ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ ทำให้มีความเข้าใจผิด เห็นผิด เพราะว่าประมาทในแต่ละคำที่ได้ทรงพระมหากรุณาแสดงโดยละเอียดยิ่ง โดยความลึกซึ้ง ดังนั้น ผู้ที่ผ่านพบ ฟัง หรืออ่าน จะต้องพิจารณาไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจอย่างแท้จริงในแต่ละคำ คือในแต่ละสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นคือฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ว่าเราฟังแล้วเราสามารถที่จะเข้าใจ หรือมีปัญญารู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสอย่างท่านพระสารีบุตรหรือท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยังไม่ถึงอย่างนั้น เพราะผู้ที่จะเป็นอัครสาวกมีเพียง ๒ ท่าน แสดงให้เห็นว่าแม้พระอรหันต์อื่นซึ่งเป็นพระมหาสาวก ก็ไม่มีปัญญาอย่างท่าน แต่เป็นสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในทางต่างๆ และก็จะไม่ถึงอย่างนั้นใช่ไหมสำหรับเรา หรือหวังว่าจะถึง ก็ยากและเป็นไปไม่ได้เลย เพราะต้องทำคุณความดีมากทีเดียว พร้อมทั้งความมั่นคงของการที่จะถึงคุณความดีอย่างนั้น
แม้สาวกที่แล้วมาที่ไม่ใช่พระมหาสาวก ไม่ใช่อัครสาวก ก็มีโอกาสได้ยินได้ฟัง และได้เข้าใจ ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็มีมาก แต่บัดนี้ ณ กาลที่พระศาสนาไม่มีการที่ใครจะเห็นความลึกซึ้ง และคิดว่าการศึกษาเพียงเล็กน้อยและผิดบ้างถูกบ้างเพราะคิดเอง จะดำรงพระศาสนาได้ แต่นั่นคือการทำให้พระศาสนาเสื่อมลงและอันตรธาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้มีบุญที่ได้สะสมมาแล้ว ได้มีโอกาสฟัง จึงไม่ใช่เหตุบังเอิญ เพราะเหตุว่าคนตั้งมากมายที่ได้ยินได้ฟัง แต่ก็ไม่มีความสนใจเลยที่จะเข้าใจในความจริงนั้น ซึ่งในบรรดาธรรมทั้งหมดที่มีจริง ปัญญาประเสริฐสุด ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่ใช่ความเท็จ ไม่ใช่ความลวง และกำลังมีอยู่ สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ต้องอาศัยการเคารพในพระธรรมและฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจ
พระธรรมเหมือนกระจกเงา ที่ภาษาบาลีใช้คำว่าแว่น ส่องให้เห็นสภาพของจิตในขณะนี้ อย่างละเอียดตามกำลังของความใสของแว่น คือความเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมี และไม่มีใครรู้ว่าอีกเมื่อไรจะได้ฟัง หวังว่าพรุ่งนี้จะได้ฟัง ใครรู้ ไม่มีใครรู้เลยว่าจะได้ฟังหรือไม่ได้ฟัง ก็เป็นธรรมดา เป็นอย่างนี้มานานแสนนาน ตายแล้วก็เกิด แล้วก็เกิด แล้วก็ตายไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าเกิดเป็นอะไร และในชาตินั้นได้ทำบุญกุศลประเภทใด มีปัญญาเข้าใจสภาพธรรม มีความเห็นถูก ได้ฟังพระธรรม ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ นั่นก็แล้วแต่ความเป็นไป ซึ่งเลือกไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นในขณะนี้ก็เป็นโอกาสซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นโอกาสที่เป็น สวนานุตตริยะ (สะ - วะ - นา - นุด - ตะ - ริ - ยะ) การฟังที่ประเสริฐกว่าการฟังอย่างอื่น เพราะเหตุว่าการฟังอย่างอื่นนั้นฟังมามาก