ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านอัมพวา รีสอร์ทแอนด์สปา จ.สมุทรสงคราม
วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ คือความไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เลือกรู้ จะรู้อะไร จะเรียนวิชาอะไรดี จะคิดอะไรดี จะรู้อะไรดี ถ้าให้เลือก พอจะเห็นไหมว่าอะไรจะมีประโยชน์ที่สุด เพราะว่าอาจจะตายเดี๋ยวนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ โดยที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เลย แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟังธรรม เพราะเหตุว่าทุกคนเกิดมาแล้ว ไม่เป็นไปไม่ได้เลย เกิดมาแล้วก็ต้องอยู่ไป ไม่ต้องไปทำอะไรเลย อย่างไรก็ต้องอยู่ไป จะไม่ให้อยู่ได้ไหม มีใครไม่ให้ใครอยู่ได้ไหม อย่างไรๆ เกิดมาแล้วก็ต้องอยู่ไป อยู่ไปเหมือนเดิม แต่มีความเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี และรู้ความจริง เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เลือกรู้อะไรก่อนจะตาย ก็ไม่เท่ากับได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ
อ.กุลวิไล มีผู้ฝากเรียนให้ท่านอาจารย์อธิบายอีกครั้งหนึ่งถึงคำว่า วิดน้ำออกจากเรือ
ท่านอาจารย์ ได้ยินอะไรก็อยากจะรู้แต่สิ่งที่ได้ยิน แต่รู้จักจิตหรือยัง รู้จักธรรมหรือยัง ก็ไม่รู้เลย เมื่อได้ยินคำนี้ ก็อยากจะเข้าใจตรงคำนี้เท่านั้น แต่พื้นฐานจริงๆ เรืออยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีจิต จะต้องมีปัญหาว่าวิดน้ำออกจากเรือหรือไม่ เห็นไหม ลืมอีกแล้วว่าปัญหาจริงๆ อยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีจิต ไม่ต้องวิดน้ำออกจากเรือ เพราะโดยแท้จริงแล้ว จิตของแต่ละคนเวลานี้ ใครรู้จัก แม้แต่จิตของตนเอง
วันก่อนพูดถึงเรื่องกระจกเงา ส่องจึงเห็น เห็นหน้าตา เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วกระจกอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ใครเลยจะรู้จักจิตแม้ของตนเอง ทั้งๆ ที่อยู่กับตัวทุกคน แต่ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง เหมือนแว่นหรือกระจกเงาที่จะส่องให้รู้จิตของแต่ละคนตามความเป็นจริง ผู้นั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจ แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ว่าจิตอยู่ไหน จิตมีจริง แต่จิตกำลังทำอะไรก็ไม่รู้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมก็ต้องตามลำดับ
จิต เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี เวลานี้ทุกคนอยู่เฉยๆ มีใครรู้บ้างไหม จิตดีหรือไม่ดี แต่ถ้าลองพูด จะทราบได้เลยว่าขณะนั้นจิตทำให้เกิดการพูดที่ดีหรือไม่ดี ถ้าจิตโกรธ พูดดีได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ แม้ว่ามีจิตจริงๆ แต่ถ้าไม่มีจิต กายก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวทำอะไรได้เลย เมื่อกายไม่มีจิต น่าดูไหม เพียงไม่มีจิต เวลานี้นำจิตออกไปหมดเลย ร่างกายที่มีอยู่เวลานี้น่าดูไหม ไม่น่าดูเลยใช่ไหม เพราะปราศจากจิต แต่จิตที่มี เป็นปัจจัยให้มีการเดิน การพูด การคิด การทำทุกอย่าง ส่องไปถึงสภาพของจิตว่า แม้วาจาเกิดจากจิตประเภทใด นี่ก็แสดงให้เห็นว่า มีจิตก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อ เปลี่ยนแปลงไป ดีบ้าง ชั่วบ้าง
