ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
ตอนที่ ๑๗๕๕
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ กว่าจะรู้ว่าเป็นใคร จิตเกิดดับหลายขณะ นี่คือการเกิดดับสืบต่อของธรรมอย่างรวดเร็ว เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ แต่ธรรมเป็นธรรม ใครจะไม่ให้จิตเกิดรู้หรือเห็นไม่ได้ เห็นแล้วจะไม่ให้คิดก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างนั้นไม่มีใครไปบังคับบัญชาเลย และความคิดของแต่ละคนก็หลากหลายมาก ขณะนี้ เดี๋ยวนี้คิดเหมือนกันหรือไม่ ไม่เหมือนกันเลยตามการสะสม แต่ว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นซึ่งแล้วแต่จะคิดตามการสะสม
แสดงให้เห็นว่า จริงๆ แล้วพระธรรมที่ทรงแสดงไม่ใช่เรื่องอื่นเลย เป็นเรื่องสิ่งที่มีจริงคือความจริงในชีวิตประจำวัน แต่เพราะไม่รู้จึงยึดถือในสิ่งนั้นอย่างมั่นคงว่า เป็นเรา เป็นเขา หรือเป็นของเรา หรือเป็นเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเพียงไม่คิด หลับสนิท มีเรื่องอะไรหรือไม่ หลับสนิทรู้หรือไม่ว่าน้ำท่วม ไม่รู้ แต่เมื่อตื่นได้ยินเรื่องราวต่างๆ แล้วรู้จักคำว่า น้ำหมายความถึงอะไร ท่วมหมายความถึงอะไร ก็คิดนึกเพราะจำคำซึ่งเกิดจากเสียงต่างๆ ถ้าเสียงเดียว จะเป็นคำหรือไม่ จะรู้อะไรได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่แม้แต่เสียงก็ไม่เหมือนกัน เสียงหนึ่งเกิดแล้วดับ เสียงที่ไม่ใช่เสียงเก่าเกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อหลากหลาย จนกระทั่งจำไว้เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ
นี่คือสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายแต่ไม่รู้ แล้วความสุขและความทุกข์นี้มาจากไหน ถ้าไม่มีการเห็น จะสุขทุกข์เพราะเห็นได้หรือไม่ เวลานี้มีใครชอบดอกกุหลาบบ้างหรือไม่ ตามความเป็นจริง ชอบกันเกือบจะเรียกได้ว่าทุกคน ถ้าไม่เห็น จะชอบหรือไม่ ไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะชอบไม่ได้เลย ใช่หรือไม่ แต่เมื่อเห็น จะไม่ให้ชอบได้หรือไม่ นี่คือธรรม แล้วก็ไม่ใช่มีแต่ดอกกุหลาบ มีอย่างอื่นอีกตั้งมากมายที่ชอบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ เป็นอะไรก็ตาม สีสันวัณณะต่างๆ วิจิตรมากขึ้นทุกวันตามความพอใจ วันนี้ชอบอย่างนี้ พรุ่งนี้เปลี่ยนแล้วได้หรือไม่ แม้แต่เป็นดอกไม้ การจัดดอกไม้ก็ยังไม่เหมือนกันตามความพอใจ
ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะเป็นธรรมซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ของใคร ใครทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย วันหนึ่งก็ต้องจากไปแน่ๆ แล้วจำไม่ได้ด้วยว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง เราเกิดมาต่างกันเพราะว่าชาติก่อนๆ ก็เหมือนชาตินี้นี่เอง เพราะว่ามีธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้มาตลอดนานแสนนานแล้ว แต่ละภพแต่ละชาติที่จะมีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ แม้เพียงเล็กน้อยในสิ่งที่ปรากฏแล้วดับไป โดยที่ไม่รู้ความจริงเลยว่า ทุกขณะที่เป็นสภาพธรรมที่ดีหรือไม่ดีที่เกิดแล้วสะสมอยู่ในจิต
ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องที่ควรศึกษาควรเข้าใจอย่างยิ่งก่อนที่จะจากโลกนี้ไป เพราะว่าไปไหน ไปๆ แน่ ทุกคนต้องไป ไม่มีใครที่ไม่ไปเลย มีคนที่ไม่ไปหรือไม่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดับขันธปรินิพพาน แต่ว่าต่างกับคนอื่นเพราะเหตุว่า ไม่มีกิเลสที่จะทำให้ต้องเกิดเห็นอีก ได้ยินอีก สุขบ้าง ทุกข์บ้างในแต่ละภพแต่ละชาติ แต่ว่าคนที่ยังมีกิเลสอยู่ตายแล้วต้องมีการเกิด ซึ่งเมื่อครู่นี้ก็เหมือนตายเพราะเหตุว่า จิตเกิดขึ้นเห็นดับแล้วไม่กลับมาอีกเท่ากับว่า จิตเห็นตาย เวลาที่จิตได้ยินเกิด จิตได้ยินเกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก เหมือนตายหรือไม่ เพราะว่าความตายก็คือตายจากความเป็นบุคคลนี้ แล้วจะกลับมาสู่ความเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย ไม่มีทาง นำเงินทองมากมายมหาศาลไปซื้อให้ขณะจิตต่อไปเกิดขึ้น ขอให้ไม่ตายอีกสักขณะหนึ่งได้หรือไม่ ในเมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากโลกนี้ไปเป็นไปตามปัจจัย เหตุปัจจัยที่เราใช้ในภาษาไทยทั้งหมดแสดงให้เห็นความเป็นอนัตตา
ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้ จะมีการยึดมั่นในความเป็นเราอย่างเดิมมากมาย จนกระทั่งสามารถที่จะทำทุจริตกรรมต่างๆ ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่า อกุศลทั้งหมดทีละเล็กทีละน้อยที่สะสมนั้น วันหนึ่งก็มีกำลังสามารถที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ความจริงจิตนั้นที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน จิตนั้นเดือดร้อนก่อนด้วยอกุศลที่มีในขณะนั้น ซึ่งไม่ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามเลย เป็นภัยตั้งแต่ขณะที่เกิดและเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงการกระทำทางกายและทางวาจา
เพราะฉะนั้น โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความไม่รู้ ซึ่งตั้งแต่เกิดจนตายเราก็พูดคำที่เราไม่รู้จักเลย เช่น คำว่าโลก คำถามง่ายๆ โลกคืออะไร เคยพูดคำว่าโลกหรือไม่ เคย โลกคืออะไร เห็นหรือไม่ว่าไม่ชอบถูกถาม แต่ถามเพื่ออะไร ถามให้คิด เพราะความคิดของแต่ละคนจะทำให้สามารถเข้าใจถูกหรือผิดตามการสะสม ตามความรู้ความเข้าใจ ถ้าเข้าใจมาก คำตอบของโลกก็หลากหลายและลึกซึ้งเพราะรู้จักโลก แต่ว่าเมื่อไม่มีความเข้าใจละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่โลกคืออะไร จะตอบว่าอย่างไรดี บางคนกลัวตอบผิด ไม่มีใครเลยนอกจากความไม่รู้ คืออวิชชา อวิชชาไม่รู้ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นความรู้ตรงกันข้ามคือปัญญา ปัญญาก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อวิชชาก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าสามารถที่จะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าอนัตตา เป็นธรรมล้วนๆ จริงๆ แต่ละหนึ่งไม่ซ้ำกันเลยด้วย เสียงเกิดแล้วดับไป เสียงใหม่ก็ไม่ใช่เสียงเก่า เท่านี้ก็พอที่จะรู้ได้ว่าไม่มีอะไรซ้ำกันเลย
ดังนั้น แต่ละอย่างเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ถ้าเข้าใจละเอียดจริงๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรม แม้แต่คำว่าโลกคืออะไร อยากจะตอบหรือไม่ หรือว่าเก็บไว้คิด หรือว่าลองตอบดูว่า จะถูกหรือไม่ คำถามง่ายๆ ทั้งนั้นเลย ธรรมไม่ใช่ยากเลย แต่ว่าถ้าไม่เข้าใจและไม่คิดก็ตอบไม่ได้ หรือว่าตอบถูกบ้างบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด ยังไม่ตรงตามความเป็นจริง ยังไม่ถึงความจริงแท้ที่สุดที่ใช้คำว่าปรมัตถะ มาจากคำว่าอะไร คุณคำปั่น
