ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๕

    สนทนาธรรม ที่ บ้านอัมพวา รีสอร์ทแอนด์สปา จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ อ่อนหรือแข็งกระทบสัมผัสเมื่อไร ปรากฏเมื่อนั้น มีจริงในขณะที่ปรากฏ เย็นหรือร้อนก็ต้องกระทบสัมผัสเมื่อไร ก็มีจริงในขณะที่ปรากฏ ตึงหรือไหวก็ปรากฏเมื่อกระทบสัมผัส แต่ไม่ใช่เพียงเท่านี้เลย ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่เกิดกับรูปเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว

    มหาภูตรูป ๓ มีธาตุดินคือปฐวีธาตุ ธาตุไฟคือเตโชธาตุ ธาตุที่ตึงหรือไหวก็คือวาโยธาตุ และยังมีอีกธาตุหนึ่งรวมเป็นมหาภูตรูป ๔ คือธาตุน้ำ อาโปธาตุ ซึ่งกระทบเท่าไรก็ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว เพราะว่าอาโปธาตุเป็นธาตุที่ซึมซาบเกาะกุมธาตุทั้ง ๓ ไม่แยกจากกันไปได้เลย เพราะธาตุนี้เกาะกุมธาตุทั้ง ๓ อยู่รวมกัน ทั้งธาตุน้ำเองด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นมหาภูตรูป ๔ แต่ว่ากระทบสัมผัสเมื่อไร ก็มีแต่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว

    คำที่เราใช้ในภาษาไทย ก็มาจากคำภาษาบาลีที่ทรงแสดงลักษณะของอาโปธาตุ ธาตุที่ใช้คำว่า น้ำ ในภาษาไทย แต่หมายความถึงธาตุที่ซึมซาบ เอิบอาบ เกาะกุมธาตุทั้งสามให้รวมกัน อีกคำหนึ่งคือ สิเนหา หมายความว่า เหนียวแน่น และมั่นคงที่ว่า ไม่สามารถที่จะพรากธาตุทั้ง๔ ออกจากกันได้เลย เพราะธาตุน้ำซึ่งเป็นอาโปธาตุ และยังมีอย่างอื่นอีก เช่น เสียงก็ไม่ใช่ธาตุอ่อนแข็ง เย็นร้อน ตึงไหว กลิ่นก็ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่ธาตุเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว แต่ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม รูปอื่นๆ ก็มีไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น รูปอื่นทั้งหมดจะต้องเกิดกับมหาภูตรูป แล้วแต่ว่ามีรูปกี่รูปที่เกิดกับมหาภูตรูป รูปหนึ่งซึ่งต้องมีคือสิ่งที่สามารถกระทบตา และกำลังปรากฏในขณะนี้อยู่ที่มหาภูตรูป แต่เคยคิด เคยทราบไหม ไม่เคยรู้เลย เห็นก็เห็นเป็นคน แต่ถ้าไม่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และรูปอื่นๆ จะเป็นคนได้ไหม แล้วที่ว่าเห็นคน ก็ต้องที่รูปนั้นเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถกระทบกับตา ที่เราใช้คำว่า จักขุปสาท รูปพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ แต่กระทบเสียง กระทบกลิ่นไม่ได้ นี่ก็คือ สิ่งที่มีเป็นธรรมทั้งหมด ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ชั่วคราว แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก แต่เนื่องจากความไม่รู้ ก็ยึดถือสิ่งที่เกิดดับสืบต่อรวมกัน ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานที่ใช้คำว่า นิมิตตะ ซึ่งไม่เหมือนกันใช่ไหมเวลานี้ และอาการที่ไม่เหมือนกันของการเกิดดับสืบต่อนั่นเอง ทำให้ทราบได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    คำว่า บัญญัติ ภาษาบาลีจะใช้คำว่า ปญฺญตฺติ (ปัน - ยัด - ติ) เพราะภาษาบาลีไม่มีพยัญชนะ "บ" คำว่า บัญญัติ หรือปัญญัตติ หมายความว่า รู้ได้โดยอาการของนิมิตนั้นๆ แต่นิมิตนั้นๆ ก็คือนิมิตของสิ่งที่เกิดดับสืบต่อจนกระทั่งมีจริงๆ ปรากฏให้เห็นว่าเป็นเพียงรูปร่างสัณฐานต่างๆ ในขณะนี้ไม่ว่าเห็นสิ่งใด สิ่งนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าถ้าไม่มีสิ่งนั้นเมื่อไร สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีไม่ได้ ถ้ามีคนเดินเข้ามาในห้องนี้ มหาภูตรูปใช่ไหม แต่เราไม่ได้เห็นมหาภูตรูป เห็นเพียงสีสันวัณณะที่สามารถกระทบตาที่มีอยู่ที่มหาภูตรูป และปรากฏเป็นนิมิตให้รู้รูปร่างสัณฐาน จนกระทั่งปัญญัตติคือรู้ได้โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นถ้วยแก้ว หรือแม้แต่แต่ละคนก็มีอนุพยัญชนะ คือส่วนละเอียดของรูปร่างสัณฐานที่ทำให้หลากหลายไปว่า แม้เป็นคนก็ไม่ใช่คนเดียวกัน หรือแม้เป็นสัตว์ก็ไม่ใช่สัตว์ตัวเดียวกัน เป็นดอกไม้ แม้แต่กลีบก็ไม่ใช่กลีบเดียวกัน เป็นกิ่งไม้ เป็นต้นไม้ สารพัดที่เป็นความละเอียดอย่างยิ่งของธรรมซึ่งเกิดดับ

