ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๓

    สนทนาธรรม ที่ เทวะมนตรา รีสอร์ท จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เพราะเรามีความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาก จนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ถ้าไม่ติดข้องไม่พอใจเสียเลยจะดีกว่าไหม แต่คิดไม่ออก ไม่เคยคิดว่าเมื่อไรจะไม่พอใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ อย่างเห็นดอกไม้ ก็สวยและชอบ อยากได้แล้ว กำลังชอบจะบอกว่าไม่ชอบ ไม่ติดข้อง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่หารู้ไม่ว่าแม้เห็นแต่ไม่ติดข้อง ย่อมดีกว่าขณะที่กำลังติดข้องหรือต้องการ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพื่อเข้าใจถูก ไม่ใช่ให้เราไปฝืน การที่เราพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนเป็นอุปนิสัย อย่างบางคนชอบสีเหลือง บางคนชอบสีฟ้า บางคนชอบสีแดง บางคนชอบสีเขียว ต้องมีเหตุปัจจัยที่แต่ละคนทำไมถึงได้หลากหลายไป แม้แต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เป็นอุปนิสัยแล้ว

    เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ติดข้องเลยเพราะรู้ความจริงมากขึ้น เราก็พ้นจากการที่จะต้องมีการเห็น การได้ยินไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ต้องเข้าใจความหมายของกาม ความติดข้องพอใจ โดยเฉพาะในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใช้คำว่า กามคุณ ความหมายของ คุณ อีกนัยหนึ่งคือ เครื่องผูก อีกความหมายหนึ่งคือ ทำให้เราเพลิดเพลิน เพลิดเพลินกันทุกวันนี้ จากอะไร เดี๋ยวก็ไปเดินชมสิ่งต่างๆ จะมีการร้องรำทำเพลงกันเมื่อไร ก็คือว่าเพลิดเพลินในสิ่งนั้น จะมีเพลงที่ไพเพราะ ถูกใจ ฟังแล้วไม่เบื่อ ก็คือว่าเพลิดเพลินในสิ่งนั้นอีก ก็ไม่พ้นจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะฉะนั้น นี่คืออีกความหมายหนึ่งของกาม

    อ.ธิดารัตน์ ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่อยากให้ท่านอาจารย์อธิบาย คือจิตไม่ได้สั่งให้รูปเป็นไปทางกายหรือทางวาจา แต่เมื่อมีจิต มีรูปที่เป็นไปพร้อมกับจิตอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจว่ารูป ที่ใช้คำว่า รูป หมายความถึงสิ่งที่มี แต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย อย่างเสียงมี แต่เสียงไม่รู้อะไรเลย ได้ยินเสียง ได้ยินรู้ลักษณะของเสียงที่ปรากฏ นี่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเลย คือเสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ได้ยิน สามารถที่จะรู้เสียง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า มีรูปที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ปรากฏทางตาในขณะที่กำลังเห็น แม้แต่จะใช้คำว่า มีรูปที่ปรากฏทางตา เท่านี้ เข้าใจถึงความจริงหรือไม่ว่า มีสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ คือเดี๋ยวนี้เองที่กำลังเห็น ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ทำไมเป็นดอกไม้ ทำไมเป็นคน ทำไมเป็นขวด ถ้าไม่เห็น จะเป็นคน เป็นขวด เป็นดอกไม้ได้ไหม ก็ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมเป็นเรื่องละเอียด แม้แต่รูปก็ต้องตรง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นขวดได้ไหม ก็เพียงปรากฏให้เห็น นี่คือความเผินของเราในการศึกษาธรรม ทำให้เราไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงได้ ต่อเมื่อไรแม้เพียงแต่ละคำไม่เผินเลย ไม่ว่าจะเห็นอะไรทั้งสิ้น ที่ดอกไม้แข็งไหม มีสีไหมที่จะปรากฏ มีกลิ่นไหม มีรสไหม มีโอชาหมายความว่าเป็นรูปที่สามารถที่จะกลืนกินเข้าไปแล้วทำให้เกิดรูปอื่น ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องจิตที่จะทำให้เกิดรูป เราก็ต้องรู้จักรูปเสียก่อนว่า รูปหมายความถึงสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ความเข้าใจของเราเรื่องรูป ไม่มี ได้ยินแต่ชื่อและเรียกถูก แต่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะที่เราบอกว่าเป็นรูป เช่น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่เราไม่เคยทราบเลยว่าสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่อะไรเลย แต่ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สิ่งที่สามารถกระทบปรากฏให้เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็มีไม่ได้