ซึ่งต่อไปก็จะได้ฟัง แต่โอกาสที่จะได้ฟังสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วค่อยๆ เข้าใจ อย่าลืม ความลึกซึ้งทำให้พระธรรมมีความต่างเป็นปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ ปริยัติคือฟังพระพุทธพจน์ ไม่ใช่ฟังคนอื่น ไม่ใช่ฟังคนโน้นหรือคนนี้ แต่ว่าคำใดที่ทรงแสดงไว้เป็นวาจาสัจจะ พูดถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งอิงหรือต่อไปก็จะถึงอริยสัจจะ ความจริงนี้เป็นความจริงที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าเป็นความจริงที่สามารถที่จะเข้าถึงได้ รู้ความจริงนั้นได้ และประเสริฐกว่าได้รู้อย่างอื่น เพราะรู้ความจริงแท้ ซึ่งในขณะนี้แม้เพียงฟัง ยาก เพียงเริ่มเข้าใจได้ แต่ว่าเมื่อไรจะรู้ตรง รู้จริง อย่างผู้ที่ได้อบรมปัญญามาแล้ว
แต่ละครั้งที่มีการฟังเข้าใจ ไม่ได้สูญหายไปเลย สะสมทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งทำให้มีโอกาสได้ฟังอีก แล้วได้เข้าใจอีก แต่ว่าเป็นผู้ที่ตรง ฟังเพื่อเข้าใจ เพื่อละความไม่รู้ อย่างนี้ปลอดภัยมากเลย ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็จะไม่รู้ว่าโลภะหรือความต้องการ หรือความเป็นตัวตนจะแทรกเข้ามา แม้ในขณะที่ได้ฟังแล้ว เพราะบางคนไม่ได้ตั้งจิตไว้ชอบ ธรรมเป็นอนัตตา ลืมไม่ได้เลย ไม่มีใครตั้งจิตไว้ชอบได้ นอกจากธาตุที่เกิดขึ้นหลายๆ ธาตุ ปรุงแต่งทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องว่า ไม่ใช่เราฟังเพื่อเป็นเราที่จะเข้าใจ แต่ฟังเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เพื่อละความไม่รู้ และถ้ารู้จริงๆ ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เพียงเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณาว่าจริงหรือไม่
ถ้าจริงก็ฟังต่อไปอีก และเข้าใจต่อไปอีก จนกว่าจะรู้ความจริง ไม่ใช่พอฟังแล้วเราก็อยากรู้ จนกระทั่งไปทำอะไร ซึ่งคิดว่าปัญญาเพียงฟังอย่างนี้หรือ ที่จะดับกิเลสซึ่งสะสมมาในแสนโกฏิกัปป์ได้ โดยความไม่เข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา ถ้าง่ายอย่างนั้น ไม่ต้องถึง ๔๕ พรรษาเลย ง่ายอย่างนั้นก็ไม่ต้องตรัสแล้วตรัสอีก ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ไม่ว่า ณ สถานที่ใด โอกาสใด จะอยู่กับใคร ถ้าเป็นโอกาสที่เขามีการที่สะสมมาที่จะเข้าใจ ก็ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม แม้กับเด็กที่กำลังตีงู เด็กคนนั้นก็สะสมการฟังเข้าใจมา พอฟังจบก็เป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่ให้เราคอยว่าแล้วเมื่อไร เรากำลังทำอย่างนี้ จะได้เป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางเลย เพราะเหตุว่าการที่จะเป็นผู้รู้ ผู้เข้าใจความจริง ต้องสะสมความเข้าใจตั้งแต่ในขั้นการฟัง
เมื่อไม่ใช่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นสาวก คือกำลังเป็นผู้ฟัง ที่จะสะสมการที่จะได้เข้าใจความจริงยิ่งขึ้น เพื่อละความไม่รู้ ไม่ว่าเราจะศึกษาวิชาอะไร เราศึกษาเพื่อเข้าใจ เพื่อรู้ แล้วทำไมเมื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ศึกษาแล้วอยากเป็นเราที่จะรู้ อยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ก็ผิดตั้งแต่ต้น ไม่เข้าใจเลยว่า ที่จริงแล้วการฟังเพื่อละความไม่รู้เมื่อเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจก็ไม่สามารถที่จะละความไม่รู้ได้
