรม เพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็ไม่ประมาทเลยว่า แท้ที่จริงที่กำลังฟัง ฟังเพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่เป็นโทษทั้งนั้นเลย เกิดขึ้นก็ต้องดับไป ก่อนดับก็ติดข้อง โทษอยู่ที่ใด โทษอยู่ที่ความติดข้อง ก็ไม่เห็น แล้วจะฟังธรรมเพื่ออะไร
นี่ก็คือแม้แต่เพียงการที่จะรู้ประโยชน์จริงๆ ของการฟังว่า สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังลึกซึ้งโดยแท้จริง และสิ่งที่เกิดแล้วเป็นโทษ เพราะเหตุว่าใช้คำว่า ทุกข์ หรือใช้คำว่า โทษ ต่างกันหรือเหมือนกัน เพราะว่าอริยสัจจะความจริงที่แท้จริงที่สุดก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่มีอะไรที่สามารถจะตั้งมั่นยั่งยืนได้เลย แล้วมาฟังเรื่องสิ่งซึ่งไม่ตั้งมั่นเลย เพียงชั่วคราวที่กำลังปรากฏแล้วก็หมดไป เพื่ออะไร
สำหรับคนที่ต้องการรู้ความจริง ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ด้วยตนเองได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงจนกระทั่งแต่ละคำ เห็นคุณค่าจริงๆ ว่ากำลังฟังให้เข้าใจแต่ละคำ ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง เกิดแล้วดับไป การเกิดดับเป็นภาระที่อยู่ดีๆ ก็ไม่มีอะไรเลย ต้องเกิดมา แล้วก็มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็หมดไปอยู่ตลอดเวลาไม่รู้จบ เห็นไหมว่าแต่ละคำกว่าจะเข้าถึงใจ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงอย่างนั้น แล้วก็เป็นโทษเป็นภัยอย่างนั้น จึงต้องฟังเพื่อหาทางออกจากสิ่งซึ่งไม่เที่ยง และเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาทุกภพชาติ แล้วก็กำลังปรากฏด้วย แต่รู้ยากจริงๆ
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กล่าวว่า ธรรมเหมือนยาขม แล้วก็มีความปลื้มปิติที่ได้ศึกษาพระธรรม ก็ดูไม่ได้เป็นยาขม
ท่านอาจารย์ เพราะไม่เห็นโทษ ยาหวานกับยาขมต้องไม่เหมือนกัน ที่หวานเป็นยาหรือไม่ใช่ยาก็ได้ใช่ไหม แต่ที่ขมและทำให้หายจากความโง่ หรือความไม่รู้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ก็รู้ยากจริงๆ ฟังจนกว่าจะเห็นโทษ แล้วเห็นโทษได้ยากไหม ในเมื่อเกิดมาไม่เคยเห็นโทษของการที่ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิดนึก ต้องเป็นสุข ต้องเป็นทุกข์ โดยที่บังคับบัญชาไม่ได้ และเลือกไม่ได้ด้วยว่าวันใดจะเป็นอะไร วันนี้แสนสุข พรุ่งนี้ก็แสนทุกข์ได้ ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เมื่อมีเหตุที่สมควรที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น แต่ไม่เคยคิดมาก่อน
เพราะฉะนั้น เวลาที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เพราะการไม่รู้ว่าต้องเป็นอย่างนี้ ก็จะเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส อย่างที่อ่านชีวิตในพระไตรปิฎกของแต่ละท่าน ก็มีน้ำตาไหลบ้างไหม เช่น นางวิสาขาซึ่งเป็นพระโสดาบัน ก็ยังต้องร้องไห้ ตราบใดที่ยังมีความติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็พลัดพรากจากสิ่งนั้น ก็เป็นสิ่งที่นำความทุกข์มาให้ แล้วเมื่อไรจะหมด ข้อสำคัญที่สุด ไม่ใช่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่นับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ แล้วก็ต่อไปอีก จนกระทั่งแสดงว่าแม้น้ำในมหาสมุทรมากเพียงใด น้ำตายังมากกว่านั้นอีก ก็ยังไม่เห็น
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมเพื่อรู้ความจริง จนกระทั่งเห็นว่าสิ่งที่ไม่เคยทราบเลยว่าเป็นทุกข์ แท้ที่จริงก็เป็นทุกข์ทั้งหมด เพราะเหตุว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเพราะเกิดแล้ว ถ้าไม่เกิดจะต้องดับไหม ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องดับ แต่เมื่อเกิดแล้วกำลังดับไป เกิดแล้วดับไป หมดไป หมดไป อยู่เรื่อยๆ ก็รู้ความจริงเสียดีกว่า ทั้งๆ ที่รู้ยาก แต่ไม่ลืมที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีในขณะนี้เกิดโดยไม่มีใครบังคับหรือไปทำให้เกิดขึ้น และสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปด้วย
