ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อได้ทรงตรัสรู้ความจริงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงพระมหากรุณาเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ทั้งหลาย หรืออกุศลทั้งหลายมาจากความไม่รู้ความจริง ด้วยเหตุนี้การที่เรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง ก็เป็นการที่จะสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก ที่มีผู้สงสัยว่าความเห็นถูกเป็นอย่างไรนั้น ก็คือเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เช่น เห็น เคยเป็นเราเห็น นั่นไม่ใช่ความเห็นถูก เพราะไม่เคยรู้เลยว่าเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่ใช่เรา แต่เป็นขณะหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น ซึ่งคนตาบอดไม่มีโอกาสจะเห็นได้เลย

    เพราะฉะนั้น ทุกๆ อย่างเป็นไปตามปัจจัย แต่พระธรรมไม่ใช่สิ่งที่เราเพียงแต่ได้ยินได้ฟังเพียงเล็กน้อย แล้วก็คิดว่าเข้าใจแล้ว เพราะว่าความเข้าใจอย่างนั้นไม่เพียงพอ เช่น ได้ยินคำว่ากรรม เข้าใจว่าอย่างไร บ่อยมากเลยใช่ไหม เดี๋ยวก็เป็นกรรม เดี๋ยวก็เป็นอะไรมากมาย แต่กรรมคืออะไร เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่จะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง ต้องตั้งต้นว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วจึงจะสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น จนกระทั่งรู้ความจริง เพราะฉะนั้นภาษาไทย เราก็ใช้คำว่า ตั้งใจ จงใจ มีไหม ในวันหนึ่งวันหนึ่งมีความตั้งใจความจงใจ ถ้าโดยละเอียดความจงใจตั้งใจมีทุกขณะ แต่ต่างกันโดยที่ว่าไม่ปรากฏว่าเป็นความจงใจตั้งใจ จนกว่าความจงใจหรือตั้งใจนั้นจะเป็นไปในทางที่ดี หรือตรงกันข้ามตั้งใจในทางที่ชั่ว เราถึงจะรู้ว่าเจตนาร้าย เจตนาเป็นอกุศล หรือว่าเจตนาดีเป็นกุศล เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ สภาพธรรมที่มีจริงๆ ก็คือความตั้งใจ ไม่ใช่จิต จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย

    ธรรมมีจริงๆ ทุกเวลาไม่ว่าโลกใด และที่ไหน เมื่อเป็นธรรมที่มีปัจจัยเกิด ก็จะมีลักษณะที่ต่างกันเป็นสองอย่าง คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เสียง กลิ่น รสพวกนี้รู้อะไรไม่ได้เลย แต่ที่เสียงปรากฏว่ามีเสียงอย่างนี้ขณะนี้ เพราะมีสภาพธรรมหรือธาตุสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยิน เสียงจึงปรากฏได้

    ขณะใดก็ตามมีสิ่งใดปรากฏให้เห็น ก็คือจิตหรือธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานที่กำลังรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ แม้ธาตุรู้ต้องอาศัยธาตุรู้เกิด จึงมีคำว่า เจตสิก หมายความถึงธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต เกิดในจิต ซึ่งหลากหลาย ทำให้จิตวันหนึ่งๆ มีลักษณะที่ต่างๆ กันไป จิตดีก็มี จิตชั่วก็มี แต่ตัวจิตจริงๆ ไม่ได้ดีและชั่ว เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้นเอง แต่เมื่อประกอบด้วยสภาพของนามธาตุหรือนามธรรมที่เกิดร่วมกันที่เป็นเจตสิกต่างๆ ก็ทำให้ลักษณะของจิตในวันหนึ่งๆ หลากหลายมาก และธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นนามธรรม แต่ไม่ใช่จิต ก็คือความจงใจหรือความตั้งใจ

