ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
ตอนที่ ๑๗๕๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีปัญญาเหนือบุคคลอื่นใดทั้งสิ้น เพราะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงที่ควรค่าต่อการที่จะได้เข้าใจ แต่ความจริงก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก และไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองเข้าใจเองได้ นอกจากว่ารู้ว่ามีผู้รู้ แล้วทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ แต่ว่าเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เช่น ขณะนี้มีเห็นจริง ได้ยินก็จริง คิดก็จริง
สิ่งต่างๆ ที่มีจริงเหล่านี้ควรแก่การที่จะได้ฟังและได้เข้าใจขึ้น หรือคิดว่าไปฟังเรื่องอื่นดีกว่า แล้วก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ แม้เล็กน้อยก็ยังดี ไม่ต้องหวังมากจนกระทั่งไปรู้ความจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันนี้ทันที แต่ก็ได้ฟังเพิ่มขึ้น แม้แต่คำว่าธรรมก็ให้เข้าใจถูกต้องว่า เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริงใครจะไปตรัสรู้ธรรมนั้นได้ เมื่อธรรมมีจริง เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ ก็กำลังมี
เพราะฉะนั้น การฟังให้เข้าใจว่าการที่จะศึกษาธรรม เข้าใจธรรมต้องรู้ว่า ธรรมคืออะไรและอยู่ที่ไหน ใครก็ตามที่บอกว่าศึกษาธรรมแต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร จะศึกษาได้หรือไม่ ไม่ใช่ตัวหนังสือ นอกจากว่าธรรมคืออะไร คือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีจริงหรือไม่ ถ้าเดี๋ยวนี้มีจริง สิ่งที่มีจริงนั่นเองเป็นสิ่งที่เป็นธรรมที่ควรศึกษาอย่างยิ่งก็ฟัง จะกล่าวว่าทุกภพทุกชาติที่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟัง คือค่อยๆ สะสม การที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จนกว่าขณะกำลังฟังเดี๋ยวนี้เข้าใจขึ้น ไม่ใช่ขณะอื่น แต่กำลังฟังในขณะนี้ได้ยินคำว่าธรรมก็คุ้นเคย คุ้นหู ไม่สงสัย ใครจะคิดอย่างไรก็เรื่องของแต่ละคน แต่ว่าความจริงคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพียงเล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ จะค่อยๆ ปลูกฝังความมั่นคงที่จะสะสมความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในสิ่งที่มีจริงๆ เมื่อไรก็คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสิ่งที่กำลังมีจริงๆ นี้
ผู้ฟัง ถ้าธรรมคือปัจจุบัน อยากทราบว่าแล้วอดีตกับอนาคตไม่มีอยู่จริง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ อดีตคือสิ่งที่หมดไปแล้ว ใช่หรือไม่ ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยแล้วเราก็จะพูดถึงอดีต ถูกต้องหรือไม่ ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วดับไป เมื่อไรไม่เหลือเลยก็เป็นอดีตเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นปัจจุบันดับแล้วเป็นอดีต จะกล่าวว่ามีหรือไม่ มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏเพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป เมื่อดับไปแล้วสิ่งนั้นไม่เหลือเลยและไม่กลับมาอีกด้วยก็เป็นอดีต
ผู้ฟัง อนาคตก็เหมือนกันใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ อนาคต เมื่อครู่นี้ยังไม่ได้ยินเสียง แล้วเกิดได้ยิน เสียงปรากฏ ก่อนนั้นเสียงไม่ได้ปรากฏเลย ยังเป็นอนาคตคือยังไม่เกิดขึ้น ต่อเมื่อใดเกิด ขณะนั้นก็คือมาถึงแล้วที่จะเป็นเช่นนี้ มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีธรรมเกิดดับไปเป็นอดีต ก็เป็นปัจจัยให้ธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดได้
