ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ก็คือเป็นผู้ที่เคารพอย่างยิ่งในพระธรรม และรู้ว่าพระธรรมอันตรธานจากความเข้าใจ เมื่อไม่ศึกษาโดยละเอียดอย่างแท้จริง

    ผู้ฟัง เราจะเข้าใจความลึกซึ้งของสภาพธรรม ที่เรียกว่า อิทธิบาท ได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ห่วง

    ผู้ฟัง เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดขึ้นเอง

    ท่านอาจารย์ คำถามนี้ไม่ต้องห่วง เรื่องเราจะเข้าใจอิทธิบาท ปล่อยไปเลย เพราะเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้เห็นเลย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้ได้ยินเลย แล้วจะห่วงจะเข้าใจอิทธิบาท เป็นไปไม่ได้เลย นี่คือการศึกษาไม่ตามลำดับ ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะเพียงได้ยินชื่อก็อยากจะเข้าใจชื่อนั้น แต่ชื่อ อิทฺธิปาท (อิด - ทิ - ปา - ทะ) คืออะไร อิทธิคืออะไร ปาทะ เป็นภาษาบาลี ซึ่งภาษาไทยใช้เป็น บ คือบาท หรือ ปาทะ นี้คืออะไร ก็ไม่รู้ทั้งหมด แต่ชอบชื่อ คิดชื่อ คิดเรื่อง หรือประมาณกันเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจอะไรเลย อยากรู้แม้คำว่า สติปัฏฐาน ก็ไม่ต้องสนใจ เพราะอะไร เพราะเข้าใจสิ่งที่มีจริงขณะนี้หรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่ได้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจ

    ผู้ฟัง แสดงว่าที่เราสนใจโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เราไม่มีทางที่จะรู้ความลึกซึ้งได้เลยตอนนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่แล้วๆ มานี้ก็เข้าใจผิดกันหมดเลย

    ท่านอาจารย์ บ่นเพ้อธรรม

    ผู้ฟัง แสดงว่าการที่จะเข้าใจความลึกซึ้ง คงจะอีกยาวนานทีเดียว

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ไม่รู้ และจะรู้ก็คือรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่ใช่รู้อย่างอื่น ชื่อทั้งหลายคือ สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน อินทรีย์ พละ อิทธิบาท เหล่านี้ ตามมาเมื่อได้เข้าใจลักษณะของธรรมเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่เข้าใจลักษณะของธรรม ก็สับสน แม้แต่คำก็สับสน เมื่อเข้าใจธรรมแล้วจึงจะรู้คำว่า ศรัทธา ไม่ใช่เห็นผิด ที่เราใช้สับสนกันอยู่ใช่ไหม นี่คือความละเอียด

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ศรัทธาขณะนี้มีหรือไม่ ได้ยินเพียงชื่อ ตัวจริงมีก็ไม่รู้จัก และดับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นก็ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่มี จนกว่าจะรู้เฉพาะทีละหนึ่ง ในขณะที่หนึ่งนั้นกำลังปรากฏให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ปริยัติ รอบรู้ในสิ่งที่มีจริงที่ได้ฟัง คือไม่ว่าจะทรงแสดงโดยนัยใด โดยนัยของพระวินัย นัยของพระสูตร หรือนัยของพระอภิธรรม หรือโดยโวหารเทศนา ก็ต้องมีความเข้าใจว่าหมายความถึงความจริงของธรรม ที่ผู้นั้นสามารถจะเข้าใจได้โดยคำอุปมานั้นๆ หรือโดยคำกล่าวนั้นๆ เช่น จะใช้คำว่า ธาตุ (ธา - ตุ) คือจะใช้คำว่า ธรรม พวกนี้ก็แล้วแต่ว่าเขาสามารถที่จะเข้าใจอย่างไร จะแสดงโดยย่อ หรือจะแสดงโดยประมวล หรือจะแสดงโดยละเอียด เช่นทุกอย่างเป็นธรรม แล้วอย่างไร มากเกินจะประมาณได้ เพราะฉะนั้นก็ประมวล คือ ถ้าจะกล่าวโดยธาตุก็ ๑๘ ถ้าจะกล่าวโดยอายตนะก็ ๑๒ นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก่อน

