ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๑

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ที่สำคัญที่สุดที่ลืมไม่ได้เลย คือขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น การฟัง ถ้าจะใช้ภาษาไทย ไม่ใช้ภาษาบาลี ก็เป็นการฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะข้ามไป เราไม่คิดว่าที่เกิดมาก็คือเกิดมาเห็น เกิดมาได้ยิน เกิดมาได้กลิ่น เกิดมาลิ้มรส เกิดมารู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็คิดนึกเรื่องที่เห็นเรื่องที่ได้ยิน จนกระทั่งลืมว่า ถ้าไม่มีขณะที่เห็น เรื่องใดๆ ก็ไม่มี ถ้าไม่มีขณะที่ได้ยิน เรื่องราวมากมายก็มีไม่ได้

    เพราะฉะนั้น การที่เราจะรู้ว่าไม่ว่าสุขหรือทุกข์ในวันหนึ่งๆ หรือเรื่องราวต่างๆ มี เพราะเกิดมาเห็น เกิดมาได้ยิน เกิดมาได้กลิ่น เกิดมาลิ้มรส เกิดมารู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เกิดมาคิดนึก แล้วติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ โดยไม่เข้าใจความจริงเลยว่า สิ่งที่มีในขณะนี้แสนสั้น ชั่วคราว เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้น การที่จะให้เข้าถึงความจริงนี้ จึงต้องอาศัยการฟังและการพิจารณาว่า ที่เราเข้าใจว่ามีเราและมีสิ่งต่างๆ มากมายนั้น ถ้าแยกย่อยละเอียดยิบเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตลอดเวลา ไม่มั่นคง ไม่เป็นสิ่งที่เที่ยงหรือยั่งยืน แต่ชั่วคราว แล้วก็จากโลกนี้ไป

    จากการที่ยังไม่มีเราถ้ายังไม่มีการเกิด แต่เมื่อมีการเกิดแล้วก็ “มีเราชั่วคราว" ทุกวันๆ ผ่านไป จนถึงขณะที่จะหายไปจากโลกนี้ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้ก็เหมือนอย่างนั้น กำลังหายไป หายไป แต่ก็มีสิ่งอื่นที่เกิดสืบต่อ เพราะว่ายังไม่ถึงขณะสุดท้ายของชีวิต ก็ทำให้ดูเสมือนว่าเรายังอยู่ในโลกนี้ไปทุกวัน แต่ก็มีวันหนึ่งที่จะต้องหายไปจากโลกนี้ แล้วก็จะไปสู่โลกใด และจะเป็นใคร ก็แล้วแต่ว่าขณะนี้ใครทำอะไร จะดีจะชั่ว ก็เป็นการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง ซึ่งแต่ละคนก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะถึงเมื่อไร แต่ต้องถึงแน่นอน และที่หมายปลายทางก็คือขณะที่กำลังไปทางกุศล หรือไปทางอกุศล นั่นเอง

    ผู้ฟัง มรรคมีองค์ ๘ นี้ บางท่านก็ไปย่นย่อว่า มีศีล สมาธิ ปัญญา ขออนุญาตเรียนถามว่าเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มรรคมีองค์ ๘ เป็นสิ่งที่มีจริง และองค์ที่หนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นถูกต้องของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่มีหนทางที่จะมีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหัวหน้าของมรรคมีองค์ ๘ เพราะถ้าขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การไม่รู้ตามความเป็นจริง ต่อเมื่อไรได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อนั้นสภาพธรรมอื่นๆ ที่เกิดร่วมกัน ก็จะเป็นมรรคแต่ละองค์ในอีกเจ็ดองค์ รวมทั้งสิ้นก็เป็นแปด

