ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753


    ตอนที่ ๑๗๕๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ของเราหรือของใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เพียงแต่ว่ามีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าไม่รู้ความจริงเช่นนี้ ไม่สามารถที่จะสละหรือละความติดข้องในสิ่งที่เคยยึดถือมานานแสนนานว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเป็นเรา ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่มีความเป็นเราเพราะไม่รู้ความจริงว่าเห็นเกิดแล้วดับ แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร ได้ยินเกิดแล้ว ดับแล้ว แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความจริงที่ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ชัดเจน จนกระทั่งหมดความสงสัยดับกิเลสคือความสงสัยและความไม่รู้ และรู้ว่าการฟังขณะนี้เป็นแต่เพียงเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะกล่าวถึงความจริงนี้ได้โดยละเอียด โดยลึกซึ้ง โดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทปัญญา หรือคิดเพียงว่าชื่อปัญญาก็คือความรู้ แต่ต้องลึกซึ้งว่ารู้อะไร รู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ หรือสิ่งที่หมดไปแล้ว หรือสิ่งที่ยังไม่มาถึง จนกระทั่งเป็นความที่มั่นคงจริงๆ แล้วจะรู้จักตัวเองโดยไม่ต้องถามใครว่า เราเข้าใจธรรมเพียงใด หรือว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ กำลังฟังเรื่องนี้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น กำลังได้ยิน ฟังเรื่องได้ยิน กำลังเห็น ฟังเรื่องเห็น กำลังคิด ฟังเรื่องคิด เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าที่เคยเป็นเราคิด หรือเราเห็น หรือเราได้ยิน แท้ที่จริงก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เกิดแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่แม้ยังไม่จากโลกนี้ไป สภาพธรรมก็เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีก

    เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ปรมัตถสัจจะ วาจาสัจจะ หรือวจีสัจจะ นำไปสู่ญาณสัจจะ ความเข้าใจถูกความเห็นถูกว่า ถ้าเป็นปัญญาก็คือสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เริ่มจากการฟัง ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ จะรู้ความจริงเช่นนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ แต่ฟังแล้วเข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้นว่าความจริงเป็นเช่นนี้ อาศัยความเข้าใจที่มั่นคงก็เริ่มจะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ จากการได้ฟังก็รู้ว่าความจริงเป็นเช่นนี้ เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ มีจริงๆ เป็นเห็นหรือไม่ อย่าลืม มีปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นต้องไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ แต่ว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น เห็นต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น เห็นอย่างอื่นไม่ได้เลยแล้วก็ดับไป เห็นเมื่อวานนี้ไม่ใช่เห็นวันนี้แน่นอน สั้นกว่านั้นอีก เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ นิดเดียวเห็นใหม่แล้ว สิ่งใหม่แล้ว

    นี่คือธรรม ที่ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจแล้วละความไม่รู้และความติดข้อง ไม่ใช่ไปรู้อย่างอื่น อดทนพอที่จะค่อยๆ เข้าใจหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทุกคนต้องเป็นผู้ที่ตรง ถ้าฟังน้อย จะเข้าใจมากได้หรือไม่ แต่ถ้าฟังไม่รู้กี่ชาติมาแล้ว เมื่อเพียงได้ยินสามารถที่จะรู้เลย เช่นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ บำเพ็ญบารมีที่จะเป็นสาวกที่บรรลุเป็นคนแรก ท่านตั้งความปรารถนาไว้เพราะว่ากว่าจะรู้ความจริงได้นั้นไม่ง่ายเลย ต้องสะสมอบรมปัญญาและคุณความดี เพราะว่าอกุศลหรือความไม่ดี ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้เลยทั้งสิ้น เนื่องจากอกุศลทั้งหมดมาจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอกุศลรู้ความจริงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกุศลค่อยๆ ละคลายอกุศล กุศลก็เพิ่มขึ้นและมีกำลังขึ้น แม้การฟังธรรมก็เป็นคนที่ตรงต่อเหตุผล ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง ก็สามารถที่จะทำให้ได้เข้าใจว่า คำที่ได้ยินนั้นพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ โดยที่คนนั้นรู้เองไม่ได้เลย แต่เพราะได้ฟังพระธรรมและศึกษาด้วยความที่มั่นคงที่จะรู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่มีจริงที่สามารถที่จะรู้ได้