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ก่อน

    ท่านอาจารย์ เราถึงจะเข้าใจความหมาย หรือความจริงของสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่ฟังแล้วคิดเอง และก็เผินแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องตามลำดับ แม้แต่ในขั้นของความเข้าใจ ปริยัติ มีความรอบรู้ไม่ว่าจะผ่านพยัญชนะใด ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าคืออะไร หมายความว่าอย่างไร สอดคล้องกันอย่างไร เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา ละชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม และชำระจิตให้บริสุทธิ์ ก็จะไม่พ้นไปจากธรรม ไม่ว่าจะกล่าวโดยนัยใด ก็ได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นสิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง ตรงนี้ถ้าลองคิดดู ถ้าเข้าใจธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จนเข้าใจโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เข้าใจอิทธิบาท เข้าใจอินทรีย์ เข้าใจสติปัฏฐาน เข้าใจมรรค ความลึกซึ้งของเรานั้นจะเป็นอย่างไร คงจะเกินความบรรยาย

    ท่านอาจารย์ นี่คือ บารมี เป็นสาวกบารมี ถ้าผู้ฟังไม่มีบารมีคือความรอบรู้และความเข้าใจ ก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เพราะบารมีคือสิ่งที่จะทำให้บรรลุถึงการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงอย่างนั้นในขณะนี้ ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่น หรือรู้อย่างอื่นเลย ทั้งหมดที่เป็นคุณความดีที่เป็นความเข้าใจ ก็คือเพื่อให้บรรลุถึงการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

    อ. คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้คือเป็นผู้ไม่ประมาทในพระธรรม โดยแท้จริงแล้ว ผู้ศึกษาพระธรรมก็คือผู้ฟังธรรม บางครั้งก็จากพระสูตรบ้าง บางครั้งก็ในเรื่องของสภาพธรรมที่เป็นอกุศลบ้าง เป็นกุศลบ้าง อย่างไรจึงจะเป็นผู้ไม่ประมาทในพระธรรม

    ท่านอาจารย์ คิดว่ารู้แล้ว บางคนคิดว่ารู้แล้ว พูดเรื่องอะไร ก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ เห็นก็เห็น ได้ยินก็ได้ยิน ก็รู้แล้วจะต้องพูดเรื่องนี้อีกทำไม เพราะคิดว่ารู้แล้ว แทนที่จะเป็นรู้แล้วก็คือ ผู้ไม่รู้จึงฟัง เมื่อฟังจึงรู้ขึ้น ไม่ใช่รู้แล้วคือรู้แล้วจะฟังทำไม ก็รู้แล้วไม่ต้องฟัง แต่เพราะไม่รู้ต่างหากจึงฟัง หรือแม้แต่การที่จะอ่านพระไตรปิฎก เพราะไม่รู้ มีใครสักคนหนึ่งซึ่งอ่านแม้พระสูตรเล่มหนึ่ง เข้าใจทั้งหมดไม่เว้นเลย หาไม่ได้แน่นอน เพราะเข้าใจเพียงใดก็ไตร่ตรอง แล้วก็เข้าใจเรื่องราว หรือเข้าใจลึกซึ้งในคำนั้นที่แสดงความจริงของคำนั้น เช่น เราไม่ต้องใช้คำว่า สติปัฏฐาน เพราะยังไม่ได้เข้าใจว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่ควรรู้ยิ่ง ก็ต้องฟังก่อนใช่ไหม ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจเรื่องราว รอบรู้สอดคล้องกันทั้งหมด ยิ่งฟังก็ยิ่งทราบว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ยิ่งฟังก็เป็นเราเข้าใจอย่างนี้ ตอนนี้เข้าใจแล้ว นั่นผิด ยิ่งฟังก็คือว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม สิ่งที่มีเคยเข้าใจว่าเป็นเราก็คือเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็คือเริ่มที่จะเข้าใจธรรม ไม่ใช่เป็นการคิดว่าเรารู้แล้ว หรือเราเข้าใจแล้ว เมื่อฟังเข้าใจแล้ว ก็น่าจะเบิกบาน ยังจะหวังอะไรให้มากกว่านี้ ใช่หรือไม่ เพียงฟังอีกเข้าใจอีกก็เท่านั้น ก็ดีแล้ว ดีกว่าที่ไม่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจเลย

    ผู้ฟัง คือไม่มั่นใจ

    ท่านอาจารย์ อย่างนี้ไม่ได้เลย เพราะผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้ผู้ฟังเกิดปัญญาความเห็นถูกของตนเอง จากการฟัง พิจารณาบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าใจขึ้น ถ้าจะมีคนบอกว่าเดี๋ยวนี้เป็นเราที่กำลังเห็น เป็นเราที่กำลังได้ยิน สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ดับไปเลย เราคิดอย่างไร