อ.คำปั่น การมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเป็นโอกาสที่ดีมีค่าอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์กล่าวถึงสวนานุตตริยะ คือการฟังที่ประเสริฐ การฟังที่ยอดเยี่ยม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า การฟังเสียงอย่างอื่น เสียงเพลงบ้าง เสียงดนตรีบ้าง เสียงอะไรต่างๆ มากมาย ไม่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรม แต่การฟังที่ประเสริฐก็คือการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง หรือพระสาวกของพระองค์แสดง เพราะเหตุว่าผู้ที่เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมกล่าวตามความเป็นจริง กล่าวตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เป็นการฟังด้วยดี เพราะว่าไม่มีการคุยเลย จะทราบได้เลยว่าขณะใดก็ตามที่พูดแม้คำเดียวเรื่องอื่น ก็จะไม่ได้ยินคำนั้นแล้ว และถ้าไม่ได้เข้าใจแต่ละคำต่อเนื่องกัน การฟังนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นแม้ในครั้งพุทธกาล พุทธบริษัทก็ฟังโดยดุษณีภาพ คือฟังจริงๆ ถึงจะได้ยินทุกคำ และเวลาที่ได้ยินแล้วก็สามารถที่จะขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา เข้าใจเมื่อไร เป็นธรรมทั้งหมด ทุกอย่างไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่เกิดแล้ว มีแล้ว เพราะมีปัจจัยคือสภาพที่ปรุงแต่ง หรืออาศัยกันและกันเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้เลย
เพราะฉะนั้นก็มีความหลากหลายที่ทำให้จำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรมที่มีจริง อะไรทั้งหมดที่มีจริงก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง จำว่าเป็นคนนั้น จำว่าเป็นคนนี้ แม้แต่กำลังฟังก็กำลังจำ นี่คือไม่มีเรา บางทีจำได้ บางทีจำไม่ได้ เหมือนกับว่า "เป็นเรา" ที่จำได้ จำไม่ได้ แต่ความจริงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพจำเกิดทุกขณะจิต จำแม้แต่ขณะที่จำไม่ได้ว่าจำไม่ได้เป็นอย่างนี้ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก นึกแล้วนึกไม่ออก ก็เป็นสิ่งที่ขณะนั้นความจำได้จำแล้วว่า ที่นึกไม่ออกเป็นอย่างนี้ คือนึกอย่างไรๆ ก็ไม่ออก
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่มีจริง ถ้ามีการเข้าใจตั้งแต่ต้น ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้ว จึงปรากฏว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น แทนที่จะใช้คำภาษาบาลี อาจจะเป็นเครื่องขัดขวางก็ได้ ถ้าไม่เข้าใจ ที่จะกล่าวว่าทุกอย่างเป็นธรรม ก็งงไม่เข้าใจ แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้แต่ละหนึ่งที่มีจริงๆ เปลี่ยนแปลงได้ไหม ว่าให้เป็นอย่างนั้น หรือว่าจะให้เกิดหรือไม่เกิด ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีความเข้าใจได้ในภาษาของตน ก็ชัดเจนกว่า
