ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๕
สนทนาธรรมที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร
วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ ทรงแสดงไว้แม้เหตุของการฟังเข้าใจและไม่เข้าใจว่ามาจากไหน ทุกคนอยากจะเข้าใจมากๆ แต่ก็เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นทรงแสดงเหตุที่ไม่เข้าใจและเหตุที่เข้าใจมากน้อยต่างกันด้วย นี่คือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญมาเพื่อที่จะรู้ความจริงทุกอย่างทุกประการ และทรงแสดงความจริงให้คนที่สามารถเข้าใจได้เท่าที่เขาจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นคำพูดก็ยังต้องพอประมาณ ถ้าเกินประมาณ เขาก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสามารถที่จะเข้าใจได้เพียงใด ก็ให้บุคคลนั้นได้รับฟังสิ่งที่เขาสามารถจะเข้าใจได้เพียงนั้น เช่น ใครจะรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงมีแล้ว ปรากฏแล้ว แต่ไม่รู้ไม่เข้าใจ นี่ก็ทำให้คนนั้นเริ่มคิดแล้วว่าควรไหมที่จะรู้สิ่งที่มีจริงๆ หรือจะมุ่งทำหรือตั้งใจไปรู้อย่างอื่น นั่นถูกต้องไหม ในเมื่อสิ่งที่มีจริงขณะนี้ จริงเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืนเลย เกิดมาเป็นคนนี้แล้วก็จะหมดสิ้นความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็จะเป็นคนอื่น
เพราะฉะนั้นที่พระอรหันต์ท่านกล่าวว่า ท่านเป็นผู้ไม่เลี้ยงดูคนอื่น เพราะไม่ต้องเกิดอีก ถ้าเกิดอีกไม่ใช่คนนี้แล้ว เป็นคนอื่น และก็เลี้ยงดูคนนั้นต่อไปอีก ต่อไปอีกทุกชาติไป นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เราสามารถที่จะไตร่ตรองและเข้าใจได้ ละความไม่รู้ นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา พุทธะคือปัญญา ความรู้ถูก ความเห็นถูก จึงสามารถที่ละความไม่รู้
เพราะฉะนั้นถ้าเรายังอยาก ยังหวัง ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขณะนั้นเพราะไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะต้องหวังอะไรไหม เกิดแล้วทั้งนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นมาสักนิดเดียว และเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ด้วย ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะเกิดเป็นอย่างนี้แล้ว ยังไม่ทันจะทำอะไรก็ดับไปแล้ว นี่คือความจริง ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะรู้ว่า ไม่เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วเป็นอย่างนี้ ไม่ตายก็ไม่ได้ ตายแล้ว แต่ที่ว่าจะไปไหน นี่เป็นสิ่งที่ไม่รู้ แต่สามารถที่จะรู้เหตุว่า ถ้าเหตุดีก็เกิดดี ถ้าเหตุไม่ดีก็เกิดในภพภูมิที่ไม่ดีคือ อัปปายะ หรือ อสัปปายะ เป็นที่ที่ไม่เจริญ ได้ยินอย่างนี้ แต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจ ไม่สามารถที่จะไตร่ตรองอะไรได้เลยทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นธรรมหมด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพียงเข้าใจอย่างนี้ก็ละความคิดว่าเป็นเรา ที่สามารถจะบันดาลให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดก็ได้ แต่เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว เพราะว่าเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครไปทำ ถ้าหวั่นไหวเดือดร้อนก็เป็นอกุศล แล้วก็หวั่นไหวไปทำไม ในเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว
พระธรรมทำให้พ้นภัย เราคิดถึงไฟไหม้ น้ำท่วม ข้าวยากหมากแพงว่าเป็นภัย แต่ไม่เห็นภัยเดี๋ยวนี้คือความไม่รู้ กำลังประสบภัยที่คนอื่นหวาดกลัวทางโลกเป็นภัยภายนอก แต่ถ้ามีปัญญาขณะนั้นพ้นภัยทันที ไม่ว่าจะอยู่กลางทะเล บนยอดเขา หรือที่ไหนก็ตาม ปัญญาเกิดรู้ความจริงขณะนั้น เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ละความเป็นตัวตน ละความเดือดร้อน ละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะรู้ความจริง
เพราะฉะนั้นปัญญาประเสริฐสุด ทุกคนจะต้องมีภัยแน่นอนในสังสารวัฏฏ์ เดี๋ยวก็จะต้องมีสงกรานต์ ก็ไม่ทราบว่าใครจะได้รับภัยอะไรและทางใด ก็หวังแต่ว่าจะได้มีความสุขในปีใหม่สงกรานต์ แต่คนที่ได้รับภัยก็มาก เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าถ้าไม่มีเหตุที่ได้กระทำไว้ ภัยนั้นก็เกิดไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะเกิดโดยไม่มีเหตุที่สมควรที่สิ่งนั้นจะเกิด แต่เมื่อเกิดแล้วไม่รู้ ก็เป็นทุกข์เดือดร้อน แต่ถ้ามีปัญญา ขณะนั้นพ้นภัย ภัยภายนอกก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะขณะนั้นปัญญารู้ความจริง และก็ไม่เดือดร้อนด้วย เพราะว่าภัยภายนอกทำให้เดือดร้อนเพียงคิดว่าเป็นอันตราย อยากจะพ้นเฉพาะอันตรายนั้น แต่ลืมว่าอย่างไรก็ไม่มีวันพ้น ตราบใดที่มีการเกิด เพียงแต่ว่าอันตรายนั้นจะมาถึงวันใดเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นปัญญาเมื่อไร พ้นภัยทันที ทั้งภายนอกและภายในด้วย ก็ไม่เดือดร้อน ไม่หวั่นไหว และก็เบิกบาน
แต่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมอีกกี่มากน้อยและจะเข้าใจเพียงใด นี่ก็คือไม่ประมาทในการฟัง ฟังเพื่อเข้าใจปลอดภัยที่สุด เพราะขณะนั้นไม่มีความโลภด้วยความต้องการที่อยากจะได้รู้ความจริง อยากจะเป็นพระอริยเจ้า อยากจะประจักษ์การเกิดดับ นั่นคือฝัน ไม่มีเหตุที่สมควรเลย แม้ขณะนี้ยังไม่รู้เลย แล้วจะไปละอะไรได้ เพราะว่าที่กั้นอยู่ขณะนี้คือความไม่รู้และความติดข้อง อวิชชาและโลภะเป็นเครื่องกั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังแล้ว ละความต้องการบ้างหรือยัง
ผู้ฟัง บางคนก็เป็นตัณหาจริต และบางคนก็เป็นทิฏฐิจริต การที่สามารถเรียนรู้สภาพธรรมที่เกิดอยู่ในขณะนี้ ควรที่จะศึกษาของทั้งสองจริตนี้ได้เลยหรือไม่
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายคำว่า (จะ - ริ - ตะ) จริต
อ.คำปั่น คำว่า จริต (จะ - ริ - ตะ) ในภาษาบาลี ภาษาไทยก็อ่านว่า จะ - หริด หมายถึงความประพฤติเป็นไป แปลอย่างสั้นได้เท่านี้ว่าเป็นความประพฤติเป็นไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นไปอย่างใด อย่างเช่นที่ผู้ฟังได้กล่าวถึงตัณหาจริต คือความประพฤติเป็นไปของธรรมที่เป็นความติดข้องยินดีพอใจ และทิฏฐิจริต เป็นความประพฤติเป็นไปของความเห็นซึ่งไม่ตรง เป็นความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งโดยปกติของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ความประพฤติเป็นไปที่เป็นธรรมฝ่ายอกุศลธรรม ก็ย่อมมีมากเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นโลภะก็ดี หรือแม้กระทั่งความเห็นผิดก็ดี ก็ยังมีอยู่ เพราะเหตุว่ายังไม่สามารถที่จะดับได้อย่างเด็ดขาด