    นี่คือกว่าจะละความเป็นตน ความเป็นตัวเรา หรือความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็คือไม่เผินที่จะรู้ว่า แม้แต่คำว่ารูป รูปเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ เรามีความเข้าใจถูกในสิ่งนั้นเพียงใด ยังไม่ต้องไปไกลถึงเรื่องอื่นเลย เพียงธรรมดาๆ ที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ต้องฟังจนกว่าจะเข้าใจอย่างแท้จริง เห็นด้วยไหม เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เวลาส่องกระจก มีใครในกระจกหรือไม่ เราหรือไม่ เราอยู่ในกระจกหรือไม่ รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างนี้ แต่ไม่มีอะไรเลยในกระจก มีแต่รูปร่างสีสัน เหมือนเดี๋ยวนี้เลย ในโทรทัศน์มีใครหรือไม่ ไม่มี แต่เป็นแม่ เป็นลูก เป็นศัตรู เป็นเรื่องราวต่างๆ กำลังประทุษร้ายกันอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือความไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะรู้จริง ต้องไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จึงสามารถที่จะละคลายการยึดถือ เพราะความไม่รู้ เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะพูดถึงรูปที่เกิดจากจิต ก็ต้องเข้าใจว่ามีรูป ได้ยินคำว่ารูป รูปก็กำลังปรากฏ แต่ความรู้ความเข้าใจของเรา กว่าจะละการเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดของรูป โดยการเป็นรูปแต่ละรูปจริงๆ ไม่ปะปนกันด้วย ก็จะรู้ว่าผู้ที่ทรงตรัสรู้ กำลังเห็นอย่างนี้ รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเกิดแล้วก็ดับ เร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าคิดถึงธาตุรู้ ซึ่งไม่มีสีสัน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีกลิ่นเลย ล้วนๆ ไม่มีรูปร่างใดๆ เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้ มืดสนิท ไม่ใช่สี ไม่ใช่กลิ่น แต่สามารถจะเห็น เห็นไหมว่ากำลังมาสู่ขณะเห็นเดี๋ยวนี้ ด้วยการสามารถเข้าใจความต่างของธาตุรู้กับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็จะข้ามไป มีแต่ตัวหนังสือทั้งหมด ไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้เข้าใจ แม้แต่รูปธรรมและจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ว่าต่างกัน และในโลกนี้มีรูปมากมาย ปรากฏแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

    สิ่งที่เรารับประทาน ถ้าเป็นพริกที่เผ็ด รสเผ็ดปรากฏ หมดไหม หมด แต่ก็มีรสเผ็ดอีก รับประทานต่อไปอีก ซ้ำรสเดิม อาหารชนิดนั้นก็มีรสนั้นปรากฏอีก แต่ไม่ใช่รสเก่า ไม่ใช่รูปเก่า ให้เห็นความจริงว่าแต่ละหนึ่งเป็นสิ่งที่เกิดดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อเข้าใจถูก แล้วก็จะรู้ได้ว่า ความเข้าใจถูกต้องอาศัยการฟังและการไตร่ตรอง กว่าจะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ใช้คำว่า อัตตะ หรือ อัตตา หมายความถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่ได้เกิดดับเลย แต่ตามความเป็นจริงไม่มีอะไรเลย นอกจากสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏแสนสั้น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจะอยู่ในโลกของสิ่งที่เหมือนลวง เป็นเท็จ เพราะเหตุว่าในขณะนี้เห็นเหมือนคนนี้กำลังนั่งอยู่ รูปปรากฏให้เห็น แต่รูปนั้นเกิดดับด้วย ไม่กลับมาอีกเลย แต่ลวงเหมือนกับว่ายังไม่ได้ไปไหน ยังไม่ได้ดับไปเลย กำลังเป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริงคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงแสดงความจริง ซึ่งผู้ที่ฟังสามารถที่จะไตร่ตรอง ประโยชน์คือเป็นความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่คิดเอง ถ้าคิดเองผิดแน่นอน แล้วจะไปพยายามทำ โดยที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่อยากจะให้ถึงการประจักษ์สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ฟังอย่างไรก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่า แท้ที่จริงชั่วขณะที่เห็น สิ่งนั้นดับแล้ว มีสิ่งอื่นเกิดต่อทันที เพราะฉะนั้น จะไม่เห็นการรวดเร็วของการเกิดดับสืบต่อ ที่จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เพราะเหตุว่าสืบต่อกันเร็วมาก นี่ก็ยังไม่ถึงจิตตชรูป หรือรูปที่ทำให้เกิดจิต เพียงแต่ทราบว่าที่กายมีรูป แต่จะรู้ไหมว่ารูปที่กายมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ ยิบคือเล็กมาก มองไม่เห็นเลย แล้วรูปแต่ละกลุ่ม หรือที่ละเอียดยิบที่แยกออกอีกไม่ได้ เกิดจากสมุฏฐาน ธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูปหลากหลาย บางกลุ่มในกลุ่มต่างๆ ที่มีอากาศธาตุแทรกคั่น บางกลุ่มเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน เช่น จักขุปสาท เวลานี้ที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเพียงแต่ไม่มีจักขุปสาท รูปพิเศษ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ามีเฉพาะรูปนี้ที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้ารูปนี้ไม่มี จิตจะเกิดขึ้นเห็นไม่ได้เลย นี่คืออำนาจอยู่ที่ไหน ใครทำได้ นอกจากสิ่งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นเป็นไป แต่ละอย่างๆ ก็เป็นอำนาจเฉพาะสิ่งนั้นๆ ที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไปได้