ด้วยเหตุนี้ ย้ายจากแคว้นมคธ ซึ่งใช้ภาษาบาลีหรือภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคตรัส และดำรงพระศาสนาไว้ ก็มาถึง ณ กาลบัดนี้ที่นี่ เราก็ใช้ภาษาไทย เพราะเราไม่ได้เข้าใจคำภาษาบาลีแต่ละคำเลย และบางคนเวลาที่ได้ยินแล้วก็อยากจะเข้าใจ แต่ความลึกซึ้งของภาษาบาลีก็มีมาก เมื่อไม่ได้ศึกษาโดยละเอียด ก็ทำให้เข้าใจผิดได้ ด้วยเหตุนี้ การที่จะเข้าใจธรรม ก็คือเข้าใจในภาษาของตน
ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องสภาพธรรมที่ปรากฏ ปรากฏตอนเรามีสีสัน กลิ่นรส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว คำถามก็คือ สิ่งที่เราเห็นจริงๆ ว่าเป็นขนาดกลมเหลี่ยม ยาวสั้น ใหญ่เล็ก กว้างยาว คืออะไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีรูป จะมีกลม มีเหลี่ยมไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รูปที่ว่าคืออะไร สิ่งที่มองเห็นใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีรูป จะเห็นได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แล้วก็มีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา โดยไม่มีธาตุดินน้ำไฟลม เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ได้ไหม เช่น เหมือนกับว่ามีรูปร่างสัณฐานของโต๊ะปรากฏ แต่ถ้าไม่มีแข็ง ไม่มีเย็น ไม่มีไหว รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ปรากฏได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ แล้วอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ แล้ว แม้แต่เย็นร้อน อ่อนแข็ง ก็ไม่ใช่ที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ เย็นร้อน อ่อนแข็ง ปรากฏให้เห็นไม่ได้เลย
ผู้ฟัง เราเห็นแต่สีเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีอยู่ที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ที่สามารถกระทบตา
ผู้ฟัง เย็นร้อนอ่อนแข็ง กระทบตาไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้แน่นอน จะรู้ว่ามี ต่อเมื่อกระทบสัมผัส
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เป็นรูปที่จะรู้ได้ทางกาย จะไม่ปรากฏให้เห็นเลยว่าอ่อนหรือแข็ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่ตัวอ่อนหรือแข็ง
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ธาตุเย็นร้อนอ่อนแข็ง แต่ที่ธาตุเย็นร้อนอ่อนแข็งมีสิ่งหนึ่งที่รวมอยู่ในที่นั้น
ผู้ฟัง ถ้าพูดถึงรูป ก็คือ ดินน้ำลมไฟ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง มหาภูตะ หมายความว่ารูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ๔ รูป ไม่ว่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่จะปรากฏเป็นรูปแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง ต้องมีธาตุดินน้ำไฟลม แต่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะธาตุดินน้ำไฟลม เพราะเหตุว่าธาตุดินน้ำไฟลมจะปรากฏเมื่อกระทบทางกาย เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทางตาไม่ใช่ทางกาย มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งนี้ที่ปรากฏให้เห็นนี่เองอยู่ที่มหาภูตรูป ๔ เพราะถ้าไม่มีธาตุดินน้ำไฟลม จะมีรูปร่างสัณฐานปรากฏไม่ได้เลย