จะเห็นได้ว่าพูดคำที่ไม่รู้จักตลอดชีวิต ถูกต้องหรือไม่ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้วจะเข้าใจขึ้น ขณะนี้ทุกคนมีศรัทธาแน่นอน มาที่นี่เพื่อที่จะได้ฟัง เพื่อเข้าใจสิ่งซึ่งไม่สามารถจะคิดเองหรือเข้าใจเองได้ เป็นการสะสมความสนใจหรือความศรัทธาต่อไปอีก ใช่หรือไม่ เพราะว่าคงจะไม่ใช่วันนี้วันเดียว แต่เมื่อเห็นประโยชน์แล้วก็จะมีปัจจัยที่จะทำให้ได้ฟังอีก
ที่นี่เป็นประเทศหรือถิ่นที่สมควรหรือไม่ ที่ไหนก็ตามที่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรมเป็นถิ่นที่สมควร เพราะว่าการที่จะไปสู่สถานที่ต่างๆ ชายทะเล หรือว่าไปเที่ยว มีต้นไม้แปลกๆ มีอะไรต่างๆ เหล่านั้นเป็นถิ่นที่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญา แต่ว่าที่ใดก็ตามที่เป็นประเทศ หรือถิ่นที่สมควรที่จะได้ฟังและมีโอกาสได้ฟัง ไม่ใช่ว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่ต้องมีกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยทุกขณะที่จะทำให้เกิดขึ้น และชีวิตที่ดำรงต่อไปแต่ละขณะต้องเป็นไปตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว
ในขณะนี้เพราะบุญที่ได้กระทำแล้วในปางก่อนต้องมีแน่ๆ ที่ทำให้มีโอกาสไม่ติดธุระหรืออะไรก็ตามที่จะได้ยินได้ฟังอีก เพราะเราสนทนากันมา ๒ – ๓ ครั้งแล้วยังไม่มีอุปสรรคที่จะทำให้ไม่ได้ยิน ก็ยังคงได้ยินต่อไป แต่เมื่อเกิดในประเทศที่สมควรและมีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม มีบุคคลที่เป็นเพื่อนที่ดี หวังดีที่จะเกื้อกูลให้ได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีความเห็นถูก แต่สำคัญที่แต่ละคนตั้งจิตไว้ชอบหรือไม่ เวลาที่เห็นใครมาที่มูลนิธิหรือว่ามาฟังธรรม คนที่เห็นประโยชน์ของธรรมจะเกิดกุศลจิต อนุโมทนาในกุศลที่บุคคลนั้นๆ ได้กระทำมาแล้ว แต่ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แม้กำลังฟังด้วยกัน ได้ยินคำว่า "ตั้งจิตไว้ชอบ" ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีใครสามารถที่จะตั้งจิตไว้ชอบได้เลย แต่เป็นธรรมทั้งหมด จิตก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่ได้ยินได้ฟังข้อความในพระสูตร หรือข้อความตอนหนึ่งตอนใด ต้องเข้าใจด้วยว่าไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แต่ละคนก็ต้องเป็นไปตามการสะสม
ในขณะที่กำลังฟัง จิตที่ได้สะสมมาตั้งไว้ชอบหรือไม่ คือที่จะฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เพราะแม้แต่การที่จิตจะตั้งไว้ชอบก็ต้องมีเหตุด้วยว่า ฟังเพื่ออะไร ตอบได้หรือไม่ว่าฟังเพื่ออะไร ถ้าเพื่ออย่างอื่น ตั้งจิตไว้ชอบหรือไม่ หรือจิตนั้นตั้งไว้ชอบที่จะฟังเพื่อเข้าใจ เป็นการที่ไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะบางคนฟังคล้ายๆ กับไม่ฟังเพราะว่าสนใจคิดเรื่องอื่น หรือว่าฟังแล้วก็ยังนึกไกลไปถึงเรื่องต่างๆ ยาวมาก แต่ยังนั่งอยู่ที่นี่แล้วก็เหมือนฟัง ขณะนั้นจิตตั้งไว้ชอบหรือไม่ แม้แต่เพียงอยู่ที่นี่ด้วยกัน ความละเอียดของธรรม ความหลากหลายก็มีมาก เพราะฉะนั้นประโยชน์ก็ย่อมต่างกันด้วย สำหรับผู้ที่เข้าใจถูก จิตตั้งไว้ชอบคือเพื่อเข้าใจ ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ไม่ไปคิดถึงคำยากๆ ปฏิจจสมุปบาท เพราะว่าไม่ได้พูดคำนี้ แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เพื่อจะได้เข้าใจขึ้นว่าเป็นธรรมเพราะอะไร เพราะไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ เพราะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นแล้วดับไป