    ความจงใจหรือความตั้งใจ วันหนึ่งๆ มีไหม ตั้งใจจะทำอะไร ขณะนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ตั้งใจจะทำดี ตั้งใจจะฟังธรรม ก็เป็นความจงใจเป็นความตั้งใจที่เป็นฝ่ายดี เป็นกุศลเจตนา เพราะฉะนั้นการที่จะพูดเรื่องสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องรู้จริงๆ ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แม้แต่กรรมก็ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นเจตนาเจตสิก โดยสภาพของธรรมซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเกิดกับจิตต่างกันไปเป็น ๕๒ ประเภท เจตนาก็เป็นเจตสิกหนึ่งที่เกิดกับจิต แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตทุกขณะ ใครรู้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ไม่รู้เลย

    เพราะฉะนั้น คำที่เราใช้คำว่า กรรม ไม่ได้หมายความถึงปัญญาเจตสิก หรือสติเจตสิก หรืออะไรต่างๆ แต่หมายความถึงลักษณะที่จงใจและตั้งใจ ซึ่งไม่สามารถที่จะปรากฏได้ว่าในขณะนี้ที่กำลังเห็นก็มีสภาพของเจตนาเจตสิกโดยไม่รู้ตัวเลย แต่เจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตเห็น จะต่างกับกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา เพราะเห็น เพียงเกิดขึ้นเห็นเท่านั้น เพราะต้องเกิดขึ้นเห็น เพราะเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    เวลาที่พูดถึงเรื่องกรรม ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เกิดมาแล้วไม่พ้นไปจากกรรมและผลของกรรม แต่ก็ยังไม่ทราบว่ากรรมคืออะไร ผลของกรรมคืออะไร แต่ฟังแล้วเหมือนรู้แล้วใช่ไหม เพราะพูดแล้วว่านี่เป็น "กรรม" หรือจริงๆ แล้วหมายความถึง "ผลของกรรม" แต่พูดสั้นๆ ว่าเป็นกรรม อย่างคนที่ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ฯลฯ เราก็บอกว่าเป็นกรรม แต่ความจริงเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้น การเข้าใจธรรมจึงต้องเข้าใจแต่ละหนึ่งอย่างแท้จริงอย่างละเอียด แล้วก็จะทราบว่าถ้าเราได้เข้าใจ เราก็จะไม่สับสนในคำที่พูด หรือในความเข้าใจด้วย

    ขอกล่าวถึงเฉพาะกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา ซึ่งสามารถที่จะทราบได้ว่าเป็นกรรม แล้วแต่ว่าสำเร็จครบองค์ของกรรมคือการกระทำนั้นๆ ที่จะให้ผลในขณะใด เพราะเหตุว่ากรรมเกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้ว แต่ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นเป็นกุศลกรรม และขณะใดที่เป็นอกุศล จะใช้คำว่าอกุศลกรรมก็ได้ แต่ยังไม่ได้กระทำกรรมทางกาย ทางวาจา แต่ก็ต้องเป็นกรรมคือเจตนาที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น เช่น ตั้งใจจะฆ่า แต่ไม่ฆ่า เพราะฉะนั้น ความตั้งใจนั้นเป็นกรรม แต่กรรมบถยังไม่สำเร็จ เพราะเหตุว่ายังไม่มีการกระทำใดๆ แต่เพียงชั่วขณะที่คิด แล้วก็คิดไม่ดี ความจงใจความตั้งใจนั้นก็เป็นเจตนาเจตสิก ที่ใช้คำว่า กรรม

    เพราะฉะนั้น เรื่องของกรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียด แต่ให้ทราบว่าทั้งหมดก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้าศึกษาแล้ว ความเข้าใจก็จะเพิ่มขึ้น ที่จะรู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงอย่างละเอียดยิ่งของสิ่งที่มีจริงทุกๆ ขณะ

    ผู้ฟัง ธรรม คมฺภีร (คัม - พี - ระ) คือธรรมลึกซึ้ง จึงต้องละเอียด ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยอธิบายเพิ่มเติม