อ.คำปั่น คำว่าปรมัตถะ หรือว่าปรมัตถธรรม มีธรรมต่อท้าย ซึ่งมีคำ ๓ คำรวมกันอยู่คือ คำว่า ปรมคืออย่างยิ่ง อัตถคืออัตถลักษณะ และธรรม ธรรมที่มีอัตถะอย่างยิ่ง มีลักษณะอย่างยิ่ง หมายความว่า ธรรมนั้นเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ มีลักษณะเฉพาะของตนๆ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมก็คือธรรมที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งไม่มีใครที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นได้ ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า จริงที่สุดก็คือปรมัตถธรรม หรือปรมัตถะ เพราะเหตุว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะเป็นอย่างอื่นได้นั่นเอง
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรม เมื่อเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง และเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงด้วยภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวมคร เหมือนภาษาไทยเป็นภาษาพื้นเมืองของคนไทยที่ใช้แล้วเข้าใจกันได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ศึกษาธรรม เราจะทิ้งภาษาบาลีไปเลยโดยไม่อ้างอิงไม่ได้ แต่ว่าความหมายตรงกัน ซึ่งเป็นโอกาสดีที่คุณคำปั่นเป็นเปรียญ ๙ ตั้งแต่เป็นสามเณร สามารถที่จะให้ความหมายของคำในภาษาบาลี ซึ่งคนที่ไม่ได้ศึกษาบาลีไม่สามารถที่จะรู้ได้ลึกซึ้ง เพียงพูดตามๆ กันมา (วันนี้) เป็นโอกาสที่เราจะศึกษาธรรมทีละคำ ทั้งในภาษาไทยและภาษาบาลีด้วยซึ่งเป็นความถูกต้องที่ชัดเจนขึ้น เช่น คำว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ปรมในภาษาบาลี คนไทยใช้คำว่าบรม ใหญ่ ยิ่ง ได้ยินคำนี้ใช่หรือไม่ มีคำว่าบรม หรือ ปรมมัจฉริยะ พอเข้าใจว่ามัจฉริยะคือความตระหนี่ ปรมมัจฉริยะ หรือบรม เป็นอย่างไร คุณคำปั่นช่วยแปล แต่ความจริงก็คงจะเข้าใจกันได้
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวมาก็พอจะเข้าใจใช่หรือไม่ว่า ปรม (ปะ -ระ- มะ) คืออย่างยิ่ง ถ้าบวกกับคำว่า มัจฉริยะซึ่งหมายถึงตระหนี่ หมายถึงตระหนี่อย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ มีใครไม่ตระหนี่อย่างยิ่งบ้าง เพียงแค่มัจฉริยะ ได้ยินว่าตระหนี่ แล้วได้ยินคำว่าปรมมัจฉริยะ ก็เป็นคำถามอีกเพราะว่าถามให้คิด คิดแล้วเข้าใจ แต่ถ้าไม่คิด คนอื่นเขาพูดแล้วเราพูดตาม แต่เราเข้าใจหรือไม่ ลองคิดดู มีใครไม่ใช่ปรมมัจฉริยะ หรือไม่ตระหนี่อย่างยิ่ง มีบ้างหรือไม่ กรุณายกมือ แสดงว่าทุกคนตระหนี่อย่างยิ่งใช่หรือไม่ ตระหนี่อะไรอย่างยิ่ง ความรักตัว มีอะไรที่จะสละได้ยากเท่ากับความรักตัวบ้าง เพราะฉะนั้นความรักตัวตระหนี่อย่างยิ่ง ตระหนี่ความเป็นเรา ไม่อยากจะให้หมดไปเลย บางคนฟังธรรมแล้วกลัวเหลือเกินที่จะหมดกิเลส คิดดู กลัวหมดกิเลส ช่างคิดอะไรได้ปานนั้น กิเลสดีหรือ ดีนักหรือที่จะเก็บไว้ทุกวันมากๆ โดยไม่รู้สึกตัวด้วย แต่ก็ยังตระหนี่ไว้มาก เหนียวแน่นไม่ยอมที่จะสละหรือละความติดข้องในความเป็นตน