ถ้าไม่มีการที่จะเข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ก็พูดกันไปว่าจิต แต่จริงๆ แล้วก็คือว่า เดี๋ยวนี้ ถ้าสามารถที่จะรู้จักจิตได้ ว่าทำไมถึงมีคำว่า วิดน้ำออกจากเรือ ถ้าจิตไม่มีอกุศล ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำที่หนัก จะทำให้จิตนั้นผ่องใส ไปถึงอีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งที่ดับกิเลสได้ไหม คำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง และสามารถที่จะเป็นผู้ที่ดับกิเลสได้ไม่เหลือเลย ไม่มีอะไรที่จะทำให้สามารถเกิดกิเลสขึ้นได้อีก แต่คนที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีชีวิตอยู่ทุกวันรู้หรือไม่ว่า มีกิเลสเพียงใด และหนักเพียงใด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักจิต จะไม่รู้จักวิดน้ำออกจากเรือ เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่ากิเลสอยู่ที่ไหน อะไรหนัก กิเลสหนักแน่นอน แล้วก็อยู่ที่จิตด้วย
เพราะฉะนั้น ตราบใดที่จิตยังเต็มไปด้วยกิเลส ก็ต้องจม ไม่สามารถที่จะไปสู่ฝั่งของการดับกิเลสได้เลย ได้ยินคำว่า กิเลส เป็นคำในภาษาบาลี หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี ไม่ได้ไปอยู่ที่อื่นเลย อยู่ที่จิต เช่นเดียวกับธรรมฝ่ายดี ก็ไม่ได้อยู่นอกจิต แต่อยู่ที่จิตนั่นเอง เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ จะรู้ได้ไหม ว่ามีธรรมฝ่ายดีหรือว่าธรรมฝ่ายไม่ดี เห็นขณะนี้ แล้วไม่รู้ความจริงก็เป็นอกุศลแล้ว วันหนึ่งเห็นกี่ครั้ง ได้ยินกี่ครั้ง คิดนึกกี่ครั้ง ทั้งหมดที่ไม่รู้ความจริงเป็นอกุศลทั้งนั้น วิดน้ำออกจากเรือ คือ สละละอกุศลที่มีอยู่ในเรือนั้นออกไปบ้างหรือไม่
การฟังธรรมไม่ใช่มุ่งที่จะเข้าใจเพียงคำที่ได้ยินได้ฟัง ต้องรู้ถึงต้นตอด้วยว่า แท้ที่จริงแล้วหมายความถึงอะไร ถ้าไม่มีจิต ไม่ต้องมีคำว่า วิดน้ำออกจากเรือ แต่เมื่อมีจิตและรู้ว่าจิตนั้นเต็มไปด้วยความไม่รู้ เต็มไปด้วยอกุศลมากมาย เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่จะไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งของการดับกิเลส เมื่อถึงฝั่งนั้นแล้วเป็นที่ที่จะไม่ต้องกลับมาอีกเลย แต่เวลานี้ไปไหน เดี๋ยวก็ต้องกลับมา ไปโน่นมานี่ ก็ต้องกลับมาอีก ไม่พ้นเลยจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กลับมาสู่ความโลภบ้าง ความโกรธบ้าง ไม่เคยพ้นไปได้เลย แต่ว่ามีที่ที่ไปแล้วไม่กลับมา แต่ยังไม่ถึงที่นั่น เพราะเหตุว่ายังไม่รู้เลยว่าที่ไหน ไปอย่างไร และเรืออยู่ที่ไหน จะวิดน้ำออกอย่างไร
เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าใจอะไรโดยแท้จริง เราก็ต้องเป็นผู้ที่ไม่เผินและไม่ประมาท เวลาได้ยินคำนี้ก็ทราบเลยว่าหมายความถึงจิตซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีทางที่จะนำกิเลสออกได้เลย
อ.กุลวิไล ถ้าไม่มีจิต ก็จะไม่มีคำที่เราต้องการจะรู้ อย่างเช่น แมงเม่าบินเข้ากองไฟ เพราะท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า จิตนั้นเต็มไปด้วยกิเลส ขอเรียนถามท่านอาจารย์อีกครั้ง สำหรับคำว่า แมงเม่าบินเข้ากองไฟ
ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้อยากรู้เรื่องวิดน้ำออกจากเรือ ตอนนี้อยากรู้เรื่องแมงเม่าบินเข้ากองไฟ จริงๆ แล้ว แต่ละคำไม่ควรเผิน ขณะนี้ถ้าจะเข้าโรงเรียน เหมือนเด็กอนุบาลหรือไม่ หรือว่าขึ้นชั้นประถมไปแล้ว และชั้นมัธยมด้วย แต่ตราบใดที่เพียงได้ยินแต่ชื่อ แล้วไม่รู้จักสภาพที่มีจริงๆ ขณะนั้นก็เป็นเพียงได้ฟังคำที่เริ่มจะได้ยิน แต่ว่ารู้จักจริงๆ หรือไม่