    บารมี ๑๐ เป็นกุศลทั้งหมด ประมาทไม่ได้เลยสักอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่เราที่จะไปพยายามด้วยความเป็นตัวตน แต่เพราะเห็นประโยชน์และเข้าใจความจริงว่า แม้เป็นความจริงเช่นนี้ ผู้ที่หนักด้วยอกุศลเหมือนคนที่จมน้ำ น้ำล้อมรอบหมดเลย แล้วจะขึ้นจากน้ำไปฝั่งได้อย่างไรถ้าไม่อาศัยบารมี หรือว่าคนเป็นโรคร้ายแรงลุกไม่ขึ้นจะเดินไปไหนได้ จะไปฝั่งโน้นก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้ารู้สึกตัว ใช้คำว่า รู้สึกตัว แต่บางคนอาจจะใช้คำว่า สำนึกว่ามีอกุศลมากเพียงใด ไม่ใช่คำรุนแรงเลยถ้าคำนั้นเป็นคำจริง

    เวลาที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมโดยหลายนัย เช่นแสดงโดยการข่ม ไม่ใช่ข่มด้วยความมานะสำคัญตน แต่ให้คนที่กำลังมีมานะความสำคัญตนได้เข้าใจถูกว่า ไม่รู้อะไร เมื่อได้ยินได้ฟังธรรมแล้วทำให้เขารู้ได้เลย ละความสำคัญตนเพราะเข้าใจความจริงว่า ไม่เคยรู้เช่นนี้มาก่อน จึงสามารถที่จะฟังพระธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้คนที่มากด้วยอกุศล พระองค์ทรงแสดงอกุศลให้คนนั้นได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า มากเช่นนี้จะบรรลุมรรคผลนิพพานหมดกิเลสในชาตินี้ได้หรือไม่ รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า ได้หรือไม่ คนที่มากด้วยความไม่รู้ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

    เพราะฉะนั้น หนทางเดียวคือไม่ประมาทในกุศลทั้งปวง กุศลคือความดี กุศลที่ประเสริฐกว่ากุศลอื่นทั้งหมดก็คือปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีปัญญา กุศลก็ให้ผลให้เกิดเป็นเศรษฐี มั่งมี เป็นพระราชามหากษัตริย์ มีลาภ มียศ มีบริวาร จนกระทั่งถึงเกิดในเทวโลกก็ได้ เราเห็นว่ามนุษย์มีสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน น่าพอใจหลายอย่าง แต่เทียบไม่ได้กับสวรรค์เพราะความต่างกัน สวรรค์ก็เทียบไม่ได้กับพรหมโลก เพราะว่าคุณความดีนั้นเหนือกว่าการที่จะติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และคิดนึก เป็นเรื่องของธรรมที่เป็นชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เท่านี้ก็ยากแล้วหรือไม่ ยังไม่ต้องถึงนิพพาน เพียงละความติดข้องในสิ่งที่เราเคยติดมากๆ เพื่อที่จะได้สู่ภูมิของความสงบ หรือกุศลอีกขั้นหนึ่งซึ่งไม่ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้ สามารถที่จะเกิดในพรหมโลก แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก

    ดังนั้น จะเห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมในโลกนี้เพราะผู้ที่อยู่บนสวรรค์ก็สามารถที่จะมาเฝ้าฟังธรรมได้ แต่ถ้าแสดงในโลกสวรรค์ มนุษย์ไปฟังไม่ได้ ประโยชน์น้อยกว่า เพราะฉะนั้นทรงประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในโลกนี้เอง ถ้าจะคิดแล้วเวลาที่ผ่านไปก็ไม่นาน เกิดตายสักเท่าไร ๒๕๐๐ กว่าปีก็สืบต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้

