ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
ตอนที่ ๑๗๔๙
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ ชาติก่อนของชาติหน้าก็คือชาตินี้ ไม่ต้องถามใคร กุศลจิตเกิดหรือไม่ อกุศลจิตมากหรือไม่ ก็คือรู้เอง ถ้าเราไม่มีความตั้งมั่นจริงๆ ที่จะละอกุศลโดยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่ใช่เราหรือใครที่สามารถที่จะละอกุศลได้เลย แต่ต้องเป็นปัญญาความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มี เพราะขณะนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ ทุกคนมีเห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าเห็นเป็นธรรม แล้วจะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นตอทีเดียวคือ ทุกขณะจิตตั้งแต่เกิดมาก็มีความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริงๆ เมื่อมีความไม่รู้ ความไม่รู้ก็เป็นอกุศลที่เป็นพื้นฐานที่จะทำให้อกุศลอื่นๆ เกิดติดตามมา ด้วยเหตุนี้หนทางเดียวสำหรับผู้ที่ฟังแล้วเข้าใจคือ ศึกษาธรรมเพื่อที่ไม่ว่าจะมีธรรมใดๆ ปรากฏ ก็สามารถที่จะระลึกและเข้าใจได้ว่าเป็นธรรม
เมื่อครู่นี้พูดเรื่องอะไรหลายเรื่อง ใช่หรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ เป็นเวลาถูกถาม แต่เวลากำลังพูดเป็นธรรมหรือไม่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความเข้าใจธรรมนั้นน้อยมากจนไม่พอที่จะรู้ว่า ไม่ว่าขณะไหนก็เป็นธรรมทั้งนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจเช่นนี้แล้วจะละความสงสัย ความติดข้อง และการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา เป็นเขา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ (อย่างไร) ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่คนส่วนมากหวังที่จะมีกุศล เวลาที่รู้ว่าเป็นอกุศลก็ไม่อยากจะมีอกุศลเลย แต่ลืมเรื่องเข้าใจธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็ยังมีอกุศลที่จะต้องเกิดแน่นอน เช่น ความโกรธเกิดแล้วเป็นของธรรมดา ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้ความโกรธเกิดขึ้น โกรธเกิดไม่ได้ ซึ่งเรามีปัจจัยอยู่เสมอที่จะให้ความโกรธเกิดขึ้นแล้วก็ไม่อยากให้โกรธ นั่นคือการไม่เข้าใจพระธรรม
ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้นจริงๆ ที่มั่นคงขึ้นที่จะอาจหาญไม่หวั่นไหว ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ เข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมในขณะนั้น การฟังธรรมไม่ว่าจะเป็นพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม อรรถกถาทั้งหมด ทรงแสดงอนุเคราะห์ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่าเป็นธรรม แต่เราข้าม เพราะความเป็นเรา เราไม่อยากมีกิเลส เราอยากมีกุศล ข้ามไปอีกแล้ว แต่ว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมนี้ไม่ไกลเลย (มีอยู่) ทุกขณะ
เมื่อเช้านี้ก็มีการรู้สิ่งที่แข็ง ลืมหรือไม่ ใครรู้ว่าแข็งขณะนั้นเป็นธรรม ดังนั้นกว่าการฟังไม่ว่าจะชาติไหนก็ตามจะทำให้สามารถรู้ว่าแข็งขณะนั้น ลักษณะนี้ แข็งนี้เป็นธรรมคือเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น ไม่ใช่เป็นใคร ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี่คือประโยชน์ของการเข้าใจธรรม และถ้ามีความรู้ความเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ต้องกล่าวถึงอกุศลใดๆ เพราะเหตุว่าค่อยๆ ละคลายเมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมแล้วหาทางอื่นที่จะทำให้อกุศลลดน้อยลงและกุศลเพิ่มขึ้นก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การฟังทั้งหมดก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กล่าวว่า ความโกรธเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่มีตัวตนที่จะไม่ให้โกรธ ไปบังคับ (ไม่) ให้โกรธไม่ได้ และแม้จะเข้าใจธรรมแล้วแต่ก็ยังเก็บความไม่ดีคือความโกรธไว้ในใจ สองอย่างนี้ ...
