ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
ตอนที่ ๑๗๖๙
สนทนาธรรม ที่ ริเวอร์แคว วิลเลจ จ.กาญจนบุรี
วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความคิดแต่ละคนเนี่ยก็ต้องตามเหตุตามปัจจัย แต่จะรู้ได้เลยนะคะ ว่าอะไรที่ประทับใจจริงๆ ถ้าไม่ใช่ธรรมะที่ได้ฟัง มีค่าหรือเปล่า เพราะว่ายิ่งเข้าใจนะคะ ว่าแม้แต่เพียงเสียงเนี่ยชั่วคราวจริงๆ แล้วก็ถ้าไม่มี ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเราก็เรียนมามากเลย รูปมีกี่รูป รูปอะไรบ้าง แล้วก็ลืมใช่ไหมคะ
แต่ทั้งหมดนี้ก็คือว่าให้เห็นความเล็กน้อยของสภาพธรรมะซึ่งดูเหมือนใหญ่โต อย่างแข็งเนี่ยกระทบก็รู้สึกแข็ง ไม่ใช่จุดใหญ่โตเลยนะค่ะ แล้วแต่ว่าอะไรจะปรากฏ มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าถ้าเป็นปัญญาจริงๆ นะคะ รูปนั้นเกิดแล้วดับ แล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นด้วย มิฉะนั้นก็ไม่ได้เห็นสภาพธรรมะตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะคาดถึงนะคะ ความจริงตามที่พระผู้มีพระภาค และพระสาวกนี่คะ ได้ประจักษ์แล้วถึงความเป็นผู้ที่ดับความไม่รู้ความสงสัย แต่ว่าจากการอบรมการฟังซึ่งไม่รู้ว่าฟังมามากน้อยแค่ไหน ในแต่ละชาตินะคะ แต่ก็เป็นผู้ที่ประทับใจในธรรมะที่ได้ฟังทำให้เราเนี่ยติดตาม และมีโอกาสได้ฟังแล้วก็รู้ได้จริงๆ ว่าฟังเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ
เพราะเหตุว่าการฟังเนี่ยเป็นแต่เพียงเริ่มเข้าใจความจริงนะคะ ของสิ่งซึ่งเราไม่เคยคิดเลยเพราะว่าวันหนึ่งๆ เนี่ยเราคิดแต่เรื่องอื่นค่ะ แล้วก็จะถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจธรรมะเนี่ยก็มัวแต่คิดถึงเรื่องอื่นทั้งนั้นเลยทั้งวัน แล้วก็เมื่อไหร่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ลืมนะคะ ก็คือว่าสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเป็นเครื่องให้รู้ว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจในสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ถ้าขณะนั้นไม่ได้เข้าใจจะไม่มีการละคลายเลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว แต่ถ้ามีความเข้าใจขึ้นนะคะ แล้วรู้ว่าสภาพธรรมะทุกอย่างเนี่ยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
แม้แต่สิ่งที่ปรากฏนี่คะ ก็เป็นอย่างนั้นคือเพียงชั่วคราวแล้วก็ไม่ปรากฏอีกเลย เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นๆ นะคะ ก็จะเข้าใจความหมายของคำว่าคลายความติดข้อง ไม่ใช่คลายไปหมดเลย หมดเลยไม่เหลือเลย ไม่ใช่ค่ะ เพียงชั่วเล็กน้อยที่เกิดบ้างนะคะ ก็จะเห็นได้ว่ามีพืชเชื้อของความเห็นถูกต้อง
ที่จะทำให้จิตน้อมไปสู่การเห็นความไม่มีสาระของสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ฟังกี่ครั้งก็ไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย เพราะเหตุว่ายังฟังน้อยไป แล้วก็ยังเข้าใจน้อยไป เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยกาลเวลานะคะ แล้วก็ความมั่นคงว่าถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏก็แสดงให้เห็นว่าความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏมากแค่ไหน
แต่ถ้าเริ่มรู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราวเท่านั้นจริงๆ ค่ะ ก็จะทำให้มั่นคงนะคะ แล้วก็ค่อยๆ คลาย ไม่มากมายเลยค่ะเพียงทีละเล็กทีละน้อยก็มีความรู้สึกที่พร้อม ที่ว่าเมื่อปัญญาอบรมเจริญขึ้นนะคะ ก็สามารถที่จะมีกำลังที่สละหรือละความติดข้องในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ได้ไปละความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสใดๆ เลยทั้งสิ้นนะคะ