ท่านอาจารย์ ทราบแล้วว่าจริต (จะ - ริ - ตะ) หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า จริต (จะ - หริด) ก็คือความประพฤติเป็นไป ใครรู้ มีแต่เที่ยวสนใจไปรู้ของคนอื่น แล้วทราบจริงหรือไม่ว่าตั้งแต่เช้าวันนี้ความประพฤติเป็นไปของเขาเป็นอย่างไร ถ้าจะรู้จริงก็คือขณะนี้เป็นอะไรที่กำลังปรากฏ เช่น จะทราบเลยว่าโกรธบ่อยไหม เห็นไหมว่าไม่รู้มากเพียงใด ถ้าจะใช้คำภาษาบาลีก็คือ โมหจริต เพราะฉะนั้นใครจะรู้ดียิ่งกว่าตนเอง โดยเฉพาะถ้าปัญญาไม่เกิด ก็ไม่รู้จริงๆ เป็นการเดาว่าเราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ มีคำมากมายในพระไตรปิฎก คำว่าโพชฌงค์ก็มี โพธิปักขิยธรรมก็มี ฯลฯ เข้าใจคำเหล่านั้นหรือไม่ว่าหมายความถึงขณะใด เดี๋ยวนี้หรือไม่
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมจริงๆ คือมีธรรมซึ่งยังไม่รู้ แต่มี เพราะฉะนั้นก็ฟังเพื่อให้รู้ความจริงของธรรมที่มี เพื่อที่จะได้ไม่เป็นเรา ไม่ต้องแสวงหาพรหมจรรย์ที่ผิด เพราะเหตุว่าโลภะคือมีความต้องการ และก็ไม่ทราบเลยว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด แต่ต้องการ เช่น บางคนที่ต้องการที่จะไม่มีกิเลส ก็ไปทำสิ่งที่เต็มไปด้วยกิเลส เพราะไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นกิเลส นี่คือปัญญาเท่านั้น พุทธปัญญา พุทธศาสนาคือคำสอนที่จะให้ผู้ฟังเกิดปัญญา
เพราะฉะนั้นใครจะพูดเรื่องโลภะ หรือตัณหาจริต หรือทิฏฐิจริต โทสจริต โมหจริต ฯ สิ่งนั้นมีจริงเกิดขึ้นเป็นไป มากหรือน้อยพอที่จะปรากฏให้เห็นได้ว่าได้สะสมมาในทางใด เพราะฉะนั้นการที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าบุคคลที่เป็นโลภะหรือตัณหาจริต จะพิจารณาอะไรในสติปัฏฐาน ๔ หรือว่าทิฏฐิจริตจะพิจารณาอะไร คนที่ไม่เข้าใจก็เลยทำ ก็ผิดแล้ว เพราะว่ายังไม่รู้จักจริตเลย แต่ทำ คิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่จะรู้จริงๆ เมื่อไร เมื่อปัญญาเกิด และไม่ต้องเลือกเลย เพราะไม่รู้ทั้งนั้น โลภะก็มี โทสะก็มี โมหะก็มี จริตทุกอย่างมีหมด วิตกจริตก็มี พุทธจริต ทุกอย่าง เมื่อเกิด ถ้าเกิดบ่อยก็รู้ว่าสะสมจริตใดมามากหรือน้อย แต่ทั้งหมดต้องไม่ลืมว่าเพื่อละ มิฉะนั้นติดทันที เพราะไม่รู้และต้องการ
ถ้ามีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าจะละความติดข้องและความไม่รู้ได้ด้วยปัญญาเท่านั้น ก็จะไม่สนใจ นอกจากมีความเข้าใจจากการฟังละเอียดขึ้นว่าทั้งหมดเป็นไปเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อเป็นเราเมื่อไรจะรู้ นั่นก็ผิดอีก ฟังแล้วก็เป็นอย่างนี้ เราก็เป็นอย่างนั้น เลยกลายเป็นธรรมเป็นเรา ไม่ใช่ธรรมเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อให้ละความที่เคยเข้าใจว่าธรรมเป็นเรา ให้รู้ตามความเป็นจริงว่าธรรมเป็นธรรม ไม่ต้องสนใจเลยที่จะเลือก เพราะโลภะอยู่ที่นั่น โลภะไม่เคยห่างไปเลย ทรงอุปมาว่าเหมือนกับอากาศธาตุที่แทรกอยู่ทุกกลาป (กะ - ลา - ปะ) คิดดูว่ากระจกนี่เหมือนไม่มีทางที่จะแตกออกได้เลย ติดกันแน่น แต่โลภะก็อยู่ที่นั่นเอง แทรกอยู่ทุกกลาปของรูปที่มีรูปเพียง ๘ รูป คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และสี กลิ่น รส โอชา ละเอียดยิบ โลภะไม่เคยขาดและตามไปเสมอ