เพราะฉะนั้น ธรรมคือเรื่องจริงที่ละเอียดและลึกซึ้ง ที่จะต้องอาศัยการไตร่ตรองของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เป็นผู้ที่ฟังแล้วเชื่อแต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ แม้เข้าใจเดี๋ยวก็ลืม ลืมก็เป็นธรรม เข้าใจก็เป็นธรรม เบื่อก็เป็นธรรม ไม่เบื่อก็เป็นธรรม ศรัทธา สภาพของจิตที่ผ่องใสไม่มีอกุศล โลภะ โทสะ โมหะ ขณะที่กำลังฟังธรรมด้วยศรัทธาที่จะเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง ขณะนั้นก็เป็นธรรม แต่เมื่อเห็นเป็นอกุศลแล้ว ฟังไปดูดอกไม้ไป ใช่หรือไม่ ก็มีสภาพธรรมที่เกิดดับหลายอย่างจำแนกออกไปเป็นประเภทต่างๆ ก็คือชีวิตตามความเป็นจริง เพราะอะไรวิชาอื่นศึกษาได้ แล้วก็อยากศึกษากันมากๆ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ว่าธรรมที่มีจริงๆ และผู้อื่นไม่สามารถที่จะสั่งสอนได้เลย มหาวิทยาลัยใดๆ ในโลกก็ไม่สามารถที่จะให้เกิดความเข้าใจในความจริงนี้ได้เลยนอกจากพระธรรม พุทธศาสนา คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง เหตุใดไม่สนใจที่จะเข้าใจ ไม่ได้เกิดโทษภัยอะไรเลยทั้งสิ้น ฟังแล้วเจ็บหรือไม่ ปรมมัจฉริยะ ไม่มีใครไปว่าใคร แต่พูดถึงธรรมที่เป็นจริงเช่นนี้ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ทำให้ใครเป็นทุกข์เลย แต่นำมาซึ่งความเห็นที่ถูกต้อง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยว่า ทุกคำที่ได้ยินได้ฟังนี้เป็นวจีสัจจะ วาจาสัจจะ คำพูดจริงเพราะพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ และพูดถึงความจริงของสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เข้าใจความจริงถูกต้องยิ่งขึ้นจนสามารถที่จะไม่เป็นปรมมัจฉริยะ หรือยังอยากเป็นต่อไป อยากเป็นก็เป็นธรรมหรือไม่ เป็น เพราะฉะนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ให้บังคับไม่ให้ไปคิดว่า ทำเช่นนี้ไม่ได้ นั่นคือปรมมัจฉริยะ ความเป็นตัวเราอย่างเหนียวแน่นที่รักตัวจนกระทั่งไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ หรือว่าอยากให้เป็นเช่นนั้น จะเห็นความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงแสดงความจริงถึงที่สุดคือ ปรมัตถธรรม ความจริงของลักษณะนั้นๆ ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ว่ามีจริงโดยเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ดังนั้น พระธรรมถ้าเป็นสิ่งที่ง่ายต้องทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษาหรือไม่ ที่จะทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดทุกกาล และแม้แต่กำลังนอนตามภาษาธรรมดาที่เราใช้ เมื่อมีผู้ไปเฝ้า (พระองค์) ตรัสธรรมกับบุคคลที่เฝ้าในขณะที่กำลังนอน กล่าวได้ว่าทุกอิริยาบถเป็นกาลที่จะให้คนอื่นได้เกิดความเข้าใจธรรม ไม่ว่าจะนั่ง หรือนอน หรือยืน หรือเดิน ก็แล้วแต่ ถ้าศึกษาโดยละเอียดก็ย่อมจะเป็นพุทธานุสติ ระลึกถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ แม้ว่าปรินิพพานแล้วแต่คำสอนยังเหลือถึงผู้ที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง เพื่อที่จะสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก และรู้ในคุณของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดังนั้น พระธรรมไม่ใช่เพียงสำหรับอ่าน หรือฟังเผินๆ แต่เพื่อศึกษาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ โดยรอบคอบ โดยละเอียดลึกซึ้ง ด้วยความเคารพที่จะรักษาพระธรรมไว้ให้ถูกต้อง ไม่เปลี่ยนไปตามความคิดความเข้าใจของแต่ละคน ดังนั้นเป็นเรื่อง "ละ" ตั้งแต่ต้น คือขณะที่ฟังเข้าใจ บางคนอาจจะบอกว่า แล้วเมื่อไรจะละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่กระทบสัมผัส หวังถึงเช่นนั้น ใครละ อวิชชาละไม่ได้แน่ ความไม่รู้จะไปละอะไรได้ แต่ในขณะที่กำลังฟังแล้วมีความเข้าใจ ละความไม่รู้ในขณะที่กำลังเข้าใจ