    ต้องเริ่มต้นจากการฟัง และรู้ความจริงว่า คำที่ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริง จนกว่าคนที่ฟังจะเริ่มมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกในคำว่าสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ละหนึ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ก็คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกก็คือว่า สามารถที่จะเข้าใจถูกความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะรู้แจ้งอย่างผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา แต่เราลืม เมื่อสักครู่นี้ก็ดับหมดแล้ว เห็นเมื่อสักครู่ไม่ใช่เห็นขณะนี้ ได้ยินขณะนี้ก็ไม่ใช่ได้ยินขณะก่อน เพราะฉะนั้นโดยมากก็จะข้ามความสำคัญของสิ่งที่มีจริงว่า เพียงเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป แต่เมื่อไม่รู้ก็ยึดถือสิ่งที่มีจริงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง และเข้าใจว่าเป็นเราที่เห็น แต่ตามความเป็นจริง เห็นเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย แล้วเห็นก็ดับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอง ทุกอย่างเกิดดับอยู่ตลอดเวลา สัมมาทิฏฐิ คือ ฟัง จนกระทั่งมีความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ บางคนในขณะนี้ที่กำลังฟังธรรมก็ยังคิดเรื่องอื่น ถ้าใช้คำภาษาบาลี สภาพธรรมที่คิด หรือตรึก หรือจรดในอารมณ์ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็หมายความว่า เห็นแล้วคิด เพราะฉะนั้น “ความคิด”ของแต่ละคนขณะนี้ ห่างไกลจาก “การเห็น” คิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ ลืมว่า เห็น คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ซึ่งคิดเรื่องอื่นมากมาย แต่เวลาฟังพระธรรมมีความเข้าใจว่า สิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เช่น เห็น แล้วก็คิดเรื่องสิ่งที่เห็น ได้ยิน แล้วก็คิดถึงเรื่องที่ได้ยิน แต่ไม่รู้ความจริงว่า เห็นเกิดขึ้นเห็น แล้วดับ ได้ยินเกิดขึ้นได้ยิน แล้วดับ แม้คิดก็เกิดคิดตามที่เคยสะสม ตามที่เคยเห็น เคยได้ยิน แล้วก็ดับ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาแม้ความคิด หรือแม้การเห็น แม้การได้ยิน ตรงกับที่ทรงแสดงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริงที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แม้ในขณะนี้ก็เป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ จะไม่มีการมีมรรคมีองค์ ๘ เลย เพราะเหตุว่ามรรคมีองค์ ๘ คือหนทางที่จะทำให้รู้แจ้งความจริงของสภาพธรรม ซึ่งในขณะนี้เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ เป็นมรรคองค์ที่สอง ซึ่งเมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว เราจะคิดเรื่องอื่นน้อยลง เพราะว่าไม่มีสาระ คิดแล้วก็หมด แทนที่จะคิดถึงเรื่องอื่น ก็มาค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ สภาพธรรมที่ภาษาบาลีใช้คำว่า วิตกฺก (วิ - ตัก - กะ) แต่ความจริงก็คือ สภาพที่ไปและจรดในสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏ ต้องมีวิตกเจตสิก หรือที่เราใช้คำว่า คิด มีใครบ้างไหมที่ไม่คิด เห็นแล้วคิดทันที ถ้าไม่กล่าวโดยสภาพของจิตอย่างละเอียดซึ่งเกิดสืบต่อกัน แต่กล่าวถึงที่พอจะรู้ได้ ก็คือ เห็นแล้วคิด ได้ยินแล้วคิด

    เพราะฉะนั้นจะขาดการคิดไม่ได้เลย แม้ขณะนี้ก็เห็นแล้วคิดนั่นเอง ถ้าไม่คิดจะไม่มีว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเลย ไม่มีรูปร่างสัณฐาน ไม่มีความจำว่าเป็นอะไร แต่เมื่อเห็นแล้วคิดจึงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นไม่ได้คิดแต่เฉพาะเพียงสิ่งที่ปรากฏ ยังคิดเรื่องอื่นอีกมากมาย วันนี้คิดเรื่องธรรมบ้างหรือยัง หรือคิดเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเห็น ว่ามีจริงๆ เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป นี่คือกว่าที่จะได้เข้าใจที่จะเป็นการเดินทาง ดำเนินไป สะสมไป อบรมไป จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่ก็สององค์ คือสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะ เริ่มเข้าใจถูกว่าไม่ใช่ขณะอื่นเลย เดี๋ยวนี้เอง หลังเห็นแล้วก็คิด คิดเรื่องอื่นเมื่อไรก็ไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ แต่ถ้าคิดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วได้ยินได้ฟัง และเริ่มเข้าใจถูกต้อง ขณะนั้นก็คือความหมายของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งคงจะต้องกล่าวเป็นลำดับไปแต่ละมรรค สำหรับตอนนี้ก็สองมรรค คือสัมมาทิฏฐิ กับสัมมาสังกัปปะซึ่งได้แก่การคิดหรือจรดในอารมณ์ที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจ

    ต้องฟังอีกนานไหม กว่าความคิดของเราจะไม่ไปสู่ที่อื่น แต่มารู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ไม่ใช่เพื่อที่จะไปเร็ว หรือว่าจะได้อะไร แต่เป็นความจริงใจ เป็นสัจจะ อริยสัจจะจะมีได้ต้องเริ่มต้นจากสัจจะ คือความจริงใจต่อการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ และบุคคลนั้นเองไม่ต้องถามใครเลย เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดง เพื่อให้คนฟังเกิดปัญญา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกของตนเอง ไม่ใช่ของคนอื่น

