ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ แล้วดับไปแล้วด้วย ข้อสำคัญ ลึกลงไปอีก ก็คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้นี้ก็เกิดดับด้วย ไม่เหลือเลย แต่สืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต หรือนิมิตตะ (นิมิตฺต) เป็นรูปร่างสัณฐาน ทันทีที่เห็นจะต้องมีเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ทำให้รู้ความต่างว่านี่เป็นดอกไม้ หรือนั่นเป็นโต๊ะ นั่นเป็นเก้าอี้ เพราะการเกิดดับสืบต่อของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทำให้สิ่งที่มีอยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ปรากฏเป็นสัณฐาน หรือใช้คำว่า นิมิตตะ ก็ได้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เกิดดับสืบต่อ สิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นได้เพราะความรวดเร็วอย่างยิ่ง ก็ปรากฏเป็นนิมิตตะ สิ่งที่ปรากฏให้จำได้ในรูปร่างสัณฐานนั้น แล้วก็ไม่ลืมด้วย เมื่อเห็น สภาพจำก็จำได้ทันทีว่าเป็นอะไร

    เวลานี้ สิ่งที่ปรากฏบนโต๊ะก็มีหลายอย่าง นิมิตของดอกกุหลาบ นิมิตของดอกมะลิ หรือเมื่อรวมกันแล้วก็ยังมีนิมิตของพวงมาลัย เราก็ทราบได้ว่าต่างกับขวด ต่างกับขาโต๊ะ หรือขาเก้าอี้เป็นต้น เพราะรู้ได้โดยนิมิตนั้น ไม่ต้องเรียกเลย แต่ทำไมไม่ใช่เพียงเห็น จะได้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่เพราะความรวดเร็ว เมื่อเห็นก็เป็นนิมิตแล้ว ทุกครั้งที่เห็น เห็นนิมิต แม้ก่อนที่จะเป็นนิมิตก็มีสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็น เพียงปรากฏให้เห็นแล้วก็ดับไป แต่ว่าไม่ได้ปรากฏอย่างนั้น เพราะความรวดเร็วก็ปรากฏเป็นนิมิต และเวลาที่เป็นนิมิตแล้ว ยังทราบได้โดยนิมิตนั้นว่าเป็นสิ่งใด นั่นคือปัญญัตติ คือรู้ได้โดยอาการที่ปรากฏ ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ แม้ไม่ต้องเรียกชื่อเลย อย่างนก ไม่ต้องเรียกชื่อหนอน ก็กินหนอนแล้วใช่ไหม เพราะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะมีนิมิตตะเป็นรูปซึ่งเกิดดับสืบต่อ และเมื่อรู้โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งที่กินได้เป็นอาหาร ก็เป็นปัญญัตติจากนิมิตที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำ เราก็ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมา แม้เพียงได้ยินคำหนึ่ง ก็ใช่ว่าเราจะรู้แจ่มแจ้ง ถ้าไม่ศึกษาตามลำดับ เช่น บัญญัติ ทุกคนก็พูดหมด ชื่อเป็นบัญญัติ แต่มาจากที่ใด ถ้าไม่มีการเห็นสิ่งที่หลากหลายต่างกันคือนิมิตต่างๆ จะทราบไหมว่าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อย่างนกกับช้าง ก็เพียงเห็นก็ปรากฏทางตา เห็นแล้วก็นิมิตมาแล้ว รูปร่างใช่ไหม นิมิตคือความหลากหลาย แต่เมื่อทราบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งนั้นโดยอาการที่ต่างกัน เพราะมีปัญญัตติ สามารถที่จะรู้ความต่างแม้ไม่ต้องเรียกชื่อ แต่สำหรับมนุษย์ก็ยังมีคำอีกมากมายเพิ่มเข้าไปอีกที่จะเรียกสิ่งต่างๆ

