ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมเพื่อเข้าใจอะไร ต้องทราบด้วย ขณะนี้มีอะไรที่ปรากฏ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง จะด้วยความจงใจตั้งใจ แล้วเข้าใจว่าจิตนิ่ง เข้าใจว่าจิตนิ่ง แต่ไม่ได้รู้เลยว่าธาตุรู้มีลักษณะอย่างไร เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมไม่ใช่เพื่อจะไปนิ่ง หรือให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแล้วคิดว่าถึงธรรมนั้นแล้วไม่มีกิเลสแล้วในขณะนั้น แต่ตราบใดที่ไม่ใช่ความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นไม่ใช่ความรู้ และไม่สามารถจะละอะไรได้ด้วย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครอยากจะมีปรากฏการณ์ หรือประสบการณ์อะไรก็ตาม ซึ่งไม่ใช่ขณะนี้เดี๋ยวนี้ เห็นแล้วใช่ไหมว่า "อยาก" ทำไมฟังพระธรรมแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่อยากจะให้มีประสบการณ์ต่างๆ คือตามดูจิตบ้าง หรือเข้าใจว่าจิตนิ่ง ยังไม่ได้รู้ลักษณะของจิตเลย จิตนิ่งกับการที่จิตเป็นธาตุรู้ อะไรเป็นความจริง เพราะขณะนี้ทั้งหมด ถ้าไม่มีจิตซึ่งสามารถที่จะใช้คำว่า รู้เป็นปกติ คือ เสียงปรากฏ รู้เสียงที่ปรากฏ ว่าเสียงปรากฏเป็นอย่างนี้ แข็งปรากฏ จิตรู้แข็งที่กำลังปรากฏ อย่างนั้นก็ไม่ใช่การเข้าใจถูก ยังไม่ใช่ปัญญาที่รู้ความจริงว่าจิตขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุที่กำลังรู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ และสามารถที่จะรู้ด้วยว่าสิ่งที่มีจริงนั้นไม่ใช่ธาตุรู้เลย

    ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นไม่ใช่ธาตุรู้เลย เพราะปรากฏเป็นสิ่งที่สามารถที่จะมีรูปร่างสัณฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งไม่ใช่ธาตุรู้ แต่ในขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ต้องมีการรู้ ธาตุรู้ ขณะนั้นเองต้องมีธาตุที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น เราใช้คำว่า เห็น ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแน่นอน ซึ่งสิ่งนั้นไม่ใช่เสียง และไม่ใช่กลิ่น และไม่ใช่แข็ง เป็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นปกติ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมี เกิดขึ้น และปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นรู้ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะละการยึดถือสิ่งที่เคยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น แม้จิตก็ไม่รู้ จึงว่าเราเห็น คิดว่าเราเห็น เชื่อมั่นว่าเราเห็น เชื่อมั่นว่าเรารู้ว่าจิตนิ่ง แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นจิตเป็นธาตุรู้ ซึ่งขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นจิตที่นิ่ง แต่อะไรกำลังรู้จิตนิ่ง เห็นไหม ลักษณะของธาตุรู้จริงๆ ไม่ได้ปรากฏเลย