เสียง ขณะนี้มีหรือไม่ เสียงอื่น ไม่ใช่เสียงธรรม ใครอยากให้เกิดขึ้นบ้าง เกิดแล้ว ได้ยินแล้ว หมดแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมที่เกิดแล้วต้องได้ยิน จะได้ยินอะไรก็แล้วแต่ ขณะนั้นเป็นสังสารวัฏฏ์คือไม่พ้นจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วนเวียนอยู่ เดี๋ยวได้ยินสิ่งที่ไม่ได้ต้องการจะได้ยิน ใช่หรือไม่ แล้วเดี๋ยวก็ตั้งใจฟังสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้น และบางครั้งก็คิดถึงเรื่องอื่น
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ตั้งใจฟังเพื่อเข้าใจธรรม เข้าใจหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าไม่พ้นจากปัจจัย เพราะว่าบางคนที่ใหม่จริงๆ ยากมากที่จะรู้ว่า ธรรมคือขณะนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงธรรมดาเช่นนี้เลย แต่ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูก เข้าใจถูก จนละความไม่รู้และรู้ความจริง จึงทรงแสดงความจริงว่า สภาพธรรมขณะนี้ที่มีเพราะเกิดขึ้น เมื่อเกิดแล้วดับไป ซึ่งทุกคนจะได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ยังอยากจะรู้คำอื่น หรืออยากจะรู้สิ่งอื่น เพียงชื่อใช่หรือไม่ แต่ธรรมไม่ใช่ชื่อ ธรรมมีจริงๆ แต่จำเป็นต้องใช้ชื่อ เพื่อที่จะให้เข้าใจธรรมแต่ละอย่างที่หลากหลายมาก
แม้แต่กำลังฟังด้วยกัน ในครั้งพุทธกาลผู้ที่ไปฟังพระธรรมที่พระวิหารเชตวันก็มีมากหลากหลาย ซึ่งแต่ละคนก็ต้องแล้วแต่การสะสม บางท่านสามารถที่จะรู้แจ้งธรรมที่กำลังปรากฏในขณะที่ฟัง เป็นพระอริยบุคคลได้ บางคนก็ไม่เข้าใจ เพื่อนของวิสาขามิคารมารดาถูกชักชวนไปฟังพระธรรมที่พระวิหารเชตวัน แต่แอบนำสุราไปดื่ม เป็นอย่างไร แต่ละชีวิตหลากหลาย พระวิหารเชตวัน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม แต่ว่าจิตตั้งไว้โดยชอบหรือไม่ แอบนำสุราเข้าไปไปดื่ม นี่คือเหตุการณ์ในครั้งอดีต ซึ่งแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ชีวิตของแต่ละบุคคลเป็นมาและเป็นไปอย่างไรก็ตามการสะสม
เพราะฉะนั้น จะเห็นความหลากหลายว่า แม้แต่การที่ได้ยินได้ฟังแล้วนั้นที่สามารถจะเข้าใจ ที่เราชอบใช้คำว่า "โยนิโสมนสิการ" ต้องอาศัยเหตุปัจจัยด้วยตามที่ได้สะสมมา เมื่อสะสมมาก็สามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ ขณะนั้นใครจะไปเปลี่ยนให้ไม่เข้าใจก็ไม่ได้ แล้วใครอยากเข้าใจเท่าคนอื่นที่เขาสะสมมามากก็เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อเหตุมีเพียงเท่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นเท่านี้ แต่ว่าธรรมเป็นสิ่งซึ่งอบรมเจริญได้ ซึ่งเรื่องของธรรมที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษาเป็นเรื่องละเอียดทุกอย่างในแต่ละคำ