เพราะว่าจากความไม่รู้เนี่ยจะไปเป็นพระอนาคามี จะไปเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ เพียงแต่ว่าจากความไม่รู้ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้นะคะแม้ปรากฏ แต่ความจริงไม่ได้ปรากฏ ความจริงก็เหมือนไม่ดับเลย
แต่ความจริงแท้ของสิ่งนั้นก็คือว่าเกิดดับสืบต่อเร็ว จนปรากฏว่าเหมือนไม่ดับ แล้วลองคิดดูสิคะว่าเราอยู่ตรงไหนของความไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏนี่คะ เกิดดับเร็วมากเหมือนกับไม่ดับ เพราะฉะนั้นเราก็อยู่ตรงนั้นแหละ ตรงที่เข้าใจว่าทุกอย่าง ไม่เกิดดับ จนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
อ.นภัทร กราบท่านอาจารย์สุจินต์ครับ เคยฟังอาจารย์แล้วอาจารย์บอกว่าสภาพธรรมที่เกิดในแต่ละทวารเนี่ย คำว่าไม่ใส่ใจในอนุพยัญชนะเนี่ย อยากจะให้อาจารย์ช่วยขยายความนิดหนึ่งครับ
ท่านอาจารย์ ค่ะ ถ้าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏกระทบตาแล้วดับไป
อ.นภัทร ครับ
ท่านอาจารย์ จะมีนิมิตตะรูปร่างสัณฐานได้ไหมคะ
อ.นภัทร ถ้ากระทบตาแล้วดับไปใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ ชั่วขณะที่สั้นมากเลย
อ.นภัทร ครับ
ท่านอาจารย์ รูปที่เป็นสภาวะคือรูปที่มีจริงนะคะ จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ๑๗ ขณะนี่ไม่ต้องพูดเลยปรากฏเหมือนกับเห็นกับได้ยิน พร้อมกันเนี่ยเกิน ๑๗ ขณะแล้ว เพราะมีจิตเกิดดับสืบต่อในระหว่างนั้น เพราะฉะนั้นรูปดับแล้วค่ะ เราคิดถึงความรวดเร็วของรูป ซึ่งมองเห็นเหมือนไม่ดับเลย เพราะฉะนั้นในขณะนี้นะคะ มีสิ่งที่เพียงปรากฏ แล้วก็ดับ ถ้ายังไม่เข้าใจเนี่ยจะละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างต่างๆ ได้ไหม
อ.นภัทร ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์ แม้แต่การเห็นว่าเป็นคนนั้น เห็นว่าเป็นคุณธิดารัตน์ เพราะไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วนะคะ สิ่งที่ปรากฏทางตาเนี่ย กระทบตาปรากฏแล้วดับ แต่สืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตสัณฐานให้รู้ว่าเป็นคนไม่ใช่เป็นดอกไม้ แล้วอย่างความละเอียดของแต่ละคน
คืออนุพยัญชนะส่วนละเอียด ที่ทำให้รู้ความต่าง บางคนคล้ายกันมากเลยค่ะ แต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกันใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับสืบต่อเร็วแต่เมื่อเกิดซ้ำก็ทำให้ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ ซึ่งจำทันทีเลย เพราะไม่ปรากฏการเกิดดับ จำโดยไม่ต้องเรียกชื่อด้วย
อ.นภัทร ครับ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสัตว์ มีตา มีเห็น ไม่มีชื่อ แต่ก็รู้สัณฐาน รูปร่าง หรือนิมิต ของสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็ยังสามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอาหาร หรือไม่ใช่อาหาร แม้ว่าไม่ต้องเรียกชื่อ เพราะฉะนั้นนิมิตก็คือรูปร่างสัณฐานนะคะ ของสิ่งที่เกิดดับสืบต่อเร็ว แม้ว่าเกิดดับสืบต่ออย่างเห็นนี่ค่ะ เกิดดับสืบต่อนับไม่ถ้วน ก็ปรากฏให้รู้ว่าไม่ใช่ได้ยิน