    เพราะฉะนั้นจากการฟัง ก็จะทำให้เป็นผู้ที่ตรง ว่าขณะนี้รู้จักธรรมหรือยัง ธรรมไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นถ้าฟังขณะนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เวลาที่อ่านพระไตรปิฎก หรืออรรถกถา หรือได้ยินได้ฟัง ก็จะรู้ว่ากำลังฟังเรื่องธรรมหรือไม่ใช่ธรรม ถ้าฟังเรื่องธรรมก็คือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง และยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าเป็นอภิธรรม ละเอียดลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าทรงแสดงว่าธรรมที่มีในขณะนี้ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดแล้วก็ดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ ความลึกซึ้งของสภาพธรรมในขณะนี้ที่กำลังเกิดดับ สามารถจะรู้ได้ด้วยปัญญา ความเห็นถูกต้องจากการที่เริ่มรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม และฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งเป็นความรู้ความเข้าใจขึ้น ซึ่งก็คงจะต้องไม่ใช่เพียงครั้งเดียว

    ผู้ฟัง ผู้มีปกติอยู่ด้วยเพื่อนสอง กับผู้มีปกติอยู่ผู้เดียว มีความละเอียดในทางธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ได้รู้จักธรรมจริงๆ ใช่ไหม แต่ได้ยินคำว่า อยู่ผู้เดียว กับ อยู่ด้วยเพื่อนสอง ทั้งหมดก็ต้องเป็นธรรม เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเข้าใจอย่างอื่น ก็ขอให้ได้เข้าใจจริงๆ ด้วยตนเองว่าธรรมคืออะไร ขอยกตัวอย่างเรื่อง เสียง เมื่อสักครู่นี้ที่มีผู้ถามเรื่องเสียงกับเห็น เสียงผ่านไปตั้งกี่เสียง ใครรู้แต่ละเสียงตามความเป็นจริง ว่าเสียงเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียด มีพื้นฐานความเข้าใจที่มั่นคง เมื่อมีพื้นฐานความเข้าใจที่มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความเข้าใจอย่างแท้จริง ก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเพิ่มขึ้น แม้แต่คำว่า อยู่ผู้เดียว หรือ เพื่อนสอง ก็ต้องเป็นธรรมนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ขอกล่าวถึงความละเอียดของเสียง ที่มีผู้ถาม ดูเหมือนเสียงเป็นธรรมดา มีเสียงทั้งวันและทุกวันด้วย แต่ใครรู้ความจริงของเสียง ว่าเสียงในขณะที่เกิดต้องมีปัจจัย ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดลอยๆ ตามใจชอบไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ทำไมเกิดเป็นเสียง ไม่เป็นอย่างอื่น ทำไมเกิดเป็นเห็น ไม่เป็นอย่างอื่น ทำไมเกิดเป็นกลิ่น ไม่เป็นอย่างอื่น ก็เพราะเหตุว่ามีปัจจัยแต่ละอย่างที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจในขณะที่เสียงปรากฏ เพียงคำว่า เสียง ไม่ได้คิดถึงความละเอียด หรือลืมไปเลยว่าเสียงเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว แต่ตามความเป็นจริงก็คือ เสียงเป็นเสียง ปรากฏเพราะเหตุว่าต้องมีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงจึงจะปรากฏได้

    เพราะฉะนั้นจะอยู่ผู้เดียวก็คือ มีความเข้าใจธรรมว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนสอง ก็คืออยู่กับความต้องการ หรือความคิด หรืออะไรอื่นๆ อีกมากมาย และก็ไม่ได้อยู่เพียงสองด้วย จะคิดถึงคนสัก ๑๐ คน ๑๐๐ คน ก็เพิ่มขึ้น แต่ตามความเข้าใจจริงๆ ก็คือว่าไม่ใช่เพียงได้ยิน แล้วก็คิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าแต่ละหนึ่งอย่างที่ได้ยินต้องพิจารณาจนเป็นความละเอียดว่า เสียงดับแล้ว เพราะฉะนั้น อย่างอื่นที่ไม่ใช่เสียงก็เช่นเดียวกัน มีอะไรที่เที่ยงบ้าง เช่น ในขณะที่เสียงปรากฏ มีใครรู้บ้างว่าถ้าไม่มีธาตุรู้ที่กำลังเกิดขึ้นได้ยินเฉพาะเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงอื่น ก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่งแล้ว เป็นสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น การที่จะอยู่ผู้เดียวได้ ต้องเป็นผู้ที่อยู่กับปัญญา หรือความเห็นถูก ความเข้าใจถูกว่าในห้องนี้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็มีคนมากมาย แต่ถ้าเป็นเพียงแต่ละหนึ่งธรรมซึ่งเกิดขึ้น ย่อยคนหนึ่งคนละเอียดยิบ ก็จะเป็นธรรมที่แต่ละหนึ่งมากมาย เช่น เห็น เข้าใจว่าเป็นเรา ก็คือเห็นไม่ใช่เรา ได้ยิน เข้าใจว่าเป็นเรา ก็คือได้ยินไม่ใช่เรา คิดนึกเกิดขึ้นก็เป็นคิดนึก ไม่ใช่เรา แล้วทั้งหมดก็ดับไป แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย นี่คือถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคง ก็คือว่าทุกอย่างที่กำลังปรากฏเป็นธรรม ที่กว่าจะเข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าแยกย่อยจนละเอียดยิ่ง แม้แต่รูปธรรมแต่ละหนึ่ง ก็จะรู้ได้ว่าไม่มีอะไรที่เที่ยง คงที่ เกิดขึ้นแล้วไม่ดับ