ท่านอาจารย์ โกรธเกิดแล้วดับหรือไม่ ถ้าใครเก็บไว้ ยังโกรธคนนั้น เก็บไว้หรือไม่ แต่ถ้าไม่เก็บไว้ เวลาที่พบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เมื่อมีปัจจัยที่โกรธจะเกิดก็เป็นของธรรมดา แต่ไม่ได้ไปเก็บไว้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ที่เราจะยังคงโกรธอยู่เรื่อยๆ หรือตลอดไป
อ.อรรณพ ตรงนี้ละเอียด มิฉะนั้นเราฟังแล้วกลายเป็นว่า บังคับไม่ให้โกรธ ซึ่งไม่ได้แน่
ท่านอาจารย์ ฟังธรรมต้องให้เข้าใจว่าเป็นธรรม แล้วไม่พูดผิดว่า "ดิฉันบอกว่า ฟังมาว่า บอกว่าไม่ให้โกรธ" เพราะฉะนั้นฟังธรรมต้องเข้าใจว่าไม่ได้ฟังใคร แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ฟังแล้วเข้าใจอย่างไรเป็นความเข้าใจของคนนั้นเอง (สามารถ) ถามได้เลยว่าตรงนั้นเป็นอย่างไร หรือว่าข้อความนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าคนนั้นกล่าวเช่นนั้นแล้วเป็นอย่างไร แสดงว่าเรายังไม่ได้ฟังแล้วเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่เขาว่าเช่นนี้แล้วเป็นอย่างไร แต่เขาว่า คนนั้นว่า คนนี้ว่า ใครว่าก็ตามแต่ เข้าใจหรือสงสัยก็เป็นเรื่องที่เป็นตัวเองที่ไม่ใช่ตามคนอื่น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อถามว่าอย่างนี้ถูกหรือไม่ ถ้าถามเช่นนั้นก็แปลว่าไม่เข้าใจ แต่ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจคือไม่เข้าใจ เข้าใจคือเข้าใจ แต่ไม่ใช่ถามคนอื่น ถ้าคนอื่นตอบว่าถูก เราก็พลอยว่าถูกไปด้วยโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลยและไม่มีประโยชน์
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนว่า ยังมีพืชเชื้อของความโกรธอยู่ ความโกรธก็ต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครที่จะไปบังคับไม่ให้โกรธได้เพราะว่าเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุปัจจัยก็โกรธ แต่พระธรรมเกื้อกูลให้เห็นโทษของการที่จะผูกโกรธแล้วเก็บความโกรธนั้นไว้ เช่นพระโสดาบัน ถึงท่านจะมีความโกรธ แต่ท่านคงจะไม่มีความผูกใจอะไรมากมายที่จะเก็บไว้ สำหรับผู้ที่ฟังพระธรรมแล้วน้อมไปที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ควรเห็นโทษของการที่เก็บขยะแบบนี้ไว้มากๆ
ท่านอาจารย์ โกรธคนไม่ดี ถูกหรือไม่
อ.อรรณพ ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ แม้โกรธคนไม่ดีก็ยังไม่ถูก ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี เราต้องโกรธ หรือควรโกรธคนไม่ดี ไม่ใช่เลย คนไม่ดีคือความไม่ดีซึ่งเกิดแล้วดับไป สะสมไปของแต่ละคน ทำอะไรไม่ได้เลยกับบุคคลนั้น แต่ว่าจิตของคนที่โกรธคนไม่ดี ถ้าได้ฟังธรรมก็จะรู้ได้ว่าไม่มีประโยชน์เลย คนอื่นมีกำลังหรือสามารถที่จะทำให้ความโกรธของเราเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าใครทั้งนั้นไม่ทำให้เราหวั่นไหว ไม่เกิดความขุ่นข้อง ไม่ว่ากายวาจาจะเป็นอย่างไรก็ตามคนนั้นก็ปลอดภัย เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระธรรมที่ได้ฟังแล้วทำให้คนนั้นเกิดปัญญามีความเห็นที่ถูกต้องว่า อะไรที่เป็นอกุศล เกิดแล้วไม่ได้หายไปไหนเลยสะสมสืบต่อ ยังคงมีเพิ่มขึ้นด้วยในแต่ละครั้งที่อกุศลนั้นๆ เกิดขึ้นแล้วใครจะทำให้หมดไปได้ ไม่มีเลย แต่พระธรรมที่ทรงอนุเคราะห์ หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วเท่านั้น ที่ผู้ฟังได้ฟังแล้วจะพิจารณาเห็นคุณของกุศล เห็นโทษของอกุศลด้วยตนเอง ถ้ายังคงไม่เห็น ก็ไปเปลี่ยนอะไรๆ ไม่ได้ แม้พระธรรมที่ทรงแสดงมากมายตลอด ๔๕ พรรษาก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับคนนั้นเลย
