ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770


    ตอนที่ ๑๗๗๐

    สนทนาธรรม ที่ ริเวอร์แคว วิลเลจ จ.กาญจนบุรี

    วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริงให้บุคคลนั้นถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นขณะนี้ก็มีจริงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงความจริงของสิ่งที่มี และทรงแสดงหนทาง และความจริงของสิ่งนี้

    จนกระทั่งผู้ที่ฟังนะคะ สามารถเริ่มที่จะมีความเข้าใจในสิ่งนั้น และก็ยังรู้ด้วยว่ายังไม่ถึงความจริงนั้น แต่รู้ว่าบุคคลนี้เป็นที่พึ่งที่จะทำให้มีความเข้าใจ และสามารถที่จะถึงความจริงนั้นได้ ด้วยเหตุนี้นะคะ ผู้ที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเนี่ย ก็คือผู้ที่ได้รู้แล้วว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งตนเองไม่รู้

    เพราะฉะนั้นก็เมื่อเป็นที่พึ่งแล้วนะคะ ก็ฟังพระธรรมต่อ ไปเพื่อที่จะได้มีความเข้าใจถูกต้องว่าทุกคำเนี่ยคะ เป็นคำจริง เป็นคำพอประมาณ คือพอที่คนจะเข้าใจได้ ถ้าขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจคำที่ได้ยินบ่อยๆ คือสติและสัมปชัญญะนะคะ จะพูดสักเท่าไหร่ก็เกินประมาณ

    เพราะเหตุว่าคนยังไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เพียงแต่ได้ยินแล้วก็จำคำนี้นะคะ แล้วก็คิดเองบางคนก็ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน และจำนะคะ คำว่าสติ ได้ยิน จำคำนี้ แต่ยังคิดเองด้วยว่าคงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ หรือต้องไปทำอย่างนั้น ต้องไปทำอย่างนี้ บุคคลนั้นไม่ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแน่นอน

    เพราะเหตุว่าคิดเอง และก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจแม้คำที่กล่าว ด้วยเหตุนี้นะคะ หนทางเดียวที่จะถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงด้วยความจริงใจ ก็คือฟังพระธรรมจนกระทั่งเมื่อฟังก็ยิ่งเห็นว่าเป็นที่พึ่งแน่นอน เพราะเหตุว่าสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังด้วย แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ไม่ละเอียดไม่รอบคอบนะคะ

    เผินๆ ฟังดูเหมือนใช่ข้อความในพระไตรปิฏกนะคะ กล่าวว่าอย่างนี้แต่อรรถความสอดคล้องทั้งหมดของทั้ง ๓ ปิฏก กับความจริงที่กำลังปรากฏ ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกต้องยังค้านกันก็หมายความว่านั้นยังไม่ใช่ความจริงที่สุดถ้าเป็นความจริงแล้วต้องเหมือนกันหมด

    แม้แต่คำว่าศีล ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีความรอบรู้ทั่วในธรรมะ ศีลนั้นไม่บริสุทธิ์ เพราะเหตุว่ายังเป็นเรา นี่หรอถูกต้องในเมื่อความจริงเป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นผู้ฟังเนี่ยนะคะ ที่สะสมความเห็นที่ถูกต้องก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ว่าใครจะเป็นที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นความถูกต้องนะคะ ความถูกต้องนั่นก็คือคำจริงที่ได้ฟัง

    แต่ต้องพิจารณาก่อน จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเองเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง และก็ถึงพระธรรมที่ได้เข้าใจเป็นที่พึ่ง เพื่อที่จะอบรมเจริญปัญญานะคะ ถึงการรู้ว่าพระอริยะสงฆ์คืออย่างไร หมดความสงสัยค่ะ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่รู้เนี่ยก็ คนโน้นคงใช่นะคะ หรือว่าคนนี้คงเป็น หรืออะไรอย่างนี้ค่ะ