แม้แต่คำว่า ภาวนาคือการอบรม บางคนฟังแล้วถามว่าแล้วจะภาวนาอย่างไร แต่ก็ไม่รู้เลยว่า ความเข้าใจแต่ละขณะที่เพิ่มขึ้นนั่นคือการอบรม นั่นคือภาวนา แต่ถ้าฟังไม่เข้าใจก็ถามว่าแล้วจะภาวนาอย่างไร เหมือนกับว่าจะให้ทำอย่างไรที่จะไปภาวนา ไม่คิดถึงเรื่องความเข้าใจถูกซึ่งเป็นปัญญาเลย มีแต่ความเป็นเรา ฟังเท่าไรก็เป็นเรา แต่ว่าฟังเพื่อเข้าใจถูก เพื่อเห็นถูกว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา แต่ละอย่างๆ แข็งเป็นธรรม เห็นเป็นธรรม คิดเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ฟังเพื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง ธรรมเป็นเรื่องยากเลยทำให้บางครั้งเราก็ขาดความเพียร ที่หัวนอนก็จะมีหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป กับคัมภีร์วิสุทธิมรรคเล่มใหญ่มาก แล้วก็มีนวนิยาย ส่วนใหญ่จะหยิบนวนิยายมาอ่านมากกว่า นอกจากจะมีความตั้งใจจริงๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ว่ากันเลยเพราะเป็นธรรม ทำอะไรตามการสะสม เกิดแล้วจะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่สามารถจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม กำลังอ่านนวนิยาย มีเห็นหรือไม่ ไม่รู้เลยทั้งๆ ที่ฟังธรรมรู้ว่า ทุกอย่างเป็นธรรมก็ลืม ด้วยเหตุนี้ สะสมความไม่รู้มานานแสนนานที่ประมาทไม่ได้เลย ทั้งจักรวาลกี่จักรวาลก็ไม่สามารถที่จะเก็บความไม่รู้ ที่ไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งที่เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
เมื่อวานนี้ไม่ทราบว่าไปดูลูกแกะหรือไม่ วันนี้ลูกแกะอยู่ไหน คิดถึงได้หรือไม่ แล้วจริงๆ ขณะที่คิดนั้นมีลูกแกะจริงๆ หรือว่าเพียงคิดและจำ แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ไม่มีก็จำว่ามี ถูกหรือไม่
ผู้ฟัง แสดงว่าขณะนี้ดิฉันก็ไม่มีลูก
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจ มีจิต เห็นหรือไม่ว่า ถ้าไม่มีจิต จะมีลูก มีหลาน มีเพื่อนหรือไม่ มีอะไรปรากฏหรือไม่ แต่เพราะมีจิตแล้วก็มีสภาพที่จำ จิตไม่ได้จำ แต่สภาพที่จำเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่มีจริงๆ แล้วเกิดกับจิตด้วย ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมซึ่งเกิดกับจิต ชื่อว่าเจตสิก ภาษาไทยออกเสียงว่า เจ-ตะ-สิก หมายความถึงสิ่งที่เกิดกับจิต ภาษาบาลีจะออกเสียงว่า เจ-ตะ-สิก-กะ ออกคำสุดท้ายด้วย มีจริงๆ หรือไม่ ความผูกพัน ความต้องการ มีจริงๆ หรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ เกิดแล้วดับหรือไม่ ดับไปแล้วอยู่ที่ไหน ไม่มีเลย
ทั้งหมดที่ฟังมาตลอดชาติ พระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ถ้าเราฟังเพื่อให้ถึงความจริงนี้ว่า ขณะนี้ลักษณะที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดปรากฏแล้วหมดไป แล้วจะเป็นใคร หรือจะเป็นของใคร ชาติก่อนอยู่ที่ไหนไม่ทราบ มีครอบครัว มีบุตร มีหลาน มีคุณพ่อ คุณแม่ มีเพื่อนฝูงมากน้อยอย่างไรก็จำไม่ได้เลย ผูกพันมากหรือไม่ชาติก่อน ชาตินี้ลืมหมดหรือยัง ชาติหน้าก็ลืมหมดเลยว่าชาตินี้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ให้ทราบความจริงว่าไม่มีเรา แต่เพราะจิตเกิดดับสืบต่อ จิตที่เกิดนั้นสั้นมาก เกิดแล้วก็ดับไป ไม่ปรากฏการเกิดและดับ แต่ถ้าจิตขณะก่อนไม่ดับไป จิตขณะต่อไปเกิดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่งขณะของจิตจริงๆ อยู่ในโลกคนเดียว คำว่าอยู่ผู้เดียวหมายความว่า จิตเกิดพร้อมเจตสิก ไม่มีอะไรที่นั่นเลยนอกจากธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น เหมือนตอนที่นอนหลับสนิท ไม่ใช่คนตายใช่หรือไม่ แต่ก็มีธาตุรู้เกิดดับสืบต่อจนตื่นขึ้น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง เป็นการเกิดดับสืบต่อของจิตซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะไม่ให้หลับ จะไม่ให้เห็น จะไม่ให้ตื่น จะไม่ให้คิด เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วไม่มีอะไร