ผู้ฟัง แต่ท่านอาจารย์บอกว่าทางตา เราจะเห็นเฉพาะสีสัน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง แต่ทำไมความยาว
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ก่อนนั้น ก่อนที่จะยาวจะสั้น ต้องมีสิ่งที่กระทบตาได้
ผู้ฟัง ก่อนที่จะยาวสั้น ต้องมีสิ่งที่กระทบตาได้
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ใช่สภาพรู้ ก็เป็นรูปธรรม เห็นไหมว่ารูปธรรมอันนี้รู้ยาก ทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ รู้ยากไม่ได้หมายความว่ายากที่จะรู้ที่จะเห็น แต่ยากที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่ารูปนี้อยู่ที่ใด แต่ที่จะเข้าใจก็คือว่า ถ้าไม่มีธาตุแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว จะไม่มีสิ่งที่กระทบตาเลย นั่นคือ สิ่งที่กระทบตาเป็นอีกรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้นให้ทราบกายะ รูปกาย นอกจากธาตุดินน้ำไฟลม มีอยู่ที่ใด ต้องมีธาตุหรือสิ่งหนึ่งที่มีจริง และสิ่งนั้นไม่แข็งไม่อ่อน แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา ปรากฏว่าสิ่งนั้นมี เพราะกำลังเห็น แต่ต้องอยู่ที่มหาภูตรูป ไม่ใช่ไม่มีที่อยู่เลย
ผู้ฟัง แสดงว่าเราไม่จัดความยาวความสั้น
ท่านอาจารย์ ยังไม่ต้องพูดถึงความยาวความสั้น เห็นก่อน เพียงเห็นก่อนว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา มี กำลังเห็น แล้วอยู่ไหน ถ้าไม่มีธาตุดินน้ำไฟลม อย่างที่เราเคยคิดว่าเป็นคน เป็นโต๊ะ จะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตาได้ไหม รูปร่างสัณฐานจะปรากฏได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แยกรูปแต่ละรูป เพื่อที่จะได้ไม่ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เคยเข้าใจว่าเที่ยง และเป็นสิ่งนั้น เช่น เข้าใจว่ามีโต๊ะ เมื่อไรที่รู้ว่ามีโต๊ะ
ผู้ฟัง เพราะเห็น
ท่านอาจารย์ เห็น เพราะฉะนั้น เห็น ถ้าไม่มีสิ่งที่แข็งอ่อนเย็นร้อนเลย จะมีสิ่งที่สามารถกระทบให้เห็นได้ไหม เพราะฉะนั้น เห็นเป็นอีกรูปหนึ่งที่อยู่ที่มหาภูตรูป ใช้คำว่า วัณณะ หรือวัณโณ หรือนิภา ในภาษาบาลี แต่ในภาษาไทยจะไม่พูดก็ได้ กำลังปรากฏ ทำไมทราบว่าเป็นคุณหมอวิภากร ทำไมไม่คิดว่าเป็นเสา เพราะเหตุว่าที่ตรงนี้เอง มีรูปที่เกิดตรงนี้ และรูปก็ต้องเกิดดับด้วย เร็วมากด้วย แต่ยังเร็วน้อยกว่าจิต
ไม่ว่าจะเป็นธาตุดินน้ำไฟลม หรือรูปซึ่งเกิดกับรูปนั้นๆ โดยแท้จริงแล้ว นอกจากธาตุดินน้ำไฟลม ยังมีอีก ๔ รูป ที่ต้องเกิดที่มหาภูตรูป แยกขาดออกไปไม่ได้เลย ต้องพร้อมกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ภาษาบาลีใช้คำว่า อวินิพโภครูป คือรูปที่แยกจากกันไม่ได้เลยอีกสี่รูป คือสิ่งที่สามารถกระทบตาให้เห็นเดี๋ยวนี้ อยู่ที่มหาภูตรูป แล้วก็มีกลิ่น มีรส มีโอชา คือมีรูปที่สามารถจะทำให้รูปอื่นเกิด เมื่อกลืนกินเข้าไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ที่กำลังปรากฏว่าไม่ใช่เสา แต่เป็นคุณหมอวิภากร เพราะเหตุว่าที่เสาก็มีธาตุดินน้ำไฟลม ที่คุณหมอก็ต้องมีดินน้ำไฟลมด้วย ถ้าไม่มีจะอยู่ตรงนี้ได้ไหม จะปรากฏรูปร่างสัณฐานอย่างนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น รูปแต่ละรูปก็เกิดดับเร็วมาก สืบต่อกันจนเหมือนไม่ดับ ถ้ามีก้านธูปที่จุดแล้วก็แกว่งให้กลมเป็นวง จะเห็นอะไร