    แต่กาลต่อไปนี้ถ้าไม่มีใครที่จะได้ฟังได้เข้าใจพระธรรม พระธรรมก็อันตรธาน เพราะเหตุว่าพระธรรมไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ว่าคำที่ตรัสแสดงถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องไปเปิดหนังสือตำราอะไรเลยทั้งสิ้น พูดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ให้เข้าใจถูกต้องว่า การศึกษาธรรมคือศึกษาสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ มิฉะนั้นแล้วก็เหมือนเรียนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา อยู่ตอนไหนของประเทศอินเดีย มีกี่แคว้น คนที่นั่นใช้ภาษาอะไร พูดเรื่องอะไรกันบ้าง ซึ่งไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรมเลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ว่าจะในภาษาไหน คือเพื่อให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ

    ฟังมานาน ประโยชน์จริงๆ คืออะไร ถ้านับคำตั้งแต่ฟังมา นับได้หรือไม่ว่ากี่คำ เกินพัน เกินหมื่นได้ ใช่หรือไม่ แต่ว่าประโยชน์แท้จริงของการฟังอยากจะให้มากหรือน้อย เห็นหรือไม่ว่าไม่ใช่เช่นนั้นเลย ไม่ต้องคิดว่า เรามานั่งฟังชั่วโมงหนึ่ง เราจะได้เข้าใจมากๆ หรืออะไรเช่นนั้นก็ไม่ใช่ แต่ประโยชน์คือ ความมั่นคงที่จะเข้าใจธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ คือไม่ลืมว่าเป็นสิ่งที่สามารถจะเข้าใจได้

    แม้วันนี้ยังไม่เข้าใจแต่เราก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นสาระ เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และจากการฟังทำให้รู้จักความจริงว่า เข้าใจสิ่งที่มีจริงนี้เพียงใด หรือว่าเข้าใจน้อยมากแม้ว่ามีจริง ก็เป็นการที่ทำให้เรารู้ได้ว่า ถ้าเป็นความเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ฟังต่อไปอีก จะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และมีประโยชน์หรือไม่ นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการฟังแต่ละครั้ง ไม่ใช่หวังว่าฟังครั้งนี้มานานเท่าไร ชั่วโมงหนึ่ง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง หรือเท่าไรก็ตาม ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด หรือว่าเราได้รู้คำอะไรมากมายหรือไม่ หรือเราไม่เห็นรู้ภาษาบาลีมากมาย ปฏิจจสมุปบาทก็ไม่ได้เข้าใจเพราะไม่ได้พูดถึง แต่ว่าความจริงก็คือให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ตัวธรรมจริงๆ นี้เป็นสิ่งที่กำลังมีแต่ไม่รู้ ไม่ใช่ไปรู้ชื่อ เพราะในครั้งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมจากพระโอษฐ์ ตรัสเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้น ไม่ต้องไปเปิดตำรา ไม่ต้องไปแปลหรืออะไรเลย

    เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดถึงสิ่งที่มีจริง เช่นขณะนี้มีเห็น ต้องไปเตรียมเข้าครัวทำอะไรเพื่อจะได้มีเห็นหรือไม่ กำลังคิดก็มี แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้สภาพธรรมว่า เป็นธรรม เพราะว่าไม่รู้จึงเป็นเรานานแสนนานมาแล้ว เราเกิดมา เราเห็น เราได้ยิน เราคิดนึก เราสุข เราทุกข์ แล้วหายไปไหนหมด หายไปแล้วไม่กลับมาอีกด้วย ไปหาที่ไหนก็ไม่มี หาไม่เจอแน่ สิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของหายไป ยังหาเจอได้ แต่สภาพธรรมที่เกิดแล้วดับไป ไม่มีทางที่จะกลับมาอีกเลย

    ฟังเท่านี้รู้สึกอย่างไร สลดหรือไม่ หรือเพราะนำด้วยคำถามว่าสลดหรือไม่ ก็เลยเริ่มจะสลดๆ แต่ความจริงไม่ได้ (สลด) ยังเหมือนเดิมเพราะว่ายังไม่ได้ประจักษ์ความจริงว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าได้เริ่มฟัง ได้เริ่มเข้าใจแต่ยังคงเป็นเราแล้วก็ฟังอีก เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องสิ่งที่มีในขณะนี้ตามความเป็นจริงว่า เกิดเพราะอะไร ไม่ยั่งยืนและชั่วคราวเพียงใด ก็ฟังไปอีก สลดหรือยัง ตามความเป็นจริง