    แต่มีอะไรเป็นการที่จะแสดงว่าบุคคลนั้นนะเป็นผู้ที่เป็นอริยะ ผู้เจริญด้วยปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสเพราะได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นธรรมะก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล ตรงต่อเหตุผลนะคะ แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่เคารพในเหตุผล ในความถูกต้อง และในความจริง จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าได้ถึงที่พึ่งที่แท้จริงหรือเปล่า

    ถ้าไม่รู้จักหนทางมาที่นี่นะคะ แล้วก็คนโน้นก็บอกให้ไปทางซ้าย คนนี้ก็บอกให้ไปทางขวา แล้วก็ไปยังไงคะ หลงทางก็มีนะคะ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่เมื่อฟังแล้วก็ต้องไตร่ตรอง และพิจารณา นี่เป็นเพียงเรื่องหนทางพระธรรมที่ทรงแสดงขณะนี้มีนะคะ และมีทางที่จะทำให้รู้ความจริงนี้ด้วย แต่ต้องเป็นทางของปัญญาค่ะไม่ใช่ทางอื่น

    เพราะฉะนั้นถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจยังไม่ต้องเชื่อ เชื่อทำไมไม่เข้าใจ จนกว่าจะได้ความเข้าใจจริงๆ นะคะ เพราะว่าสิ่งที่จริงเนี่ย ต้องจริงถึงที่สุดสามารถที่จะตอบ ความสงสัย และความไม่รู้ได้ ในเมื่อพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงความจริงนั้น โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง โดยละเอียดอย่างยิ่ง

    เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ฟังเฉยๆ นะคะ แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่าเพื่ออะไร บางคนฟังค่ะ แล้วก็รู้ไหมว่าฟังทำไม ฟังเพื่ออะไร เพียงเข้าใจเท่านั้นหรือ มีประโยชน์ไหม บอกว่าอวิชชาความไม่รู้เป็นภัยก็เป็นนะคะ แต่ไม่คิดว่าแล้วน่ากลัวไหม ภัยอันนั้นนะคะ ใครหนีพ้นบ้าง ใครจะพ้นจากภัยนั้นได้

    ภัยคือความไม่รู้ไม่ว่าจะกำลังมีเสียงฟ้าร้องนะคะ หรือว่าเสียงน่ากลัวใดๆ ก็ตาม เป็นภัยเพราะความไม่รู้ หรือเป็นภัยเพียงเพราะตกใจ ด้วยความกลัว แล้วก็ไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องฟังต่อไปนะคะ แล้วก็พิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเอง ไกลไหมค่ะ คะ ยากไหมถ้าไม่ยากก็ไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะเหตุว่าสิ่งที่ไม่เคยรู้เลยเนี่ย แล้วก็เพิ่งได้ยินได้ฟัง แล้วก็รู้ว่าเป็นความจริงนะคะ แต่ว่าขณะนี้ก็ยังไม่ได้รู้ถึงความจริงตรงตามที่ได้ฟัง เช่นขณะนี้ อะไรก็ตามที่ปรากฏเพราะเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ดับไปหายไปไม่กลับมาอีกเลย ไปหาที่ไหนก็ไม่ได้นะคะ ไม่มีการที่จะกลับมาได้เลยก็ฟังอย่างนี้ค่ะ แต่ก็ยังไม่ถึงความจริงอย่างนี้ แต่ก็มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    เพราะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเนี่ยพูดถึงสิ่งที่มีจริง ขณะใดที่เข้าใจ ทีละเล็กทีละน้อยนะคะ ก็เข้าไปใกล้ต่อการที่จะถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ เพราะว่าจริงๆ แล้วเนี้ยค่ะ บางคนฟังแล้วก็กลับไปกลับมาได้ ฟังแล้วนะคะ เปลี่ยนได้ กลายเป็นสงสัยบ้าง หรือว่าไม่เชื่อบ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ค่ะว่าการที่จะให้มีความเข้าใจที่มั่นคงเนี่ย ต้องเป็นผู้ที่หนักแน่นในเหตุผลจริงๆ และก็ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นนะคะ ถ้าเพื่ออย่างอื่นก็ไม่เห็นภัยในอย่างอื่นจึงปรารถนาภัยนั้นด้วย เดี๋ยวนี้มีภัยหรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเดี๋ยวนี้มีภัย ภัยอะไรคะ