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ได้ยินคำว่า บัญญัติ ถามว่าบัญญัติคืออะไร จะได้ยินแต่เพียงคำแปลและความหมาย แต่ทราบไหมว่า เดี๋ยวนี้ที่เห็น ไม่ได้มีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งที่เห็นสั้นมาก เกิดดับเร็ว แต่เพราะการเกิดดับซ้ำๆ ก็ปรากฏเป็นนิมิต นิมิตตะของแต่ละอย่าง จนกระทั่งความหลากหลายของนิมิตตะก็ทำให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ เพราะฉะนั้น การที่รู้ได้โดยอาการของนิมิตที่หลากหลาย จึงใช้คำว่า บัญญัติ หรือ ปัญญัตติ

    เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบ ถ้าไม่มีธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งทรงบัญญัติใช้คำว่า ปรม (ปะ - ระ - มะ แปลว่า อย่างยิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงไม่ได้) ปรมัตถธรรม ลักษณะแท้จริงของธรรมไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ความจริง แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมนั้นๆ ได้เลย ธรรมนั้นจึงเป็นปรมัตถธรรม และปรมัตถธรรมละเอียดและลึกซึ้งอย่างยิ่งกว่าที่จะเข้าใจได้ จึงใช้คำว่า อภิธรรม หรือ อภิธมฺม (อภิธัมมะ) เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักธรรมก็จะปฏิเสธอภิธรรม และไม่เข้าใจความเป็นปรมัตถธรรม แต่ถ้าเข้าใจธรรม ก็รู้ได้แม้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาที่ไม่เคยรู้เลย ความจริงก็ชั่วขณะหนึ่งที่เห็นเกิดขึ้น แล้วมีสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับด้วย แต่เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง ก็รวมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ใช้คำว่า บัญญัติ

    ผู้ฟัง บัญญัติก็ยังเข้าใจได้ยาก ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นการดีที่เราจะไม่ผ่านสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังโดยง่าย ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจขึ้น ซึ่งไม่ต้องเตือนอีก หรือไม่ต้องกล่าวถึงอีก เช่น สมมติ กับ บัญญัติ ขณะนี้หรือเมื่อไรก็ตาม มีคนไหม เพียงประโยคธรรมดา มี ชื่ออะไร เป็นคนแล้วยังชื่ออะไรอีก ไม่เช่นนั้นจะทราบได้อย่างไรว่าหมายความถึงอะไร นี่ก็เป็นการซับซ้อนของสภาพธรรม ซึ่งอาศัยความเข้าใจจริงๆ เราก็จะสามารถทราบได้ว่า ภาษาชาวโลก มีคน แต่ชาวโลกจะเข้าใจไหมว่าคนคืออะไร ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริงๆ จะมีสิ่งที่ให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นคนไหม ก็รู้ไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่มีจริง แต่เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าสิ่งที่มีจริง ชั่วคราว เพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สืบต่อ จนไม่มีใครรู้เลยในขณะนี้ มีใครรู้บ้างว่าขณะนี้แม้แต่เห็นก็เกิดดับนับไม่ถ้วน สิ่งที่ปรากฏก็เกิดดับด้วย เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม เกิดดับ แต่สำหรับรูปธรรมจะเกิดดับช้ากว่านามธรรม