    ที่ร่างกายของทุกคนมีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายเมื่อไรก็ได้ แขนขาด ขาขาด ตัดผม หรืออะไรทุกอย่างก็ได้ มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ ใครทำให้สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ และจริงๆ แล้วก็คือว่าเพียงเข้าใจคร่าวๆ ว่าเวลารวมกันก็เป็นแขนของเรา ขาของเรา ตาของเรา ถ้าแยกออกไปหมด เราอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีเรา นี่เพียงกล่าวโดยคร่าว ซึ่งไม่สามารถที่จะดับกิเลสหรือความไม่รู้ หรือไม่ใช่ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าเพียงคิดอย่างนี้ ไม่ต้องฟังธรรมเลยก็รู้ใช่ไหม แต่ความจริงแล้วธรรมเป็นสิ่งที่แต่ละหนึ่งละเอียดมาก แล้วก็ต้องสอดคล้องกันด้วย เช่น ได้ยินเกิดแล้วดับแล้ว จิตหรือธาตุรู้ที่กำลังได้ยิน ก็ต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่จะได้ยินเฉพาะเสียงนั้น แล้วก็ดับ ไม่ใช่แต่เสียงดับ ได้ยินต้องดับด้วย ธาตุรู้ที่ทุกคนกำลังได้ยินเหมือนกับว่าเป็นเราได้ยิน ก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเร็วมาก และนอกจากได้ยิน อย่างอื่นทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ เสมอกันหมด จึงจะเป็นธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า อยู่ผู้เดียว ก็ต้องสอดคล้องกับธรรมตั้งแต่ต้นที่ได้ยินได้ฟัง และเริ่มเข้าใจด้วยว่าในขณะที่เห็นแล้วไม่มีความเข้าใจถูก ก็จะยึดถือสิ่งที่ปรากฏ สีสันวัณณะที่ต่างกัน เป็นบุคคลต่างๆ กัน เป็นเรื่องราว เป็นชื่อเสียง เคยพบกันเมื่อไรครั้งใด ก็มาเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนั้นอยู่ผู้เดียวหรือไม่ ในเมื่อไม่รู้ความจริงว่าเห็นเกิดแล้วดับ แต่ในขณะที่เห็นแล้วดับไป สภาพธรรมที่เกิดสืบต่อด้วยความไม่รู้ จึงไม่ได้อยู่ผู้เดียว เพราะเหตุว่าอยู่กับคนตั้งหลายคนที่นี่ จะอยู่ผู้เดียวจริงๆ ต่อเมื่อมีความเข้าใจถูกว่า ขณะที่เห็นเกิดขึ้น ยังไม่เป็นใครเลยทั้งสิ้น

    ความละเอียดของธรรมคือ เห็นเป็นเห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ใช่เห็น นี่คือความที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ในขณะเห็นเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ จะเห็นแข็งไม่ได้ จะเห็นเสียงไม่ได้ จะเห็นกลิ่นไม่ได้ แต่สิ่งที่สามารถที่เห็นจะเห็นได้ ก็มีอย่างเดียวในบรรดาสิ่งที่มีจริงทั้งหมด สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ เป็นสิ่งเดียวที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ว่าเป็นสีสันวัณณะ เป็นรูปร่างสัณฐานอย่างนี้ แต่ตามความเป็นจริงสิ่งที่เรากำลังมองเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น แท้ที่จริงเป็นสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ ทำให้ไม่เห็นการดับไป แต่การเกิดดับสืบต่อแม้สิ่งเดียวที่ปรากฏ ก็ซ้ำจนกระทั่งเกิดเป็นนิมิตตะ ในภาษาบาลีหมายความถึงรูปร่างสัณฐานที่กำลังปรากฏ ธรรมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ขณะนี้เป็นอย่างนี้ใช่ไหม แสดงว่าจิตเกิดดับเร็วสักเพียงใด เพราะเหตุว่าเราไม่ได้เห็นเพียงรูปคนเดียว เห็นรูปของหลายคน นอกจากรูปของคนก็ยังมีรูปของดอกไม้ มีรูปของโต๊ะ มีรูปของเก้าอี้ ฯลฯ

