ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๖๐
สนทนาธรรม ที่ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ แต่ว่าหลังจากเห็นแล้วที่จะรู้ว่าเป็นอะไร ต้องมีวิริยะหรือความเพียร ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นในขณะนั้นเร็วมากแล้วหมดไปแล้วด้วย การรู้ทุกข์ทั่วไปที่ทุกคนรู้ได้ เช่น ทุกข์กาย เจ็บไข้ได้ป่วย หรือความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ บางคนทุกข์ใจยิ่งกว่ากาย เพราะเขาทนทุกข์กายได้ทุกอย่างแต่ทนทุกข์ใจไม่ได้เลย แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ที่ต่างกัน กายสบายดีแต่ใจเป็นทุกข์ก็ได้ แล้วรู้หรือไม่ว่าที่ใจเป็นทุกข์นั้น อะไรเป็นเหตุของทุกข์ ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ตามความเป็นจริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
ใจเป็นทุกข์เพราะอะไร กายเป็นทุกข์เพราะอะไร ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ทุกข์กายก็อย่างหนึ่ง มีอะไรที่เป็นทุกข์กายบ้าง คัน เป็นทุกข์หรือไม่ ทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ทุกข์กาย ตอบได้ง่าย เมื่อทุกข์กายแล้วมีทุกข์ใจตามมาหรือไม่ แทบจะกล่าวได้ว่า เมื่อมีทุกข์กายแล้วที่จะพ้นจากทุกข์ใจนั้นไม่มี บางครั้งกายยังไม่เป็นทุกข์ แต่เมื่อเป็นเรื่องของกายก็ยังเป็นทุกข์ได้ เช่น บางคนได้ข่าวว่าเป็นมะเร็ง ตกใจหรือไม่ กลัวหรือไม่ เป็นทุกข์หรือไม่ เจ็บหรือยัง เพียงแค่ได้ยินเจ็บหรือยัง เพียงแค่ได้ยินก็เจ็บมากแล้ว แล้วตอนเกิดขึ้นจริงๆ จะสักเท่าไร จริงๆ แล้วขณะที่ได้ยินนั้นไม่เจ็บ ทางตาที่เห็น ไม่ว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจสักเท่าไรก็ไม่เจ็บ ไม่มีใครเจ็บเพราะเห็น ทางหู แม้เสียงจะไม่น่าฟังสักเท่าไร น่าตกใจสักเท่าไรก็ตาม เจ็บหรือไม่ ไม่เจ็บ
เพราะฉะนั้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ไม่เจ็บ ไม่ว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจสักเท่าไรก็ไม่เจ็บ แต่ทางกายจะมีความรู้สึก ๒ อย่าง ซึ่งต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดคือไม่สุขก็ทุกข์ แต่ว่าปกติธรรมดาเรามักจะผ่านไป เพราะเหตุว่าความทุกข์เพียงเล็กน้อยถ้าไม่สังเกตเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้เพียงความรู้สึกไม่สบายกายนิดเดียวก็ไม่เป็นที่ปรารถนาแล้ว เส้นผมเส้นเดียวเป็นทุกข์ได้หรือไม่ ถ้าตกมาที่หน้าผากก็รำคาญแล้ว เพียงเท่านั้นก็เป็นความทุกข์ที่เพราะมีกายจึงมีการกระทบกัน
ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ซึ่งปนกันไม่ได้เลย เพื่อที่จะทำให้สามารถจะเข้าใจสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ จะได้รู้ว่ามีเราหรือไม่ อยู่ที่ไหน เห็นเกิดแล้วดับแล้วเป็นเราได้อย่างไร เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทุกขณะในขณะนี้ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเป็นทุกข์หรือไม่ การเกิดขึ้นแล้วดับไป
พระภิกษุจึงต้องฟังเพื่อที่จะได้รู้ทุกข์ มิฉะนั้นแล้วก็รู้ทุกข์ทั่วๆ ไปที่ชาวบ้านรู้คือ ทุกข์กายกับทุกข์ใจ แต่ทุกข์จริงๆ คือ ถ้าไม่มีการเกิดจะไม่มีทุกข์เลย แต่เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วที่จะไม่ดับไปนั้นไม่มี เพราะฉะนั้น ความทุกข์ของสิ่งที่เพียงเกิดแล้วดับไม่ได้มีอะไรที่เป็นสาระเลย เกิดแล้วดับ แล้วเกิดมาเพื่ออะไร ถ้าเกิดแล้วไม่ดับก็ยังน่าจะเกิดเพราะว่ามีสิ่งนั้นอยู่ตลอดไป แต่ว่าเกิดแล้วเร็วมากเลย แทบจะกล่าวได้ว่าทันทีที่เกิดก็ดับไปแล้ว ซึ่งเป็นอย่างนี้ตลอดแล้วจะเกิดมาเพื่ออะไร ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จึงเห็นทุกข์ของการเกิดว่าเสียเวลา ทำอะไรได้ เพียงแต่ว่าเกิดมาเป็นอย่างนั้นแล้วหมดไป