    เพราะฉะนั้น ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ก็ทรงแสดงว่า รูปที่มีจริงแต่ละรูป จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยว่าเร็วเพียงใด เพราะฉะนั้น รูปขณะนี้ที่ปรากฏ ก็เกิดดับโดยที่ไม่มีใครรู้เลย แม้ว่าพูดถึงจิต เจตสิก พูดถึงรูป แล้วก็มีความเข้าใจเรื่องราวของจิต เจตสิก รูป และทั้งๆ ที่จิต เจตสิก รูป ก็มีอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แต่ก็เห็นพระปัญญาคุณว่า แม้อย่างนั้น ถ้าไม่มีการสะสมการที่จะพิจารณาให้เข้าใจแต่ละหนึ่ง ให้มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงไว้

    ธรรมไม่ใช่เรื่องง่ายและเผิน แต่เป็นเรื่องจริงที่จะต้องไตร่ตรอง เมื่อเข้าใจแล้วก็จะไม่สับสน เช่น ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริงๆ เลยสักอย่างหนึ่ง อะไรๆ ก็ไม่มี และถ้ามีสภาพธรรมที่มีจริง แต่สภาพนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ ต่อเมื่อใดที่มีธาตุชนิดหนึ่ง ไม่มีใครบังคับให้เกิด หรือไม่ให้เกิด แต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เช่น ขณะนี้กำลังเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ เพราะกำลังปรากฏ แต่เราจะรู้ไหมว่าอยู่ที่ใด เช่น ถ้าไม่พูดถึงมหาภูตรูป ก็ไม่ทราบเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าอะไรที่ปรากฏก็ต้องมีรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน เป็นที่ตั้งของรูปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เป็นรส ก็ต้องมีมหาภูตรูป ซึ่งเป็นที่ตั้งของทั้งกลิ่น และรส ของรูปอื่นทั้งหมดก็ต้องมีมหาภูตรูป

    ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นเพียงมหาภูตรูปเท่านั้น ก็เกิดดับสืบต่อ มีนิมิตตะ รูปร่าง ทำให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นถ้วยแก้ว หรือเป็นโต๊ะ หรือเป็นอะไรก็ตามซึ่งไม่ใช่ธาตุรู้ แต่เมื่อมีธาตุรู้พร้อมกับรูป จึงทำให้มีรูปร่างสัณฐานที่จะสามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอะไร ที่ใช้คำว่า บัญญัติ โดยที่ว่าไม่ต้องเรียกชื่อเลยก็ได้ เด็กเล็กที่เกิดใหม่ เห็นแล้วรู้ไหมว่าอะไรเป็นอะไร พี่ป้าน้าอาพ่อแม่ไม่รู้จักเลยทั้งสิ้น แต่เมื่อเห็นบ่อยๆ มีความเคยชิน สภาพจำมีจริง ไม่ใช่เรา ก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งจริงๆ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับด้วย เกิดดับอยู่ตลอดเวลา กว่าจะรู้ได้ว่าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น จากการจำทีละเล็กทีละน้อย ก็สามารถที่จะรู้รูปร่างสัณฐาน ซึ่งเป็นนิมิตว่าคืออะไร แต่กว่าจะเรียกชื่อได้ นานไหม กว่าเด็กจะพูดได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยเสียง ค่อยๆ คุ้นหู เสียงสูงๆ ต่ำๆ จนจำได้ และสามารถที่จะพูดคำนั้นได้ เพราะจำได้ นี่คือชีวิตตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีธรรมที่มีจริง อะไรๆ ก็ไม่มี แต่เมื่อมีธรรมที่มีจริง ซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ก็ลวงให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่เห็นการเกิดดับ สามารถที่จะจำนิมิตรูปร่างสัณฐาน และรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร โดยไม่ต้องเรียกชื่อ

    ที่นี่มีคนมากมาย เรียกชื่อได้ทุกคนไหม แต่เห็น แต่ขณะที่เห็นจริงๆ ชั่วขณะที่เห็นเกิด แล้วดับ ยังไม่เป็นอะไรเลย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าความคิดมากมาย จากความจำในสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทางหูก็เป็นเสียงสูงต่ำต่างๆ ซึ่งมีความหมายต่างๆ ในแต่ละภาษา ซึ่งความจริงก็เกิดดับ เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง แต่เพราะไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เป็นบัญญัติ รู้ได้โดยอาการที่ไม่ปรากฏว่าเกิดดับ แต่เหมือนว่าเที่ยง เพราะฉะนั้นก็ปรากฏว่าเป็นคน เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ และยังมีสมมติ เรียกชื่อต่างๆ ด้วย เพราะฉะนั้นก็มีปรมัตถธรรม สิ่งที่มีจริง และมีบัญญัตติ และมีสมมติ ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน

    เมื่อสักครู่นี้ดื่มน้ำอะไร เห็นไหม มาแล้ว ดื่มน้ำอะไร บางคนก็บอกว่าน้ำกระเจี๊ยบ บางคนก็น้ำมะตูม แต่น้ำที่ดื่มปรากฏตรงที่ใด เมื่อไร อย่างไร ไม่รู้เลยทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการเห็น จะจำได้ไหมว่าเป็นอะไร และถ้าไม่มีการต้องการที่จะดื่ม ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวของกายที่จะไปหยิบจับ จนกระทั่งถึงดื่ม และในขณะที่ดื่มนั้น รสก็ปรากฏ ไม่ใช่แข็งหรืออ่อน เวลาที่รสปรากฏ ไม่ได้แข็ง ไม่ได้อ่อนเลย เวลาที่แข็งหรืออ่อนปรากฏ ก็ไม่ใช่รสเลย

    นี่คือความรวดเร็วของทุกสิ่งทุกอย่างสุดที่จะประมาณได้ จนกว่าจะได้ฟังธรรมแล้วเริ่มเข้าใจความจริง ว่าทุกอย่างก็เพียงชั่วคราว และเหมือนฝัน จะเข้าใจคำว่า ปรมัตถธรรม สิ่งที่มีจริง จะเข้าใจคำว่า นิมิตตะของสิ่งที่เกิดดับ จะเข้าใจคำว่า ปัญญัตติหรือบัญญัติ เพราะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เช่น เป็นคน ชื่อนี้ สมมติอีก แล้วอยู่ตรงนี้ ก็เป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ต้องไปคิดเองเรื่องอื่นเลย แต่ฟังให้เข้าใจว่าขณะนี้ทางตากำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น มีนิมิตด้วย และมีปัญญัตติด้วย ก็เท่านั้นเอง ในวันหนึ่งๆ แต่ละชาติ

    ผู้ฟัง ถ้าหากว่าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ชีวิตนี้ก็เหมือนกับจะมีแต่เรื่องราวหรือบัญญัติเท่านั้น ไม่ได้รู้จักปรมัตถ์เลย อย่างนั้นหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะเราคิดว่าทุกอย่างมีจริง อย่างที่เคยถามคุณกุลวิไลว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เรื่องมากมาย แต่ถ้าไม่คิด จะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นก็เห็นความสำคัญว่า จิตเห็นคิดไม่ได้ เพียงเห็นเท่านั้น จิตได้ยินก็คิดไม่ได้ เพียงได้ยินเท่านั้น จิตได้กลิ่นก็คิดไม่ได้ เพราะว่ากำลังมีกลิ่นเท่านั้นที่ปรากฏให้รู้ จะไปคิดได้อย่างไร แต่หลังจากนั้นแล้ว สภาพที่จำเกิดกับจิตทุกขณะ ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญาเจตสิก เจตสิก (เจ - ตะ - สิ - กะ) หรือ เจตสิก (เจ - ตะ - สิก) ในภาษาไทย หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่จิต เพราะไม่ใช่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่เกิดกับจิตทุกขณะ โดยมีลักษณะต่างๆ กันไป แต่ละหนึ่งเจตสิกไม่สับสน ไม่ปะปนกัน

    ยกตัวอย่างเช่น สภาพที่จำมีจริงๆ รูปจำไม่ได้ รูปไม่ใช่จิต แต่ถ้าไม่มีการรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะจำสิ่งนั้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ทันทีที่มีการเห็น ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ละเจตสิกนั้นก็เกิดขึ้นทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ เช่น เจตสิกหนึ่งมีหน้าที่จำ ฟังธรรม สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป จำหรือไม่ จำได้ แต่ไม่ใช่เรา เป็นสภาพที่จำ แล้วเข้าใจหรือไม่ หรือเพียงจำไว้ เพราะว่าบางคนตอบได้ทั้งหมด ตามหนังสือ สอบได้ด้วย แต่เข้าใจหรือไม่ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นธาตุรู้ จะใช้คำว่าจิต เจตสิก ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจด้วยความเห็นถูก ไม่ใช่ความจำ จำคือจำ จำสารพัดเรื่อง แต่ขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นก็จำถูก และไม่ต้องไปจำอีกต่างหาก ขณะใดที่เข้าใจจริงๆ ขณะนั้นสภาพที่จำเกิดพร้อมกับจิต แล้วก็จำสิ่งที่กำลังเข้าใจด้วย ถ้ามีความเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งโดยละเอียดขึ้น ก็จะหาความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน จากสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดไม่ได้เลยทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่มีปัญญามากเพราะเหตุว่าได้ฟังธรรมมานาน มีความเข้าใจทันทีที่ได้ยินคำว่า สิ่งที่มีจริง ในภาษาไทย หรือ ธรรม ในภาษาบาลี ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า "เดี๋ยวนี้" และยังสามารถที่จะเข้าใจได้ถึงความหลากหลายของสิ่งที่มีจริง เช่น เห็นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก เป็นต้น