อ.คำปั่น จริงๆ แล้วพระธรรมเป็นเครื่องเตือนที่ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าไม่มีพระธรรมแม้แต่บทเดียว ที่จะสนับสนุนให้คนเกิดอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งท่านอาจารย์กล่าวว่า แม้คนที่ไม่ดี การโกรธบุคคลที่ไม่ดีนั้นก็ไม่ดี ขึ้นชื่อว่าอกุศลแล้วไม่ดีเพราะว่าเป็นธรรมฝ่ายดำ เป็นอกุศลธรรม
ซึ่งก็ได้รับคำเตือนจากท่านอาจารย์ในเรื่องของการเห็นโทษของอกุศล ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวให้คิดว่า ดีมากนักหรืออกุศล เหตุใดถึงจะต้องเก็บไว้เพราะว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย เป็นเครื่องเตือนที่ดีว่า ธรรมที่เป็นอกุศลธรรมไม่ดีโดยประการทั้งปวง ซึ่งจากคำสอนที่ท่านอาจารย์ได้บรรยาย ทำให้นึกถึงข้อความในจริยาปิฎกที่พระโพธิสัตว์ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อบุคคลเป็นผู้มีพระคุณ เราไม่ควรโกรธในบุคคลผู้มีพระคุณ ถึงแม้ว่าบุคคลที่ไม่มีความดีอะไรเลย เราก็ไม่ควรโกรธ ควรสงสารเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าคนที่มีความประพฤติที่ไม่ดีทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่ไปของเขาเป็นอย่างไร ก็ไม่พ้นไปจากอบาย ทุคติ แน่นอน จึงไม่ควรที่จะโกรธในบุคคลคนนี้ ควรที่จะสงสาร ควรที่จะเห็นใจเป็นอย่างยิ่งที่เขาสร้างเหตุที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นแล้วพระธรรมคำสอนไม่มีข้อความใดเลยที่บอกว่าจะต้องโกรธ มีแต่สอนให้มีเมตตา สอนให้มีความเจริญขึ้นของกุศลธรรมประการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาที่คุณคำปั่นก็เก็บ เก็บหมดเลยไม่ว่าที่ไหนๆ แล้วยังคิดถึงผู้ฟัง เพื่อนที่ได้ฟังธรรมด้วยกัน เพราะว่าใครก็ตามที่ลืมแต่ถ้ามีกัลยาณมิตร มีมิตรที่ดีคอยเตือน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ระลึกได้ คนนั้นก็เป็นมิตรที่ดีจริงๆ แล้วจริงๆ วันนี้สภาพที่เป็นธรรมมากมายเท่าไร นับไม่ได้เลยและก็ไม่รู้ด้วย นับไม่ได้แล้วยังไม่รู้ด้วย แม้ว่าเป็นธรรมที่เกิดแล้วมากมายในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรม อย่าก้าวไกลไปจนกระทั่งถึงจะดับโทสะ เช่นที่ถามว่าทำอย่างไรจะไม่มีโทสะ ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ แล้วจะไม่มีการถามคำนี้เลย แต่ควรที่จะเข้าใจโทสะ ไม่ใช่ทำอย่างไรถึงจะไม่มีโทสะ แต่เมื่อโทสะเกิดปรากฏแล้วเข้าใจโทสะจากการฟังพระธรรม
ทุกคนมีบุญที่ได้กระทำไว้แล้วแต่ชาติปางก่อน ทำให้มีศรัทธาฟังธรรม และยังมีศรัทธาที่จะเดินทางมาถึงเพื่อที่จะกราบนมัสการแทบรอยพระบาทของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังรอยเท้าของคนอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่มานมัสการสักการะพระผู้มีพระภาค แต่ว่าอามิสบูชา การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของนั้นไม่เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็เพียงปรากฏให้เห็น