    ท่านอาจารย์ แม้แต่คำว่า "ฟังธรรมเพื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม" ละเอียดไหม โกรธ มีใครบ้างไม่โกรธ เราโกรธใช่ไหม แต่ขณะนั้นไม่รู้เลย ฟังธรรมเพื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม โกรธเป็นสิ่งที่มีจริงและไม่ใช่ของใคร ไม่ว่าใครจะไม่อยากโกรธ ก็โกรธเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง

    ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดว่าในขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมดหรือยัง ในขณะที่ฟัง ในขณะที่คิด ในขณะที่ได้ยิน ความละเอียดคือเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ปะปนกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไร น้อมที่จะเข้าใจถูกต้อง เพราะพิจารณาไตร่ตรองตามความเป็นจริงว่าธรรมเป็นธรรม เวลานี้ธรรมอะไร เห็นไหม ลึกซึ้งไหม บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ไม่มีเลยที่จะไม่มีธรรมในแต่ละขณะ แม้ในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังฟัง ธรรมอะไร ทุกอย่างเป็นธรรม คำนี้กว้าง ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นธรรม จนกว่าจะเข้าใจแต่ละหนึ่งว่าไม่ปะปนกัน จึงสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรม

    ความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏมีไหม เห็นกำลังเห็น แล้วยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่เป็นความต่างกันของผู้ที่อบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งแม้กำลังเห็นก็สามารถที่จะรู้ความจริงของเห็นที่กำลังเห็น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะดับกิเลสถึงความเป็นพระอริยบุคคล จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันต์ ท่านเห็น มีปัจจัยที่จะต้องเห็นก็เห็น แต่ไม่มีปัจจัยที่จะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เป็นเห็นในขณะนั้น กิเลสใดๆ เกิดไม่ได้เลย นี่เป็นความห่างไกลกันมากของปุถุชนผู้หนาด้วยความไม่รู้ และหนาด้วยกิเลส จนกว่าจะถึงการดับกิเลส เพราะสามารถที่จะรู้ความจริงของทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ จึงไม่มีกิเลสใดๆ ไม่มีความรัก ความชัง ความสำคัญตน ความริษยา ไม่มีกิเลสใดๆ เลยทั้งสิ้น ถึงความเป็นผู้ที่เป็นอริยบุคคล

    จากขณะที่กำลังเริ่มได้ยินได้ฟัง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม คำนี้จะไม่เผิน ถ้าระลึกได้ว่าแม้เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรมที่จะต้องฟังอีกต่อไป จนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรมจริงๆ เช่น ในขณะนี้เห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยังไม่มีได้ยิน แต่เพราะกำลังเห็น จะมีสิ่งอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เห็นชั่วขณะ เวลาที่ได้ยินเกิดขึ้นได้ยิน ต้องไม่มีเห็น เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริง ธาตุรู้ที่ใช้คำว่าจิตซึ่งกำลังรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ว่าขณะนี้มีสิ่งใดกำลังปรากฏ แม้เพียงฟังอย่างนี้ก็เริ่มที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า "สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม" เห็นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร แต่เป็นสิ่งที่มีจริง กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เอง

    กว่าปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจถูกเห็นถูกว่า เห็นก็ไม่ใช่เรา ได้ยินก็ไม่ใช่เรา คิดก็ไม่ใช่เรา โกรธก็ไม่ใช่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม คือฟังธรรมให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม เท่าที่จะสะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจากการฟังแล้วไม่ลืม เพราะฉะนั้น เวลานี้ก็คงจะมีแข็งกำลังปรากฏแน่นอน วันหนึ่งๆ ก็ต้องกระทบ เช่น จับปากกาบ้าง ช้อนบ้าง ส้อมบ้าง รองเท้าบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่เคยทราบเลยว่านั่นเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะขาดขณะนั้นไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นความจริง เช่น เห็นก็เป็นความจริง