ที่เป็นความจริงที่สุดของที่สุดก็คือ สภาพที่มีจริงๆ เป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป เป็นนิพพาน เท่านั้นเอง ที่ใช้คำว่าปรมัตถธรรมมี ๔ คือ จิต ๑ ไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่เจตสิก แล้วจิตคืออะไร เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เวลาเราคิดถึงคำว่าธาตุ เราก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่ของใคร แล้วแต่ว่าจะแจกแจงธาตุนั้นไปโดยวิชาการต่างๆ แต่ธาตุจริงๆ หมายความถึงสิ่งที่เกิด มีลักษณะเฉพาะเช่นนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเป็นธาตุที่เกิด เกิดแล้วต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดแล้วดับทั้งนั้นเลย ไม่มีอะไรซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ จึงมีจิตเป็นธาตุรู้ แข็งเป็นธาตุไม่รู้ หวานก็เป็นธาตุที่ไม่รู้ แต่แม้กระนั้นแข็งก็ไม่ใช่หวาน
ดังนั้น ความหลากหลายของธาตุ เราไม่ได้คิดถึงคน ไม่ได้คิดถึงนก ไม่ได้คิดถึงต้นไม้ แต่คิดถึงความจริงที่สุดคือ สิ่งนั้นมีจริงๆ มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย หลากหลายสักเพียงใด ประมวลได้หรือไม่ ตั้งแสนโกฏิกัปป์มาแล้วหรือแม้เพียงชาตินี้ ขณะนี้สภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุเกิดดับนับไม่ถ้วน โดยความเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ แต่ด้วยความไม่รู้ก็ทำให้เข้าใจผิด เห็นสิ่งที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากเป็นสิ่งที่เที่ยงและยั่งยืน แล้วจำนิมิตรูปร่างสัณฐานซึ่งแล้วแต่ว่าเป็นของรูป หรือของอะไร
สภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก จะทำให้ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งไม่ดับ เช่นจิตขณะนี้ ความจริงเกิดแล้วดับหลากหลายสลับกันและไม่กลับมาอีกเลย แต่เพราะไม่รู้ความจริงก็คือ ขณะนี้เหมือนเห็นตลอดเวลา เป็นวิญญาณนิมิต ทุกอย่างที่เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏเหมือนเที่ยง ปรากฏเหมือนว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วแต่ จะเป็นสภาพรู้หรือไม่ใช่สภาพรู้ก็ตาม นิมิตของจิตก็คือ เป็นธาตุที่รู้ไปหมดเลยตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเพราะมีธาตุกำลังรู้สิ่งนั้น เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีการได้ยินเสียง หรือธรรมที่สามารถได้ยิน รู้เฉพาะลักษณะของเสียงนั้น เสียงนั้นก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความจริงถึงที่สุดของความจริงก็คือ จิตเป็นธาตุรู้ ซึ่งกำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดนึก ตั้งแต่เกิดจนตายก็คือจิตนั่นเองเกิดดับสืบต่อ เปลี่ยนแปลงจิตไม่ได้ นิยามคือความเป็นจริงที่ต้องเป็นเช่นนี้คือ จิตหนึ่งขณะเกิดแล้วดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น
เกิดมานานหรือยังในสังสารวัฏฏ์ จะเกิดต่อไปอีกนานหรือไม่ ตราบใดที่ยังไม่รู้ก็ต้องเป็นเช่นนี้ และเลือกเกิดก็ไม่ได้ นก เกิดมาเป็นนกหรือไม่ หรือไม่เกิดก็เป็นนก เกิดมาพร้อมกับรูป ซึ่งจำว่ารูปร่างเช่นนี้ ไม่เรียกเลยหรือเปลี่ยนชื่อจากนกเป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่เปลี่ยนสัจจะคือความจริงไม่ได้ ความจริงคือต้องมีธาตุ หรือธรรมซึ่งเกิดดับอย่างเร็วจนไม่ปรากฏความเกิดดับ ปรากฏแต่เพียงนิมิต เหมือนสิ่งที่ลวงให้เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ในเมื่อความจริงภายในแท้ๆ คือจิตกำลังเกิดดับ ไม่มีการเข้าใจสภาพธรรมนั้นได้เลยถ้าไม่มีผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์