    ภัยคือความไม่รู้ ไม่ว่าเมื่อไหร่เวลาไหนนะคะ จะมืด แล้วก็จะมีควัน จะมีหมอก จะมีเจ็บ จะมีอะไรก็ตามแต่ เป็นสิ่งที่เกิดมีจริงๆ เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ภัยที่ยิ่งกว่านั้นก็คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง เดี๋ยวนี้ก็มีภัยค่ะ เวลาที่เห็นแล้วก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดแสบตาก็เป็นได้ใช่ไหมคะเมื่อไหร่ก็ได้นะคะ

    ภัยคือแสบตาหรือว่าภัยคือการไม่รู้ ลักษณะที่มีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยของร่างกายหรือว่าเป็นอะไรๆ ก็ตามแต่นะคะ ให้ทราบว่าภัยตลอดเวลาคือขณะที่ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะ แล้วจะกลัวภัยไหนค่ะ ภัยที่นานๆ มีทีหนึ่ง กับภัยที่มีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจากการไม่รู้สู่ความเข้าใจถูกนะคะ พ้นภัยจากความเห็นผิด

    ภัย คืออกุศลทั้งหลายสู่กุศลทั้งหลาย ก็มาจากการที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่จะทำให้มีความเห็นถูกนะคะ จากการที่มีแต่อกุศลทั้งวันด้วยความไม่รู้ ก็สามารถที่จะเพิ่มความดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความดีประการใดก็ตามแต่นะคะ รวมทั้งความเข้าใจถูกความเห็นถูกซึ่งเป็นยอดของความดีทั้งหลาย ประเสริฐกว่าความดีทั้งหลาย สามารถที่จะเกิดเมื่อไรที่ไหนก็ได้ค่ะ

    แต่ต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะว่าเราคิดเองไม่ได้ อย่างนี้ค่ะ เห็นโทษของอกุศลไหมค่ะ นั่งอยู่สบายๆ แล้วก็บอกว่ามีภัย คือความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ภัยนี่ติดตามไปทุกสถานที่ได้เลย ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน แต่ภัยอย่างที่เกิดขึ้นนะคะ บางคราวน้ำท่วม ไฟไหม้ ทุกข์ยากต่างๆ แต่ว่าภัยที่มีอยู่ประจำก็คือความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะ

    แต่ถ้าตราบใดที่ปัญญายังไม่เกิดจะปลอดจากภัยคืออวิชชาได้ไหม ก็ไม่มีทางเลยค่ะ แต่ถ้ามีปัญญาแล้วก็จะเห็นได้จริงๆ นะคะ ปัญญาสามารถที่จะเกิดที่ไหน แล้วก็รู้ความจริงได้ขณะใด ขณะนั้นปลอดจากภัยคือ ความไม่รู้ ความติดข้อง ความเห็นผิด ความเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นจะปลอดภัยต่อเมื่อได้เข้าใจธรรมะ

    แล้วก็จะเข้าใจความหมายของการที่ว่าได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจนะคะ แล้วก็ไม่ฟัง แล้วก็ไม่ได้พิจารณาเหตุผล ว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ นี่แหละเป็นสิ่งที่กำลังฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่สิ่งอื่นเลย เพราะว่าอะไรจะเกิดวันไหน เมื่อไหร่ ได้ทั้งนั้น ทั้งสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ สิ่งที่น่าพอใจเป็นภัยหรือเปล่าคะ เห็นไหมคะ

    ถ้าไม่คิดก็คิดว่าสิ่งที่น่าพอใจจะเป็นภัยได้ยังไง ต้องเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจจึงจะเป็นภัย แต่ความจริงสิ่งที่น่าพอใจก็เป็นภัยด้วยค่ะ เพราะเหตุว่าทำให้เกิดความติดข้องเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นภัยรอบเลย แต่ก็จะค่อยๆ ปลอดภัย เมื่อมีการรู้ว่าสามารถที่จะปลอดภัยได้ ทีละเล็กทีละน้อยนะคะ จากการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