    ผู้ฟัง อย่างนี้แน่นอนว่าไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ นี่ก็คือความเข้าใจระดับหนึ่งซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ แต่ยังมีความเข้าใจอื่นอีกมากซึ่งจะทำให้คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ได้ยินเพียงเท่านี้ เข้าใจเท่านี้ ยังไม่พอ จนกว่าจะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แล้วจึงจะเริ่มเข้าใจสติ แม้ไม่ต้องเรียกชื่อ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ถ้าเขาพูดว่าสติ แต่ว่าสติไม่เกิด อย่างไรๆ ก็ไม่รู้ลักษณะของสติ เพราะสติไม่เกิด ได้ยินแต่ชื่อ แล้วจะรู้ว่าเป็นสติได้อย่างไร แต่เมื่อเข้าใจขึ้นจนกระทั่งรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏหนึ่ง ขณะนั้นรู้เลยว่าต่างกับที่ไม่เคยรู้มาก่อน เห็นกับชอบ ไม่ชอบ เหมือนกันหรือไม่ ไม่เหมือน เพราะลักษณะนั้นปรากฏ ไม่ใช่เราเรียกเอง

    เพราะฉะนั้น ไม่ต้องใช้คำว่า จิต ไม่ต้องใช้คำว่า เจตสิก ลักษณะนั้นก็ต่างกัน แม้แต่คำว่า นามธรรม กับ รูปธรรม ไม่ต้องเรียกชื่อเลย แต่ลักษณะของสภาพที่ปรากฏและไม่ใช่สภาพรู้ ก็มี และสภาพที่ไม่มีรูปร่างเลยแต่เป็นสภาพรู้ ก็มี เพราะฉะนั้น ชื่อไม่สำคัญเลยที่จะต้องไปจำ แต่เวลาได้ยินชื่อ ให้เข้าใจว่าทำไมมีชื่อต่างกัน เพราะลักษณะต่างกัน เช่น ใช้คำว่าจิต ไม่ได้หมายความถึงสภาพอื่น แต่หมายความถึงขณะที่กำลังมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ แสดงว่ามีธาตุที่กำลังรู้ในสิ่งที่ปรากฏ ต่อมาก็จะได้ยินคำเพิ่มเติม คือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เพราะขณะนั้นลักษณะของเจตสิกไม่ได้ปรากฏ อย่างเราบอกว่าเห็น ลักษณะของเจตสิกอะไรปรากฏ ก็ไม่มี แต่เวลาที่เราพูดถึงอย่างอื่น เช่น โกรธ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นก็แสดงความความต่างกันของธาตุรู้ แม้ว่าเป็นนามธรรม แต่อย่างหนึ่งไม่ใช่โกรธ แต่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ธาตุนี้รู้สิ่งนั้น อย่างขณะนี้ ถ้ามีกลิ่นปรากฏ ธาตุรู้กลิ่น เราไม่ได้พูดถึงชอบหรือไม่ชอบกลิ่น แต่พูดถึงกลิ่นปรากฏเพราะธาตุที่กำลังรู้กลิ่น เราจึงเพิ่มคำว่า เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ส่วนธาตุที่รู้แต่ไม่ใช่รู้กลิ่นอย่างแจ่มแจ้ง หรือรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เป็นแต่การชอบเพียงกลิ่นที่ปรากฏ ไม่ใช่สภาพที่กำลังรู้แจ้งในลักษณะของสิ่งนั้น

    เวลานี้ ถ้าบอกว่าได้ยิน ก็หมายความว่ามีเสียงใช่ไหม แล้วก็มีธาตุที่รู้แจ้งในเสียง ไม่ต้องพูดเลยว่าเสียงสูง หรือเสียงต่ำ เสียงเล็ก เสียงแหลม หรือเสียงทุ้ม เสียงห้าว ไม่ต้องพูดคำใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะธาตุนั้นกำลังรู้เฉพาะสิ่งนั้น แต่เวลาที่เราบอกว่าชอบสิ่งนั้น ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งนั้นปรากฏแล้วชอบ แต่ไม่ใช่เป็นสภาพที่รู้แจ้งเฉพาะในสิ่งนั้น โดยไม่ชอบ ไม่รัก ไม่อะไรทั้งหมด นี่คือค่อยๆ แยกนามธรรม ซึ่งต่างกันว่าหลากหลาย