    เพราะฉะนั้น จักขุปสาท ข้างหลังมีไหม ที่เท้ามีไหม มองไม่เห็นเลย แต่ก็รู้ว่าต้องอยู่ที่กลางตานี่เอง มองไม่เห็นก็จริง แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่รูปทั้งสองคือ สิ่งที่ปรากฏขณะนี้และจักขุปสาท เห็นไม่ได้เลย แต่มีธาตุที่กำลังเกิดขึ้นและเห็น ทั้งหมดก็คือไม่ใช่ใครสักคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น และไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดจากกรรมมีอะไรบ้าง จักขุปสาท มองไม่เห็นเลย แต่รูปนี้มีแน่ เพราะสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น โสตปสาท ซึ่งเป็นภาษาบาลี ภาษาไทยธรรมดาก็คือหู มีลักษณะพิเศษ อยู่ที่บ่าหรือไม่ ไม่ใช่เลย อยู่กลางหู ก็มองไม่เห็นอีก แต่ว่าเป็นรูปเดียวที่สามารถกระทบเสียง และถ้าจิตไม่เกิดขึ้นได้ยิน เสียงก็ไม่ปรากฏ เวลาเสียงที่ไม่ปรากฏ จะทราบไหมว่ามีโสตปสาทรูป ก็ไม่ทราบ

    นี่คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นไปอย่างละเอียดอย่างรวดเร็ว แต่อาศัยการได้ฟังพระธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะรู้ในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น รูปที่กรรมทำให้เกิดขึ้น ก็มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว ที่หนึ่งที่ใดที่สามารถที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบ จิตเกิดขึ้นรู้ว่าสิ่งที่กระทบนั้นแข็ง หรืออ่อน หรือเย็น หรือร้อน ก็แสดงว่าตรงนั้นมีกายปสาทรูป ใครก็ทำให้กายปสาทเกิดไม่ได้ นอกจากกรรม คนที่ทำกรรมที่ไม่ต้องการให้ตาเกิดขึ้น มีไหม ประสงค์ที่จะให้คนอื่นตาบอด แต่คนอื่นไม่ใช่ตาบอดเพราะเราประสงค์ นี่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง แต่เจตนาที่ไม่ต้องการนั่นเอง แม้เกิดแล้วดับแล้ว ก็ไม่ทำให้คนนั้นมีตา ก็เป็นคนที่ตาบอดในชาตินั้น นี่คือการที่จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่อยู่ในอำนาจของใครเลยทั้งสิ้น รูปทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากกรรม แต่ลองคิดดูว่า รูปทุกรูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ซึ่ง ๑๗ ขณะนี้ ไม่สามารถวัดได้เลย ระหว่างเห็นกับได้ยิน รูปก็เกิดดับเกิน ๑๗ ขณะมากมายแล้ว