    สังสารวัฏฏ์คือการเกิดดับสืบต่อของสิ่งที่มีจริงโดยไม่สิ้นสุด จนกว่าสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ จึงจะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง พ้นจากสังสารวัฏฏ์ได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีความเห็นถูก ไม่มีความเข้าใจถูก อะไรจะไปละความไม่รู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ ธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เกิดมาแล้วไม่รู้อะไรตั้งแต่เกิดจนตาย จะเริ่มเข้าใจถูกเห็นถูกว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีเราแน่นอน เพราะว่าจิตขณะแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นผู้ที่ดับกิเลสไม่มีกรรม จิตขณะสุดท้าย ใช้คำว่าปรินิพพาน จะไม่มีการเกิดอีกเลย แต่ว่าที่เกิดมาแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่า เพราะความไม่รู้ เพราะยังมีกิเลส เพราะยังมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น เมื่อจิตที่เกิดขึ้นขณะแรกเกิดแล้วดับไป ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อ เพราะว่าสภาพธรรมที่เป็นจิต สั้นมาก จิตเกิดแล้วดับแน่นอน แต่จิตนั้นเองที่เกิดเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ทันทีที่ดับ จิตขณะต่อไปจึงจะเกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ชีวิตตั้งแต่ขณะแรกสืบต่อมาจนถึงขณะนี้ได้ นี่คือการเริ่มที่จะฟังธรรม เพื่อรู้ว่าเป็นธรรม ตั้งแต่ขณะเกิดจนกระทั่งถึงขณะที่หายไปจากโลกนี้ แต่มีใหม่ตามเหตุตามปัจจัยในโลกอื่น ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้สักขณะเดียวข้างหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นคิด หรือจะเป็นชอบ หรือจะเป็นได้ยิน หรือจะเป็นการรู้สภาพที่แข็งที่กำลังปรากฏ แม้ขณะต่อไปยังรู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ขณะสุดท้ายของชาตินี้จะเกิดเมื่อไร และหลังจากที่ตายแล้วคือจุติจิต จิตขณะสุดท้ายดับสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ก็เป็นปัจจัยคือกรรม ความจงใจที่กระทำดีทำชั่ว ก็จะทำให้จิตต่อไปเกิดขึ้น ใช้คำว่าปฏิสนธิ สืบต่อจากจุติจิตของชาตินี้ แล้วแต่กรรมว่าจะเป็นใคร จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเกิดในนรกเป็นเปรต หรือจะเกิดเป็นเทวดา ภพไหน ภูมิใด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แต่ต้องไปแน่นอน เพราะว่าขณะนี้เหตุคือกุศลและอกุศลมีแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาที่กรรมใด คือเจตนาที่เป็นกุศลอกุศลที่ได้กระทำกรรมนั้นสำเร็จ ก็สามารถจะเป็นปัจจัยให้จิตที่เกิดสืบต่อไป เป็นไปตามกรรม

    ขณะนี้เห็น เห็นมีได้อย่างไร ใครทำให้เห็นเกิด กรรมเป็นปัจจัยให้เห็น ไม่เคยทราบเลย ได้ยินคำว่ากรรม ได้ยินคำว่าผลของกรรม แต่ไม่รู้ว่าขณะใดเป็นผลของกรรม และไม่รู้ว่าขณะใดเป็นกรรม ก็คือเป็นความไม่รู้ทั้งนั้น แต่ถ้าค่อยๆ ฟังธรรม แล้วก็พิจารณาในความเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น เห็นแล้วเกิดแล้ว เลือกเห็นไม่ได้ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ได้ยินเกิดแล้ว น่าอัศจรรย์ไหม จากไม่มีได้ยิน แล้วได้ยินก็เกิดขึ้นได้ยินเสียง ทุกขณะเป็นความน่าอัศจรรย์ เพราะว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เลย แต่เกิดแล้ว ขณะนี้ปรากฏแล้วตามเหตุตามปัจจัย นี่คือฟังธรรมต่อไป พิจารณาต่อไป และไม่ลืมว่า ต้องรู้ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ชั่วคราว แต่ละขณะเพียงปรากฏแล้วก็หมดไป