    เพราะฉะนั้น เราก็จะกล่าวว่าจิต ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ หรือสิ่งที่ปรากฏรู้แจ้งในลักษณะนั้น แต่เวลาชอบเกิดขึ้นกับจิตนั้น ลักษณะที่ชอบ ไม่ใช่สภาพที่รู้แจ้ง แต่เป็นชอบในสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นความต่างกัน จึงเรียกชื่อต่างกันว่าอย่างหนึ่งเป็นจิต คือสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่สภาพที่ในขณะที่กำลังรู้แจ้งนั้น ชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งที่เกิดกับจิต หรือว่าเกิดในจิตไม่ได้แยกจากจิตเลย และไม่ได้รู้อารมณ์อื่นจากอารมณ์ที่จิตรู้ แต่ไม่ใช่ลักษณะที่รู้แจ้ง เป็นลักษณะที่ชอบ หรือไม่ชอบ ก็เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจโดยการฟัง แต่ว่าโดยการฟังนั้น เมื่อลักษณะของความโกรธเกิดขึ้น ต้องเรียกไหมว่า เจตสิก

    ผู้ฟัง ไม่ต้อง

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้อง แต่ว่าลักษณะนั้นต่างกันแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง แสดงว่าขณะนั้นไม่ต้องเรียกชื่อแล้ว เป็นการเข้าใจทันทีเลยในขณะนั้น

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน เวลานี้สภาพธรรมนั้นๆ ก็มี และไม่ได้เรียกชื่อ ไม่ได้เรียกชื่อก็มี แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่เวลาที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดง

    ผู้ฟัง ท่านรู้ว่าเป็นอะไร

    ท่านอาจารย์ ให้เห็นความละเอียดยิ่งของสภาพธรรมที่หลากหลาย แม้เป็นนามธาตุซึ่งเกิดอาศัยกันและกันเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แต่ก็ต้องรู้และปรากฏทีละอย่าง ด้วยเหตุนี้ จะกล่าวว่าเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ผู้นั้นต้องรู้จักจิต ไม่ได้พูดถึงเจตสิกเลย แต่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เอาชื่อมาเรียกใช่ไหม สติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ถ้าไม่รู้ลักษณะของจิต จะเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ความรู้ต้องตามลำดับ ค่อยๆ เกิดขึ้น และเป็นความรู้จริงๆ ทรงแสดงพระธรรมอุปการะเกื้อกูลให้ผู้ฟังเกิดความเห็นถูกของตนเอง ไม่ต้องถามพระพุทธเจ้าว่านี่ใช่ไหม หรือนั่นใช่ไหม เพราะทรงแสดงแล้วโดยละเอียด เพราะฉะนั้นก็มีการฟังที่จะค่อยๆ ไตร่ตรอง ที่ค่อยเห็นว่าเป็นธรรม ธรรมคือมีจริงๆ แต่ไม่ใช่ใคร และไม่ใช่ของใคร ก็ต้องตรงด้วย ไม่ใช่ว่าขณะนี้กำลังเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้อย่างไร

    ผู้ฟัง แบบนี้ก็ผิดแน่นอน

    ท่านอาจารย์ เช่นเดียวกัน ปริยัติ ความรอบรู้ คือความเข้าใจจริงๆ โดยไม่หวังว่าเมื่อไรจะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่ากำลังสะสมความเห็นถูก ที่จะสามารถเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ตรงตามที่ได้ฟัง ต้องตรงตามที่ได้ฟังด้วย

    เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ฟังเลย ไม่เข้าใจเลย แล้วจะไปเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ก็เป็นไปไม่ได้ หรือแม้ผู้ที่ฟัง ก็ไม่ได้ฟังด้วยความหวัง และไม่ต้องใช้คำว่าสติ แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ เข้าใจเมื่อไร และเข้าใจอะไร ถ้าเข้าใจเรื่องราว ก็เพียงฟังเรื่อง แต่สภาพธรรมทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังว่ามีจริง ก็กำลังทำหน้าที่เกิดขึ้นและดับไป โดยไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นแต่ละหนึ่งเป็นอะไร นั่นไม่ใช่ความเข้าใจจริงในลักษณะของสภาพธรรม เป็นแต่เพียงฟังเรื่องราวของธรรม ซึ่งธรรมมีจริงๆ สามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ได้ แต่ไม่ใช่เราไปหวัง หรือไปพยายาม เพราะเหตุว่าเมื่อเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ก็ยิ่งไม่หวัง และรู้ความต่างเมื่อสภาพภาพธรรมนั้นกำลังรู้ตรงลักษณะเฉพาะลักษณะเดียว จะหมดความสงสัยในคำว่าสติ ไม่ต้องเรียกเลยก็ได้ เรียกภาษาใดก็ได้ แต่เวลาที่สภาพธรรมนั้นกำลังรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ จะต่างกับขณะที่เพียงฟังเรื่องราว สภาพธรรมก็เกิดดับไป โดยไม่ได้ปรากฏกับความเข้าใจถูกในสภาพธรรมนั้นเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องสติปัฏฐาน สติสัมปชัญญะ อยู่ที่เข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ตราบใดที่ฟังเป็นเราก็ผิด ตราบใดที่มีเราเข้าไปฟัง