    เพราะฉะนั้น รูปดับอยู่ตลอดเวลา เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ไม่ว่ารูปนั้นจะเกิดจากสมุฏฐานอะไร เวลาที่กรรมให้ผล รูปที่กายก็อาจจะมีธาตุไฟที่ร้อน ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ที่เป็นปัจจัยให้โรคที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของธาตุนั้นๆ เกิดขึ้นได้ รูปต่างๆ เหล่านี้เล็กน้อย มีอากาศธาตุแทรกคั่น และเกิดดับ ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่อาศัยรูปที่เกิดจากอาหารที่บริโภคเข้าไป ด้วยเหตุนี้ เพียงรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น ไม่สามารถที่จะดำรงภพชาติอยู่ได้ ต้องมีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ และมีรูปที่เกิดจากอาหาร เพราะฉะนั้น สมุฏฐานที่ทำให้เกิดรูปมี ๔ ได้แก่ กรรมหนึ่ง จิตหนึ่ง อุตุหนึ่ง อาหารหนึ่ง เราพูดถึงเรื่องกรรมก่อน จะได้เข้าใจรูปที่เกิดจากกรรม ขณะนี้มีทั้งตา หู มีอะไรหมดทุกอย่าง ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เกิดจากกรรมก็มี เคลื่อนไหวได้ไหมถ้าไม่มีจิต พูดได้ไหม รูปที่เกิดจากกรรมก็มีใช่ไหม แต่การที่รูปนั้นจะเคลื่อนไหวไปต่างๆ ก็ต้องอาศัยจิตเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้น รูปดับไปอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นที่จะเคลื่อนไหวไปได้ ก็ต้องเพราะจิตนั้นมีรูปเกิดพร้อมกันในเวลานั้น และมีความประสงค์ที่จะให้รูปนั้นทรงอยู่ตั้งอยู่ในอาการอย่างไร เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นรูปที่เกิดจากจิต แต่ไม่ใช่เฉพาะรูปนั้น แม้รูปอื่นๆ ซึ่งเกิดร่วมกัน เช่น รูปที่เกิดจากกรรม ก็ต้องเป็นไปด้วยในขณะนั้น ไม่ใช่แยกกัน

    ผู้ฟัง ทั่วร่างกายที่มีกายปสาท สามารถรับรู้เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง แสดงว่าจิตก็สามารถเกิดได้ทั่วร่างกายใช่ไหม ถ้าเป็นกายวิญญาณ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้น จิตที่รู้ทางกาย จึงมีคำว่า กายวิญญาณ คือสภาพที่รู้แจ้งทางกาย เพราะกำลังรู้ลักษณะที่แข็งจริงๆ ไม่ใช่ไปนึกว่าแข็ง เย็นจริงๆ ซึ่งต่างกับขณะที่กำลังคิดว่าเย็น คิดว่าแข็ง โดยที่แข็งไม่ได้ปรากฏให้รู้แจ้ง เพราะฉะนั้นจึงมีคำที่ใช้เรียกธาตุรู้ เป็นวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เฉพาะธาตุที่ปรากฏให้มี ให้รู้ได้จริงๆ ว่าสิ่งที่ถูกรู้ มี ได้แก่ สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพราะจิตที่เป็นจักขุวิญญาณธาตุ ธาตุที่รู้แจ้ง หลับตาแล้วจะนึกถึงสักเท่าไร ก็นึกไม่ออกใช่ไหม เย็นนี้จะนึกถึงสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ เพราะขณะนั้นไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุ ขณะใดที่ เห็น เกิดขึ้นแท้ๆ เลยเดี๋ยวนี้ ที่ใช้คำว่า จักขุวิญญาณธาตุ (จัก - ขุ - วิน - ยา - นะ - ทาด) ธาตุรู้ที่รู้แจ้งโดยอาศัยจักขุ ต้องเป็นชั่วขณะที่เห็นเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น วิญญาณธาตุ ๕ จักขุวิญญาณธาตุ ๑ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ และขณะที่กำลังได้ยินเสียงจริงๆ ที่ยังไม่ดับ ขณะนั้นก็เป็นโสตวิญญาณธาตุ ไม่เหมือนกับกำลังคิดถึงเสียงที่ดับไปแล้ว และขณะที่กลิ่นกำลังปรากฏจริงๆ ชั่วขณะนั้น จิตอื่นจะมาเทียมเท่าการรู้แจ้งกลิ่นนั้นได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็เป็นฆานวิญญาณธาตุ บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือสามารถที่จะรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ไปคิด แต่มีจริงๆ ให้รู้แจ้งได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าศึกษาต่อไป แม้จิตเป็นธาตุรู้ ก็ทรงจำแนกความเป็นธาตุของจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นวิญญาณธาตุ และมโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ แต่วิญญาณธาตุ ๕ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ในชีวิตประจำวันทั้งหมด ไม่มีอะไรที่จะปรากฏแจ้งชัดอย่างนี้เลย แล้วคิดถึง ก็ไม่รู้ความต่างว่า เวลาคิด ไม่ได้แจ้งชัดอย่างขณะที่กำลังปรากฏเลย เพราะฉะนั้นก็รู้ได้ว่า ขณะนี้แจ้งชัดชั่วขณะเห็น เพียงหลับตาก็หมดแล้ว จะนึกถึงสิ่งที่ปรากฏสักเท่าไร จะแจ้งชัดไหม แต่พอลืมตา แจ้งชัด แจ้งชัดจริงๆ แต่เมื่อหลับตา ไม่มีทางที่จะแจ้งชัดได้เลย