เพราะฉะนั้นเป็นนิมิตของสภาพธรรมะที่เป็นธาตุที่กำลังเห็น เป็นวิญญาณนิมิต ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นะคะ แม้ธาตุรู้ก็เป็นนิมิต ที่ทำให้สามารถรู้ได้ว่าไม่ใช่สภาพจำ ไม่ใช่สภาพที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างๆ ที่เกิดดับสืบต่อเนี่ยทำให้เกิดเป็นนิมิต และการสืบต่อนั้นก็ยังละเอียดตามเหตุตามปัจจัย เป็นอนุพยัญชนะต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้นะคะ มีความเข้าใจในขณะนั้นชั่วขณะนั้นนะคะ ไม่ติดเพราะเข้าใจจึงรู้ว่าเพียงปรากฏ
อ.นภัทร แล้วการที่ไม่ติดนี้ก็คือการที่ไม่ใส่ใจในอนุพยัญชนะใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ ขณะที่ปัญญาเกิดนะคะ หมายความว่าความรู้จริงๆ ว่าสิ่งนั้นเพียงปรากฏขณะนั้นก็คือ ไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ
อ.นภัทร ขอบพระคุณครับ
ท่านอาจารย์ ไปตลาด มีผลไม้เยอะใช่ไหมคะ ยังเลือกเลยตามนิมิตอนุพยัญชนะ ติดรึเปล่าคะ ในขณะนั้น แต่ถ้าเพียงรู้ความจริงชั่วขณะ กับขณะที่การรู้ความจริงชั่วขณะนั้นดับ และก็มีการเลือกซื้อผลไม้ก็เป็นความจริงที่จะต้องรู้ว่า แม้คิดก็ชั่วขณะ แม้เลือกก็ชั่วขณะ
เพราะฉะนั้นจนกว่าทุกอย่างคือธรรมะชั่วขณะ ความคลายความติดข้องเนี่ยค่อยๆ น้อมไป สู่การที่สามารถจะ เมื่อปัญญาเข้าใจสภาพธรรมะแต่ละหนึ่งเพิ่มขึ้นนะคะ มีกำลังที่จะสละ การยึดถือสภาพธรรมะนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และก็ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมะได้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับ พระผู้มีพระภาคก็แสดงว่าเบื้องต้นตถาคตเมื่อได้กุลบุตรผู้ที่มีศรัทธาเข้ามาบวชแล้ว ก็แนะนำให้กุลบุตรนั้นตั้งมั่นอยู่ในศีลเป็นอันดับแรก ถ้าหากว่าบรรพชิตนั้นไม่มีศีล ไม่มีคุณธรรม ความเป็นบรรพชิตก็ไม่สามารถที่จะเจริญต่อไปได้นะครับ
ท่านอาจารย์ ทำให้คนนั้นเข้าใจได้ไหมคะว่ามากมายด้วยกิเลสระดับไหน
ผู้ฟัง ครับผม
ท่านอาจารย์ ค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักกิเลสของตัวเองเลย แล้วก็ไม่เข้าใจอะไรเลย ก็เบื้องต้นให้รักษาศีล เพราะฉะนั้นพระสูตรนะคะ ถ้าไม่ฟังด้วยดี ไม่ศึกษาด้วยดีให้เข้าใจจริงๆ ก็ทำให้เกิดความเห็นผิด อย่างบางคนนะคะ ไม่ศึกษาธรรมะเลยยกพระสูตรนี้ขึ้นมา แล้วก็อ้างว่าพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ใช่ไหมคะ
โดยที่ทั้งหมดนะคะ เขาไม่รู้ว่าต้องสอดคล้องกัน ธรรมะที่จะไม่สอดคล้องกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นศีลใดๆ ก็ตาม ถ้าไม่มีความรอบรู้ในธรรมะ ศีลนั้นไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นพระศาสนาเนี่ย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์เนี่ยจะให้ถึงความไม่บริสุทธิ์หรือ เพราะฉะนั้นการตั้งต้นด้วยศีลหมายความว่ายังไงคะ
หมายความว่าผู้ที่ฟังเนี่ยรู้ตัว ทุกคนมีอกุศลมาก เพราะฉะนั้นเมื่ออกุศลมากมายอย่างนี้เนี่ย กาย วาจา เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจะขัดเกลาในเพศของบรรพชิตหรือว่าในเพศของคฤหัสถ์ ซึ่งก็ไม่พ้นจาก กาย วาจา ซึ่งเป็นไปตามจิต เพราะฉะนั้นถ้าจิตยังมีความไม่รู้ และมีกิเลสมากๆ เนี่ย กาย วาจา ก็เป็นไปในทางทุจริต
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจถูกต้องนะคะ ก็รู้เลยว่ากว่าจะเข้าใจธรรมะที่ได้ฟัง พระผู้มีพระภาคต้องตรัสธรรมให้คนเกิดศรัทธา ที่จะบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา ไม่ใช่ว่าเข้ามาโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีศรัทธาอยากจะบวช แต่ว่าเมื่อได้ทรงแสดงพระธรรมแล้วนะคะ