    ทั้งหมดนี้ก็เป็นความจริงที่ผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียด เพื่อเข้าใจถูกว่าสิ่งที่มีจริงนั้นเกิดแล้วปรากฏแล้ว ซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร และไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของความลวง จากนิมิตตะซึ่งปรากฏ และยังมีบัญญัติ รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ทำให้เกิดโลกและเหตุการณ์ต่างๆ รักชัง เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมด ก็มาจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงโดยรู้อัธยาศัยว่าสัตว์โลกต่างกัน เป็นผู้ที่ฟังแล้วสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมได้ทันทีก็มี หรือผู้ที่ฟังแล้วยังต้องฟังจนจบโดยละเอียด ถึงสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มี และละความติดข้องได้ และก็รู้ความจริงได้ บางท่านก็ต้องอาศัยการฟังนานมาก อบรมมาก แต่ในชาตินั้นก็ยังสามารถที่จะรู้ความจริงได้ หรือแม้ในชาตินั้น ยังไม่สามารถที่จะรู้ความจริง อย่างที่ได้ทรงแสดง แต่ก็ยังสะสมสืบต่อเป็นความเข้าใจที่จะติดตามไปในชาติต่อๆ ไปได้ ในกาลใด ที่เรียกว่าคนก็เป็นแต่ละหนึ่งของธาตุซึ่งหลากหลายมาก ย้อนไปถึงอดีตชาติของคุณอรรณพ ใครจะทราบว่าเกิดเป็นอะไร สะสมอะไร ซึ่งต่อไปจะเป็นอะไร ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลย แต่ ณ ขณะนี้ก็เป็นอย่างนี้ ตามการสะสม ซึ่งใครก็จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ละหนึ่งมีความไม่เที่ยง มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปโดยไม่มีใครรู้เลย เพราะสืบต่อจนสนิทเหมือนไม่ได้ดับไปเลยสักอย่างเดียว ทำให้ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว แม้เกิดหนึ่งขณะจิตก็ดับ และสภาพธรรมคือจิตซึ่งเกิดต่อสืบเนื่องมาก็ทีละหนึ่งขณะ และสิ่งที่ปรากฏก็ปรากฏเพียงทีละหนึ่งจริงๆ สั้นมาก และมารวมกันทำให้เกิดการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    คำว่า อัตตา ไม่ได้หมายความแต่เฉพาะเรา แต่หมายความถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมดที่เข้าใจว่าเที่ยง และเป็นสิ่งนั้นจริงๆ จนกว่าจะได้เข้าใจความจริงที่ละหนึ่ง แม้แต่ได้ยินว่าขณะนี้เป็นธาตุทั้งหมด ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อเข้าใจว่าเป็นธาตุจริงๆ ไม่ใช่เราแล้วใช่ไหม แต่เพราะเหตุว่าถึงแม้จะบอกว่าเป็นเพียงธาตุเกิดดับสืบต่อ ก็ยังเป็นเรา เพราะยังไม่ได้รู้ความจริง จนกระทั่งคลายก่อน ก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งคลายความยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกระทั่งสภาพธรรมนั้นปรากฏกับปัญญา ตามลำดับขั้นด้วย กว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาเท่านั้นอย่างเดียว จะใช้อวิชชาไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมไม่ได้ จะนำอวิชชาความไม่รู้ไปเพียรทำที่จะละความติดข้องก็ไม่ได้อีก ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าปัญญาไม่รู้อย่างอื่นเลย นอกจากสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ซึ่งมีจริงชั่วคราวเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป และทุกคำที่ได้ยินก็มั่นคงที่ว่าเห็นเมื่อไร ก็รู้ความจริงเมื่อนั้น เห็นก็คือเพียงสิ่งที่ปรากฏ แล้วเราจะไปยึดถือมั่นคงได้ไหม ในเมื่อเข้าใจว่าเห็นแล้วก็ดับ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วเห็นก็เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ เห็นจะไปทำหน้าที่อื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น