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เห็นโลภะ ละโลภะไม่ได้ ที่เห็นคือปัญญา และกว่าปัญญาจะเห็นโลภะ ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงในลักษณะของธรรมแต่ละหนึ่ง มั่นคงขึ้นว่าเป็นธรรม อันนี้จะทำให้ค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่แต่เฉพาะเป็นเรา แม้แต่เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ฯลฯ ก็คือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ได้ดับไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรมจึงละเอียด และเป็นไปเพื่อการละ แล้วจะปลอดภัย คือไม่มีภัยใดๆ ทั้งสิ้นจากโลภะ
ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังเห็น และก็บอกว่าเห็นมีจริงๆ
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเห็น ลักษณะที่เห็นคือธรรมดาอย่างนี้เอง แต่กำลังเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ กำลังเริ่มเข้าใจเห็นเดี๋ยวนี้หรือไม่ หรือว่าไปหาเห็นที่อื่น หรือไปคิดเรื่องอื่น แต่ว่าเห็นธรรมดาก็ธรรมดาอย่างนี้ และเริ่มเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยว่านี่คือเห็น เพราะขณะนั้นกำลังรู้ที่เห็น ไม่ต้องใช้คำว่าสติ ไม่ต้องใช้คำว่าสติปัฏฐาน
เพราะฉะนั้นเวลาที่ขณะนี้เห็น คนอื่นก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นมีการเข้าใจลักษณะที่กำลังเห็นหรือไม่ หรือเพียงแต่ฟังเรื่องเห็น แต่ก็ยังไม่เข้าใจลักษณะของเห็นที่กำลังเห็น เพียงรู้อย่างนี้ว่า ยังไม่ได้เข้าใจลักษณะของเห็นที่กำลังเห็น ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ถ้ากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ และรู้ว่ายังไม่ได้เข้าใจลักษณะที่เห็น เพียงแต่ได้ยินได้ฟังว่าเห็นมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แต่เห็นเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นและดับไป ก็เป็นปกติอย่างนี้เอง ไม่ต้องไปหาเห็นอื่นมาพยายามจะรู้ ถ้ามีความเข้าใจว่ายังไม่ได้รู้เห็นตามความเป็นจริง และยังไม่รู้เฉพาะเห็นด้วย เพราะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยังมีความสงสัย ในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น และในเห็น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ว่ายังมีความสงสัยอยู่ ยังมีความไม่รู้อยู่ ถูกไหม
ผู้ฟัง ถูก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น นี่คือปัญญา ไปนำปัญญาอื่นมาทำไม ยังไม่ถึงเลย อีกตั้งไกล เพียงแต่จะรู้ความจริงว่า ยังไม่ได้รู้เห็นตามความเป็นจริง ก็เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าต้องฟังอีก จนกว่าเริ่มรู้เห็นในขณะที่กำลังเห็น ไม่คิดถึงอย่างอื่น ไม่ไปอยู่ที่อย่างอื่น แต่กำลังปกติอย่างนี้เอง แล้วก็ฟัง แล้วก็มีเห็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ เพียงเท่านี้ยังต้องอาศัยกาลเวลาที่นานมาก