    อ.อรรณพ เพียงนิดเดียว ไม่รู้สึกรู้สาอะไร

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้นิดเดียว สลดเพราะอะไร เห็นหรือไม่ว่าอย่าตอบเพียงเท่านั้น เพราะว่าจะต้องมีคำถามต่อไปให้ตรงกับความเป็นจริง ถ้าบอกว่าสลดนิดเดียว นิดเดียวนี้คงน้อยมากเลย นิดเดียวจริงๆ แต่ถึงเช่นนั้นเพราะอะไรจึงสลด

    อ.อรรณพ เพราะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจขั้นฟัง สลดแล้วหรือ

    อ.อรรณพ ก็คือคล้อยตามไป

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า สลดจริงๆ แม้แต่คำเดียวว่า สลด จริงเพียงใด จริงแท้ๅ คือวิปัสสนาญาณ ห่างกันกับการฟังหรือไม่ แล้วฟังอะไร ฟังเรื่องนี้ กำลังมีสิ่งนี้จริงๆ แต่ไม่ได้รู้เฉพาะตรงนั้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่าตรงกับที่ได้ฟัง คือเป็นเพียงธรรมซึ่งเกิดปรากฏแล้วหมดไป แต่เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ วันหนึ่งจากการค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็จะเป็นผู้ที่สามารถรู้ความจริงได้แน่นอน เรียนก็ยังมีจบใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงๆ วันหนึ่งผู้ที่กล่าวว่าจบคือพระอรหันต์ จบกิจที่จะต้องทำคือการศึกษา เพราะว่าตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังต้องศึกษาเพื่อที่จะดับกิเลสนั้น เมื่อกิเลสมากๆ ๆ ๆ เช่นนี้ก็ฟังไป เพื่อที่จะให้ปัญญาถึงการที่ค่อยๆ เจริญขึ้น จนสามารถที่จะรู้ด้วยตัวเองตามความเป็นจริงว่า ความรู้ก่อนฟังหลายๆ ปีกับฟังแล้วเพิ่มขึ้นบ้างมากน้อยเพียงใด

    อ.ธีรพันธ์ ก็อาศัยการฟัง ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรม คำว่าสลดก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะว่าแม้แต่ฟังธรรมแล้วจะไปทำเป็นสลด หรือว่าไปท่องว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่จริงๆ แล้วยังไม่ประจักษ์ความเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ยังมีความเป็นเราที่สลด จนกว่าจะรู้ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมจริงๆ เพราะว่าการที่จะเข้าไปถึงการรู้โดยที่เป็นวิปัสสนาญาณ ต้องอาศัยการฟังแล้วมีการพิจารณาโดยถูกต้องจริงๆ จนกว่าจะมีเหตุมีปัจจัยเพียงพอที่จะให้สติค่อยๆ เกิดขึ้น ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่เป็นเราที่สลด แต่ว่าเป็นสภาพธรรม เพราะว่าสลดอย่างไรก็ยังสลดไม่จริง ตราบที่ยังไม่เป็นปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงแล้วจะมีการละเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การละกิเลสเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะว่าถูกล่อลวงด้วยโลภะ ทำเป็นสลดก็มี แต่แล้วก็ไม่สลดจริงๆ ตามนั้น เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง ปัญญาจากการฟังเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัย ให้เข้าใจความจริงของความเป็นสภาพธรรมจริงๆ

    ท่านอาจารย์ คุณคำปั่นจะให้ความรู้ภาษาบาลี ที่ภาษาไทยใช้คำว่า สลด มีอะไรบ้าง

    อ.คำปั่น ในภาษาไทยที่แปลมาแล้วว่าสลด อีกคำหนึ่งโดยแปลทับศัพท์เลยคือ สังเวช ซึ่งคำว่า สังเวช หรือสังเวคะ มีความหมายอย่างเดียวกัน แปลเป็นไทยก็คือสลด แต่ยากที่จะเข้าใจจึงต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม ในอรรถกถาท่านได้ขยายความไว้ว่า หมายถึงญาณ คือปัญญาที่เกิดพร้อมกับหิริโอตตัปปะ ซึ่งต้องเป็นกุศลธรรมที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เห็นโทษของอกุศลประการต่างๆ เห็นโทษของความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ มีคำเพิ่มทั้งภาษาไทย ทั้งภาษาบาลี แต่ก็ต้องเข้าใจสภาพธรรมไม่ว่าจะใช้คำอะไร เช่น ภาษาไทยใช้คำว่า สลด ความรู้สึกขณะนั้นเป็นอย่างไร