    สภาพรู้ซึ่งเราใช้คำว่า จิต คือเกิดขึ้นรู้ และดับแต่ละหนึ่งขณะเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่กลับมาอีก ตอนนี้มีคุณพรทิพย์หรือไม่ ฟังเข้าใจทีละน้อยทีละน้อย แต่ก็ยังรู้ว่าคุณพรทิพย์ไม่ใช่ธาตุอื่น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เข้าใจในความเป็นธาตุของท่านพระสารีบุตร ความเป็นธาตุที่เป็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ ก็ยังคงเป็นธาตุแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งหลากหลาย ท่านหนึ่งก็เป็นเอตทัคคะในทางปัญญา อีกท่านหนึ่งก็เป็นเอตทัคคะในทางอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ นี่ก็แสดงถึงความหลากหลายของธาตุอย่างแท้จริง ไม่ซ้ำกันเลย และไม่ใช่อันเดียวกันด้วย แต่ละหนึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ ไม่ใช่ให้ตัวเราไปขวนขวายหรือทำอย่างอื่นเลย แต่รู้ว่ากว่าจะเข้าใจได้จริงๆ มีตั้งแต่ขั้นต้นคือขั้นฟัง ฟังแล้วยังต้องมั่นคงอีก มีคุณพรทิพย์หรือไม่ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ต่อเมื่อไรไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำอย่างนี้ แต่เข้าใจทันที ละทันที ละความไม่รู้ เพราะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เหมือนแข็ง เมื่อกระทบปรากฏก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เหมือนเสียง เมื่อปรากฏก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป จะเป็นใครหรือจะเป็นของใครก็ไม่ได้ จนกว่าจะมั่นคงเท่านั้นเอง และไม่ต้องไปพยายามขวนขวายให้มั่นคงด้วย เพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นความต้องการ ซึ่งเป็นโลภะ เป็นเครื่องกั้น ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ จะเป็นอย่างนี้ ในขณะนี้ ปกติอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่ผิดปกติเลย ถ้าผิดปกติคือไม่ใช่ปัญญาแน่นอน เพราะไม่ได้รู้สิ่งที่เป็นปกติ จะเป็นปัญญาได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ความรู้ขั้นฟังก็คือว่าเพียงฟัง ยังไม่สามารถที่จะละกิเลสใดๆ ได้เลย จนกว่าเข้าใจลักษณะที่เป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น อย่างสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เพียงเท่านี้ ถ้าวันนี้หรือวันหน้าหรือเมื่อไร สามารถที่จะเกิดระลึกเข้าใจได้ ขณะนั้นก็เป็นอย่างนั้น มาจากไหน มาจากการฟัง แล้วก็เข้าใจขึ้นจนมั่นคง แต่ไม่ใช่บอกว่าแล้วเมื่อไร แล้ววันใดจะรู้อย่างนั้น ไม่ใช่ ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย

    อ. อรรณพ ท่านอาจารย์แสดงว่า ถ้ารู้ก็ไม่ถูกลวง ที่ถูกลวงเพราะไม่รู้ แต่ความรู้ก็มีหลายระดับ ฟังอย่างนี้ก็คือเข้าใจโดยเรื่อง ก็รู้โดยเรื่อง แล้วการรู้โดยเรื่อง จะพ้นจากความลวงได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ยังคงเป็นคุณพรทิพย์ จะเห็นได้ว่าแม้แต่เพียงจะเริ่มเข้าใจ เพียงปรากฏให้เห็น เท่านี้จริงเพียงใด เพียงปรากฏให้เห็น เห็นเมื่อไรก็คือเพียงปรากฏให้เห็น กระทบเมื่อไรก็เพียงปรากฏให้รู้ในลักษณะที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเมื่อเป็นปัญญาระดับที่เข้าใจถูกต้องว่า "เพียงอาศัยระลึก" เพราะเหตุว่าเปลี่ยนทันทีเลย เนื่องจากปัญญาไม่ติดข้องในสิ่งนั้น เพราะรู้แจ้งจริงๆ ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ และก็มีสิ่งอื่นเกิดต่อแล้ว จึงจะไม่เยื่อใยได้ เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงจริงๆ เลย เพียงนิดเดียวที่ปรากฏ อย่างอื่นปรากฏแล้ว เดี๋ยวนี้เพียงเห็น ได้ยินปรากฏแล้ว ไม่ช้าเลย เห็นแล้วก็ได้ยินแล้ว เพราะฉะนั้นปัญญาก็สามารถที่จะรู้จริงอย่างนั้นว่า เพียงปรากฏ เพียงอาศัยระลึก เพียงรู้เท่านั้น ก็หมดแล้ว ก็มีสิ่งอื่นแล้ว ปรากฏให้รู้อีกแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ ยังเป็นคุณพรทิพย์ไหม