    ท่านอาจารย์ การฟังก็ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ปัญญาสามารถที่จะรู้ ขณะที่หลงลืมสติ และขณะที่สติเกิด ถ้าไม่ใช่ปัญญา จะรู้ไม่ได้เลย



    สนทนาธรรม ที่ ไร่คุณกุลรีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา

    วันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๕


    อ. อรรณพ ในพระไตรปิฎกมีแสดงว่า พระสาวกท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ไม่มีข้อสงสัยอะไร แต่พระสาวกต่างๆ ก็ยังทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่เสมอ เพราะอะไร

    ท่านอาจารย์ เพราะความลึกซึ้งของธรรม ชึ่งแต่ละคนก็สามารถจะเข้าใจธรรมที่ลึกซึ้งได้ตามกำลังของปัญญา แม้แต่สภาพธรรมตามปกติอย่างนี้ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ต้องมีปัญญามากกว่าผู้ที่เป็นพระอนาคามีบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระโสดาบัน และปุถุชน เป็นของที่แน่นอน แต่ปัญญาของท่านก็ไม่สามารถที่จะเท่ากับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ด้วยความที่ท่านเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมอย่างยิ่ง และขณะนั้นพระผู้มีพระภาคก็ยังประทับอยู่ด้วย ควรที่ท่านจะได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่ท่านจะคิดเอง

    เพราะฉะนั้น บางครั้งเวลาที่อ่านพระไตรปิฎก เราจะเห็นว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่มองดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่เล็กน้อยในการที่ท่านจะได้รู้ความละเอียดลึกซึ้งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค เพราะเหตุว่าสิ่งที่ท่านเหมือนเข้าใจว่าเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่สำหรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะถาม แม้สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเล็กน้อย

    แม้แต่เวลาที่ท่านเหล่านั้นอยู่ที่ป่าโคสิงคสาลวัน แต่ละท่านก็สนทนาธรรมด้วยเรื่องที่น่าประหลาดสำหรับคนอื่นที่จะคิดว่าเล็กน้อยเหลือเกิน ท่านถามกันว่าป่าโคสิงคสาลวันจะงามเพราะอะไร เท่านี้เอง แต่ความเห็นของแต่ละท่านก็ต่างกันไปตามการสะสม ซึ่งแน่นอนที่สุด คำตอบของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน ไม่ตรงกัน แม้เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถาม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่เคารพในบุคคลผู้เลิศที่สุด แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งท่านก็เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน ท่านก็ยังเห็นควรที่จะไปเฝ้าแล้วกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    คำพูดแต่ละคำที่เราได้ยินได้ฟัง และพระธรรมที่ผู้มีพระภาคตรัสด้วยพระองค์เอง เพียงคำไม่มากแต่เราเข้าใจความลึกซึ้งนั้นเพียงใด น่าคิดไหม เช่น เสียงเกิดมาได้อย่างไร จากไม่มีเสียง เพียงเท่านี้ก็ไม่คิด แล้วก็พูดกันไปทั้งวัน ไม่ได้คิดเลยว่าแม้แต่ไม่มีแล้วมี และสิ่งที่มีนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไม่น่าอัศจรรย์หรือ เห็นขณะนี้ จากเมื่อครู่นี้ที่ไม่เห็นแล้วเห็น แล้วไม่เคยคิดเลยว่า ทำไมถึงจากไม่มีแล้วมีได้ แต่ละอย่างหลากหลายมากเหลือเกิน วันหนึ่งๆ มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นต่างๆ นานา ผู้ที่ไม่มีปัญญาไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เกิดขึ้นแล้วไปไหน ก็แสดงให้เห็นความต่างของปัญญาว่าผู้ที่ไม่มีความละเอียด และไม่มีปัญญาพอที่จะรู้ว่า สิ่งที่มีในขณะนี้เป็นสิ่งที่มี แต่น่าอัศจรรย์ที่ว่า ใครทำให้มี หรือเกิดมีขึ้นได้อย่างไร และมีแล้วหายไปไหน ก็ยังไม่คิดอีก