ด้วยเหตุนี้เวลาที่พวกเดียรถีย์ถามภิกษุทั้งหลายว่า ท่านบวชในพระธรรมวินัย เป็นสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่ออะไร เห็นประโยชน์หรือไม่ว่าต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ โดยที่ไม่มีเหตุผลเลย แล้วจะได้อะไรในเมื่อไม่มีเหตุผลเลย แต่ถ้ามีเหตุผลในการบวชคือเพื่อที่จะได้รู้ทุกข์ แสดงว่าคนนั้นมีความประสงค์ที่จะได้รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น บวชเพื่อรู้ทุกข์ แล้วลองคิดดูว่าคำถามอย่างนี้ ถ้าคนอื่นฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจหรือไม่เป็นปัญญา อยู่ดีๆ บวชเพื่อรู้ทุกข์ แต่หารู้ไม่ว่าผู้ตอบเป็นผู้ที่มีปัญญา เพราะเหตุว่าชีวิตเป็นทุกข์ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ฟังพระธรรม แต่อะไรที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละวันๆ เมื่อวานนี้ก็เป็นอย่างเมื่อวานนี้แล้วหมดไป วันนี้ก็เป็นอย่างวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวานนี้แล้วหมดไป และมีแต่หมดไปๆ ๆ ควรจะรู้ความจริงนั้นหรือไม่
ดังนั้นผู้ที่บวชเพื่อที่จะรู้ความจริงคือ เพื่อที่จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เป็นทุกข์ แต่ว่าทุกข์ตื้นๆ ใช่หรือไม่ แต่ความจริงทุกข์จริงๆ คือ แต่ละขณะซึ่งกำลังเป็นในขณะนี้ ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยถ้าไม่มีการฟังพระธรรมจนกระทั่งเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นภิกษุ ฟังธรรมเพื่ออะไร เห็นหรือไม่ว่าตอบอย่างเดียวกันได้หรือไม่เมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้น เพื่อรู้ทุกข์ เพราะเริ่มรู้ว่าทุกข์คืออะไร ทุกข์คือขณะนี้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปแล้วยังไม่รู้ จึงฟังธรรมเพื่อรู้อย่างที่พระภิกษุในครั้งพุทธกาลบวชเพื่อรู้หรือเข้าใจทุกข์
เคยได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรือไม่ ถ้าเป็นสุขจะร้องหรือไม่ ไม่ร้องแน่ เคยได้ยินเสียงผู้ใหญ่ร้องไห้หรือไม่ ถ้าเป็นสุขก็ไม่ร้องเหมือนกัน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกข์มีตั้งแต่ระดับที่เล็กน้อยมาก เพียงแค่ไม่ชอบนิดเดียว ขุ่นใจนิดเดียว ไม่สบายนิดเดียว รำคาญใจนิดเดียว คือไม่ชอบแล้วใช่หรือไม่ แต่ถ้าถึงกับมีเสียงร้องไห้ คิดดูว่าทุกข์นั้นสาหัสสักเพียงใด ต้องเป็นความทุกข์ระดับที่ไม่สามารถจะเก็บไว้ได้เลยจนร้องไห้ แล้วมีใครบ้างที่ไม่เคยร้องไห้ ไม่มีเลย แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์มาก แล้วเคยเป็นทุกข์มาแล้วหรือไม่ ชาตินี้ก็เป็นอีก ต้องร้องแน่ๆ ไม่มีใครที่ไม่ร้องไห้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจทุกข์ในระดับไหน
ถ้าเป็นทุกข์ ร้องไห้แล้วเกิดปัญญาที่รู้ว่า ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ แล้วร้องไห้ไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ ก็สามารถที่จะพบทางที่จะทำให้ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่าจะไม่ให้มีทุกข์ แต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถที่จะรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ได้อธิบายว่า รู้ทุกข์ อย่างหนึ่งซึ่งก็กว้างๆ สามารถที่จะรู้ได้ แต่รู้ทุกข์ตามความเป็นจริงคือ รู้ทุกข์ด้วยปัญญา รู้ทุกข์ตามความเป็นจริง เนื่องจากลักษณะของสภาพธรรมก็มีทั้งทุกข์ที่ควรรู้และยังมีทุกขอริยสัจจ์ ขอให้ท่านอาจารย์เพิ่มเติม รู้ทุกข์ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา จะมีทั้งที่สามารถจะรู้ในชีวิตประจำวัน หรือว่าที่ปัญญาอบรมเจริญแล้วรู้เพิ่มขึ้นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะรู้หรือไม่ว่าขณะนี้ทุกข์คือ การเกิดขึ้นแล้วดับไป ทั้งๆ ที่พูดอย่างนี้และสภาพธรรมก็ยังไม่ดับ จึงยังรู้ทุกข์ไม่ได้จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นสามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้ เพราะมีจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ต้องอาศัยปัญญา คือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก
เมื่อได้ยินว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้วดับ เป็นทุกข์หรือไม่ ถ้ารู้และเข้าใจจริงๆ ว่าขณะนี้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏอย่างนี้เลย เดี๋ยวนี้เองเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ยั่งยืน เป็นทุกข์หรือไม่ที่รู้อย่างนี้ ไม่ใช่หาคำตอบ แต่ความรู้สึกจริงๆ ความเป็นจริงในขณะที่เริ่มเข้าใจอย่างนี้ เป็นทุกข์หรือไม่ ไม่เป็น เพราะเหตุว่าเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ดีใจหรือไม่ที่ได้รู้ความจริง หรือว่าน่ากลัว ตกใจ เสียดาย เฉยๆ หรืออย่างไร แต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย บางคนไม่อยากฟัง พูดถึงสิ่งที่ทำให้เหมือนเศร้าใจว่าทำไมถึงช่างแสนเศร้าอย่างนี้ เกิดขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรที่จะเหลือเลย ทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นไม่มีสักนิดหนึ่งที่จะยั่งยืน หรือที่จะเป็นของเราอย่างแท้จริงได้
ถ้าปัญญาไม่พอก็น่าเสียใจ น่าโศกเศร้า เคยชอบ เคยคิดว่าเป็นของเราอย่างมั่นคงเหลือเกิน แต่ความจริงก็หาใช่ไม่ ไม่ใช่ของใครเลย ก็อาจจะเกิดความเสียดาย หรือว่าไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นปัญญาตรงกันข้ามเลย เบิกบาน รู้เสียที หลังจากที่ไม่รู้มานานแสนนานในสังสารวัฏฏ์ รู้เสียที ดีหรือไม่ รู้จริงๆ ด้วย เรื่องจริงด้วย แล้วหนีไม่พ้นด้วย และความจริงเป็นอย่างนี้
ในพระไตรปิฎกจะมีคำว่า อาจหาญ ร่าเริง คือต้องเป็นผู้กล้าที่จะรู้ความจริง เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้จะโศกเศร้าทำไม แล้วจะไปเปลี่ยนแปลงความจริงนี้ได้อย่างไร แล้วจะโศกเศร้าหรือเสียใจอย่างไรความจริงก็ต้องเป็นความจริงคือ อย่างไรๆ สิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ใช่ของใคร เพียงปรากฏชั่วคราว เพราะฉะนั้น ปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ ถ้ามั่นคงขึ้นก็ไม่หวั่นไหวเลยไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะชั่วคราวจริงๆ ดีกว่าหลง เสียใจ ร้องไห้ ไม่รู้ โศกเศร้า ซ้ำแล้วซ้ำอีกใช่หรือไม่ ถ้ารู้อย่างนี้ก็ค่อยๆ หายโศกเศร้าเสียใจ เพราะรู้ความจริงว่าเป็นของธรรมดา
ผู้ฟัง เรื่องที่คนทั่วไปว่าปกติ อย่างเช่น คนทางโลกๆ เข้าใจว่าการทำงาน หรือไปงานประเภทหนึ่งก็ต้องแต่งตัวให้ปกติเหมือนเขา ไม่แปลกจากคนอื่น หรือการทำงานก็ต้องมีปกติที่จะต้องเจริญก้าวหน้า มียศตำแหน่ง สมมติเราเป็นผู้ที่ฟังธรรมแล้ว เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถาวรแน่นอน เราก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นปกติ ความคิดอย่างนี้ผิดปกติหรือไม่