สำหรับชั้นอนุบาลก็คงเป็นคำถามง่ายๆ ว่า จิตเกิดนอกกายได้ไหม จะหาจิตกันใช่ไหม ได้ยินคำว่าจิต จิตอยู่ไหน มีรูปร่างอย่างไรหรือไม่ สูงต่ำดำขาว เขียวม่วง หวานเผ็ดอย่างไรหรือไม่ ไม่ใช่เลยทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น แต่มี และจิตไม่ได้เกิดหรือไม่ได้อยู่นอกรูปร่างกายของแต่ละคนเลย แต่ละคนเคยรู้ไหมว่ามีจิตอยู่ที่ตัว แต่อยู่เมื่อไร อยู่ตอนไหน แล้วขณะใดเป็นจิต ทั้งๆ ที่อยู่ตรงนี้ ไม่ไกลเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก่อนอื่นที่จะถึงแมงเม่า ก็ควรที่จะได้รู้จักตามความเป็นจริงว่า ได้ยินคำว่า จิต อย่าเพิ่งผ่าน อย่าคิดว่ารู้แล้ว ถึงจะบอกว่าเป็นธาตุรู้ คิด จำ ฯลฯ แล้วอยู่ไหน ไม่ได้อยู่นอกตัวเลย ลองหาที่ตัว จะหาตรงไหนดี หาจิตจะหาตรงไหนดี อยู่ที่นี่แน่นอน ไม่ได้อยู่ภายนอกเลย และเป็นธาตุรู้
ถ้านำมือไปกระทบสัมผัสสิ่งที่เราเข้าใจว่าตา อ่อนหรือแข็ง เป็นจิตหรือไม่ อ่อนไม่ใช่จิต แข็งไม่ใช่จิต แต่ในขณะที่กระทบสัมผัส ทำไมรู้ว่าอ่อนหรือแข็ง เวลาไม่ได้กระทบสัมผัส รู้ไหมว่าตัวอ่อนหรือตัวแข็ง หรือตัวเย็นหรือตัวร้อน ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย ต้องจับ หมอเองจะตรวจคนไข้ก็ต้องจับ อยู่ดีๆ เพียงเห็นเท่านั้นจะบอกได้ไหมว่า ตัวร้อนตัวเย็น หรือว่าป่วยไข้เป็นอะไรใช่ไหม เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังกระทบสัมผัส ทุกคนรู้เลย ปกติ มีแข็งแน่นอน หรืออ่อนแน่นอน ฟันก็แข็ง ผมอีก อะไรอีก แล้วแต่จะกระทบสัมผัส
สภาพที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ เป็นธาตุรู้ ไม่ใช่แข็ง เพราะฉะนั้นในขณะนี้เดี๋ยวนี้เอง หาจิตได้ เจอได้ พบได้ แต่ยังไม่ได้เข้าใจละเอียดลึกซึ้งเลยว่า จิตขณะนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตามเหตุตามปัจจัย แต่สามารถที่จะเริ่มรู้ได้ว่าจิตอยู่ที่ตัวนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่อื่น เพราะฉะนั้น ขณะใดที่แข็งปรากฏเพราะต้องกระทบ ถ้าไม่กระทบ แข็งจะปรากฏได้ไหม น้ำแข็งอยู่ข้างหน้า อยู่ในแก้ว ไม่จับจะเย็นได้ไหม ก็เย็นไม่ได้ ใช่ไหม แต่ขณะใดที่เย็นปรากฏ ให้ทราบว่าสภาพที่กำลังรู้เย็น ไม่ใช่ลักษณะที่เย็น แต่สภาพที่รู้เย็น สภาพรู้นั้นคือจิต ใช้คำว่า ธาตุรู้ หรือสภาพรู้ หรือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ก็ได้ เพราะเหตุว่าเวลาจิตเกิดขึ้น ต้องมีสภาพธรรมอื่นเกิดกับจิต ปรุงแต่งจิต อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยที่จะเกิดขึ้นได้ตามลำพังสักอย่างเดียว ไม่ว่าสิ่งใดที่ปรากฏว่ามี ขณะนั้นเราจะไม่รู้ว่า แท้ที่จริงมีอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย
อย่างขณะนี้มีดอกไม้สีขาว เราพูดอย่างนี้ว่าสีขาวตรงนี้ปรากฏให้เห็นเป็นสีขาว มีสีเขียวด้วย และมีกลีบรูปร่างต่างๆ แล้วเราก็บอกว่าดอกไม้ แต่ถ้าไม่มีธาตุดินน้ำไฟลม จะมีสีสันปรากฏให้รู้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างที่มีการปรากฏ สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวปรากฏทีละหนึ่ง แต่ในขณะนั้นต้องมีอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย แต่ไม่สามารถจะปรากฏพร้อมกันได้ เช่น ในขณะนี้ที่กำลังกระทบแข็ง สีสันวัณณะไม่ได้ปรากฏเลย กระทบที่กายตรงไหนอ่อนหรือแข็ง สีไม่ปรากฏ แต่แข็งหรืออ่อนปรากฏ แล้วจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีการกระทบสัมผัส และสภาพที่กำลังรู้แข็งนั่นเองคือที่ใช้คำว่า จิต และแข็งที่จิตรู้ก็คือ อารัมมณะ คือสิ่งที่จิตรู้
เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจว่าจิตเป็นธาตุรู้ เกิดเมื่อไรต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น ชั้นอนุบาลนี้ก็ไม่ลืม มีภาษาบาลีกำกับไปได้ว่าสิ่งที่ถูกจิตรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออาลัมพนะ เพราะฉะนั้น จะมีธาตุรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ เวลาที่แข็งปรากฏ ถ้าไม่มีการกระทบสัมผัสจะไม่ปรากฏเลย ต่อเมื่อไรเราบอกว่าแข็ง ขณะนั้นหมายความว่ามีการกระทบและมีการรู้แข็งตรงนั้น สภาพรู้นั้นคือจิต ไม่ได้อยู่นอกตัวเลย ตรงแข็งที่ปรากฏนั่นเอง เช่นเดียวกัน ขณะนี้เสียงปรากฏ เสียงอยู่ที่ไหน ต้องมีที่อยู่ จะมีเสียงโดดๆ ไม่ได้ ถ้าไม่มีการกระทบกันของของแข็ง จะมีเสียงได้ไหม ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น เสียงเป็นอย่างหนึ่ง แข็งเป็นอย่างหนึ่ง ให้เห็นความละเอียดยิบของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับตลอดเวลา โดยที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น และถ้าไม่มีธาตุรู้ก็จะไม่ใช้คำว่าสัตว์ บุคคลเลย แต่เมื่อมีธาตุรู้แล้ว จึงมีคน หรือมีแมว มีปลา มีนก ขณะใดที่มีสภาพรู้เกิดขึ้น ขณะนั้นก็เป็นสัตวโลก (สัด - ตะ - วะ - โลก) เพราะเหตุว่ามีการรู้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลานี้ที่จะเข้าใจแต่ละคำที่เราได้ยินแล้ว อย่าเพิ่งผ่านไปจนกระทั่งถึงแมงเม่า เพราะเหตุว่าตัวแข็งๆ อ่อนๆ ของแมงเม่าเป็นจิตหรือไม่ ไม่ใช่ จิตต้องเป็นธาตุรู้หรือสภาพรู้ ไม่ว่าจะรู้ว่าอ่อน กำลังอ่อนปรากฏ ก็คือจิตที่กำลังรู้
เสียงมี กำลังปรากฏ สภาพที่ได้ยินรู้ว่ามีเสียง สภาพที่กำลังรู้เสียงนั้นๆ เฉพาะเสียงนั้น นั่นก็คือจิต เพราะฉะนั้น จิตไม่ได้อยู่นอกตัวเลย หูอยู่ที่ไหน ก็ที่ตัว ถ้าไม่มีหู ก็ไม่มีได้ยินใช่ไหม เพราะฉะนั้น เมื่อเสียงกระทบหู จิตได้ยินเกิดนอกตัวหรือไม่ เกิดนอกตัวไม่ได้เลย ก็เกิดตรงหูนั่นเอง จะเกิดที่ศีรษะได้ไหม จะเกิดที่หัวใจได้ไหม ก็ไม่ได้ ได้ยินตรงไหน ก็มีธาตุรู้ที่กำลังได้ยินตรงนั้น นี่คือการที่เราเริ่มจะเข้าใจว่าแต่ละอย่างแต่ละสิ่งเกิดแล้วก็ดับไป ในขณะที่ได้ยินไม่ใช่ขณะที่แข็งกำลังปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นเป็นเสียงกับสภาพที่ได้ยิน ซึ่งเราใช้คำว่าจิต มีจิตได้ยินกับเสียง ขณะนั้นไม่มีแข็ง แข็งปรากฏไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น นี่คือหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ ที่ใช้คำว่า สังสารวัฏฏะ หมายความถึงสภาพธรรมคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วก็ดับ สืบต่อวนเวียนอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจตลอดเวลา ไม่ได้หยุดเลย และไม่ใช่เฉพาะวันนี้ ตั้งแต่เกิด และไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ด้วย นานแสนนานมาแล้ว ใครก็ยับยั้งการเกิดของธาตุทั้งหลายไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีจริงๆ ไม่ให้รูปธาตุหรือสิ่งที่แข็งเกิดไม่ได้ ไม่ให้ร้อนหรือเย็นเกิดไม่ได้ มีปัจจัยก็เกิด ฉันใด ธาตุรู้ก็มีจริงๆ ถ้าไม่มีธาตุรู้ ไม่มีโลกที่จะต้องเดือดร้อนเลย ไม่มีสัตวโลก มีแต่โอกาสโลก มีดวงดาวต่างๆ ไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย แต่ใครก็ยับยั้งธาตุรู้ไม่ได้ และธาตุรู้ขณะนี้ก็กำลังเกิดดับ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะว่าไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่ถ้าได้ยินได้ฟัง ได้ยินดับไหม