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คำว่า วิญญาณธาตุ ก็มีความหมายว่าเป็นธาตุที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ จะให้จิตขณะอื่นเหมือนขณะนี้ก็ไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารมีตั้งหลายรส รสใหม่ๆ ก็มีใช่ไหม ที่ไม่เคยลิ้มมาก่อนเลย ลองนึกให้เหมือนเลยกับที่กำลังปรากฏได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ชิวหาวิญญาณธาตุ ถ้าเป็นชิวหาวิญญาณธาตุคือขณะนั้นสภาพธรรมนั้นกำลังปรากฏแจ้งชัด ไม่ต้องคิด ไม่ต้องอธิบาย จะเผ็ดสักเท่าไร จะหวานสักเท่าไร จะขมสักเพียงใด อธิบายไม่ได้เลย ไม่เหมือนกับขณะที่รสนั้นกำลังปรากฏกับชิวหาวิญญาณ ซึ่งกำลังรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ นี่ก็คือจิตที่เป็นไป ที่จะต้องแยกให้เห็นว่าสิ่งที่รู้แจ้งจริงๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นอย่างนี้ แต่หลังจากนั้นแล้วก็มีแต่การคิดและการจำ ลำไยมีรสหนึ่งใช่ไหม ชมพู่ก็อีกรสหนึ่ง แตงโมก็อีกรสหนึ่ง ลองคิดให้แจ้งชัดเหมือนกำลังที่ปรากฏได้ไหม ไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ จึงแยกจิตที่รู้แจ้ง ซึ่งเป็นวิญญาณธาตุ ๕ เป็นกุศลวิบาก ๑ เป็นอกุศลวิบาก ๑ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ค่อยๆ ศึกษาทีละคำ แต่ให้เข้าใจจริงๆ พอได้ยินคำอื่น ก็จะต้องมีคำที่ไม่ใช่สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ที่เราใช้คำอื่น เช่น วิญญาณธาตุจะไม่ใช่มโนธาตุ จะไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุ แต่ไม่ใช่ไปศึกษาทีเดียวมากๆ หลายคำ แต่ต้องทีละหนึ่ง ให้เข้าใจจริงๆ แล้วจะรู้ว่า นี่คือความลึกซึ้งของธรรม ซึ่งแม้เป็นจิตก็หลากหลาย แล้วก็ต่างกันไปด้วย

    ผู้ฟัง ตอนแรกที่ท่านอาจารย์พูดถึงอำนาจ ผมเคยได้ยินว่าสมัยที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ก็เกิดเหตุการณ์อย่างเช่น คนเตี้ยก็เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่าอำนาจธรรมอะไร