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วถามคนอื่นไม่ได้เลย เป็นการฟังที่จะทำให้เราสามารถที่จะรู้จริงๆ ด้วยตัวของเราเอง ขอถามว่า คิดอย่างนี้เป็นปกตินี้หรือไม่
ผู้ฟัง ขณะคิดเป็นปกติของคิด แต่เรารู้สึกว่าปกติที่จะเป็นผู้ที่จะเข้าใจพระธรรมหรือเป็นผู้ที่จะเจริญความเข้าใจถูก
ท่านอาจารย์ รู้สึกอย่างนี้เป็นปกติหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นปกติ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะมีอะไรที่ไม่ปกติบ้าง ต้องเข้าใจความหมายของปกติ ปกติคือ เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย เป็นปกติของธรรมนั้นๆ ที่ต้องเป็นอย่างนั้น ปกติสงสัย ปกติแน่ๆ เพราะสงสัยเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย จะไม่ให้สงสัยไม่ได้ แต่ว่าความเข้าใจถูกต้องละเอียดขึ้น โดยมากคนจะแยกโลกกับธรรมเพราะไม่เข้าใจธรรม แต่ถ้าเข้าใจธรรมแล้วทุกอย่างเป็นธรรมที่เป็นปกติของธรรมนั้นๆ ที่จะต้องเป็นอย่างนั้นตามเหตุตามปัจจัย
คนที่ไม่หวั่นไหว เป็นตัวของตัวเองและเป็นคนที่มั่นคงในความดี จะเดือดร้อนหรือไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่ปกติของคนที่หวั่นไหวก็คิดด้วยความหวั่นไหว จะเปลี่ยนความเป็นปกติที่หวั่นไหวให้ไม่หวั่นไหวก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเห็นผู้คนต่างๆ ทั้งหน้าตา อาการกิริยา การแต่งตัว หรืออะไรทั้งหมดไม่ได้เหมือนกันเลยแสดงถึงความต่างกัน ความหลากหลายของแต่ละคนซึ่งเป็นอย่างนั้น แต่ความเห็นของคนอาจจะคิดว่าคนนั้นไม่ใช่ปกติ หรือคนนี้ไม่ใช่ปกติ เพราะเหตุว่ายังไม่เข้าใจความเป็นปกติของธรรม ซึ่งปกติคือเป็นอย่างนั้นตามเหตุตามปัจจัย แต่หวั่นไหวไปตามความคิด
ดังนั้นถ้ามีความคิดอย่างถูกต้องที่สุด สาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระภิกษุ ท่านจะไปที่ไหน เป็นปกติหรือไม่ที่ท่านจะห่มจีวร หรือว่าผิดปกติ คนอื่นเขาไม่เป็นอย่างนี้ แล้วท่านเป็น ใช่หรือไม่ นี่คืออยู่ที่ความเข้าใจ ถ้าท่านมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเพศ ในความเป็นตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือว่า คนมักไม่ได้คิดถึงความดีและความชั่วตามความเป็นจริง แต่คิดเองตามที่เคยได้ยินและสะสมมาว่า สถานที่นี้ควรจะต้องเป็นอย่างนี้ บุคคลนั้นควรจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม จะแต่งตัวอย่างไรก็ตาม เราอาจจะเคยเห็นบางคนที่แต่งตัวสบายๆ ในทุกกาลสถานที่ แต่เขาเป็นคนดี ใครไม่ชอบบ้าง
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วควรที่จะได้รู้ว่า สิ่งที่เหนือสิ่งอื่นใดคือความถูกต้องและความดี และขณะนั้นคนนั้นกล้าอาจหาญที่จะชนะความไม่ดีด้วย ไม่ต้องหวั่นไหวเป็นไปเพียงด้วยความคิดของคนอื่น ถ้าเขาเป็นคนดีจะกลัวอะไร ขณะใดที่หวั่นไหว ขณะนั้นเป็นอกุศล
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทุกคนกำลังหวั่นไหวหรือไม่ หวั่นไหวก็ไม่รู้ ไม่รู้ทั้งนั้นถ้าไม่มีการฟังพระธรรม หวั่นไหวด้วยโลภะ หวั่นไหวด้วยโทสะ หวั่นไหวด้วยความสงสัย หวั่นไหวเพราะความไม่รู้ ขณะใดที่จะใช้คำว่าหวั่นไหว ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ที่แท้จริงที่ลึกและถูกต้องที่สุดคือ ขณะที่เป็นอกุศล