แต่ว่าพระประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ได้สำเร็จ ณ ที่นี้ ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระบารมีนั้นมิใช่น้อยเลยต่อการที่จะรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งขณะนี้และถอยไปกี่กัปป์ก็ทรงสามารถที่จะระลึกถึงได้ แม้อนาคตที่ยังไม่เกิดก็ทรงพยากรณ์ได้ เพราะเหตุว่าทรงรู้ถึงปัจจัยของทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเป็นไปในกาลข้างหน้า
เพราะฉะนั้น แม้พระธรรมที่ทรงแสดงยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งใหญ่กว่าอย่างอื่น เพราะแม้ว่าจะกล่าวถึงอดีตให้เราเกิดการเห็นความจริงว่า ทุกอย่างกว่าจะมาถึงวันนี้ มาอย่างไร ไปอย่างไร แต่ละภพแต่ละชาติ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ถึงความหลากหลายเลย เพราะว่าแต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่สะสมมาแล้ว จะได้เคยฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสาวกมาแล้วก็ตาม จิตขณะนี้เป็นอย่างไร ใครจะรู้ดี ยิ่งอยู่มาจนถึงวันนี้ สะสมกุศลหรืออกุศลมากเท่าไรก็ปรากฏตามความเป็นจริงในวันนี้ด้วย และต่อไปจะต้องเป็นไปตามการสะสม เพราะฉะนั้น ชาติหน้าต่อๆ ไปอีก ถ้าชาตินี้ยังเป็นเช่นนี้ ยังสะสมอกุศลเช่นนี้ รู้ใช่หรือไม่ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ตามเหตุตามปัจจัย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรมที่ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีมากมาย บารมี ๑๐ รู้สึกว่าทุกคนจะจำกันได้โดยชื่อ หรือบางคนก็จำบ้างลืมบ้าง เพราะตั้ง ๑๐ อาจจะจำไม่ได้ครบก็ได้ แต่ความดีทั้งหมดเป็นบารมี ถ้ายังไม่มีความเข้าใจธรรมแต่เป็นผู้ที่ทำความดี ความดีนั้นๆ เป็นบริวารของบารมี จนกว่าจะมีการเข้าใจธรรม ความเข้าใจธรรมก็จะทำให้กุศลเป็นไปตามความเข้าใจซึ่งเป็นบารมี ซึ่งนานมากเลยที่จะได้ถึงความสมบูรณ์ ที่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏ พิสูจน์ได้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ได้ฟังพระธรรมมานานเท่าไร และเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะต้องฟังเช่นนี้ไปจนกว่าไม่คิดถึงเรื่องอื่น ในขณะที่ได้ยินได้ฟังคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาถึง ๔๕ พรรษา เรื่องของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ทั้งหมดตามความเป็นจริง
แม้ว่า ณ วันนี้เราไม่ใช่ชาวมคธ ไม่เข้าใจภาษามคธีซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนา จึงใช้คำว่าปาลี แต่เราก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ เพราะไม่ว่าจะพูดถึงธรรมด้วยภาษาใดๆ ก็คือความจริงที่กำลังปรากฏ สำหรับคนไทยวันนี้เราก็พูดภาษาไทย ในอดีตชาติก่อนเราพูดภาษาไทยหรือไม่ ไม่มีทางรู้ได้เลย จำได้หรือไม่ว่าชาติก่อนพูดภาษาอะไร สักคำหนึ่งก็นึกไม่ออกว่าพูดภาษาอะไร ใช่หรือไม่ แต่ธรรมก็ยังเป็นธรรม ซึ่งไม่ว่าใครที่ศึกษาแล้วสามารถที่จะกล่าวถึงธรรมด้วยภาษานั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนาน อนุเคราะห์สัตว์โลกนาน แล้วเราจะอยู่ต่อไปนาน จะมีศรัทธาที่จะน้อมประพฤติปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง บารมีทั้ง ๑๐ ขาดบารมีอะไรบ้าง หรือบารมีไหนมีน้อยพอจะรู้หรือไม่ หรือต้องให้คนอื่นบอก ที่สำคัญที่สุดคือเมตตาบารมี เหตุใดกล่าวว่าเมตตาสำคัญ พรหมวิหาร เครื่องอยู่ของผู้ประเสริฐมี ๔ แสดงให้เห็นว่าจะทรงแสดงธรรมโดยนัยใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม
สำหรับผู้ที่บำเพ็ญบารมี เข้าใจเรื่องบารมี มีความเข้าใจธรรม มีสัจจะตั้งมั่นในความจริงใจที่มั่นคงเป็นอธิษฐานที่จะฟังธรรมต่อไป เพื่อที่จะเข้าใจพระธรรมก็มี แต่ว่าสำหรับชีวิตประจำวัน ถ้าไม่กล่าวถึงธรรมเครื่องอยู่ของผู้ประเสริฐ คือผู้ที่เป็นคนดี ๔ อย่างคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พ้นจากชีวิตประจำวันหรือไม่ ไม่พ้นเลย เมตตาคือความรู้สึกเป็นเพื่อน เพื่อนคือไม่ใช่ศัตรู ไม่หวังร้าย ไม่คิดร้าย ทั้งกาย วาจา และใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลอุปการะไม่ว่าเขาเป็นใคร คนดีก็ช่วยได้ ถ้าเราสามารถจะช่วยได้ คนไม่ดี ช่วยหรือไม่ ชักลังเลหรือไม่ จริงๆ แล้วธรรมเป็นเรื่องที่ตรงมากเลย ที่ว่าเขาไม่ดี ใครไปทำอะไรให้เขาได้ แต่สามารถอนุเคราะห์ได้
การคบมิตรจึงแสดงไว้ว่าไม่คบคนพาล เพราะการคุ้นเคยกับคนพาลจะทำให้ชีวิตคล้อยตามความเห็นและความคิดของคนพาล ถ้าใครบอกว่าโกรธคนนั้นเลย พาลหรือไม่ อยู่ไปอยู่มาชักโกรธคนนั้นเหมือนกัน เพราะได้ฟังบ่อยๆ ก็เป็นได้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นเป็นมิตรที่ดีหรือไม่
เมตตาคือความเป็นเพื่อนด้วยความหวังดีแต่ไม่คบ ไม่ใช่หมายความว่าเมื่อคนไม่ดีแล้วเราจะคบคนไม่ดี เมื่อรู้ว่าเป็นคนไม่ดีก็ (ควร) ห่างไกลที่สุด เพราะถ้าคบหาสมาคมก็จะค่อยๆ คล้อยตามความไม่ดีนั้นด้วย แต่ ... มีแต่ด้วย คือถ้าสามารถอนุเคราะห์ได้ก็ควรอนุเคราะห์ แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าสามารถอนุเคราะห์ได้ก็ไปคบเขา ไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อสามารถที่จะอนุเคราะห์ได้ก็อนุเคราะห์ แต่ถ้าอนุเคราะห์ไม่ได้ (จะมี) ประโยชน์อะไร อนุเคราะห์คนที่อนุเคราะห์ได้ไม่ดีกว่าหรือ จนกว่าคนนั้นสามารถจะเป็นคนที่แม้พระธรรมก็อนุเคราะห์ได้ จึงควรอนุเคราะห์
เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มีคนที่เราเห็นมากมาย เพื่อนที่สนิทก็มี ที่ห่างไกลออกไปก็มี คนที่ไม่เคยเห็นเลยก็มากมาย เพียงก้าวออกจากบริเวณนี้เราก็ไม่เคยเห็นตั้งหลายคน ไม่รู้จักเขาด้วยเพราะว่าเราไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มีความเป็นมิตรได้หรือไม่ หรือเขาไม่ใช่พวกเราก็ไม่เป็นมิตรกับเขา นี่คือสิ่งที่ถูกคือถูก ดีคือดี ไม่ดีคือไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นผู้ที่ตัดสินหรือว่าเลือก แต่ธรรมตรง ถ้าฟังธรรมแล้วไม่มีใครเลยนอกจากธรรม แม้ขณะนี้ก็เป็นธรรม กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนฟ้าแลบ ชั่วขณะที่แสนสั้นดับไป แต่กิเลสที่สะสมมานั้นสะสมไว้ตลอด จนกว่าจะถึงเวลาที่จะเกิดเป็นอกุศลประเภทไหนก็เป็นอกุศลประเภทนั้น