ได้ยินอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ เสียงปรากฏอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ไม่เลย แต่ขาดความเข้าใจ ขาดความสนใจที่จะรู้ว่า แท้ที่จริงสิ่งที่มี เราเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริง จึงยึดถือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดว่า เป็นเรา เห็นก็เป็นเราเห็น ได้ยินก็เป็นเราได้ยิน แม้เสียงก็เป็นเสียงของคนนั้น หรือเสียงของคนนี้ หรือเสียงของเรา เสียงดับแล้ว เสียงของใคร ได้ยินดับแล้ว ได้ยินเป็นใคร ก็เป็นธาตุหรือเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับ
ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้จะเข้าใจได้ ทรงตรัสรู้อะไร ตรัสรู้ความจริงที่มีจริงโดยละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น การที่ได้กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยโดยที่ไม่ได้เข้าใจธรรมเลย จะเป็นการบูชาอะไร แต่เวลาที่เริ่มได้ยินได้ฟังธรรม เริ่มเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเข้าใจพระธรรม คือคำสอนที่ได้ทรงแสดงให้คนอื่นสามารถรู้ตามได้ เข้าใจได้ ว่าความจริงก็คือว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดและดับ แล้วไม่กลับมาอีก สืบต่อตั้งแต่เกิดจนตาย และเมื่อตายแล้วก็ยังมีปัจจัยที่จะเกิดอีก แต่สิ่งที่ดับไปแล้ว ไม่เหลือเลย หามีไม่ จากไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ เสียงไม่ได้ปรากฏ แล้วเสียงปรากฏ และเสียงก็หมดไป
ผู้ฟัง โดยแท้จริงแล้ว ผู้เริ่มต้นต้องเข้าใจจริงๆ ว่าอะไรคือสิ่งที่มีจริง และอะไรเป็นสิ่งที่บัญญัติจากสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แล้วก็จะเริ่มเห็นและเข้าใจพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ห่างไกลมาก แต่ละคนที่ได้ฟังพระธรรม เมื่อเริ่มเข้าใจก็จะทราบได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระองค์ แสนไกลจากผู้ที่ยังไม่ได้เข้าใจธรรมเลย เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าการที่จะได้ยินได้ฟัง กำลังได้ฟังสิ่งที่มีจริง แต่ยากมากที่จะเข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จริง แต่ก็เริ่มจากการที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแน่นอน คือเห็น ใครไม่เห็นบ้าง แต่ไม่รู้จักเห็นใช่ไหม แต่เห็นมี เมื่อเห็นแล้ว คิดมีไหม
ผู้ฟัง เห็นแล้วก็คิด
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ฟังธรรม เกือบแยกไม่ออกเลยว่า เห็นแล้วคิด และเห็นไม่ใช่คิด เพราะเหตุว่า เห็นจริงๆ มีเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ ลองคิดถึงคำนี้ แข็งไม่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้เลย เสียงก็ไม่สามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้ กลิ่นก็ไม่สามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้ แต่มีสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวเท่านั้นในบรรดาสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ที่สามารถปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ ต่อเมื่อมีธาตุที่เห็นสิ่งนั้น จึงรู้ว่าสิ่งนั้นมีจริง
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมไม่ใช่เป็นเรา แต่พูดถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะว่าปกติในชีวิตประจำวัน สภาพธรรมสิ่งที่มีจริง มีจริง แต่เกิดดับเร็วมาก จนรวมกันเป็นหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ให้หลงเข้าใจว่าสิ่งนั้นเที่ยงไม่ได้เกิดดับไปเลย เช่น เห็นคน เห็นถ้วยแก้ว เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว “เห็น” ไม่สามารถที่จะเห็นคน เห็นเก้าอี้ แต่เห็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น