เห็นดอกไม้นี้สวยจริงๆ หวั่นไหวหรือไม่ หวั่นไหวก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น หวั่นไหวจริงๆ นั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยปัญญาที่รู้ว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล ขณะที่เป็นอกุศลหวั่นไหวแน่นอน หวั่นไหวด้วยอะไรก็รู้ว่าด้วยโลภะ หรือด้วยโทสะ เพียงได้ยินเสียงที่ไม่น่าฟัง หวั่นไหวหรือไม่ หวั่นไหวแล้ว เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอื่นเลย เพียงแค่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามปกตินี้ ก็ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเพียงปรากฏแล้วหมดไป
ถ้ามีปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริง ไม่สงสัยเลยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ว่า ณ สถานที่ใดและเวลาใด ผู้นั้นสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดดับได้ เพราะว่าขณะนี้แม้ปรากฏแต่ปัญญาไม่มีพอที่สามารถจะเข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับแล้วด้วย เช่น เห็นไม่ใช่ได้ยิน พร้อมกันไม่ได้ ซึ่งแม้ในขณะนี้เองเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน แต่เมื่อไม่รู้ความจริงอย่างนี้จึงหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลาเพราะความไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าหวั่นไหว แต่ถ้าหวั่นไหวมากๆ เมื่อไรก็จะเริ่มเข้าใจแล้วบอกว่านั่นหวั่นไหว แต่ความจริงหวั่นไหวมาตลอดเล็กๆ น้อยๆ ทุกขณะที่เป็นอกุศล ลองตอบอีกครั้งหนึ่ง อะไรทำให้ไม่หวั่นไหว
ผู้ฟัง ปัญญา ความเห็นถูก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จากความไม่รู้สู่ความเป็นพระอรหันต์ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอย่างอื่น
อ.นิภัทร สิ่งที่ปรากฏทางตา จริงๆ คืออะไรแน่
ท่านอาจารย์ คือ เดี๋ยวนี้
อ.นิภัทร เดี๋ยวนี้ก็เห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้
ท่านอาจารย์ แต่เห็น ต้องปรากฏให้เห็นก่อนแล้วถึงจะจำได้ ถ้าไม่ปรากฏเลยอย่างเช่นเวลาฝัน เห็นเหมือนกับไปที่ต่างๆ มา แต่ไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้เลย นั่นคือไม่ใช่สิ่งที่มีจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังถูกเห็น ปรากฏให้เห็นได้ในขณะนี้มีจริงๆ คือเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องรู้ด้วยว่าปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดเท่านั้น ซึ่งจะปรากฏเมื่อเห็น แล้วจะมีเห็นในสังสารวัฏฏ์ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่เพราะความไม่รู้ก็เลยเข้าใจว่าเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุต่างๆ แต่ต้องแยกเป็นแต่ละหนึ่งจึงจะรู้ได้ว่า ความจริงแล้วเป็นธรรมซึ่งต่างๆ กันหลากหลายมาก
อ.นิภัทร ถ้าเข้าใจสิ่งที่ปรากฏทางตานี้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง จะได้ประโยชน์อะไร
ท่านอาจารย์ จะได้ประโยชน์คือไม่เคยรู้เลยว่า ขณะนี้ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา ติดมากระดับที่ไม่ยอมเข้าใจถูกว่าไม่ใช่คน ดูโทรทัศน์เป็นเรื่องเป็นราวหมดเลยเพราะมีสิ่งที่ปรากฏ ใช่หรือไม่ สิ่งที่ปรากฏมีรูปร่างสัณฐานให้จำได้ แต่ว่าในโทรทัศน์เป็นเรื่องหมดเลยไม่ว่าจะดูหนัง ดูข่าว หรือดูอะไร จากสิ่งที่เพียงปรากฏทางตา ฉันใด ต่างกับเดี๋ยวนี้หรือว่าเหมือนกัน ไม่ว่าเห็นเมื่อไร เห็นที่ไหน ไปคิดเองว่ากำลังดูภาพยนตร์ ดูโทรทัศน์ แต่ความจริงคือเห็นแล้วคิด แม้ในขณะนี้ก็อยู่ในโลกของความคิด