    อ.ธีรพันธ์ ฟังดูแล้วเหมือนกับจะสลด หดหู่

    ท่านอาจารย์ นี่คือภาษาไทยใช่หรือไม่ รู้สึกสลดใจ ไปเห็นเขาถูกน้ำท่วม ลำบากต่างๆ เราก็บอกว่ารู้สึกสลดใจ จะกล่าวได้ทีเดียวว่า ไม่ว่าจะเป็นภาษาไหน พูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ฟังธรรม หรือแม้ฟังแล้วเราก็ใช้คำว่าสลดในภาษาไทย เลยไปคิดว่าภาษาบาลี สลดก็คงเหมือนภาษาไทยเวลาที่แปลแล้วจากคำว่า สังเวช หรือ สังเวคะ แต่ความจริงไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องละเอียด ที่จะรู้ว่าภาษาไทยเราใช้คำภาษาบาลี แต่ไม่ได้นำความหมายเดิมของภาษาบาลีมาใช้ด้วย เช่นคำว่า รูปธรรม นามธรรม เป็นต้น การศึกษาธรรมคือ เป็นผู้ที่เข้าใจธรรมแล้วจะรู้ความต่างระหว่างภาษาว่า ถ้าไม่ศึกษาธรรมเราจะเดาจากภาษาที่เรานำมาใช้ โดยที่เราไม่ได้เข้าใจความหมายจริงๆ

    เพราะฉะนั้น สังเวคะ เป็นปัญญาที่ถอยจากความติดข้องเพราะเห็นโทษ หิริโอตัปปะ มีความรู้สึกรังเกียจละอายที่จะไม่รู้ความจริง ที่ปัญญาเห็นแล้วเป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะติดข้อง คำว่าสังเวคะ ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเห็นความจริง แล้วเห็นโทษของสภาพธรรมที่ความจริงเป็นเช่นนั้น เช่นเกิดแล้วก็ต้องตาย มีใครบ้างไม่รู้ รู้ใช่หรือไม่ สลดหรืออย่างไร เกิดแล้วตาย ไม่เห็นมีอะไรเลย เกิดแล้วก็ตาย จะอย่างไรๆ สุขสบาย ทุกข์ร้อน แสนเข็ญ อย่างไรก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย แล้วสลดอย่างไร ทั้งๆ ที่น่าสลดหรือไม่ เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อที่จะตาย แล้วจริงๆ ก่อนตายก็แย่มากคือไม่รู้อะไร แล้วเต็มไปด้วยความไม่รู้ และส่วนใหญ่ก็ทำสิ่งที่เป็นอกุศลทั้งนั้นด้วย น่าสังเวช

    ถ้าเป็นปัญญาที่เข้าใจถูกต้องในความเกิดว่า เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเห็น เกิดมาได้ยิน เกิดมาติดข้อง แล้วนำอะไรไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว แม้แต่รูปร่างกายของทุกคนซึ่งเป็นที่รักยิ่ง รักรูป รักเสียง รักกลิ่น รักรส รักสิ่งของที่กระทบสัมผัส รักทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่เท่ากับรักความเป็นตัวตน ที่เกิดเพราะกรรมที่เป็นบุคคลนี้ ถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้ารู้ความจริงว่าไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกรูปเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่ใช่สภาพรู้ เพียงไม่มีจิต คิดเพียงเท่านี้ รูปนี้ก็ไม่น่าดูแล้ว สังเวชหรือไม่ สลดหรือไม่ ถ้าเป็นปัญญาก็จะเห็นว่าน่าติดข้องหรือไม่ เพราะว่าเราเกิดมาไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว กว่าจะถึงชาตินี้นานแสนนาน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้วกี่พระองค์ นับไม่ถ้วนเลย แต่คนที่ไม่รู้ก็ยังคงไม่รู้ และถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรมเลยก็อยู่ในคุกใหญ่