    อ.อรรณพ ก็ตอนที่รู้ความหมาย

    ท่านอาจรย์ ก็ยังคงเป็นคุณพรทิพย์ จะเปลี่ยนท่านพระสารีบุตรให้เป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนี้ แต่ความเข้าใจของผู้ที่รู้อย่างนั้นต่างกัน อย่างพระอรหันตสัมมาสัมเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างโดยประการทั้งปวง จึงได้ทรงแสดงความจริง แต่ผู้ฟังเข้าใจความจริงนั้นเพียงใด ถ้าสามารถที่จะรู้ความจริงจนละ อย่างเมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง ท่านสามารถประจักษ์ความจริงได้เลย เพราะท่านสะสมมาโดยการที่จะเป็นเอตทัคคะในการที่เป็นบุคคลแรกที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นสาวกรูปแรก คนอื่นก็ไม่มีทางที่จะได้เป็นอย่างนั้น เพราะบารมีที่ท่านสะสมมาที่จะเป็นอย่างนี้ ก็เหมือนอย่างนี้ ถ้าที่นี่เป็นป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ก็มีเสียงปรากฏ พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงพระธรรมตามความเป็นจริง ผู้ที่เข้าใจแล้วละความไม่รู้ ความสงสัยในสิ่งที่ปรากฏ ก็สามารถประจักษ์ความจริง เมื่อประจักษ์ความจริงแล้ว ก็รู้เลยว่านี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอื่นๆ ที่นั่นก็ยังคงเป็นท่านนั้นๆ เหมือนเดิม แต่ปัญญาไม่ได้เห็นผิด ปัญญาสามารถที่จะรู้ความต่างอย่างละเอียดของสิ่งที่ปรากฏตรงตามที่ทรงแสดง

    ประโยชน์ก็คือว่า การที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่ได้ทำความทุกข์เดือดร้อนมาให้เลยทั้งสิ้น แต่จะรู้ถึงความต่างของการที่ถูกผูกไว้ด้วยความไม่รู้ ถูกผูกไว้ด้วยความติดข้อง ถูกผูกไว้ด้วยความเห็นผิด เครื่องผูกมีมากมาย ก็จะเห็นประโยชน์ของการที่ปลดเปลื้องหรือพ้นไปจากความถูกผูก ถ้ายังถูกผูกอยู่ จะไม่รู้เลยว่า ไม่ถูกผูกดีกว่ามาก เพราะคุ้นเคยกับการที่ถูกผูกไว้จนกระทั่งคิดว่าผูกไว้ถึงจะดี จะได้ไม่ไปไหน ก็อยู่ตรงนั้น แต่ความเป็นจริง เมื่อเป็นอิสระ ก็จะรู้ความต่างของความเป็นอิสระกับความเป็นธาตุที่หนีไม่พ้น ที่จะต้องเป็นอย่างนั้นไปโดยตลอด

    เพราะฉะนั้นจากอันธพาลปุถุชน ปุถุชน มาสู่ความเป็นกัลยาณปุถุชน ไกลกันด้วย จากการไม่ได้ยินได้ฟังเลย มืดสนิท จนกระทั่งได้ยินได้ฟัง กว่าจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล พ้นเป็นขั้นๆ แล้วก็จะรู้จริงๆ ว่า ถ้าพ้นจากการที่ไปคอยจ้องที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งเสียเวลา ไม่ต้องไปจ้อง เพราะว่าสภาพธรรม เกิดแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ ไม่รู้ อยู่อย่างนั้น เพราะเคยถูกผูกไว้ด้วยความต้องการ จนกระทั่งบางคนอาจจะไม่ต้องการอย่างอื่น ไม่ต้องการแก้วแหวนเงินทอง ลาภยศ สรรเสริญ แต่ก็ยังอยากจะเข้าใจธรรม หรืออยากจะรู้ธรรม