บุคคลนั้นก็รู้ตามความเป็นจริงตามฐานะที่สะสมอกุศลมามาก และก็เป็นไปตามกำลังของอกุศล ก็รู้ได้ว่าถ้าเป็นเพศบรรพชิตนะคะ ก็จะต้องมีกายวาจา ซึ่งขัดกลาวอย่างยิ่งมากกว่าคฤหัสถ์ ไม่ใช่เพียงแต่มาตั้งต้นกันด้วยศีล แล้วก็ไม่มีปัญญาอะไรเลย แล้วก็จะพาไปไหน เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน เพราะรู้ว่ากิเลสมากทุกคนนะคะ
ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็จะค่อยๆ ละ กาย วาจา ที่เป็นกิเลสที่เป็นทุจริตก่อน แล้วก็เห็นความละเอียดของอกุศลเพิ่มขึ้น ก็ค่อยๆ ละคลายเพิ่มขึ้น ขัดเกลาเพิ่มขึ้น แต่ว่าเบื้องต้นถ้าไม่มีการที่กุศลจิตจะเกิดที่จะเห็นโทษของอกุศลนะคะ จะมีใครที่จะขัดเกลาอกุศลบ้าง
ด้วยเหตุนี้แม้แต่ตั้งต้นด้วยศีลก็ต้องรู้ว่าเพราะมีอกุศลมาก และการที่จะรู้ความจริงทั้งๆ ที่มีอกุศลมากเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลย พระธรรมทั้งหมดแสดงเพื่อให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ว่ามีกิเลสมากน้อยแค่ไหนเอง ให้คนอื่นเขาบอกหรือยังไงคะถึงจะรู้
ผู้ฟัง ต้องรู้ด้วยตัวเอง
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางที่คนอื่นจะรู้กิเลสของคนอื่นได้เลยค่ะ มากกว่าที่มองเห็น มากกว่าที่จะได้ยินได้ฟัง และมากกว่าที่ตนเองจะรู้ได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ นะคะ ว่าเป็นเรื่องตรง แล้วก็เป็นสัจจะ เป็นคำจริง เพราะฉะนั้นบุคคลนั้นนี่คะ ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเพราะกว่าจะเข้าใจธรรมะก็ต้องเจริญกุศล แล้วก็ประกอบด้วยปัญญา
จึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ วันนี้มีที่พึ่งรึเปล่าคะ วันนี้ มีอะไรเป็นที่พึ่งค่ะ คิดจริงๆ พึ่งพี่ พึ่น้อง พึ่งเพื่อน พึ่งญาติ พึ่งใครได้หรือเปล่า ค่ะ พึ่งได้แต่ว่าไม่ได้พึ่งเพื่อที่จะเกิดปัญญา ถูกต้องมั้ยคะ เพราะว่าเราพบมีมิตรสหาย มีผู้ที่ช่วยเหลือยามทุกข์ยากลำบาก พึ่งได้ค่ะ แต่ว่าไม่ได้พึ่งที่จะทำให้เกิดปัญญา
เพราะฉะนั้นในเมื่อปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดนะคะ เพราะฉะนั้นต้องทราบว่า จะพึ่งอะไรจึงจะทำให้มีปัญญาหรือว่ามีความเห็นที่ถูกต้องได้ ไม่ใช่ว่าพึ่งตัวเอง โดยที่ว่าคิดเอง อันนั้นพึ่งไม่ได้เลยค่ะ เพราะว่าตัวเองหรือว่าที่เข้าใจว่าเป็นเรา ก็คือความไม่รู้หรืออวิชา เพราะฉะนั้นแต่ละคำเนี่ยนะคะ ถ้าเราเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจจริงๆ เนี่ย
เราก็จะรู้ว่าที่พึ่งที่สูงที่สุดนะคะ ไม่ใช่เรา หรือเขา หรือใคร แต่ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาและสามารถที่จะทำให้เรามีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกได้ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ได้ฟังคำจริง ที่พูดถึงเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้เกิดความเข้าใจจริงๆ นะคะ ก็จะรู้ได้ว่าพึ่งผู้นั้นจากความไม่รู้ มาสู่การค่อยๆ มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏ
ไม่ว่าจะทางตากำลังเห็น ผู้นั้นก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ ได้นะคะ จากการที่ไม่เคยเข้าใจเลย ทางหูมีเสียง ทางจมูกมีกลิ่น ทางลิ้นก็มีรส ทางกายก็มีการกระทบสัมผัส ทางใจก็คิดนึก แล้วเมื่อกี้นี้คะ ตอนรับประทานอาหารพึ่งอะไรรึเปล่า ค่ะ มีที่พึ่งหรือเปล่าขณะที่กำลังรับประทานอาหาร