ดังนั้น มีโอกาสได้สะสมบุญมาแล้วมากจนกระทั่งสามารถที่จะได้ฟังพระธรรม มีศรัทธาที่จะมานมัสการถึงสถานที่ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี จนพระบารมีนั้นถึงกาลที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่น้อมประพฤติปฏิบัติตามหรือ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้เลยแล้วทุกคนจะรู้ตัวด้วย ถ้าปัญญามีมากขึ้น กุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้น อกุศลทั้งหลายก็ลดน้อยลง เพราะฉะนั้น เป็นเครื่องวัดความเข้าใจของธรรมว่า ที่ได้ฟังมาแล้วสามารถที่จะเข้าใจธรรมระดับไหน
ขณะที่อกุศลเกิด ไม่มีใครสามารถเข้าใจอกุศลได้ เพราะเกิดเป็นอกุศลเข้าใจไม่ได้ อวิชชาอยู่ที่นั่น เป็นปัจจัยให้อกุศลทั้งหลายเกิดพร้อมกับอวิชชานั้น แต่ปัญญาที่ได้สะสมมา ไม่ใช่ทางฝ่ายอกุศลเลย ปัญญานั้นสามารถที่จะเข้าใจอกุศลว่าเป็นธรรม จากความเป็นปุถุชนจะสู่ความเป็นพระอริยบุคคลต้องอาศัยความดีทุกประการ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมเท่านั้นที่จะทำให้สามารถที่จะละคลายอกุศลแล้วกุศลก็เจริญขึ้นได้
อ.วีระ ท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องของเครื่องบูชาว่า สิ่งที่เป็นความเข้าใจนั่นเองก็คือบูชา จิตที่เป็นกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาที่นี่ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเดินทางมา ความสงสัยตรงที่ว่า การที่มีความรู้สึกหรือความตั้งใจที่ดีที่จะเป็นเหตุให้เกิดกุศลนั้น บางครั้งก็เป็นเรื่องของความต้องการขึ้นมาสลับกัน ซึ่งรวดเร็วมาก
ท่านอาจารย์ ที่คุณวีระกล่าวแล้วเป็นความจริงทุกอย่าง เพราะเหตุว่าโลภะความติดข้อง ติดได้ทุกอย่าง เว้นโลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้นในขณะที่ถามว่า เวลาที่ประสงค์ที่จะนำเครื่องสักการะบูชามานมัสการนั้นจะมีโลภะหรือไม่ โลภะติดข้องได้ทุกอย่าง เว้นโลกุตตรธรรม เพื่อความไม่ประมาทเพราะบางคนก็อยากมีกุศลจริงๆ โดยไม่รู้ตัวเลย จะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ แต่ขณะที่ "จะทำ" ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ชัดว่า ขณะนั้นเป็นกุศลด้วยศรัทธา หรือว่าเป็นโลภะด้วยความต้องการที่จะทำ เป็นอกุศลไม่ใช่กุศล
อ.วีระ ถ้าเช่นนั้นเราเห็นได้ชัดเจนว่าความต้องการเกิดขึ้น ซึ่งผู้นั้นต้องศึกษาก่อนว่าความต้องการมีลักษณะ มีอาการปรากฏอย่างไร เพราะแทรกไปกับความอยากจะมีกุศล อยากจะมีอะไรต่างๆ อยากจะฟังธรรมหรืออยากจะทำความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ หรือฟังเพื่อเข้าใจ เพราะรู้ว่าไม่เข้าใจก็ฟังเพื่อเข้าใจ แต่ว่าอยากฟังธรรมเพื่ออะไร บางคนก็ถามว่าได้บุญหรือไม่
อ.วีระ ตรงนี้แทรกขึ้นมาเลยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาที่จะรู้ได้ ก็ยังมีความแทรกตัวนั้นเข้ามา
ท่านอาจารย์ แล้วก็ยังมีความสงสัย ในบรรดาอกุศลเจตสิก วิจิกิจฉานุสัยไม่หมดเลยจนกว่าจะถึงความเป็นพระโสดาบัน แสดงถึงความละเอียดแม้แต่การที่เราบอกว่า ขณะนี้เห็นเป็นธรรม ตราบใดที่ลักษณะของธรรมนั้นไม่ปรากฏ เช่นใช้คำว่าธาตุรู้ หรือนามธาตุ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ฟังเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ไตร่ตรองว่า ธาตุรู้ต้องไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจือปนเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นธาตุรู้นั้น มืดหรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800