    ก็จะเห็นได้ว่ามีนายมากมายตามลำดับ แล้วแต่ว่าเป็นทาสของนายคนใดมามาก อย่างบางคนที่มีความพอใจในความเห็นผิด คิดว่าถูกแล้ว ถูกผูกไว้แน่นมาก จะไม่ไปสู่ความเห็นถูกได้เลย กลับคิดว่าเป็นอย่างนั้นดีแล้ว ก็เป็นได้ใช่ไหม อย่างธรรมเป็นเรื่องละเอียด บางคนก็บอกว่าฟังได้อย่างไร ละเอียดมากๆ อย่างนี้ ไม่ฟังดีกว่า หรือไปฟังที่ไม่ค่อยละเอียดก็คงจะดี เข้าใจว่าสติปัญญาของเราคงน้อย เพียงเท่านี้ก็พอ นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถูกผูกไว้ตลอดเวลาด้วยอกุศลทั้งหลาย

    เพราะฉะนั้นถ้าเพียงได้รู้รสของความพ้นจากความถูกผูกสักนิด ก็จะเบิกบาน ไม่ใช่ให้ไปไกลจนกระทั่งถึงที่ใด เพียงนิดเดียวที่พ้นมาจากการที่ถูกผูกไว้ ก็มีความต่าง แต่ตราบใดที่ยังไม่พ้น ก็ยังคงต้องถูกผูกไว้ อย่างเวลานี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ อยากรู้ ได้ยินคำว่า สติ ก็อยากมี แล้วจะพ้นได้อย่างไร ไม่มีทางพ้นเลยเพราะอยาก แต่เมื่อไม่อยาก มีแล้วเพียงรู้ ผิดกันหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีแล้วไม่ต้องไปทำอะไร มีแล้ว เข้าใจถูก เห็นถูก รู้ตามความเป็นจริง ก็พ้นจากการที่อยากรู้อยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดแล้ว เกิดแล้วทั้งนั้นเลย ไม่ต้องไปทำอะไร ก็เป็นความต่างกันอย่างละเอียดมาก กว่าจะค่อยๆ คลายเกลียวที่ติดแน่น จนกว่าจะค่อยๆ หลุดออกมาได้

    ผู้ฟัง ที่ว่าฟังจนกระทั่งปัญญาเกิด ถ้าจะเปรียบโดยยกตัวอย่างเป็นนก ตอนแรกนกเห็นหนอน ก็เห็นว่าเป็นหนอน แต่ยังไม่เคยกินหนอน เมื่อกินหนอนไปแล้ว ต่อไปก็ไม่เห็นเป็นหนอนแล้ว เขาก็จะกินทันทีเลย การฟังธรรมก็คงจะเป็นในลักษณะอย่างนี้หรือไม่ ที่ว่าสภาพธรรมที่เรารู้ว่าเป็นสีที่เกิดขึ้นทางตา ต่อไปเราก็ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นสี แต่รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าฟังจนเป็นอย่างนี้แล้ว จะเป็นการส่งเสริมปัญญา รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ดีขึ้นหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มุ่งหวังอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง เข้าใจขึ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องละเอียด นกเห็นหนอน นกไม่รู้ตัวว่าเป็นนกใช่ไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็น เหมือนกันหมด ไม่ต้องว่าเป็นนก เป็นช้าง เป็นคน เพราะเห็นเป็นเห็น นี่คือผู้ที่สามารถที่จะฟังแล้วเข้าใจ ถ้านกก็ไม่รู้ว่าเป็นนก และเห็นขณะนั้นก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เหมือนทุกคนไม่ใช่ไม่เหมือน แต่รูปร่างสัณฐานของหนอนแม้ไม่ต้องเรียกชื่อ เปลี่ยนรูปของหนอนให้เป็นผีเสื้อ หรือให้เป็นแมลงสาบได้ไหม ก็ไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้น แต่สภาพจำ จำไว้แล้วทันทีในนิมิตนั้น โดยไม่ต้องเรียกชื่อ

    เพราะฉะนั้น เด็กแรกเกิดยังไม่ได้ยินเสียงที่จะเป็นคำที่จะจำได้เลยใช่ไหม แต่ก็เห็น และมีเสียงปรากฏ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเสียงสูงๆ ต่ำๆ มีความหมายว่าอะไร หรือสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร จนกว่าความคุ้นเคยของนิมิตนั้นๆ ใช่ไหม ความจำนั้นก็มั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นถ้านกไม่เห็นแล้ว จะรู้ว่าเป็นหนอนได้ไหม แม้ไม่ต้องเรียกชื่อ