เพราะฉะนั้น ฟังให้เข้าใจโทษของความเกิดดับ แม้แต่ปัญญาที่เกิดก็ต้องตามลำดับ ถ้ายังไม่ประจักษ์การเกิดดับ ก็ยังไม่เห็นโทษ สิ่งที่กำลังฟังขณะนี้เหมือนไกลจากความคิดของแต่ละคน คือแทนที่จะได้ฟังธรรมที่น่าเพลิดเพลิน แต่มาฟังเรื่องโทษของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเหตุว่าลึกลงไปจริงๆ สิ่งที่กำลังปรากฏนี่แหละ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ท่านผู้ฟัง การที่จะรู้ความจริงแล้วก็เป็นปัญญา ท่านเคยกล่าวไว้ว่ามีการปฏิบัติอยู่ ๔ แบบ แบบหนึ่งคือ ปฏิบัติแบบไม่ลำบากแล้วบรรลุได้ อีกแบบหนึ่งปฏิบัติไม่ลำบากแต่ก็ไม่อาจบรรลุได้ แบบที่ ๓ คือ ปฏิบัติแบบลำบากแล้วบรรลุได้ สุดท้ายคือปฏิบัติลำบากเหมือนกันแต่ไม่อาจบรรลุได้ สำหรับเราที่ฟังธรรมอย่างนี้ ไม่ได้ทำตัวให้ลำบาก จะจัดเข้าอยู่ในข้อใด
ท่านอาจารย์ ที่จริงก็เป็นเรื่องราวในพระไตรปิฎก ความจริงสำหรับแต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง ทั้งหมดนี้ต้องไม่พ้นจาก ๔ แบบนั้นแน่นอน ต้องเป็น ๑ ใน ๔ แต่ถ้าเราจะเข้าใจว่าขณะนี้ เรามีความไม่รู้และมีกิเลสมากมาย กิเลสก็คือความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไม่ใช่การรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ และชีวิตของแต่ละคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดแล้วต้องเป็นไปตามที่แต่ละคนสะสมมา
เพราะฉะนั้น บางชีวิตก็ลำบากทุกข์ยาก บางชีวิตก็สบายดี แต่ไม่ว่าชีวิตจะลำบากหรือทุกข์ยาก ก็ติดข้องในทั้งลำบากและทุกข์ยากหรือไม่ เพราะฉะนั้น ความลำบากจริงๆ อยู่ที่กิเลสที่มีความติดข้อง วันหนึ่งๆ มีความติดข้องมาก ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเวลาที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์มากในสิ่งที่พลัดพรากจากไป หรือไม่ได้ตามความต้องการ นี่กิเลสมากไหม นี่คือผู้ที่ปฏิบัติลำบากเพราะกิเลส ไม่ใช่ว่าไปทนทุกข์ทรมานตนเองแต่อย่างใด แต่ที่ไปทนทุกข์ทรมานก็ด้วยความไม่รู้ นั่นคือเพราะกิเลส คือกิเลสอย่างเดียว ที่จะทำให้รู้ว่าปฏิบัติลำบากแล้วรู้เร็ว หรือปฏิบัติลำบากแล้วรู้ช้า หรือว่าปฏิบัติไม่ลำบากแต่ก็รู้เร็ว หรือปฏิบัติไม่ลำบากและก็รู้ช้า
ก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งแม้ในพระไตรปิฎกเอง ก็ไม่ได้แสดงครบถ้วนว่าใคร เมื่อไร ปฏิบัติสบายไม่ลำบากแล้วรู้เร็ว อย่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ก็ต่างกัน เพราะเหตุว่าของท่านพระมหาโมคคัลลานะ แม้ว่าท่านจะบรรลุความเป็นพระอรหันต์หลังจากที่เป็นพระโสดาบันแล้ว ๗ วัน แต่ท่านปฏิบัติลำบากและรู้เร็วหรือไม่ เห็นไหม ลำบากเพราะกิเลสของท่าน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะรู้ภายใน ๗ วัน ส่วนของท่านพระสารีบุตรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หลังท่านพระมหาโมคัลลานะ ๗ วัน คือหลังจากที่ท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว ๑๕ วัน แต่การปฏิบัติของท่านปลอดโปร่งกว่าไหม