    ขณะนี้อยู่ในคุกหรือไม่ ไม่ได้อยู่ในคุกหรือ คุกสบายๆ ที่ไปไหนก็ได้ เงินทองก็มีใช้ แต่ออกจากคุกไม่ได้ ออกจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้เลย แล้วใครจะรู้ว่าชาตินี้สบายเท่านี้ ชาติก่อนเป็นอย่างไร ชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ลำบากยิ่งกว่านี้มากมายก็ได้ แต่ว่าเพราะความไม่รู้ก็ยังยินดีที่จะอยู่ โดยที่สิ่งที่พอใจนั้นไม่มี เหมือนฝัน ฝันว่ามีทุกสิ่งทุกอย่าง ตื่นขึ้นมาแล้วหายไปไหน สิ่งที่ได้ในฝันนั้นไม่มีสักอย่างเดียว

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ก็เหมือนกัน ฝันว่ามีคน มีต้นไม้ มีภูเขา แต่ความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบตา แล้วเพียงแค่หลับตาก็ไม่ปรากฏ และความจริงไม่ใช่ว่าเพราะไม่เห็น แม้แต่สภาพธรรมนั้นเองก็เกิดดับ ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับไปเร็วแสนเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงอยู่ในโลกด้วยความไม่รู้แล้วไม่มีทางออกด้วย

    ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็อยู่กันไปเรื่อยๆ ต่อไปอีกจนกว่าจะเห็นโทษ สังเวคะเกิดขึ้นว่า ประโยชน์อะไรที่จะต้องเห็น เห็นแล้วก็เห็นอีก ชาติก่อนเห็น ชาตินี้ยังต้องเห็น ชาติหน้าก็ยังต้องเห็นอีก ก็เห็นไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ชาติก่อนได้ยิน ชาตินี้ได้ยิน ชาติหน้าก็ต้องได้ยินอีก ชาติโน้นๆ สืบต่อไปก็เพียงได้ยิน หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่ในคุกนี่เอง ซึ่งแล้วแต่ว่าจะเป็นคุกชั้นไหน ระดับไหน ยังออกไม่ได้ ใช่หรือไม่ แต่ว่าถ้าเห็นโทษเมื่อไร แล้วรู้ประโยชน์ของการที่จะไม่อยู่ในคุก คือเห็นดีหรือไม่ ยังไม่เคยคิดว่าดีหรือไม่ ใช่หรือไม่

    เห็น ดีหรือไม่ เท่านี้ก็ยากที่จะตอบเพราะชอบเห็น เคยชอบมาแล้วใช่หรือไม่ ถ้าไม่เห็นจะเดือดร้อน แต่ถ้าไม่ต้องเกิดเลย จะลำบากเพราะเห็นหรือไม่ จะลำบากเพราะได้ยินเสียงเรื่องราวต่างๆ มากมายหรือไม่ ไม่ต้องเดือดร้อนเลย แต่ว่าปัญญายังไม่ถึงระดับนั้น เพียงแต่ว่าให้รู้ความจริงว่า ที่เดือดร้อนทุกวันนี้เพราะอะไร แล้วจะแก้ทุกข์ที่มีอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร แก้ไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน เป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ แต่จะแก้ได้ด้วยอะไร ถ้าไม่เช่นนั้นก็แก้ไม่ตรงจุดและแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังแต่ละครั้งเพื่อเข้าใจ เท่านั้นเอง เข้าใจขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญาที่อบรมและเข้าใจขึ้นแน่นอนที่สุด ขณะที่เข้าใจก็ค่อยๆ คลายความไม่รู้และความติดข้อง จนกว่าปัญญาจะเจริญ สามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ฟังทุกคำ ซึ่งเป็นไปได้ มีผู้ที่ได้เป็นไปแล้ว สำหรับผู้ที่ยังเหลืออยู่ซึ่งปัญญายังไม่ถึงระดับนั้นก็อบรมต่อไป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    10 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