    เพราะฉะนั้นต้องมีเห็นก่อน แล้วก็มีสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแน่นอน เหมือนเสียงก็มีสัณฐานของเสียง ประเดี๋ยวก็เสียงสูง ประเดี๋ยวก็เสียงต่ำ ความหมายก็ต่างกันเป็นภาษาต่างๆ แต่สภาพจริงๆ ก็คือเสียงนั่นเอง และมีนิมิตของเสียง ผู้นั้นจะเป็นใครไม่สำคัญเลย เพราะเป็นจิตเท่านั้น และเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต แล้วก็ทำหน้าที่ เช่นจิตเห็นในขณะนี้ ไม่ใช่ใคร เป็นจิตและเจตสิก เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน และเจตสิกแต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ของเจตสิก เช่น ความจำ จำทันทีในสิ่งที่ปรากฏ จะกล่าวว่าไม่จำไม่ได้ หรือไม่เห็นไม่ได้ จะทราบทันทีเลยไม่ได้ ต้องมีเห็นก่อน

    เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็ต้องมีนิมิตโดยไม่ต้องเรียกชื่อ แต่อาการที่สามารถเข้าใจในนิมิตได้ จึงรู้ปัญญัตติ คือรู้ได้โดยอาการของนิมิตที่ต่างกันว่าเป็นแต่ละหนึ่ง แม้ไม่ต้องเรียกชื่อเลย ขณะนี้เป็นอย่างนั้นแต่ไม่ได้เข้าใจ เห็นไหม ต่างกันที่ความเข้าใจ นก ช้าง คน เหมือนกันหมด คือเห็นก่อน แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ และก็รู้นิมิตนั้น โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นอะไร แม้ไม่ต้องเรียกชื่อ เหมือนกันหมด แต่ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยการฟังถึงจะเข้าใจตามความเป็นจริงว่า เคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมือนเที่ยงไม่ได้ดับไปเลย แต่ได้ฟังแล้วก็ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดสั้นมาก เพราะในขณะนี้ เห็นแล้วก็เพียงอาศัยระลึกนิดเดียว ได้ยินเกิดแล้ว คิดนึกเกิดแล้ว แต่ละอย่างก็เป็นแต่ละขณะที่สั้นมาก

    นี่คือความสามารถที่จะเข้าใจได้ คือประโยชน์ของการเกิดในสุคติภูมิ เป็นมนุษย์แล้วก็ยังมีปัญญาที่สะสมมาที่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง มากน้อยตามลำดับของการสะสม ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่ได้สะสมปัญญาเท่าท่านพระสารีบุตรเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นปัญญาของแต่ละคนก็น้อยมากเพียงใดตามความเป็นจริง ไม่ต้องเปรียบเทียบเลยกับคนโน้นหรือคนนี้ ในปัจจุบันหรืออดีต เพียงความเข้าใจขณะนี้จากการที่ฟังและตั้งจิตไว้ชอบ คือไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลยนอกจากคำที่ได้ฟัง แล้วไตร่ตรอง แล้วเข้าใจ ถ้าไม่ไตร่ตรองก็ไม่เข้าใจ ก็สับสนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็เป็นปกติ ต่างกันที่เข้าใจหรือไม่เข้าใจ เห็นคุณพรทิพย์ แต่ก็เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจจากการฟังว่า เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ และมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ด้วย

    ผู้ฟัง ตอนนี้เริ่มจะไม่เห็นเป็นคุณพรทิพย์แล้ว เริ่มเป็นจิต เจตสิก รูปแล้ว

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นคุณพรทิพย์เหมือนเดิม แต่เข้าใจแต่ละหนึ่ง คือสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่แข็ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตา จำว่าเป็นคุณพรทิพย์ แต่ความจริงเกิดดับ เพราะฉะนั้นยังไม่ใช่ความรู้ที่ละความยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ถึงรู้แล้วก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่ว่าไม่มีความเข้าใจผิด ดับความเห็นผิด ความเข้าใจผิดที่ไม่รู้ว่า แท้ที่จริงขณะนี้แต่ละอย่างเพียงปรากฏแล้วก็หมดไป แต่มีครบทั้ง โลภะ โทสะ โมหะ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม และมีความเห็นถูกว่าเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง พอจะเข้าใจอย่างนี้ได้ไหม คือถ้าเห็นเป็นคุณพรทิพย์ก็เป็นบัญญัติแล้ว