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ใช้คำว่า อำนาจ เราคิดถึงว่าสามารถทำให้เป็นไปได้ใช่ไหม ยังไม่ต้องพูดถึงอะไร พูดถึงคำว่าอำนาจ คนมีอำนาจคือเขาสามารถที่จะทำให้อะไรเป็นไปก็ได้ คิดว่าอย่างนั้น แต่ว่าอำนาจจริงๆ อะไร ถ้าไม่มีธรรมเลย และธรรมที่หลากหลาย จะมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลากหลายได้ไหม จะไม่ให้หลากหลายได้ไหม ให้จิตก็เป็นแต่เพียงธาตุรู้อย่างเดียว ไม่ให้รู้อย่างอื่นด้วยได้ไหม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำให้เป็นไปได้ คือความหมายของอำนาจ อย่างอื่นจะทำให้อะไรเป็นไป ได้ไหม คนที่เขาคิดว่าเขามีอำนาจมาก ทำให้เห็นได้ไหม ทำให้ได้ยินได้ไหม ทำให้กุศลจิตเกิดได้ไหม ก็ไม่ได้เลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ฉะนั้น อำนาจบางอย่างที่ว่าเป็นอำนาจของธรรม ทำให้คนไม่ปกติ เป็นปกติ ก็เป็นสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ใช่ไหม แต่ด้วยมีเหตุมีปัจจัย ด้วยอำนาจของธรรมนั้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เราคิดเอง เราคิดได้ตื้นมาก ถ้าจะเป็นผู้ที่รู้ความจริง ต้องลึกมาก เช่น ในขณะนี้เห็นอะไร ลองบอกอย่างตื้นๆ ว่าเห็นอะไร

    ผู้ฟัง ตื้นก็คือเห็นท่านอาจารย์ เห็นดอกไม้

    ท่านอาจารย์ นี่ตื้นแล้วใช่ไหม แต่ถ้าถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องลึกจนกระทั่งไม่มีสัตว์ บุคคล แต่มีธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาท ซึ่งธาตุนั้นจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ซึ่งใช้คำว่า มหาภูตรูป หมายความถึงรูปใดๆ ทั้งสิ้นที่ปรากฏจะปราศจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้ เพราะธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นใหญ่เป็นประธาน จึงมีรูปอื่นที่เกิดกับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา ก็ต้องอยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่อยู่ที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น จะเป็นเสียง จะเป็นรส จะเป็นรูปใดๆ ทั้งสิ้น ก็จะปราศจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ลึกก็คือว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเพราะมีมหาภูตรูป เข้าใจว่ามีคุณกอบแก้วนั่งอยู่ตรงนี้ แต่เพราะเหตุว่าที่นั่นมีมหาภูตรูปใช่ไหม ถ้าไม่มี จะให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาปรากฏกระทบตาได้ไหม ก็ไม่ได้ และมหาภูตรูปแต่ละคนก็มีสมุฏฐานต่างกัน ทั้งรูปที่เกิดจากกรรม รูปที่เกิดจากจิต รูปที่เกิดจากอุตุ รูปที่เกิดจากอาหาร

    เพราะฉะนั้น ความหลากหลายของสิ่งที่ปรากฏทางตาจะให้เหมือนกันไม่ได้ แม้แต่ดอกไม้ ซึ่งไม่มีจิตเลย แต่ความหลากหลายของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ปรากฏเป็นดอก เป็นใบ เป็นกิ่ง เป็นก้าน เป็นรสต่างๆ แล้วถ้าเป็นจิตจะละเอียดยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด จะวิจิตรมากกว่านั้นสักเท่าใด เพราะเหตุว่าเป็นรูปซึ่งเกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากอาหารก็มี แม้แต่อาหารที่รับประทานเข้าไป ก็ทำให้รูปต่างกันก็ได้ใช่ไหม แต่ว่าพวกต้นไม้ใบหญ้ามีแต่รูปที่เกิดจากอุตุ คือความเย็นความร้อนเท่านั้นเอง ก็ยังหลากหลายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมแต่ละหนึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น ปรากฏเร็วแสนเร็ว เล็กน้อยมาก แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก จึงต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่เริ่มเข้าใจถูก จนกว่าจะค่อยๆ ละความติดข้องและความไม่รู้ ที่ทำให้ยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    ก็เป็นบุญที่มีโอกาสได้ฟังความจริง ซึ่งเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ว่าเป็นพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ ก็เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้ได้เข้าใจขึ้น เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    6 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