เพราะฉะนั้น ปัญญาจะละความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดอกุศลตลอดทุกชาติ จนกระทั่งสามารถที่จะดับอกุศล เป็นผู้ที่หมดกิเลส แม้เห็น จะดอกกุหลาบสีเหลือง หรือดอกกุหลาบสีม่วง ก็ไม่มีโลภะหรือความพอใจตามความคุ้นเคยอย่างที่เคยเป็นมา โดยที่ไม่เสแสร้ง หรือไปนึกว่าเฉยๆ ปล่อยวาง นั่นคืออะไร ความรู้อยู่ที่ไหน เราแท้ๆ เลย ปรมมัจฉริยะ ยังคงเป็นเราซึ่งอยากที่จะมีเราพยายามที่ละ พยายามปล่อยวาง โดยไม่รู้หรือไม่เข้าใจธรรม
คำใดก็ตามที่ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่มีจริง คำนั้นไม่ใช่คำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกคำสามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง พระธรรมที่ทรงแสดงก็มีคัมภีร์ตั้งแต่พระวินัยปิฎก พระสุตตันปิฎก พระอภิธรรมปิฎก บางคนกลัวอภิธรรมมาก เพราะไปงานศพเมื่อใดก็ได้ยินแต่สวดพระอภิธรรม เมื่อไม่รู้และไม่เข้าใจก็กลัว แล้วเวลาฟังก็ไม่รู้เรื่องเลย "กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา" มีใครไม่เคยได้ยิน ๓ คำนี้บ้าง ได้ยินแล้วเฉยๆ หรือว่าได้ยิน "อะกุสะลา ธัมมา" แล้วก็พอคุ้นหู ธรรมที่เป็นอกุศล "กุสะลา ธัมมา" คุ้นหู ธรรมที่เป็นกุศล กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา แล้ว "อัพยากะตา ธัมมา" คืออะไร ไม่คิดหรือว่าสามารถจะรู้ได้และเข้าใจได้
เพียงคำเดียว แต่สามารถที่จะเข้าใจธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงละเอียดขึ้นจนเห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าแม้ในครั้งที่ยังไม่ทรงดับขันธปรินิพพาน แม้ผู้ใดติดตามพระองค์ไปข้างหลังแต่ไม่เห็นธรรม ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่รู้ในคุณคือความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ใครก็ตามแม้ไม่เห็น แต่ได้เข้าใจธรรม ผู้นั้นก็รู้ได้ว่าธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้นมาจากไหน ใครเป็นคนบอก เขาคิดเองหรือ หรือว่าต้องจากการทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ซึ่งไม่มีความจริงอื่นยิ่งกว่านั้นได้ นี่เป็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจธรรมแต่ละคำ เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่เราพูดบ่อยๆ นั้น ถ้าเราสนใจที่จะเข้าใจ มีคำตอบในพระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด เพราะว่าสิ่งใดที่เป็นความจริงมีจริงทุกกาลสมัย พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้โดยละเอียดตามความเป็นจริงนั้นๆ