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ไม่รู้ ไม่รู้ไปหมดเลย แม้แต่เพียงไม่กี่คำที่เป็นความจริง แล้วเราก็ได้ฟังบ่อยๆ สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ต้องเกิด จึงปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ และเมื่อเกิดแล้ว หมดแล้ว ไปไหน หายไปไหน หรือไม่เคยคิดเลย คิดแต่ว่าไม่ได้หมดไปเลย ยังมีอยู่ แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังเห็นเหมือนเดิม นี่คือความต่างกันของผู้ที่ละเอียด และผู้ที่มีปัญญาที่จะไม่ข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ว่า ผู้ที่ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ มีแน่นอน โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อที่จะได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เพราะเหตุว่าใครจะพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ให้มีความเข้าใจถูกต้องได้

    อ. อรรณพ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระมหากรุณาอนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อจะให้เห็นในสิ่งที่มีสาระ และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสพระธรรมไว้แล้วด้วยดี ด้วยดีก็คือ พร้อมหมดสำหรับผู้ที่มีอัธยาศัยที่จะได้ศึกษา ผู้ฟัง ฟังด้วยดีอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว

    ท่านอาจารย์ เกิดมาก็เรียนอะไรหลายอย่าง ด้วยความพอใจที่จะเรียนสิ่งนั้น แต่สิ่งที่น่ารู้กว่าสิ่งอื่นใด ก็คือสิ่งที่มีกำลังมีในขณะนี้ แต่ว่าตามแต่อัธยาศัย นี่เป็นเหตุที่พระธรรมไม่ได้แพร่หลายไปจนทั่วถึงทุกคนได้ ต้องแล้วแต่การสะสมว่า บุคคลนั้นเห็นประโยชน์ของการที่จะได้ฟังสิ่งที่น่าฟังยิ่งกว่าสิ่งอื่น เพราะเหตุว่าอย่างไรๆ เกิดมาแล้วมีตาก็เพียงเห็นเท่านั้น จะคิดอะไรเกินกว่าที่เห็นก็คงไม่ได้ แต่เวลาที่ได้ยิน ได้ฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังหลากหลายมาก หลายเรื่องจริงๆ แต่ประโยชน์อะไรจากการฟังเรื่องสิ่งต่างๆ ทั้งๆ ที่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งทำให้สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เมื่อพูดถึงความจริง จะไปหาที่ไหน ดูเหมือนว่าพูดง่ายๆ สิ่งที่มีจริงๆ เป็นความจริง แล้วอยู่ที่ไหน สิ่งที่มีจริงที่เป็นความจริง เป็นแต่เพียงเรื่องราวที่พูดกันว่าเรื่องนั้นจริง เรื่องนี้จริง โดยที่ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า สิ่งที่มีจริงต้องมีอยู่ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นแม้แต่การจะฟังพระธรรม ก็มองดูเหมือนกับว่าไม่ใช่วิชาการชั้นสูงที่ต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย หรือใช้เวลานาน ต้องคิดค้นจนกว่าจะมีอะไรที่คนอื่นไม่สามารถที่จะคิดค้นได้ เป็นความสำเร็จ เป็นความยิ่งใหญ่ แต่ความจริงแล้วก็คือว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ รู้หรือยัง ยิ่งใหญ่หรือไม่ หรืออย่างอื่นสำคัญกว่า ไม่ว่าใครจะศึกษาวิชาการใดๆ มาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุข เห็นดี น่าพอใจ ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี มีเงินทอง มีเกียรติยศชื่อเสียง เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร ที่มีจริงๆ อย่างที่คิดว่าสำคัญหรือไม่

    ถ้าใครต้องการลาภ เวลานี้ลาภอยู่ที่ไหน ลาภคือสิ่งที่น่าพอใจ อยากได้ อยากเห็น อยากมี แล้วอยู่ที่ไหน ได้แต่คิดใช่ไหม ได้แต่ต้องการ โดยที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่มี มีอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถ้ามีจริงๆ แล้วอยู่ไหน ฟังไปอาจจะงง เพราะเหตุว่าเป็นการเริ่มต้นของการที่จะให้รู้จริงๆ ว่า สิ่งใดแน่ที่ควรรู้ ควรเข้าใจ เวลาที่มีเงินทอง มีทรัพย์สิน มีเกียรติยศ มีความสุขหรือ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    29 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