    การฟังธรรม ฟังเพื่อเข้าใจ เข้าใจเป็นสิ่งที่มีจริง ตรงกันข้ามกับความไม่รู้และไม่เข้าใจ สองอย่างนี้ต่างกันมาก แม้แต่การฟัง ฟังแล้วยังไม่เข้าใจก็มี เพราะฉะนั้น ฟังแล้วจะรู้ความจริงของสิ่งที่ไม่เข้าใจ เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุความละเอียดของธรรม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ จึงไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดงพระธรรม เพราะความลึกซึ้งของธรรมซึ่งยากที่จะรู้ตามได้ ต้องด้วยความรู้ แล้วละด้วย ถ้าขณะใดที่รู้ ขณะนั้นจะต้องละความไม่รู้แน่นอน จะมีการที่ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏ แล้วจะละด้วยความไม่รู้นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตนิ่งหรือจะเป็นอะไรก็ตาม ท่านผู้นี้บอกว่า ท่านก็งงสับสน ไม่เข้าใจ ก็จะสับสนแน่นอน เพราะว่าไม่ได้เข้าใจธาตุที่กำลังมีขณะนี้ จากการฟังแล้วฟังอีก และเดี๋ยวนี้ธาตุนั้นก็มีจริงๆ ด้วย คือ เห็น ก็เป็นธาตุหนึ่ง ใช้คำว่า หนึ่ง ในบรรดาธาตุทั้งหลาย ซึ่งถ้าจะคิดถึงธาตุแล้วก็มากมายหลากหลาย ประมาณไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าธาตุแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีก จะเป็นสิ่งที่เกิดต่อเป็นธาตุเก่าไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งลองคิดดู จะมากมายมหาศาลสักเพียงใด นับประมาณไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นต้องรู้ความจริงว่าสิ่งที่เข้าใจว่าเที่ยง ความจริงคือไม่เที่ยง สิ่งที่เข้าใจว่าเป็นเรา ความจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้เป็นอื่นไม่ได้เลย และเข้าใจว่าจะบังคับบัญชาได้ ก็เป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น หรือสิ่งที่เกิดแล้วไม่ให้ดับก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ เพียงฟังเพียงอ่านก็ทราบว่า ระหว่างที่ฟังธรรม ความเข้าใจจะเข้าใจตัวธรรมจริงๆ หรือเข้าใจเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเข้าใจจริงๆ จะไม่สนใจกับสิ่งอื่น เพราะทราบว่าทั้งหมดในชีวิตประจำวันมีมากมายหลายสิ่งที่ยังไม่รู้ทั้งนั้นเลย

    ตั้งแต่เช้ามาก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึกสารพัด มีรสอร่อย มีสิ่งที่แข็ง ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏทั้งหมด แต่ไม่รู้เลยสักอย่างเดียว อย่าเข้าใจว่ารู้แล้ว หรือเข้าใจว่าทำสติปัฏฐาน หรือเข้าใจว่าทำวิปัสสนา ถ้าไม่มีการเข้าใจจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งจะมีได้ต่อเมื่อมีการฟังก่อน ถ้าไม่มีการฟัง ใครจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และทรงประกอบด้วยพระญาณที่สามารถที่จะอนุเคราะห์คนอื่นให้รู้ตามได้ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้เองด้วยตนเองจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ความลึกซึ้งของธรรมที่ปรากฏอยู่ทุกวันจะมากเพียงใด แต่ปรากฏกับจิตที่ต้องเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นได้

    ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้ว่าขณะนี้มีเห็นเป็นธรรมดา แต่ไม่รู้ความจริงของเห็น กับขณะที่กำลังฟัง ก็ยังไม่ได้รู้จิตหรือธาตุรู้ที่กำลังรู้เห็น แต่กำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง จนกว่าจะรู้ความต่างกันของขณะที่ฟังเข้าใจ กับขณะที่กำลังรู้ลักษณะที่เป็นอย่างที่เข้าใจ รู้ลักษณะของสิ่งที่เป็นเดี๋ยวนี้ อย่างนี้ อย่างที่ได้เข้าใจจากการฟัง เพราะฉะนั้น การฟังต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ต้องรู้ว่าปัญญาหรือความเข้าใจถูกความเห็นถูกเกิดเมื่อไร ก็จะละความไม่รู้ ละความเห็นผิดทีละเล็กทีละน้อย เพราะเหตุว่าปัญญาจะเกิดทีเดียวมากๆ ได้อย่างไร