เพราะฉะนั้นที่จะเข้าใจได้ต่อไป ถ้าคิดที่จะทำให้เข้าใจขึ้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้มีจริงๆ คิดสักหน่อยว่าแล้วอยู่ไหน คิดออกไหม มีแน่นอน กำลังเห็น กำลังปรากฏให้เห็นว่าสิ่งที่มีจริงๆ มองเห็นได้แน่นอน กำลังเห็นอยู่ในสิ่งนั้น แต่เข้าใจสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ก็แสนสั้น อายุสั้นมากเลย เพียงเกิดขึ้นปรากฏให้เห็นว่ามี แล้วดับ แต่ทำไมเหมือนไม่ดับ เพราะเหตุว่าเกิดดับสืบต่อซ้ำ ไม่มีใครบังคับบัญชาเลย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่เห็นขณะนี้ เหมือนไม่ได้ดับไปเลยสักขณะเดียว ถึงแม้ว่าจะมีเสียง ถึงแม้ว่าจะมีคิด แต่เห็นก็เหมือนยังเห็นอยู่
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าปุถุชนหรือคนที่ไม่ได้รู้จักสภาพธรรม และไม่เคยฟังธรรม หรือเพียงเริ่มฟัง ก็จะเห็นความละเอียด ความลึกซึ้ง แล้วจะทราบว่าผู้ที่ทรงตรัสรู้ ตรัสรู้ความจริงยิ่งกว่านี้อีก ไม่ใช่เพียงแต่พูดสองสามคำ แต่ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษาโดยประการทั้งปวง เพื่อที่จะให้คนที่ฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น มีความจริงใจที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง มีความมั่นคงที่จะรู้ว่าเกิดมาแล้ว และมีแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนจากโลกนี้ไป ก็ไม่สามารถที่จะนำสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราหรือของเราไปได้เลย
เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังมี ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปคืออะไร ถ้าเป็นผู้ที่มีความมั่นคง ก็จะไม่ทอดทิ้งละเลยการที่ได้ฟังสิ่งซึ่งแสนยากที่จะเข้าใจ และจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เช่น คำถามที่ว่า แล้วสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ได้ฟัง ไม่มีทางเลยใช่ไหม แต่ถ้าฟังแล้ว ก็พอจะรู้ได้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์อธิบายว่า เกิดที่มหาภูตรูป ๔
ท่านอาจารย์ ใช้คำว่า มหาภูตรูป ต้องเข้าใจทุกคำ รูปหรือรูปะในภาษาบาลี หมายความถึงทั่วๆ ไปก่อน ความหมายขั้นต้น ยังมีความหมายอื่นอีก แต่ความหมายที่เป็นจริงของลักษณะนั้นก็คือว่า มีจริงๆ แต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย อย่างแข็งมีจริงๆ กระทบสัมผัสเมื่อไร ลักษณะนั้นจึงปรากฏว่ามี แต่ถ้ายังไม่กระทบสัมผัสจะมีไหม จะปรากฏว่ามีได้ไหม ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างก็จะปรากฏเฉพาะชั่วขณะที่ปรากฏ เริ่มรู้แล้วใช่ไหม สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่ใช่แข็ง แต่เพราะเคยจับ ก็รู้ว่าพอกระทบแล้วแข็ง เลยจำได้ว่าพอเห็นสิ่งนี้แข็ง แต่ความจริงแข็งไม่ได้ปรากฏในขณะที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้เห็นได้ ด้วยเหตุนี้ ความละเอียดก็คือว่า ที่ใช้คำว่ามหาภูตรูป ๔ มีจำนวนจำกัดด้วย คือธาตุที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ๓ ธาตุ อ่อนหรือแข็ง กระทบสัมผัสเมื่อไรปรากฏเมื่อนั้น มีจริงในขณะที่ปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800