ผู้ฟัง เห็นวงกลม
ท่านอาจารย์ เห็นวงกลม ทั้งๆ ที่ทีละหนึ่งจุดเอง จะไม่ใช่สองจุด หรือสามจุด ใช่ไหม แต่ความเร็วของการเกิดดับสืบต่อ ทำให้ปรากฏว่ายังมีเป็นรูปร่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้น แม้แต่ธาตุดินน้ำไฟลม ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนชื่อวิภากร เข้าใจว่าอย่างนั้น ก็เป็นธาตุดินน้ำไฟลม ซึ่งเกิดดับพร้อมกับสิ่งที่สามารถกระทบตา และมีกลิ่นด้วย และมีรสด้วย บริโภคเมื่อไรก็ลิ้มรสเมื่อนั้น แล้วก็มีโอชา ถ้ากลืนกินเข้าไป ก็ทำให้เกิดรูปซึ่งเกิดเพราะอาหาร ซึ่งบริโภคเข้าไปได้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งสามารถปรากฏให้เห็นได้ ต้องมีที่มหาภูตรูป ไม่ใช่ที่อื่น และที่เสาก็ต้องมีมหาภูตรูปด้วย เกิดดับด้วย ปรากฏด้วย จะเปลี่ยนเสาให้เป็นรูปของคุณหมอวิภากรได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะธาตุดินน้ำไฟลมตรงนั้นเป็นอย่างนั้นใช่ไหม ที่เราจะบอกว่าขนาดอย่างไร กลมหรือเหลี่ยม ก็เพราะเหตุว่ามหาภูตรูปนั้นเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทบตาก็ปรากฏในอาการอย่างนั้น ตามมหาภูตรูปที่มี
ผู้ฟัง คำตอบที่ผมถามก็คือ ควรจะเป็นว่ารูปต่างๆ มีองค์ประกอบที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔
ท่านอาจารย์ เราจะใช้คำภาษาอะไรก็ตาม ยิ่งทำให้เข้าใจไม่ชัดเจน เพราะว่าเราไปอาศัยความคิดตามที่เราเคยเข้าใจ เพราะฉะนั้น ถ้าเราตัดปัญหา ไม่ใช้คำว่าองค์ประกอบ ไม่ใช้คำว่าบริบท ไม่ใช้คำอะไรทั้งหมด แต่พูดภาษาที่เข้าใจได้ ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่ที่ไหน อยู่ที่มหาภูตรูป รวมกับรูปอีก ๓ รูป ซึ่งต้องมีที่มหาภูตรูป คือต้องมีกลิ่น มีรส มีโอชาด้วย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะสิ่งที่สามารถกระทบตาได้เท่านั้น และทั้งหมดนี้ก็เกิดดับ ยังไม่ต้องถึงขนาดว่าเราเห็นเป็นรูปกลมหรือรูปเหลี่ยม แต่ตรงนั้นต้องมีมหาภูตรูปก่อน และเมื่อมหาภูตรูปเป็นอย่างไร วัณณะหรือสิ่งที่ปรากฏที่มีที่กระทบตา ก็ปรากฏตามสัณฐานของสิ่งที่มี อย่างรูปนี้ โต๊ะ เราเรียกว่าโต๊ะเป็นรูปกลมรี เพราะมหาภูตรูปเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น วัณณะที่สามารถกระทบตา ก็ทำให้เห็นเป็นสัณฐานอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
ก็แสดงให้เห็นว่า เราอยู่ในโลกของความไม่รู้มานานแสนนาน โลกของความหลงเข้าใจว่า มีสิ่งซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็เป็นธาตุซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แม้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ จะเพิกถอนความเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม จะเพิกถอนได้ต่อเมื่อเข้าใจความจริงว่า เพียงปรากฏให้เห็นได้ หมดแล้ว เพียงปรากฏให้เห็นว่ามี ตราบใดที่ยังมีมหาภูตรูป ก็มีรูปที่สามารถกระทบตา