    อ.ธิดารัตน์ ค่ะ คือตอนนี้ก็เหมือนกับเข้าใจคร่าวๆ นะคะ ว่ามีภัยแล้วก็มีภัยที่น่ากลัวใกล้ชิดนะคะ แต่จริงๆ แล้วก็ฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นภัยเท่าไหร่

    ท่านอาจารย์ ค่ะ โดยอุปมานะคะ สำหรับผู้ที่เข้าใจหนทางที่จะทำให้รู้สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง พระผู้มีพระภาคทรงอุปมาเหมือนคนที่เทินน้ำนะคะ จะเป็นแก้วน้ำ ขวดน้ำ อะไรก็ตามแต่บนศีรษะค่อยๆ เดินไปในที่ซึ่งล้อมรอบด้วยขวากหนาม และเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ค่ะ

    ถ้าไม่มีตาดีๆ ก็มองไม่เห็นใช่ไหมคะ ยังไงก็ต้องเหยียบ แล้วก็ต้องเป็นภัย เพราะฉะนั้นแต่ละคำแล้วหนทางจริงๆ เนี่ย ต้องเข้าถึงความลึกซึ้งว่าถ้าไม่ใช่ปัญญาก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าขณะนี้กำลังตกอยู่ในภัยใหญ่และสังสารวัฏก็คือแต่ละหนึ่งขณะ เพียงจิตไม่เกิดเดี๋ยวนี้เพียงแค่ขณะเดียวก็ไม่มีสังสารวัฎแหละ ใช่ไหมคะ แต่จะขาดการเกิดดับสืบต่อของจิตไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเนี่ยเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏ และก็ไม่รู้ แล้วก็ผ่านไปๆ ถ้าอย่างงั้นก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากภัยคือสังสารวัฏ เพราะเหตุว่าไม่มีทางที่จะได้ยุตินะคะ ภัยของความไม่รู้ ภัยของความมืด และภัยของการที่อยู่ในกรงของสังสารวัฏ

    ผู้ฟัง ชื่อสุภาวดีนะคะ จะขอความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิค่ะ

    ท่านอาจารย์ การนั่งสงสัยไหมคะ ละเอียดคือทุกคำต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นการนั่งเนี่ยสงสัยไหม

    ผู้ฟัง ไม่สงสัยค่ะ

    ท่านอาจารย์ ไม่สงสัยเรื่องนั่งใช่ไหมคะ สมาธิสงสัยไหมคะ

    ผู้ฟัง สงสัยว่ามันคือการทำใจให้ว่างเปล่าหรือเปล่า ไม่แน่ใจค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แล้วใจอยู่ที่ไหน จะได้ทำให้ว่างเปล่า เห็นไหมคะ ไม่มีความรู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่ก็จะทำด้วยความไม่รู้ก็เป็นภัยแน่ๆ ค่ะ ภัยคือไม่รู้ว่าใจอยู่ที่ไหน ภัยคือเห็นผิดคิดว่าทำใจได้ แล้วไปทำให้ว่างเปล่าด้วย เป็นไปไม่ได้เลยคะ เพราะว่าไม่รู้ว่าอะไร แล้วจะทำอะไร แล้วว่างเปล่าคืออะไร คือไม่รู้ทั้งหมด จะทำไหมคะ

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างงั้นไม่ทำค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ไม่รู้แล้วก็ทำ นี่เยอะใช่ไหมคะ

    ผู้ฟัง ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แล้วก็จะเป็นอย่างนั้นหรือ