    เพราะฉะนั้นจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะเข้าใจตามความเป็นจริง พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ว่า แต่ละหนึ่งไม่ปะปนกันเลย เพราะฉะนั้น ในขณะที่เกิดขึ้นแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ขณะนั้นจะมีอย่างอื่นเกินกว่าเห็นและสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นไม่ได้ เป็นธรรมจริงๆ สิ่งที่ปรากฏทางตาจะเป็นคนไม่ได้ จะเป็นดอกไม้ไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่กระทบจักขุปสาทหรือตา จึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งก็เป็นสิ่งซึ่งแยกแล้ว ก็จะได้เห็นตามความเป็นจริงว่า ตรงตามที่ทรงแสดงไม่ว่าในกาลใด

    ผู้ฟัง ถามว่าเมื่อเวลาฟังพระธรรม ควรระลึกถึงพระพุทธคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระปัญญาคุณอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าฟังไม่เข้าใจ จะรู้พระคุณไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ต่อเมื่อใดเข้าใจ เมื่อนั้นจึงเห็นพระคุณ แต่ไม่ใช่หมายความว่าฟังแล้วอยากจะระลึกถึงพระคุณโดยไม่เข้าใจ แต่ทุกครั้งที่เข้าใจก็จะรู้ถึงพระคุณที่ทรงแสดงความจริงของแต่ละอย่างที่มีในชีวิตประจำวันเพียงชั่วคราว อย่างเห็นเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่เห็นวันนี้ เห็นเมื่อสักครู่นี้ก็ไม่ใช่ขณะนี้ และทรงแสดงความละเอียดของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามีความเข้าใจว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ ก็เห็นพระคุณ

    ผู้ฟัง ได้ฟังท่านอาจารย์กล่าวว่า เข้าใจถูกคือสิ่งมีจริง ไม่เข้าใจคำนี้ว่าคืออะไร

    อ.คำปั่น เมื่อศึกษาพระธรรมก็จะเข้าใจว่า เมื่อกล่าวถึงคำใดก็ตาม ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริง แม้แต่ในเรื่องของความเข้าใจถูกเห็นถูก ก็เช่นเดียวกัน เป็นธรรมที่มีจริง เพราะว่าความเข้าใจถูกเห็นถูกนั้นเป็นภาษาไทย ซึ่งเมื่อกลับเข้าไปสู่ภาษาเดิมคือภาษาบาลี ก็คือปัญญา เป็นสภาพธรรมที่รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ปัญญารู้อะไร ก็คือรู้ธรรม รู้สิ่งที่มีจริง ซึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่าเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ เพราะว่าไม่เคยรู้มานานแสนนานในสังสารวัฏฏ์ จึงมีการยึดถือในสิ่งที่มีจริงนี้ว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อมีความเข้าใจที่ค่อยๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ ก็จะเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งเท่านั้นจริงๆ ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนแทรกอยู่ในสภาพธรรมเหล่านั้นเลย เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมในแต่ละครั้งนั้น ก็เพื่อความเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งก็มีจริงอยู่ในขณะนี้

    ผู้ฟัง การศึกษาทั่วไปเหมือนเรียนวิชาการ แต่การศึกษา หรือการเรียนรู้ทางธรรมเป็นคนละเรื่องกันเลย ความละเอียดคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าผู้สอนต่างกัน วิชาการทางโลก คนที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนได้ แต่ที่จะให้รู้ความจริงที่มีจริง ที่กำลังปรากฏแต่ละขณะจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริงนั้นเท่านั้น และทรงแสดงธรรมด้วยพระมหากรุณาโดยโวหารเทศนามากมาย โดยอุปมาต่างๆ เพื่อที่จะให้ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพราะเหตุว่าแม้ธรรมจะมีจริง ในกาลที่พระผู้มีพระภาคยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ยังไม่มีใครที่จะตรัสรู้ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เมื่อได้ทรงตรัสรู้ความจริงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงพระมหากรุณาเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ทั้งหลายหรืออกุศลทั้งหลาย มาจากความไม่รู้ความจริง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    26 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