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเรียกชื่อ ใช้คำต่อเมื่อต้องการที่จะให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ได้มีคำใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่ต้องเรียกว่า แข็ง ปฐวี ไม่ต้องเรียกว่า เตโช ลักษณะนั้นปรากฏอยู่แล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว เหมือนอย่างเรารับประทานอาหาร มีคนถามว่าหวานไหม ลิ้นกระทบรส จิตเกิดขึ้นรู้รสนั้น ไม่ต้องเรียกอะไรเลย จะอธิบายว่าหวานเพียงใด คนฟังไม่ทราบจนกว่าจะให้เขาชิม เมื่อเขาชิม รสนั้นปรากฏ ต้องอธิบายไหมว่าขนาดไหน หวานเพียงใด จืดขนาดไหน บอกอย่างไร ก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดได้ ว่าหวานไปหน่อย หน่อยนั้นขนาดไหน แต่ขณะที่กำลังลิ้มรสนั้น ปรากฏอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คำอะไรเลย

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ก็เป็นแต่ละหนึ่ง เมื่อรู้ความจริง โลภะก็ยังคงเกิด โทสะก็ยังมี ยังไม่ดับไป เพียงแต่ว่าไม่มีความเห็นผิด เพราะประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่มีความเข้าใจผิดว่าเที่ยง หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน หรือเป็นสุขที่แท้จริง เพราะเหตุว่าจะแท้จริงได้อย่างไร เพียงชั่วคราว หมดแล้ว มีนิดเดียวก็หมดแล้ว และก็ไม่กลับมาอีก แล้วยังจำผิดๆ ด้วยว่าเที่ยง

    ผู้ฟัง ผมฟังท่านอาจารย์อย่างนี้แล้ว ก็มีความเข้าใจเกิดขึ้นว่า พอเห็นปุ๊บก็เข้าใจทันทีเลยอย่างนี้ รวดเร็วขนาดนั้นเลยใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ แล้วยังเป็นห่วงใช่ไหม จริงๆ แล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่เรา เพียงคำนี้คำเดียว ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจบหรือไม่ก็ไม่ต้องคิดแล้ว เพียงแต่ว่าอะไรจะเกิด ก็คือเกิดแล้ว และก็เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วนั่นเอง

    ผู้ฟัง แสดงว่าสังขารที่จะประกอบขึ้นมาเป็นความเข้าใจ จะต้องมีกำลังมากทีเดียว

    ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งก็คือว่านานมาแล้วก็ได้ สมัยใดก็ได้ โดยเฉพาะในยุคนี้ เราไม่ได้ฟังธรรมด้วยความละเอียดและตามลำดับ แต่จับจด โน่นบ้าง นี่บ้าง ยังไม่เข้าใจอะไรเลยตามลำดับ ก็คิดเอาเอง เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าเพียงได้ยินคำ แล้วจะคิดว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกยาว โดยที่ว่ายังไม่รู้จักสิ่งนั้นเลย นี่เพียงคำ อย่างบางคนได้ยินคำว่า อิทธิบาท ก็พูดเรื่องของอิทธิบาทมากมาย แต่อิทธิบาทคืออะไร ก็ยังไม่ทราบ

    เพราะฉะนั้น นี่ก็คือการที่เผิน และไม่เป็นไปตามลำดับ และประมาทว่าธรรมไม่ลึกซึ้ง ไม่ต้องเรียน เพียงฟังเล็กน้อย ก็คิดเองได้ เพราะฉะนั้นผู้ฟังธรรมโดยแท้จริง ก็คือเป็นผู้ที่เคารพอย่างยิ่งในพระธรรม และรู้ว่าพระธรรมอันตรธานจากความเข้าใจ เมื่อไม่ศึกษาโดยละเอียดอย่างแท้จริง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    27 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