    เพียงฟังวันนี้ เมื่อวานนี้ หรือฟังแล้วจะกี่ครั้งก็ตาม เทียบกับแสนโกฏิกัปป์ และสิ่งที่มีอยู่ในจิตไม่ได้อยู่นอกจิตเลย กิเลสอยู่ที่จิต แต่จิตเป็นสภาพซึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะประมาณอกุศลและกุศลที่สะสมมาในจิตแต่ละขณะนานแสนนานได้ มีปัญญาที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต คือจิตขณะแรกที่เกิด ซึ่งเป็นผลของกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือการฟังธรรมแล้วเข้าใจ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจ เวลาที่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล คือการเกิด ก็มีความเข้าใจนั้นร่วมด้วย ในขณะที่เรามีโอกาสได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่มีการเห็นประโยชน์อย่างแท้จริงที่จะเป็นผู้ตรง ที่จะเข้าใจสิ่งที่มี โดยที่ไม่ใช่คิดเอง ก็เพราะเหตุว่าเราสะสมปัญญามาแล้วในชาติก่อน ที่จะไม่ทำอะไรตามๆ ไป หรือคิดเองโดยไม่เข้าใจ เมื่อได้ยินใครบอกว่าวิปัสสนาก็วิปัสสนาได้อย่างไร ยังไม่ทราบเลยว่าวิปัสสนาคืออะไร ใครบอกว่าธรรม ก็ยังไม่ทราบเลยว่าธรรมคืออะไร และศึกษาธรรม ศึกษาอะไร ศึกษาตัวหนังสือ และธรรมอยู่ที่ใด ไม่ได้ทราบเลยว่าถ้อยคำทั้งหมดคือพระพุทธพจน์ทุกคำเป็นวาจาสัจจะ มาจากการอบรมพระบารมีถึงสี่อสงไขยแสนกัป ทุกคำเป็นคำจริง ที่จะทำให้สามารถรู้ว่า คำนั้นกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ให้เข้าใจ ไม่ว่าจะใช้คำว่าจิต ไม่ว่าจะใช้คำว่าธาตุรู้ ไม่ว่าจะใช้คำว่าอวิชชา ความไม่รู้ ก็พูดถึงสิ่งที่มีจริงขณะนี้ให้เข้าใจ ไม่ใช่ว่าไม่มี แล้วต้องไปหาสิ่งอื่น แต่ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า เพราะไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดในชาตินี้และในชาติก่อนๆ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง ก็แสดงให้มีความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย เพราะใครก็ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เพียงคำพูด หรือไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธองค์ ยุคนี้ไม่มีทาง เพราะเหตุว่าปรินิพพานแล้ว ที่ยังคงมีอยู่คือพระบรมสารีริกธาตุที่ยังไม่อันตรธาน แต่ที่ว่าพระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ก็เพราะเหตุว่าถ้าเราไม่รู้ ไม่ฟังธรรมเลย จะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าคนที่มาบอกเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ใครอื่นจะมาบอกได้ ในเมื่อปรินิพพานหมายความว่าไม่มีการเกิดอีกต่อไป แล้วคนที่ยังคิดว่าเกิดมาก็เห็น เกิดมาก็มีความสุข เกิดมาก็มีเรื่องต้องทำมากมาย มีเรื่องที่จะต้องจัดการมากมาย ก็ยังคงต้องการที่จะจัดการ ที่จะต้องการเกิด ที่จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่เห็นเลยว่าถ้าไม่เกิดเลยดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องจัดการอะไรอีก ก็ยากที่จะเห็นว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสามารถดับเหตุที่จะทำให้เกิด เพราะเหตุว่าเพราะความไม่รู้จึงเกิดขึ้น แม้เพียงประโยคนี้คือ "เพราะความไม่รู้" ก็ต้องพิจารณาว่า ไม่รู้อะไร ไม่รู้อย่างไร แล้วทำให้เกิดได้อย่างไร

    พระธรรมแต่ละคำ เผินไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้งอย่างแท้จริง แม้แต่คำที่กล่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพึ่ง เพราะอะไร ถ้าไม่มีการตรัสรู้จะไม่มีพระธรรม แม้แต่คำว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น จะเป็นใคร หรือจะเป็นของใคร หรือจะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ก็ไม่ได้ ประโยคนี้มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังไหม ถ้าฟังน้อย ได้ยินได้ฟังแล้วก็ผ่านไป จนกว่าจะมั่นคง จนสามารถที่จะเข้าถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏทีละเล็กทีละน้อย จนคำที่กล่าวว่าทุกอย่างเป็นธรรม กล่าวด้วยความจริงใจที่ได้เข้าใจถูกต้องในธรรมแต่ละอย่างตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น พระธรรมจึงมีหลายขั้น ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ แต่ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีเลยทั้งหมด พระธรรมก็ไม่มี การที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏก็มีไม่ได้ และการที่จะถึงการดับกิเลสก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความรู้เท่านั้นที่จะละความไม่รู้ ไม่ใช่มีความเป็นเราไปรู้จิตนิ่ง ขณะนั้นเป็นเราใช่ไหม ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็น เพียงเท่านี้ธาตุรู้ก็ยังไม่ถึงความเป็นธาตุรู้ แต่รู้ว่ามีแน่นอน เพราะ "เห็น" มี เพราะฉะนั้น กว่าจะไม่ใช่เราที่เห็น แต่เป็นธาตุรู้ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย ก็ต้องอาศัยเวลาที่สภาพธรรมนั้น มีปัจจัยที่จะปรากฏกับปัญญา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก

    ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่ปัญญาเลย เพราะเหตุว่าปัญญาไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษามคธีที่ชาวมคธในแคว้นนั้นพูด พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในภาษานั้นด้วยภาษานั้น แต่คนไทยเรา ถ้าบอกว่าธรรม ก็ไปหาธรรม ไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ใด แต่ถ้าบอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ไม่น่าจะข้องใจเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้น เห็นก็มีจริงเดี๋ยวนี้ ได้ยินก็มีจริงเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เข้าใจก็คือไม่ใช่ความรู้ ไม่เข้าใจก็คือไม่ใช่ปัญญา เราไปติดว่าปัญญาอย่างนั้น ปัญญาอย่างนี้ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ถ้าใช้ภาษาไทย กำลังเริ่มเข้าใจ "เห็น" ไม่ใช่เข้าใจได้ทันที แต่กำลังเริ่มเข้าใจ และไม่ใช่ว่าทุกคนที่ฟังเดี๋ยวนี้เริ่มเข้าใจ "เห็น" ได้ อย่างที่ว่า ปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ยังไม่เริ่มก็มี ต้องเป็นผู้ที่ตรง

    เริ่มคืออย่างไร มีหนทางที่จะทำให้เห็นถูก รู้ถูก ว่าต่างกับขณะที่เพียงฟังแล้วเข้าใจเรื่องราว กับขณะที่เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ สองขณะนี้ต่างกันไหม ฟังแล้วเข้าใจว่าขณะนี้ เห็น มีจริง แต่ลักษณะของเห็น เห็นเท่านั้นเป็นอย่างไร ยังไม่สามารถที่จะถึงสภาพนั้นได้ แต่เมื่อมีการเริ่มเข้าใจ ต้องมีความต่าง และความต่างก็ออกมาเป็นพระพุทธพจน์มากมายในพระไตรปิฎกทั้งหมด ตั้งแต่จากปริยัติซึ่งมาก มาถึงปฏิปัตติ จนกระทั่งมาถึงปฏิเวธ

    เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อเป็นผู้ที่ตรงที่จะเข้าใจว่า การฟังแต่ละครั้ง เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ว่า กำลังพูดให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง และกำลังเข้าใจเพียงเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง หรือกำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริง กว่าจะสามารถรู้จริงๆ นานไหม เพราะเหตุว่าเราไม่รู้มานานมาก และสิ่งที่ไม่รู้ก็ทั้งหมดเลย และสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ขณะนี้ก็ดับไป แต่ก็มีสิ่งที่เกิดสืบต่อพอที่จะให้เข้าใจไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่อันเก่า เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นดับแล้ว เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็คือไม่ใช่เพียงฟัง เพราะว่าบางคนก็บอกว่าฟังเช้าฟังเย็น แต่ก็อย่างไร ก็ยังคิดว่ารู้จิตนิ่ง แล้วก็สงสัยและไม่เข้าใจ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ความรู้แน่นอน