    ผู้ฟัง ขอบคุณค่ะอาจารย์

    ท่านอาจารย์ จะเผลอทำไหมค่ะ จะเผลอตามไหมคะ

    ผู้ฟัง ถ้า ณ ตอนนี้ รู้แบบนี้แล้วเนี่ยคงจะไม่ได้ทำแล้วค่ะ แต่ก่อนหน้านี้ก็จะมีพยายามที่จะนั่ง แต่หาไม่เจอว่าทำยังไงค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ก่อนที่จะทำอะไรต้องเป็นคนมีเหตุผลค่ะ ว่าจะทำอะไร แล้วก็เพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ณ ตอนแรกที่อยากจะนั่งเนี่ย คืออยากจะได้ความสงบอ่ะค่ะ เพราะรู้สึกว่ารอบตัวจะวุ่นวายมาก

    ท่านอาจารย์ ค่ะก็ไม่รู้ไปหมดเลยไงค่ะ

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ทำอะไรก็ไม่รู้ ทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้ สงบคืออะไรก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้เหมือนเดิม หนำซ้ำยังไปทำผิดด้วย เพราะว่าพอทำแล้วเข้าใจผิด เวลาที่ไม่มีความเข้าใจ หมายความว่าไม่รู้และผิด ถ้าไม่รู้แล้วจะถูกได้ไหมค่ะ

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้นะคะ เกิดแล้วจึงปรากฏว่ามี แค่นี้ค่ะ และอะไรบ้างละคะที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีจริงๆ

    ผู้ฟัง คือคนที่นั่งคุยกันอยู่นี่

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ก็ส่วนใหญ่ก็จะว่าเป็นคนที่นั่งคุยนะคะ

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ทำไมว่าเป็นคนละคะ เห็นอะไร

    ผู้ฟัง เห็นรูปร่าง

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แล้วก็มีแต่คนทั้งนั้นหรอค่ะ ในห้องนี้มีรูปร่างเยอะแยะใช่ไหมค่ะ แล้วก็ทำไมถึงเป็นคน

    ผู้ฟัง เพราะว่ามีรูปร่าง มีเสียง แล้วก็มีการตอบโต้ ก็จะรู้ว่าอันนี้เป็น

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เพียงเท่านี้หรอค่ะ หาจริงๆ ค่ะแล้วก็จะไม่เจอคน แต่ว่ามีสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ชั่วคราวที่ปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าฟังแล้วก็เผินนะคะ แต่แม้ฟังแล้วก็ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งพิจารณาว่าถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง แต่ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดค่ะ อย่างเสียงมีจริงๆ ใช่ไหมคะเป็นคนหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ คิดมีจริงๆ หรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ เป็นคนหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เริ่มไม่มีแล้วใช่ไหมคะคน

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แล้วก็ชอบเป็นคนหรือป่าว

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ถ้ารู้จริงๆ ก็คือเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งมีปัจจัยหรือว่าเกิดขึ้นนะคะ เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นค่ะ ชั่วคราว ปรากฏแล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่เหลือเลย จริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จริงค่ะ

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้นะคะ มีอะไรเหลือบ้าง เห็นเมื่อกี้นี้เหลือไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่เหลือ

    ท่านอาจารย์ รสอร่อยตอนกลางวันเนี่ยเหลือไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหลือ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เสียงเมื่อกี้นี้เหลือไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่เหลือ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วอะไรจะเป็นคน ก็เป็นแต่สิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างนะคะ ซึ่งเกิดแล้วก็หมดไป เกิดแล้วก็หมดไป หายไปๆ อยู่ตลอดเวลา

    ผู้ฟัง ก็คือที่เรียกว่าธรรมะหรือเปล่าคะ

    ท่านอาจารย์ ที่เรียกว่าธรรมะคืออะไร ไม่ใช่ไปเรียกเฉยๆ

    ผู้ฟัง คือที่บอกว่าเกิดดับ เกิดดับ ตลอดเวลา

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าสิ่งที่มีจริงๆ ค่ะ จะปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่มีไม่ได้ เพราะมี และสิ่งที่มีเนี่ยนะคะ ภาษามคธีก็ใช้คำว่าธรรมะ ดัมมะ เพราะเหตุว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ภาษาไทยก็ใช้คำต่างๆ เหล่านั้นนะคะ