มีคำถามค้างอยู่ ๒-๓ คำถาม ใช่หรือไม่ โลกคืออะไร จะตอบอย่างไรดี คิดเองหรือว่าอย่างไร หรือว่าฟังมา ถ้าไม่ฟังจะรู้หรือไม่ ก็ไม่รู้ คำตอบของคุณนภาจากการที่ได้ฟังมาแล้วก็คือว่า โลก (โล-กะ) ในภาษาบาลี หรือภาษาไทยไม่นิยมออกเสียงคำสุดท้ายก็ใช้คำว่าโลก หมายความถึง "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและดับไป" ถ้าไม่มีอะไรเกิด ธาตุรู้ไม่เกิด โลกนี้จะมีหรือไม่ โลกที่ชาวโลกบอกว่าเป็นภูเขา แม่น้ำ ลำธาร เป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลกต่างๆ เป็นคน เป็นสัตว์ ก็จะไม่สามารถปรากฎได้เลย แต่ว่าเพราะเหตุว่าธาตุ หรือสิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่หลากหลายและละเอียดมาก แต่ถึงเช่นนั้นก็สามารถที่จะประมวลหรือรวมเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ได้ คือธาตุที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แม้มีจริง แต่รู้ไม่ได้ เช่น แข็ง ใครจะไปจับแข็ง แข็งก็ไม่รู้เจ็บ หรือว่าไม่รู้สึกชอบหรือไม่ชอบอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เสียงเกิดขึ้นเป็นเสียงแล้วก็ดับไป ไม่รู้อะไร กลิ่น รส เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ก็เป็นประเภทของธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ ใช้คำว่ารูปธรรม รูปะ ในภาษาบาลี กับ ธรรมะ คนไทยก็พูดสั้นๆ ว่า รูปธรรม หมายความถึงธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้
แต่ถ้าไม่ศึกษาธรรม ใช้คำนี้กันบ้างหรือไม่ แน่ใจหรือว่ายุคสมัยนี้ไม่มีใครใช้ ใช้ แต่ไม่ใช่ความหมายในพระพุทธศาสนา เพราะว่าไม่เข้าใจจริงๆ ว่า รูปธรรมหมายความถึงอะไร คนที่ยังไม่ได้ศึกษาแต่คิดเอง เขาจะบอกว่ารูปคือ รูปที่เรามองเห็นสีสันวัณณะ เป็นรูปภาพ เป็นอะไรก็ตาม แต่ก็ไม่ถึงความหมายที่ว่า ธรรมที่เป็นรูปธรรมในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายความถึงสิ่งที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ซึ่งความละเอียดเรื่องรูปนี้ก็มีอีกมาก ที่กล่าวนี้เป็นพื้นฐานขั้นต้น
แล้วจะให้ถามต่อไปอีกสักคำหรือไม่ โลก ตอบไปแล้วใช่หรือไม่ มีใครสงสัยในโลกบ้างหรือไม่ เสียงเป็นโลกหรือไม่ เป็นหรือไม่เป็น เป็น เสียงเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมใดก็ตามมีจริงเมื่อเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นแล้วต้องดับ ไม่มีอะไรสักอย่างซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ ด้วยเหตุนี้ธรรมที่ตรงกันข้ามกับโลกหรือโลกะ ใช้คำว่าโลกุตตระ กุตตระแปลว่าเหนือ หรือ พ้น โลกุตตระก็คือ ธรรมที่เหนือโลก พ้นจากโลก พ้นอย่างไร โลกเกิดดับ สภาพที่พ้นจากโลกคือไม่เกิดดับ มีจริงๆ คือนิพพาน
เวลาที่ได้ยินคำไหนแล้วอย่าเพิ่งพอใจเพียงชื่อ อยากถึงนิพพานหรือไม่ ยังไม่รู้จักนิพพานแต่อยากถึงนิพพาน เป็นปัญญา หรือเป็นความไม่รู้ พระธรรมไม่ได้สอนให้ไม่รู้ แต่ว่าทรงสอนให้มีความเข้าใจถูก แม้เพียงเล็กน้อยสะสมไป ความเข้าใจนั้นก็ถูกต้องยิ่งขึ้นและไม่เปลี่ยนแปลงด้วย เมื่อเป็นความจริงถึงที่สุดแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงใช้คำว่าปรมัตถธรรม
แข็งอยู่ที่ไหน เปลี่ยนเป็นเย็นได้หรือไม่ เกิดขึ้นเป็นแข็งก็ต้องเป็นแข็ง ในป่ามีแข็งหรือไม่ เราใช้คำว่าดิน แข็งหรือไม่ ต้นไม้ แข็งหรือไม่ โต๊ะเก้าอี้ แข็งหรือไม่ ลักษณะจริงๆ คือแข็ง ไม่ว่ารูปร่างสัณฐานจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะกระทบสัมผัสรูปร่างเมื่อไรก็ตาม เป็นแต่เพียงรูปร่างที่ปรากฏให้เห็นทางตา โดยแข็งไม่ได้ปรากฏทางตา แต่กระทบสัมผัสเมื่อไร แข็งปรากฏ เป็นของใครหรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800