ขณะนี้ถ้าเห็น เข้าใจว่ามีแข็งในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย ใช่หรือไม่ หรือว่ามีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏซึ่งไม่ใช่แข็ง นี่คือเริ่มเข้าใจความต่าง จากการฟังแล้วเริ่มเข้าใจธรรมดาๆ ปกติ เพียงแต่ก่อนนี้ไม่เคยคิดเลยว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เมื่อฟังบ่อยๆ มีความมั่นใจ เข้าใจถูกเพิ่มขึ้นก็เริ่มเข้าใจทีละน้อยว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ถ้าเข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็จะรู้ว่าขณะต่อไปนั้นคือคิด
เพราะฉะนั้น จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จะไม่มีจิตที่เกิดขึ้นสองขณะพร้อมกันได้เลย จิตคือธาตุรู้ สภาพรู้ ไม่มีรูปร่าง แต่สามารถที่จะเห็น สามารถที่จะรู้ ไม่ว่าจะทางตาก็เห็น ทางหูก็ได้ยิน โลกจึงปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ เป็นเสียงต่างๆ เป็นกลิ่นต่างๆ เพราะจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ แต่เวลาที่จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะจะมีนามธรรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัย เพราะว่าสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดจะเกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่ได้ เช่นในขณะนี้ เหมือนกับว่ามีแต่จิตเห็น
แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ได้ทรงแสดงว่า แม้จิตเห็นจะเกิดก็ต้องเพราะมีสภาพนามธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ที่เรียกว่า เจตสิก หมายความถึงสภาพที่เกิดในจิต เกิดพร้อมจิต ไม่ได้นอกไปจากจิตเลย เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันด้วย และเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ เจตสิกก็เป็นสภาพรู้ด้วยแต่รู้ต่างกัน เช่น จิตไม่จำ จิตเพียงรู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แต่ว่ามีสภาพจำเกิดพร้อมกันในขณะที่จิตรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สภาพจำซึ่งเป็นเจตสิกที่มีหน้าที่จำก็เกิดขึ้นจำ
ในขณะนี้ที่กำลังเห็น มีเจตสิกที่จำเกิดพร้อมกับจิตที่เห็น แต่ใครจะรู้เพราะเพียงเห็นแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏ แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ แม้เห็นก็มีจำเกิดขึ้นกับเห็นนั้นด้วยในขณะนั้น มิฉะนั้นจะไม่มีการจำอะไรได้เลยทั้งสิ้นถ้าไม่มีสภาพที่จำแต่ละหนึ่งอย่างที่จิตรู้ เจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะนั้นก็จำในสิ่งเดียวกัน เพราะว่ารู้สิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในขณะนี้จิตเกิดแล้วก็มีเจตสิกที่จำเกิดร่วมด้วย
ทั้งหมดนี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเจตสิกหนึ่งทำหน้าที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ จิตจึงได้รู้แจ้งในอารมณ์นั้น และเจตสิกที่จำจึงจำในอารมณ์นั้น เพราะว่าเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่ตั้งมั่น ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว เพราะฉะนั้น เจตสิกและจิตทั้งหมดที่เกิดพร้อมกันในขณะนั้นจึงรู้อารมณ์เดียว ไม่ว่าจิต เจตสิก หรือรูป เป็นสภาพธรรมที่น่าอัศจรรย์ทั้งหมด เพราะความลึกซึ้งของสภาพธรรมนั้นคือ จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์หนึ่งแล้วดับ แต่ว่าจิตที่เกิดแล้วทันทีที่ดับไป ปราศไปไม่เหลือเลย เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ถ้าตราบใดที่จิตยังไม่ดับหมดสิ้นไปหนึ่งขณะ จิตอื่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ตามความเป็นจริง แต่ละคนมีจิตแต่ละหนึ่ง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800