โพธิคือปัญญา สัตว์คือผู้ข้อง ผู้ข้องที่จะรู้ความจริง ไม่ไปทางอื่นเลย คิดดู มีความจริงกำลังปรากฏ จากสงสัยไม่รู้ จนกระทั่งถึงการที่รู้ว่าเมื่อสิ่งนี้มีจริง ความจริงของสิ่งนี้คืออะไรต้องรู้ได้ จึงได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ข้องไปสู่ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้ว่าจะเกิดเป็นพระราชา หรือว่าเป็นคนเข็ญใจก็ตามแต่ ทุกชาติข้องอยู่ในการที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จนสามารถที่จะตรัสรู้ได้และทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้รู้ตาม เพราะฉะนั้นง่ายๆ ที่สุด ความรู้กับความไม่รู้ อะไรดีกว่ากัน ความรู้ดีกว่า ความติดข้อง กับการที่ไม่ติดข้องอีกเลย อะไรจะดีกว่ากัน ความไม่ติดข้องดีกว่า เป็นไปได้แน่ แต่ต้องอดทนที่จะอบรมความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
ผู้ฟัง ถ้าเป็นผู้ที่รู้ธรรมแล้วจะสวนกับกระแสโลกหรือไม่
ท่านอาจารย์ นี่คือความคิดใช่หรือไม่ ไม่ใช่ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ไปคิดถึงว่า รู้ธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้วคืออะไร
ผู้ฟัง ก็คือเราไม่ติดข้อง
ท่านอาจารย์ เรา รู้ธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ก็คือธาตุ
ท่านอาจารย์ นี่คือว่าไม่แล้วแน่ๆ เพียงฟังก็ยังข้ามไปคิดถึงว่า ผู้รู้ธรรมแล้ว ยังมีบุคคลใช่หรือไม่ ยังคิดถึงอย่างอื่น แต่ไม่ได้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง ที่ถึงที่สุดยิ่งกว่าความจริงอื่นคือจิต ถ้าไม่มีจิต จะมีบุคคลผู้รู้แล้วหรือไม่ แม้แต่เราจะคิดถึงบุคคลผู้รู้แล้ว แต่ถ้าไม่มีจิตจะมีบุคคลนั้นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วเรายังไม่รู้จักจิตเลยว่ารู้อะไร แล้วอะไร แล้วขั้นไหน ระดับไหน เพราะว่าเราข้ามไปคิด ใช่หรือไม่ แต่ถ้ารู้จริงๆ ว่าจิตขณะนี้เองกำลังเกิดดับ แล้วจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังเกิดดับได้มากขึ้นอย่างไร คิดออกหรือยัง เพียงได้ยิน (ขั้น) ต้นเช่นนี้ จิตมีจริงๆ กำลังรู้ เป็นธาตุรู้ ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่อ่อน ไม่ใช่หวาน ไม่ใช่เค็ม ไม่ใช่หนาว ไม่ใช่ร้อน เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น กำลังทำหน้าที่เห็น เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ไม่ได้รู้ความจริงนี้เลย
เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้แล้วคือรู้อะไร ถ้ารู้จริงๆ เป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่พระอรหันต์ ขั้นต้นคือไม่มีความเห็นผิด ไม่มีความสงสัย ไม่มีความไม่รู้ในความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ยังไม่จบ เพราะว่ายังมีกิเลสเหลืออยู่อีก ใช่หรือไม่ เป็นแต่เพียงผู้ที่ไม่สงสัยเลยในธรรมที่กำลังปรากฏ เมื่อยินได้ฟังก็เข้าใจ กำลังมีธาตุที่กำลังเห็น ไม่ต้องไปหารูปร่างสัณฐานของธาตุนี้เลย ไม่มี ขณะนี้ที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แต่ว่ามีธาตุที่เกิดแล้วเห็นเดี๋ยวนี้แล้วก็ไม่ใช่เราด้วย กำลังได้ยิน เสียงปรากฏ เสียงก็ไม่ใช่ธาตุที่กำลังได้ยินแน่ๆ แต่เสียงปรากฏเพราะมีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง นี่คือค่อยๆ ที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800