    แต่ว่าไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง ว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร ก็อาจจะเข้าใจ งูๆ ปลาๆ นิดๆ หน่อยๆ ผิวเผิน แต่ว่าไม่รู้จริงๆ แต่ถ้าพูดในภาษาของคนที่เป็นคนไทยเนี่ย ก็ต้องใช้ภาษาไทยแล้วก็ไม่มีอะไรจะมากั้นเลย ใช่ไหมคะเห็นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีจริงๆ ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ชื่ออะไรคะเห็น เห็นชื่อธิดารัตน์หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เห็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นจริงๆ แล้วไม่มีชื่อเลย แต่จำเป็นต้องใช้ชื่อนะคะ เพราะว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างเนี่ยปรากฏเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เพื่อที่จะให้รู้ความต่างของสิ่งที่เพียงเกิดแล้วก็หมดไป ว่าหมายความถึงธรรมะอะไร เช่น เสียง ไม่ใช่กลิ่นไม่ใช่รส แต่เสียงก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ก็แปลตรงกับภาษาบาลีว่าเป็นธรรมะที่เป็นอนัตตาไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ สิ่งที่เกิดนะคะ ปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ให้หมดไปได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดในสังสารวัฎ เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกด้วย นานมากเลยค่ะ ไม่พ้นไปเลย ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ นะคะ ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ลองคิดนะคะ เคยชอบอะไรไหมคะ

    ผู้ฟัง เคยค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามแต่นะคะ ชอบดอกกุหลาบสีชมพู ชอบใช่ไหมคะ

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ อยากเห็น อยากได้ไหมคะ หรืออยากดู

    ผู้ฟัง อยากดู

    ท่านอาจารย์ ค่ะ อยากดูนะคะ แต่ถ้าไม่ชอบซะเลยเนี่ย ไม่ลำบากที่จะต้องเห็นจะต้องดู ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ สบายมากเลยค่ะ ไม่ต้องขวนขวายไม่ต้องไปหาอะไรค่ะ เพราะฉะนั้นจะไม่ชอบได้ไหม กำลังมีอยู่ตรงเนี้ย มองเห็นด้วย จะไม่ชอบได้ไหม

    ผู้ฟัง ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ แน่ใจหรอค่ะ ชอบโดยไม่รู้ค่ะ ว่าชอบแล้ว เนี่ยค่ะ คือความละเอียด

    ผู้ฟัง แล้วถ้าสมมติเราพยายามทำใจให้มันเฉยเลย

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ทุกคำนะคะ เรา พยายาม ทำใจ ทำใจสักใจให้เกิดสิคะ จะเอาใจไหนก็ได้ ถ้ามีใจหมายความว่าใจต้องเกิดใช่ไหมคะ ถ้าไม่เกิดจะมีได้ยังไง ถูกต้องไหมคะ เพราะฉะนั้นลองทำใจให้เกิดขึ้นสักใจหนึ่งสิ ที่จะว่าทำใจเนี่ย ใจไหนก็ได้

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้เลย แล้วจะพูดทำไมว่าทำใจ ใช่ไหมค่ะ เพราะฉะนั้นก็พูดคำที่ไม่รู้ตลอดชีวิต ใจก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร และยังถึงกับจะทำใจด้วย เก่งมากเลยนะคะ ใครก็ตามที่จะทำใจเนี่ยต้องเป็นคนเก่ง แต่ว่าทำได้หรือเปล่า เพียงแค่คิดก็ไม่ถูก เพราะไม่รู้จักใจค่ะ ไม่รู้จักอะไรเลยสักอย่างที่มี หรือว่ารู้

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ค่ะ จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงได้ไหมคะ ไม่ใช่ไปรู้ความจริงของสิ่งที่ไม่มีนะค่ะ ไม่มีวันที่จะเป็นไปได้เลย เพราะเมื่อไม่มีสิ่งนั่นแล้วจะมีความจริงของสิ่งนั้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ต่างหากที่มี