ก็เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เรานำคำนั้นมาเปรียบเทียบหรือมาดูว่าใครเป็นแบบใด แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ แสดงให้เห็นว่า แล้วแต่กิเลสมากหรือน้อย ถ้ากิเลสมาก ก็ลำบาก เช่นพวกเรานี่เอง มีใครบ้างที่ปฏิบัติสบายสามารถที่จะรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมโดยรวดเร็ว และละความติดข้อง และก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพียงฟังอย่างนี้ก็กว่าจะไปถึงความเห็นถูกความเข้าใจถูก แม้แต่เพียงว่าขณะนี้เป็นทุกข์ก็ยังไม่เห็น เพราะเหตุว่าไม่ใช่ทุกข์ธรรมดาที่แก้ไขได้ แต่เป็นทุกข์ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ จึงเป็นอริยสัจจะ เป็นทุกข์อย่างเดียว เป็นทุกข์จริงๆ ก็คือว่าเกิดแล้วต้องดับทุกขณะไป เพราะฉะนั้นที่เข้าใจว่าเป็นเรา ก็คือสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละขณะ เช่น เห็นเกิดขึ้นแล้วดับ ไม่ใช่เรา และเป็นทุกข์ เพราะว่าไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ได้ยินในขณะนี้ เดี๋ยวก็ได้ยิน เดี๋ยวก็ได้ยิน แต่ละคำ แต่ละคำ ก็คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
กว่าจะเห็นว่าทุกข์จริงๆ ด้วยปัญญาที่ปลอดโปร่ง กับการที่ฟังมานาน และก็ยากแสนยากเหลือเกินที่จะรู้ว่าขณะนี้กำลังเป็นทุกข์เพราะเกิดดับ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าจากกิเลสมากๆ ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงว่าการปฏิบัติทำไมไม่บรรลุ บางคนก็บอกว่าฟังมาตั้งนานเมื่อไรจะบรรลุ เมื่อไรๆ ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่บรรลุเร็วแน่นอน เพราะเหตุว่ายังไม่มีการเริ่มต้นที่จะเข้าใจให้ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ อย่างเห็นไม่ใช่ได้ยิน ที่จะประจักษ์เห็นว่าเกิดแล้วดับ ก็ต้องขณะที่กำลังเข้าใจเห็น เฉพาะเห็นขณะนั้น แล้วละคลายความติดข้อง จนกว่าขณะนั้นสามารถที่จะคลายการยึดถือเห็นว่าเป็นเรา เห็นจึงปรากฏการเกิดดับ เพราะไม่มีการยึดถือเห็นนั้นว่าเป็นเรา ทีละเล็ก ทีละน้อยจริงๆ จนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้น
เพราะฉะนั้น ยุคนี้สมัยนี้จะมีใครไหมที่ปฏิบัติสบายแล้วก็รู้ช้า ไม่ต้องรู้เร็วหรอก เพียงรู้ช้าก็ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ ไม่ใช่เพียงแต่เป็นชื่อให้เราคิดว่าใครเป็นใคร อย่างไร แต่เป็นการแสดงให้เห็นชีวิตแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ตรงว่าเมื่อกิเลสมากอย่างนี้ ก็ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติลำบาก กว่าจะรู้ว่านี่กำลังติดข้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้สติเกิดแล้วดับ แล้วความติดข้องก็มาอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ทั่วจริงๆ ทุกขณะว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรม ก็ต้องเป็นไปด้วยความลำบากยิ่ง เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นการปฏิบัติที่ลำบาก และรู้หรือไม่รู้ ไม่รู้ จะชื่อว่ารู้ช้าก็คือว่า เมื่อบรรลุอริยสัจจธรรมด้วยความที่สามารถที่จะฟันฝ่าอกุศล ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในขณะนั้นว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างนั้นสั้นมากและน้อยมาก ปรากฏแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏก็คือนิมิต (นิมิตตะ) การเกิดดับสืบต่อ เหมือนไม่ดับไปเลย และเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นด้วย และแม้แต่ขณะนี้เป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่มีจริงๆ สามารถจะกระทบจักขุปสาท ถ้าตาบอดไม่มีทางเลยที่สิ่งนี้จะมากระทบจักขุปสาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้นเห็นเดี๋ยวนี้ได้ แม้แต่เพียงขณะเดียวที่เป็นธรรม ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น แสดงให้เห็นความชัดเจนว่าไม่ใช่เรา แต่กว่าจะชัดเจนว่าไม่ใช่เราก็คือต้องฟัง เพราะฉะนั้นก็ยังอีกไกล แต่ก็ได้เริ่มต้น ไม่เหมือนกับผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ของการฟังเลย