ถ้ารู้จริงๆ คืออย่างนี้ นั่นคือปัญญา ไม่ต้องไปหาปัญญาอื่นว่าทำอย่างไรจะได้มากกว่านี้ เข้าใจมากกว่านี้ นั่นคือผิด รู้ตามความเป็นจริงว่าเพียงเท่านี้เองก็ยังไม่ถึง แต่ว่าสามารถจะรู้ได้แน่นอน ถ้าฟังอีก เพราะว่าได้ยินคำว่า สังขารขันธ์ไม่ใช่เรา จิตเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิกที่ไม่ใช่เวทนา สัญญา ก็เป็นสังขารขันธ์ เขาทำหน้าที่อยู่เดี๋ยวนี้ ขณะนี้จิตและเจตสิกกำลังเกิด พร้อมทั้ง ๕ ขันธ์คือ รูปก็เกิดดับ ความรู้สึกก็เกิดดับ ความจำก็เกิดดับ เจตสิกอื่นๆ ก็กำลังเกิดขึ้นทำหน้าที่ และจิตก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
นี่คือฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรม อย่าให้ "เรา" ฟังธรรม "เรา" เข้าใจธรรม แล้วเมื่อไร "เรา" จะรู้ธรรม นั่นคือผิด แต่ฟังจนกระทั่ง "ธรรมเป็นธรรม" เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ นั่นคือปัญญา จุดเริ่มต้นของการที่จะค่อยๆ มั่นคง จนกระทั่งขณะนี้ก็จะรู้ความต่างของคำว่า รู้ชัด กับ เพียงรู้ อย่างไรๆ ก็ไม่ลืมว่าฟังธรรมหรือฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แม้จะได้ยินอย่างนี้บ่อยครั้ง ก็ยังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ นี่ก็แสดงถึงความลึกซึ้งและความละเอียด ซึ่งก็จะต้องฟังต่อไปอีก จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏคือเดี๋ยวนี้และอย่างนี้ คืออย่างปกติอย่างนี้เลย แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ก็ต้องอาศัยการฟังแล้วก็เข้าใจ และรู้ว่าไม่มีอย่างอื่นอีกแล้วที่จะเข้าใจ นอกจากสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏเท่านั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้และยังไม่เข้าใจ ก็มีหนทางเดียวคือฟังด้วยความเป็นปกติ ไม่ใช่หวังที่จะได้รู้ความจริงโดยรวดเร็ว แต่ฟังเพราะรู้ว่าอย่างไรๆ ก็ไม่ใช่จะรู้ได้ทันทีที่ฟัง หรือว่าฟังบ่อยๆ แล้วก็ฟังไปหวังไปว่าจะรู้ ก็ไม่ใช่ นั่นคือเครื่องกั้น เพราะฉะนั้นฟังแล้วก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังเท่านั้น และมีสภาพธรรมอื่นเพราะปัจจัยที่มีในขณะนั้นทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็คือไม่มีสักขณะเดียวที่ไม่จริง เมื่อเกิด จริง เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น โลภะก็จริง โทสะก็จริง ปัญญาก็จริง ทุกอย่างมีจริง แต่ยังไม่ถึงกาลที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็เท่านี้ แต่นานแสนนานกว่าจะรู้ได้ และรู้ว่าไม่มีอย่างอื่นอีกแล้วที่จะรู้ นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏ
อ.อรรณพ สภาพธรรมก็เกิดตามปัจจัยแล้วก็ดับอย่างรวดเร็ว จนเป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน และด้วยความที่เราไม่เข้าใจในความเล็กน้อยของความจริง และถูกความติดข้องคือโลภะเหมือนมาร้อยมาผูกสิ่งที่เกิดแล้วดับไปแล้ว ไม่เหลือรูปแต่ละทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับไปแล้ว แต่โลภะก็เหมือนกับมาผูกโยงไว้ให้เป็นกลุ่ม เป็นก้อนว่าเป็นคน เป็นเรา ฯลฯ อย่างนี้
ท่านอาจารย์ ความเข้าใจต้องมั่นคงอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เราได้ยินได้ฟังอย่างนี้ แต่ถ้าเราคิดอย่างอื่น ขณะนั้นก็ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรม ลืมว่าอย่างอื่นที่คิดก็เป็นธรรมด้วย เพราะฉะนั้นเรามีความไม่รู้สะสมมานานมาก แสนโกฏิกัปป์ไม่รู้สักอย่าง เหมือนกับที่แล้วมาที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ก็ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีจริงก็คือแต่ละขณะซึ่งเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แม้ฟังอย่างนี้ก็ยังไม่รู้อีก แสดงให้เห็นว่าความไม่รู้หนาแน่น เหนียวแน่น และลึกขนาดใด
เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดา ธรรมดาคือไม่รู้ แล้วก็ค่อยๆ ฟังจนรู้ขึ้น นั่นคือธรรมดา แต่ถ้าเคยสะสมความไม่รู้มานานมาก แล้วได้ฟังแล้วรู้ทันที เป็นไปได้ไหม ปกติหรือไม่ ธรรมดาหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุพอที่จะรู้และเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจนละความติดข้อง ไม่ใช่รู้เฉยๆ กว่าจะฟังรู้ว่าไม่มีคุณพรทิพย์ ที่เราเชื่อว่ามีคนเกิดมาเป็นอย่างนี้ อยู่ตรงนี้ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือฟังด้วยความเข้าใจว่าสิ่งที่มี ปรากฏได้มีอย่างเดียวคือสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งไม่ต้องเรียกอะไร คือสิ่งที่มีจริง เราก็ต้องรับว่าสิ่งนั้นมีจริง มีจริง มีจริง แต่ลักษณะไม่เหมือนกันเลยสักอย่าง เช่น เสียงมีจริง เป็นเสียง สิ่งที่มองเห็นได้มีจริงๆ เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ รสมีจริง เพราะฉะนั้น รสก็เป็นสิ่งที่สามารถที่จะลิ้มรู้ได้ว่าหวาน เค็ม ประการใด สิ่งที่มีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง
เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริง จะเป็นคุณพรทิพย์หรือจะเป็นดอกไม้ ก็ต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่คือความจริง สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ต้องอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เพราะฉะนั้นถ้าย้อนเอาสีสันวัณณะออกหมด คิดถึงแหล่งที่ตั้งของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ซึ่งแข็งบ้าง ร้อนบ้าง นั่นหรือคือคุณพรทิพย์ เริ่มรู้แล้วว่าแท้ที่จริงนี่ไม่ใช่ แต่แข็งเป็นแข็ง อ่อนเป็นอ่อน สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าใคร ไม่ใช่เฉพาะที่เราเรียกว่าคน สัตว์สิ่งของ แต่ทุกอย่างที่มีธาตุแข็งต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบตาและมองเห็นได้ แล้วก็มีความจำว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร
โดยแท้จริงแล้ว ในห้องนี้ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว แล้วก็มีสิ่งที่สามารถกระทบตาอยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นั้นด้วย เท่านั้นเอง ตามความเป็นจริง แต่สภาพที่สามารถเห็น สามารถรู้เสียงคือได้ยินเสียง นั้นมี และยังคิดตามเสียงที่ได้ยินได้ฟังด้วย นี่เป็นการที่เรียกว่าขอย้อนไปว่าเกิดเป็นมนุษย์นี่ดีที่สามารถได้เข้าใจพระธรรม เมื่อได้ยินได้ฟัง ซึ่งสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นนก เป็นไก่ ก็ได้ยินเสียงอย่างนี้ แต่ไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง นี่คือความต่างกันของการเกิดเป็นมนุษย์ ดีที่เป็นมนุษย์ เพราะสามารถเข้าใจพระธรรม เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้ สัตว์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ก็ได้ยิน แต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ นี่คือประโยชน์ของการที่เป็นมนุษย์ ดีตรงไหน ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เช่น งู นก ก็เห็นเหมือนกัน เห็นก็เป็นเห็น แต่นั่นเรียกว่าเป็นนก หรือเป็นงู เพราะเหตุว่าแม้ได้ยินเสียงธรรม ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวของเสียงนั้นได้ เพราะฉะนั้นการที่ได้มีโอกาสได้ฟังสิ่งซึ่งหาฟังได้ยากกว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็ยังมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็ฟังด้วยความเข้าใจ
สำคัญที่สุด ฟังด้วยความเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีจริงเป็นลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม รูปธรรมมีจริงแต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย อย่างธาตุดินจะเป็นธาตุไฟไม่ได้ จะเป็นสิ่งที่กระทบตาก็ไม่ได้ แต่เมื่อรวมกันอยู่ที่ว่าเป็นคุณพรทิพย์ ถ้าไม่มีการกระทบที่ศีรษะ ที่แขน ที่มือ ก็จะไม่รู้ว่ามีแข็ง นี่หรือคุณพรทิพย์ ลองหลับตา แข็งก็เป็นแข็ง ถึงเห็นและได้ยินชื่อ แต่ก็เปลี่ยนแข็งไม่ได้ ก็ยังคงเป็นแข็ง แต่ที่ตรงแข็งนั้นมีรูปที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เท่านี้ไม่ต้องมาก ฟังและไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็เข้าใจให้มั่นคงว่านี่คือธรรม คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง กว่าความเข้าใจเช่นนี้จะมั่นคง ก็ต้องฟัง ฟังแล้วอย่างเมื่อเช้านี้ จำได้ไหมว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็ลืมไปเลย เห็นหอยทอด เห็นขนม ฯลฯ ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แล้วที่นั่นต้องมีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีกลิ่นด้วย มีรสด้วย มีโอชา ซึ่งเมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกาย ก็เป็นเหตุให้รูปนี้สืบต่อต่อไปได้
อย่างมีผู้ถามเรื่องอาหารปัจจัย อาหารที่เรารับประทานเป็นคำๆ เป็นปัจจัยที่ทำให้รูปภายในสามารถที่จะเกิดสืบต่อ ส่วนต้นไม้ใบหญ้า ไม่ใช่รูปภายใน ไม่มีจิต เป็นรูปภายนอก นำอาหารไปให้กินดีไหม เอาข้าวเหนียวมะม่วงไปให้ต้นไม้กิน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรใช่ไหม เพราะว่าเป็นรูปภายนอก ไม่ใช่รูปภายในที่จำเป็นต้องมีอาหาร ซึ่งมีโอชารูปรวมอยู่ด้วยในธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว ก็สามารถที่จะทำให้เกิดรูปที่จะดำรงรูปที่เกิดเพราะจิต รูปที่เกิดเพราะกรรม รูปที่เกิดเพราะอุตุ ให้สืบต่อไปได้
เพราะฉะนั้นแม้แต่ทุกวันๆ ก็มีสิ่งซึ่งทำให้แต่ละขณะเป็นไป โดยที่เราไม่สามารถที่จะคิดเองได้เลยในความละเอียด ในความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงแสดง เพื่อให้เห็นถูกต้องว่า สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนใดๆ เลยทั้งสิ้น ฟังเพื่ออย่างนี้เท่านั้น ให้เข้าใจเพิ่มขึ้น มั่นคงขึ้น ก็ยังคงเป็นคุณพรทิพย์ใช่ไหม จนกว่ามั่นคงจริงๆ ว่าทุกอย่างที่ปรากฏทางตา ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ และดับไปแล้วด้วย ข้อสำคัญลึกลงไปอีกก็คือ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้นี้ก็เกิดดับด้วย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800