    โดยที่เราก็ไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลยว่าเป็นอะไรแน่เป็นดอกกุหลาบหรือว่าเป็นสีชมพู หรือว่าเป็นอะไร และความจริงมีนะคะ ทุกคนเข้าใจถูกแน่ถ้ารู้ ความจริงคืออะไรค่ะ คือสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นได้ เท่านั้นเองค่ะ แข็งปรากฏให้เห็นได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ถึงมองไม่เห็นเพียงกระทบแข็งก็ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะที่ไม่ได้กระทบเพียงเห็น แข็งจะปรากฎได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แข็งมีจริงไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ เมื่อไหร่

    ผู้ฟัง เมื่อจับดูอ่ะค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ จับดู แล้วมีแข็งเพราะอะไร

    ผู้ฟัง รู้สึก

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แต่แข็งมีเพราะอะไร ทำไมมีแข็ง ต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดลองหาแข็งสิคะ ตรงไหนแข็ง สิ่งที่ไม่เกิด ไม่มีใช่ไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เสียงเป็นแข็งหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เพราะฉะนั้นแข็งมีเมื่อเกิดเป็นแข็ง เสียงมีเมื่อเกิดเป็นเสียง เปลี่ยนไม่ได้เลยค่ะ นี่คือสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าที่ไหนคะ ก็มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง แต่ถ้าไม่มีใจนะคะ ซึ่งเป็นธาตุรู้สภาพรู้เนี่ยอะไรๆ ก็ไม่ปรากฏค่ะ เริ่มรู้จักใจหรือยังที่จะทำ ซึ่งทำไม่ได้แน่ แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ ว่าใจมีจริงๆ แต่ยังไม่เคยรู้เลย

    ผู้ฟัง ไม่รู้เลย

    ท่านอาจารย์ ใจหมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่สามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด คิด กำลังรู้เรื่องแต่ละคำ นะคะ เพราะฉะนั้นสภาพรู้ทั้งหมดเนี่ยค่ะ ที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามแต่นะคะ สภาพนั้นก็เป็นใจแต่ละประเภท จะใช้คำว่าจิตก็ได้ จะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้ จะใช้คำว่ามโนก็ได้ จะใช้คำว่าหทัยหรือหทยก็ได้

    เมื่อเข้าใจว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งสามารถจะเกิดขึ้นแล้วก็รู้ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะถ้าใจไม่มี จิตไม่มี วิญญาณไม่มี มนัส มโน หทัย ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเพราะไม่มีสภาพที่กำลังรู้สิ่งนั้น และสิ่งนั้นจะปรากฎได้ยังไง เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นสัตว์บุคคลที่มีชีวิตนี่นะคะ ก็เพราะมีจิต มีธาตุที่รู้เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงรูป เริ่มรู้จักใจหรือยังคะ วันนี้มีกี่ใจ

    ผู้ฟัง ใจเดียวค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ฟังดูเหมือนดีใช่ไหมคะ มีใจเดียว แต่ความจริง จริงเนี่ยค่ะ มีกี่ใจที่ว่าเดียวนะใจไหน ที่ว่าใจเดียว

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนี้หมายถึงว่ามีเยอะแยะมากมายเลยหรือเปล่าค่ะ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องค่ะ ลองกล่าวสิคะว่าเยอะแยะมากมายอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง หมายถึงการรับรู้ต่างๆ

    ท่านอาจารย์ นั่นสิคะ อะไรบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้มีใจไหมคะ

    ผู้ฟัง มีใจที่จะได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ค่ะ มีใจที่ได้ยินนะคะ และหนึ่งแล้วนะคะ มีใจอะไรอีก

    ผู้ฟัง เห็นอย่างงี้หรอค่ะ

    ท่านอาจารย์ เห็นค่ะ ถูกต้องค่ะ มีใจที่เห็นค่ะ แต่วันนี้คงไม่ใช่มีแค่ได้ยินกับเห็นใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นมีใจอะไรอีก

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    26 ธ.ค. 2568