ผู้ฟัง ในมิลินทปัญหา ท่านเปรียบเทียบไว้ว่าถ้าเป็นบุคคลธรรมดา การที่จะรู้ในสัจจธรรม จะแตกต่างจากผู้ที่เป็นบรรพชิต ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนเรือที่แล่นไปในแม่น้ำ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดามีภาระต่างๆ ก็เหมือนเรือที่บรรทุกสินค้าไว้เต็มลำ สำหรับบรรพชิตนั้นก็เหมือนเรือว่าง ไม่มีอะไรเลย ก็จะถึงฝั่งได้ไวกว่ากัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น บรรพชิตเป็นใคร
ผู้ฟัง ผู้ที่สละแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเพียงเข้าใจว่าได้อุปสมบทบวชตามพระวินัยและครองจีวร ว่าคือบรรพชิต ก็ไม่ใช่ "บรรพชิต" ที่แสดงไว้ตามพยัญชนะที่ว่า "ผู้สละทั่ว" เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบรรพชิตที่ไม่สละ เพียงแต่อุปสมบทตามพระวินัย ก็เป็นสมมติสงฆ์ ไม่ใช่ด้วยความเป็นบรรพชิตที่สละทั่วจริงๆ
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบรรพชิตที่สละแล้วทั่ว กับผู้ที่ไม่สละเลยอย่างคฤหัสถ์ อะไรจะสะดวกกว่ากัน อะไรเป็นการคับแคบ ชีวิตของคฤหัสถ์คับแคบแน่นอน ติดไปหมดทุกวัน ยังไม่สามารถที่จะสละไปได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น บรรพชิตจริงๆ หรือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องเป็นผู้ที่สละทั่ว อย่างนั้นจะปลอดโปร่งไหม จากการที่ได้สะสมมาที่พร้อมที่จะละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต
ตั้งแต่เช้ามา ก็ไม่ต้องทำอาหารเลย ไม่ต้องไปตลาด ไม่ต้องล้างผัก ไม่ต้องต้มแกง สารพัดอย่างใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะปลอดโปร่งไหม เมื่อตื่นขึ้นมาก็มีแต่กุศล ดุจสังข์ขัด ไม่มีการที่จะต้องทำให้เกิดอกุศลต่างๆ เลย เพราะสะสมมาพร้อมที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในเพศบรรพชิต แต่สำหรับคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันก็มากในสมัยพระพุทธกาล เป็นสกทาคามี เป็นพระอนาคามี ก็มี แสดงให้เห็นว่าไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่สะสมมาที่จะสละชีวิตคฤหัสถ์ไปสู่เพศบรรชิต แต่ก็มีปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริง อย่างผู้ที่เป็นบรรพชิตที่กำลังเข้าใจธรรม ไม่ได้ต่างกันเลยสำหรับปัญญา
เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอนาคามีหรือเป็นพระอรหันต์ก็ตามในเพศคฤหัสถ์ เมื่อสิ้นชีวิต ก็มีผู้ไปทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรในบุคคลที่ได้สิ้นชีวิตที่เป็นบุคคลที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าบรรลุอรหันต์ในเพศของคฤหัสถ์ก็คือปฏิบัติเช่นเดียวกับพระอรหันต์ในเพศบรรพชิต ไม่มีความต่างกันเลยในเรื่องของปัญญา เพราะเหตุว่าผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตเหมือนเดิมอย่างคฤหัสถ์ได้ ต่างกันมากเลยกับบ้านคฤหัสถ์ ควรเป็นที่อยู่ของผู้ที่หมดกิเลสไหม มีโทรทัศน์บ้าง อะไรบ้างสารพัดอย่าง แต่ผู้ที่มีกิเลสอยู่ได้ และเจริญปัญญาได้ แล้วแต่ว่าจะได้อบรมเจริญปัญญามาเป็นผู้ที่จะรู้ความจริงในเพศใด
นี่เป็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่งที่ว่าไม่ได้จำกัดอาณาเขตของปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม เมื่อปัญญาได้สะสมมาแล้วพร้อมที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม ก็แล้วแต่อัธยาศัยของบุคคลนั้นว่าจะสะสมมาที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในเพศใด เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจแต่ละคำให้ชัดเจน แม้แต่คำว่า บรรพชิตสละทั่ว ไม่ใช่เพียงแต่อุปสมบท แล้วไม่ได้สละอะไรเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800