ทำให้จำผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริง ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ แล้วจำได้เพียงใด ฟังแล้วลืม ฟังแล้วลืม ด้วยเหตุนี้ กว่าจะสามารถเข้าใจ พร้อมจำ จนกระทั่งปฏิปัตติ หรือกิจจญาณเกิดขึ้น คือกำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่ได้ฟัง ตรงตามความเป็นจริง ก็ไม่ต้องมีตัวตนที่ไปอยาก อยากเท่าไรก็ไม่ถึง ยิ่งกั้น แต่ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ไม่สูญหายเลย เหมือนอย่างพระสาวกแต่ละชาติที่ท่านเกิดมา ก็แสดงชีวิตปกติของท่านทั้งนั้น ไม่ได้บอกว่าชาตินั้นท่านเข้าใจธรรมเท่านี้ทางตา เข้าใจธรรมเพียงนั้นทางหู ฯลฯ แต่จากการฟังเข้าใจ และชีวิตก็เป็นธรรมดาตามเหตุตามปัจจัย ไม่ผิดปกติ จึงจะสามารถทำให้ปัญญาเจริญ คมกล้า ที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ จากการฟังเดี๋ยวนี้ ค่อยๆ สะสมไป
ผู้ฟัง ขอเรียนถามเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องสี ที่ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ
ผู้ฟัง คำถามเพิ่มเติมมีว่า สีแดงมีอยู่จริงไหม เราเห็นสีแดง เราเห็นสีเขียว
ท่านอาจารย์ ให้เข้าใจว่า มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก่อน
ผู้ฟัง ผมเห็นสีแดง
ท่านอาจารย์ เติมมาแล้ว แต่ความเข้าใจมั่นคงหรือยังว่า ขณะนี้ที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ ไม่ต้องนึกถึงแดงขาวเหลืองเลย ไม่ว่าอะไรก็ตามปรากฏให้เห็นได้ เพียงเท่านี้ เหมือนกันไหม หรือว่าเพราะความต่างของมหาภูตรูป จึงทำให้สีสันวัณณะต่างกันไป นี่ใบไม้ ที่เราเรียกใบไม้ ก็เป็นมหาภูตรูป ธาตุดินน้ำไฟลม และมีสิ่งที่ปรากฏกระทบตา และเราก็เรียกว่านี่ดอกไม้ ก็มีมหาภูตรูป แต่ความที่มหาภูตรูปหลากหลายมาก ก็ทำให้สิ่งที่ปรากฏทางตาหลากหลาย เป็นสีสันวัณณะต่างๆ สีเหล่านี้ ใครทำ
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ สีนี้ใครทำ
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แต่มหาภูตรูปที่หลากหลาย ทำให้เกิดเป็นรูปร่างสัณฐาน และสีสันต่างๆ ด้วย มหาภูตรูปมีจริงไหม
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ มหาภูตรูปมีสีสันวัณณะที่ปรากฏกระทบตาด้วยหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วใครทำให้หลากหลาย เป็นนี้ เป็นนี้ เป็นนี้ หลากสี
ผู้ฟัง ตามเหตุปัจจัย
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครทำ แต่มหาภูตรูปต่างกันไหม ย้อนไปถึงเหตุที่จะให้ปรากฏเป็นสีต่างๆ สิ่งนั้นต้องต่างหลากหลาย เราไม่สามารถจะรู้ได้ใช่ไหม เหมือนอย่างพันธุ์ข้าว เราเรียกข้าวต่างๆ ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่ทราบจริงๆ ในความต่างนั้น ก็เป็นข้าวธรรมดา นี่ก็เป็นมหาภูตรูปธรรมดา แต่ว่าความหลากหลาย แม้ของรส หรือแม้ของกลิ่น หรือแม้ของสีสันวัณณะที่กระทบตา ก็ต่างกัน นี่ก็แสดงความละเอียดยิบของสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับเลย ทันทีที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ดับแล้วทันที
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800