    การเป็นผู้ตรงก็ทำให้รู้ว่าทั้งหมดไม่ใช่สาระเลย จิตนิ่ง เรียกว่าจิตนิ่งแต่ไม่รู้จักจิต แล้วจิตนิ่งคืออะไร ถ้าเป็นปัญญาก็รู้ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญา เราสงสัยใช่ไหม จิตนิ่งเป็นอย่างไร เพราะว่างงและสับสนในเรื่องจิตนิ่ง ด้วยเหตุนี้ต้องเข้าใจว่าธรรมเป็นปกติ เพราะว่าเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย เพียงเคลื่อนไปสักนิดเดียวก็ไม่ใช่ความจริง เพราะเหตุว่าอะไรทำให้เคลื่อนไปที่จะไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นธรรมดาปกติ เพราะฉะนั้น สภาพที่มีจริงเป็นจริงอย่างนี้ แต่ความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วเป็นเรื่องละ ไม่ใช่เรื่องหวัง หรือเรื่องติดข้องว่าเมื่อไร

    ถ้าฟังประวัติของพระสาวกในอดีตแต่ละท่าน ก็จะทราบได้ว่าชีวิตของท่านเกิดมาต่างๆ กันไป เป็นพ่อค้าก็มี เป็นเศรษฐีก็มี เป็นขอทานโรคเรื้อนก็มี เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย อะไรๆ สารพัดอย่าง เป็นสัตว์ก็มีด้วย ใช่ไหม ม้ากัณฐกะก็เป็นสัตว์ พอจากโลกนี้ไปก็ไปเกิดเป็นเทพ ลงมาเฝ้าฟังธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ฟังดูง่าย แต่เหตุต้องสมควรแก่ผล ไม่มีงงในขณะที่เข้าใจ จะงงหรือสับสนได้อย่างไร เพราะกำลังเริ่มรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ ลักษณะของธาตุรู้ก็คือไม่ต้องหารูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น เพียงเห็นนี่เอง เท่านี้ใช่ไหม แม้จะเป็นเท่านี้เอง แต่ความไม่เข้าใจมากมายที่สะสมมา ก็ทำให้เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างนี้บ้าง แล้วก็ไม่ใช่สาระ เพราะเหตุว่าหลายคนก็เล่าถึงประสบการณ์ตั้งแต่ครั้งเป็นเด็ก ไม่มีอะไรเลย นอกจากขณะนั้นเขากำลังคิดอะไรสักอย่าง หรือรู้อะไรสักอย่าง แต่รู้จริงหรือไม่ ถ้ารู้จริงไม่ต้องถามเลย รู้จริงคือละความไม่รู้ ไม่ว่าลักษณะนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม จะพ้นสภาพความจริงสองอย่างไม่ได้เลย คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ และอีกอย่างหนึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งขณะนั้นเมื่อปรากฏลักษณะของความเป็นธาตุรู้ จะไม่มีการเป็นเราได้เลย เพราะว่าเพียงเกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป และมีสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นปรากฏมากมายหลายอย่าง เดี๋ยวนี้เอง ทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่มีปกติฟังธรรม เข้าใจธรรม สะสมความเห็นถูก เพื่อละ ไม่ใช่เพื่อหวัง ถ้ามีปัญหาก็ถามและสนทนากัน เพราะเหตุว่าจะได้ความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ถ้าเราฟังแล้วสงสัย แล้วไม่สนทนาให้หายสงสัย ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะเหตุว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ "ลึกซึ้ง" ใช้คำนี้ ก็ไม่สามารถที่จะหยั่งลงไปถึงความลึกซึ้งของธรรม ถ้าเพียงฟังครั้งเดียวหรือสองครั้ง เพราะขณะนี้เหมือนกับว่าเราเคยรู้จักโลกนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ความจริงไม่ใช่โลกของความเป็นจริง เป็นโลกของความไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    เดี๋ยวนี้ ก็เป็นความไม่รู้ สิ่งที่ปิดบังเหมือนกับมีสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกซึ้งอยู่ข้างใน เปลือกที่หุ้มไม่ให้เราสามารถที่จะเข้าใจความจริงมีมานานมาก แม้ในชาตินี้ก็เหมือนกับชาติก่อนๆ ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมก็จะไม่รู้ และไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่มีจริงแท้ ไม่ใช่สิ่งที่ชาวโลกคิดว่ารู้ ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในขั้นต้น ถึงความจริงของสิ่งซึ่งอยู่ข้างใต้ลึกจากสิ่งที่ปกคลุมไว้ในขณะนี้ จนกระทั่งเราสามารถที่จะเริ่มเข้าใจจริงๆ เพราะเหตุว่าเกิดมาก็มีสิ่งต่างๆ ที่เราจำไว้มั่นคง เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ เป็นคน รู้หรือไม่ เป็นต้นไม้ รู้หรือไม่ ไม่ได้รู้ความจริงเลย เห็นแต่เพียงสิ่งที่จำได้ และจำไว้อย่างแม่นยำ ยากที่จะไถ่ถอน ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นอย่างหนึ่ง และถ้าไม่มีจิต อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย

    แม้แต่พูดว่ามีจิต แล้วจิตอยู่ที่ใด ใครเห็นความลึกซึ้งของจิตในขณะนี้บ้าง ลึกซึ้งอย่างไร อย่างที่ว่าปกปิดไว้ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย เวลานี้ทุกคนมีจิตแน่นอน และก่อนจิตเห็นจะเกิดขึ้น ก็ต้องมีจิต และจิตนั้นเป็นอย่างไรที่ยังไม่เห็น แต่เวลาที่เห็นเกิดขึ้น ก็ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงจิตนั่นเองที่ก่อนเห็นนั่นเอง แต่ว่าขณะที่ก่อนเห็น ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเลย แต่เมื่อมีสิ่งปรากฏก็เป็นจิต แต่เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง เหล่านี้คือความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ อยู่ตรงที่ใด เพราะแม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏ เหมือนที่เราเคยจำได้ ตามความจริงก็ไม่ใช่ความเข้าใจความจริงแท้ของสิ่งที่มีจริง เพียงแต่จำในสิ่งที่ปรากฏ แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ปรากฏนั้นคืออะไร

    นี่คือการเริ่มฟังพระธรรม และจะเห็นความลึกซึ้งอย่างแท้จริงว่า ไม่ใช่เราอยากที่จะรู้อย่างที่พระพุทธเจ้าสอน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร เราเป็นใคร ในสี่อสงไขยแสนกัป พระโพธิสัตว์บำเพ็ญคุณความดี เพื่อที่จะรู้ความจริง ทำไมต้องบำเพ็ญคุณความดีนานแสนนานอย่างนั้น ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้าไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่มีโอกาสเลยที่เราจะรู้ว่าความจริงนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในแสนโกฏิกัปป์ที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญคุณความดี ในแสนโกฏิกัปป์นั้นเราทำอะไร ต่างกันแล้วใช่ไหม ท่านหนึ่งบำเพ็ญคุณความดี ๔ อสงไขยแสนกัป อย่างยากที่ใครจะทำได้ กี่ชาติ คำนวณไม่ได้เลย แล้วก็ได้ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แล้วพวกเราใน๔ อสงไขยแสนกัปป์ทำอะไร เป็นใคร อยู่ที่ไหน และก็ยังไม่รู้ความจริงที่พระโพธิสัตว์ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นความดีต่างกันมาก ทำให้ปัญญาต่างกันอย่างที่ประมาณไม่ได้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าระดับหนึ่ง เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกระดับหนึ่ง คือผู้ที่ตรัสรู้คือรู้จริงๆ ในความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แต่ไม่ได้ประกอบด้วยพระญาณที่จะอนุเคราะห์คนอื่นให้สามารถที่จะได้ยินได้ฟัง ได้เข้าใจด้วย แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลใดที่จะเปรียบได้ เมื่อมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ในระหว่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ และคำสอนของพระองค์ยังไม่อันตรธาน แต่พระปัจเจกพุทธเจ้ามีได้หลายๆ พระองค์ เพราะว่าพระคุณที่ได้บำเพ็ญมา ไม่เท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น สาวก ผู้ฟังพระธรรม ก็ต้องเห็นความละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่คิดว่าไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องฟัง หรือแม้ว่าได้มีการศึกษาพระไตรปิฎกก็จริง แต่ก็ผิวเผิน เพียงแต่พบบางข้อความ แล้วก็เข้าใจเอง คิดเอง ทำให้มีความเข้าใจผิด เห็นผิด เพราะว่าประมาท


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    27 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