    เพราะฉะนั้น ทุกคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเป็นปาพจน์ เป็นวาจาสัจจะ ซึ่งจะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจะ ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจความจริงอย่างนี้ ก็เป็นความไม่รู้ ไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่โดยแท้จริงแล้วอะไรเป็นเรา เห็นเป็นเราได้อย่างไร ก็เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ได้ยินเป็นเราได้อย่างไร เดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับแล้ว จะเป็นเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ละเอียด ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงพระธรรมที่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้

    ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่าประวัติของพระอริยสาวกไม่ใช่ฟังครั้งเดียว หรือไม่ใช่ชาติเดียว เพราะท่านเห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้สามารถเข้าใจได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ทันทีอย่างรวดเร็ว ต้องค่อยๆ พิจารณา และรู้ว่าเป็นความจริง ถูกหรือผิด ถ้าผิดไม่ใช่ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แต่ถ้าสิ่งนี้มีจริงๆ และเริ่มเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่าได้ฟังธรรม ได้รู้จักผู้ที่เราเคารพกราบไหว้นับถือว่าสูงสุด ไม่มีบุคคลใดเปรียบปาน คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่ออนุเคราะห์คนอื่นให้ได้ฟังสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของบุคคลนั้น จนสามารถที่จะดับกิเลสได้ด้วย แต่ต้องอีกนาน ไม่ใช่บอกว่าทุกคนอีกนาน แต่ทุกคนรู้ว่านานไหม เพราะเหตุว่าต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ของตัวเองในสิ่งที่กำลังปรากฏ และในสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง ชาตินี้จะเป็นพระโสดาบันได้ไหม

    ผู้ฟัง ก็คงต้องฟังอีกนานแสนนาน

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นผู้ตรงอย่างแท้จริง แต่ละคนเข้าใจเพียงใด ถึงคนอื่นเขาจะบอกว่าเราเข้าใจมาก แต่เราก็รู้ใช่ไหมว่ามากของเขานั้น เราเข้าใจเท่าใด หรือใครจะบอกว่าคนนี้ไม่เข้าใจธรรม แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง ใครจะกล่าวว่าอย่างไร ก็เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นไม่ได้

    ผู้ฟัง ธรรมทีละหนึ่งๆ ควรที่จะรู้หรือเข้าใจอย่างไร กรุณาให้ความเข้าใจตรงนี้เพิ่มขึ้นด้วย

    อ.คำปั่น เป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะว่าสิ่งที่มีจริงนั้นก็มีจริงทุกๆ ขณะ จะกล่าวอย่างนี้ก็ได้ว่า ทุกขณะของชีวิตไม่ปราศจากธรรมเลย มีธรรมเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ขาดสาย ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่าเป็นสังสารวัฏฏ์ ก็คือการเกิดดับสืบต่อกันของสภาพธรรม เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว ก็ไม่พ้นจากจิตบ้าง เจตสิกบ้าง รูปบ้าง เป็นธรรมที่มีจริงทั้งหมด เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งจริงๆ เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง

    แม้แต่ในขณะที่เห็นขณะนี้ที่กล่าวถึงว่า เห็นก็คือเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเห็น เป็นหนึ่งในขณะที่เห็นเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมีธรรมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิตเห็น แต่เจตสิกเหล่านั้นก็เป็นแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง โดยไม่ปะปนกัน เพราะว่าต่างสภาพธรรมก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของตน แล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ ก็คือฟังให้เข้าใจว่าเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นความละเอียดของธรรมทีละหนึ่ง เช่น เมื่อสักครู่นี้มีคำว่า ได้ยิน และมีคำว่า ฟัง แม้แต่เสียงก็ต่างกันแล้วใช่ไหม ได้ยินกับฟัง เสียงก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ความต่างกันที่ละเอียดก็คือ เพียงได้ยินไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ได้ยินแล้วคิดตามเสียงที่ได้ฟัง ก็เพิ่มความรู้ขึ้นอีกเล็กน้อยว่าคำนั้นพูดถึงอะไร แต่ถ้ามีความเข้าใจในคำที่ได้ยิน ขณะนั้นก็ยิ่งเพิ่มความละเอียดขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงตั้งแต่เริ่มฟังธรรมจนถึงขณะนี้ ก็มีทั้งได้ยิน แต่ถ้าไม่ได้คิดตามเสียงที่ได้ยิน ก็ไม่ใช่การฟัง เพราะว่าคิดเรื่องอื่น แต่ในขณะที่ได้ยิน แล้วก็ยังคิดตามเสียง ต่างกันแล้วใช่ไหม เพียงได้ยินแล้วผ่านไป และไม่ได้คิดตามเสียง ไม่ใช่ว่าฟัง แต่เวลาที่ได้ยินแล้วผ่านไปแล้ว ยังคิดตามเสียงที่ได้ฟัง นี่ก็คือฟัง แล้วก็ทราบว่าเสียงนั้นหมายความว่าอะไร แต่ว่าได้ยินแล้ว ฟังแล้ว เข้าใจหรือไม่ ก็แสดงให้เห็นว่า แม้จิตที่ได้ยินและฟัง ต่อจากนั้นก็ยังมีความต่างกันที่ว่า ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นก็มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ถ้าได้ยินแล้วฟัง แต่ไม่เข้าใจ จะให้เหมือนกับได้ยินแล้วฟังแล้วเข้าใจได้ไหม

    นี่ก็เป็นชีวิตประจำวันชั่วขณะที่เราได้ฟังธรรมที่นี่ ก็ยังมีความละเอียด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลายมาก และสามารถที่จะเข้าใจแต่ละอย่างด้วย เพราะเหตุว่าถ้ายังมีความสงสัย ยังมีความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็แสดงให้เห็นว่า ยังไม่เข้าใจแม้พื้นฐาน คำยากๆ หรือคำที่เราไม่คุ้นหู เช่น คำว่าอายตนะ เป็นต้น คนไทยจะไม่รู้จักคำนี้ แต่ได้ยินเสียงแล้วก็ถ้าคิดตาม คนที่รู้ภาษาบาลีก็เพิ่มความเข้าใจขึ้น คนที่ไม่เข้าใจเสียงนี้ในภาษาบาลี ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอายตนะ แต่แม้ว่าได้ยินเสียง แล้วคิดและเข้าใจตาม ก็ทราบว่าอายตนะแปลว่าอะไร แต่ยังไม่ได้เข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นอายตนะ นั่นก็เป็นความลึกซึ้งที่ว่า ต้องเป็นความต่างกันแน่นอนแต่ละขณะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นธรรม ซึ่งต้องเป็นไปตามลำดับ คือมีความเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ปรากฏเพียงชั่วคราว

    เพราะฉะนั้น ถ้าได้ยินคำนี้แล้วไตร่ตรอง จะคลายความยึดมั่นในทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ แม้แต่ความเป็นเราก็ชั่วคราว ที่เข้าใจว่าเห็นเป็นเรา เมื่อเห็นเกิดขึ้น เปลี่ยนแล้ว ได้ยินเป็นเรา เมื่อได้ยินเกิดขึ้น ความเป็นเราก็เปลี่ยนไปตามสิ่งที่กำลังปรากฏโดยไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น เรื่องไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏที่มีจริงมีมาก จนกว่าจะได้ฟังอย่างละเอียดและไตร่ตรอง จึงค่อยๆ เข้าใจขึ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    27 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