    กว่าสัญญาความจำที่ถูกต้องจะมั่นคงขึ้น จนกว่าสามารถที่จะถึงการเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ที่ใช้คำว่า ปฏิปัตติ พระธรรมมี ๓ ขั้น ข้ามขั้นไม่ได้เลย ปริยัติ ความรอบรู้ในธรรมที่เป็นพุทธพจน์ ไม่ใช่คำของคนอื่น บางคนก็จะอ้างจากตำราเล่มนั้นเล่มนี้ นักปราชญ์ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถจะคิดเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่ก็ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ตรัส เป็นคำจริง เป็นวาจาสัจจะ ที่อาศัยอิงอริยสัจจะ ความจริงแท้ซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนได้ และเป็นความจริงที่ประเสริฐ เมื่อรู้ความจริงนั้นๆ ก็จะพ้นจากความไม่รู้ พ้นจากภัยทั้งปวง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้

    จากการที่ได้มีความจำจากการฟัง ทีละเล็ก ทีละน้อย แต่ละครั้ง แต่ละชาติ ก็จะทำให้ความจำมั่นคง ถ้ามีคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ธรรม คนนั้นจะว่าอย่างไร ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เห็นก็กำลังเห็นอยู่ จะไม่เป็นสิ่งที่มีจริงได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจ มีความมั่นคง จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นที่มั่นคงแล้ว ในขณะนี้พูดถึง "เห็น" ก็มีเห็น รู้เรื่องเห็น ต้องมีจักขุปสาท ต้องมีสิ่งที่กระทบ และมีจิตและเจตสิกเกิดขึ้น สิ่งที่ปรากฏทางตาจึงปรากฏ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันที่ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ไป นี่คือฟัง แต่ขณะที่กำลังเห็น เป็นเรา หรือว่ากำลังเริ่มเข้าใจเห็น คือไม่มีวิตักกะ (วิตกฺก) คือการที่จะตรึกนึกถึงเรื่องอื่นเลย เพราะเวลาได้ยินคำว่าเห็น ก็อยู่ที่เห็น ไม่ได้คิดเรื่องอื่น ไม่ได้นึกถึงอย่างอื่นเลย บางทีกำลังฟังอย่างนี้ คิดเรื่องอื่นแล้ว บังคับบัญชาได้ไหม ไม่ได้

    ในขณะที่กำลังฟังเรื่องเห็น แล้วคิดเรื่องอื่น จะเข้าใจเห็นได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น กว่าจะมีเห็น เข้าใจเห็นโดยเรื่องราวของเห็น และกำลังเริ่มถึงความรู้จักเห็นจริงๆ ที่กำลังเห็น ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่เราเห็น ขณะนั้นจึงจะเป็นปฏิปัตติ เพราะว่ามีปริยัติความรอบรู้คือความเข้าใจในพุทธพจน์ โดยมากเราคิดถึงเรื่องอื่น ไม่ได้คิดตามความเข้าใจที่มั่นคงว่า ขณะนี้เห็นจริงๆ สามารถที่จะเข้าใจเห็นได้ เพราะว่ามีจริง ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    ปริยัติ คือการรอบรู้ คือเข้าใจในพระพุทธพจน์ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถเริ่มเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแต่ละหนึ่ง เช่น ในขณะที่กำลังเห็น ก็สามารถที่จะไม่ได้นึกอย่างอื่นเลย แต่เริ่มเข้าใจเห็น ขณะนี้เริ่มหรือยัง พยักหน้าเร็วมาก กำลังเห็นแล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีคิดนึก ถามว่ากำลังเข้าใจเห็นหรือไม่ จะชื่อว่าเข้าใจเห็นเมื่อไร ทั้งๆ ที่ก็มีได้ยินด้วย มีคิดนึกด้วย บังคับบัญชาไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

    เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา ยิ่งขึ้น เพราะว่าธรรมทั้งหลายใช้คำว่า ธรรม ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ธรรมทั้งหลายไม่มีเจ้าของ ไม่เป็นของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ฟังเรื่องปัญญาของท่านพระสารีบุตร ปัญญาของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ แต่ปัญญาความเห็นถูก ความเข้าใจถูก แต่ละหนึ่ง ซึ่งสะสมมาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้แต่การที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ที่ใช้คำว่า บรรลุธรรม ก็ต่างกาล แล้วแต่ว่าขณะนั้นปัญญาของท่านสามารถที่จะรู้อะไรได้ เข้าใจอะไรได้

    วันนี้ก็ยังไม่ถึงวันที่จะเข้าใจตัวธรรมจริงๆ แต่ละหนึ่ง เช่น ในขณะที่เห็น ถ้าจะเข้าใจจริงๆ หมายความว่า ขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย นอกจากเห็น ตรงกับที่เคยได้ฟังว่า จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ เป็นธาตุที่จะบังคับให้มีพร้อมๆ กันหลายๆ ขณะไม่ได้เลย ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ที่กำลังเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ขณะนี้ เกิดขึ้นหนึ่งขณะก็รู้เพียงสิ่งหนึ่ง จิตเองก็เป็นปัจจัยที่ทันทีที่จิตนี้ล่วงไป ดับไป หมดไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อได้ ตราบใดที่จิตนี้ยังไม่หมดสิ้นไป ยังไม่ดับไป จิตอื่นจะเกิดไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นแล้วดับไป จึงจะมีจิตขณะต่อไปสืบต่อไปได้

    นี่ก็คือการจะรู้จริงในลักษณะของสภาพธรรม ต้องทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของปัญญาอีกมาก ที่จะต้องอบรมจากการที่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้ฟังเรื่องของเห็น กำลังเข้าใจ “เห็น” หรือว่าเพียงเข้าใจ “เรื่องของเห็น” ต้องเป็นผู้ที่ตรงด้วย แล้วก็จะรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า ถ้ากำลังเข้าใจเห็น คนอื่นจะบอกว่าไม่ใช่ ไม่เข้าใจ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าจะถูกหรือผิดตามคำคนอื่น ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าขณะนั้นเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ตรงตามเหตุตามผล

    ผู้ฟัง ขอคำอธิบายจากท่านอาจารย์ว่า ในชีวิตประจำวันการที่ไม่ใส่ใจในนิมิต และอนุพยัญชนะนี้คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ชีวิตประจำวันเป็นชีวิตที่เข้าใจธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่มีทางที่จะไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะเลย เพราะเหตุว่าความจริงต้องเป็นปัญญาระดับที่มีความเห็นถูก สภาพธรรมในขณะนี้สั้น สิ่งที่ล่วงไปแล้วคือเมื่อสักครู่นี้ ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้ และสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังไม่มาปรากฏที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้น จากการที่ได้ฟังว่าไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ ก็ต้องรู้ความจริงว่า นิมิตคือการเกิดดับสืบต่อ ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าตราบใดที่ยังรวมกันอยู่ก็แสดงว่า ยังไม่ใช่เป็นเพียงลักษณะของธรรมแต่ละอย่าง หรือแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ด้วยเหตุนี้ เสื้อตัวหนึ่ง แบบเหมือนกันไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ กระเป๋าใบหนึ่ง เป็นนิมิตว่าเป็นกระเป๋า แต่กระเป๋าก็รูปร่างต่างกันไป เพราะฉะนั้นก็คืออนุพยัญชนะ และไม่เคยรู้ความจริงเลยว่า ถ้าจะไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ ขณะนั้นต้องมีปัญญาถึงความละคลายความติดข้องจริงๆ จึงไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจในลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง พอที่จะรู้ว่า ขณะใดก็ตามที่เข้าใจเพียงลักษณะหนึ่ง ยังมีอีกหลายลักษณะที่ไม่เข้าใจ เช่น ในขณะนี้ถ้าจะเริ่มเข้าใจ "เห็น" ซึ่งยาก แม้มี เพียงว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ก็มีสิ่งอื่นปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้น ในระหว่างเห็นกับได้ยิน ก็จะมีความใส่ใจแล้วโดยไม่รู้ตัวเลย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    14 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