นี่ก็แสดงให้เห็นว่านะคะ ต้องเข้าใจความหมายของคำทุกคำที่ได้ยิน และก็จะเห็นค่า และเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งในผู้ที่สามารถที่จะทำให้จากความไม่รู้เลย มาสู่ความรู้ จากความติดข้อง แล้วก็จากอกุศลทั้งหลายเนี่ยก็จะค่อยๆ เบาบางลงได้ มิฉะนั้นแล้วแต่ละคนเนี่ยก็จะไม่รู้เลยว่าแต่ละวันเนี่ยได้เพิ่มอกุศลมากแค่ไหน
ฟังแล้วน่ากลัวจริงๆ ค่ะ มีตาแล้วก็เห็นไปเรื่อยๆ เนี่ย ก็ไม่รู้ว่าอกุศลเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เห็น เพราะไม่รู้ความจริงว่าเห็นอะไร และสิ่งนั้นก็เพียงปรากฏเท่านั้นเองค่ะ เราก็คิดว่าเป็นพระจันทร์ เป็นดวงดาว เป็นดอกไม้ เป็นคนนะคะ แต่ลักษณะจริงๆ ซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านี้เอง
จะมีความจริงเกินกว่านี้ไหมคะ สำหรับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ และก็ถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้นนะคะ ก็ยังสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่าอยู่ที่ไหน สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเนี่ยคะ อยู่ที่ไหน เวลาที่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเห็นนั้นอยู่ที่ไหน และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ที่ไหน
แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่านะคะ ขณะใดที่เข้าใจก่อน ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏจริงๆ เนี่ย เพียงปรากฏกับสภาพหรือธาตุที่กำลังเห็นเท่านั้นเอง ค่อยๆ เข้าใจก็จะทำให้เราได้รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วก็คือธาตุหรือธรรมะที่มีจริง แต่ละอย่าง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ที่ว่าเป็นธาตุ หรือธาตุ ก็หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ
แต่จะเป็นของใครได้ยังไงในเมื่อเพียงปรากฏเพียงแค่ ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ปรากฏ แล้วจะเป็นของเราหรือ แต่พอเห็นแล้วก็ไม่รู้ความจริง ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสนะคะ เพราะไม่รู้ความจริงก็ติดข้อง แล้วก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าเป็นภายในก็เป็นเรา เป็นตัวเรา
ถ้าเป็นภายนอกนะคะ เห็นก็เป็นเขาเห็น เขาโกรธ เขาดี เขาชั่ว แต่ถ้าไม่ใช่เป็นสภาพรู้ก็ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ตามแต่ที่จะคิดนึก เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วค่ะเกิดมาในโลกก็คือเป็นโอกาสที่ประเสริฐที่สุดนะคะ ที่จะได้ฟังคำจริง
เพื่อที่จะเข้าใจจริงในสิ่งที่มีจริงๆ ดีกว่าอยู่ไปแล้วก็ไม่รู้เลยนะคะ ว่าแท้ที่จริงสิ่งที่มีทุกวัน หมดไปทุกวัน จนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่เปลี่ยนจากการเป็นบุคคลนี้ไปไหนก็ไม่รู้ นะคะ ต่อเมื่อใดเกิดขึ้นจึงรู้ เหมือนชาตินี้ค่ะ มาจากไหนก็ไม่รู้ มาแล้วจึงรู้นะคะ ว่าเริ่มเป็นคนนี้
ตอนเป็นเด็กมีใครคิดไหมคะว่าจะอยู่ตรงนี้ กำลังได้ฟังสิ่งที่กำลังได้ฟังอยู่ ก็ไม่มีใครรู้เลยฉันใดนะคะ ต่อไปอีกข้างหน้าจะรู้ไหมว่าจะอยู่ที่ไหน แล้วก็จะเห็นอะไร หรือว่าจะรู้ หรือไม่รู้ ในสิ่งที่กำลังปรากฏก็เป็นอย่างนี้ค่ะ จนกว่าจะมีที่พึ่ง ที่ทำให้เราได้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง
อ.กุลวิไล ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่าความเข้าใจถูกในธรรมะตามความเป็นจริงเนี่ยก็คือปัญญาที่จะเป็นที่พึ่ง ก็เราได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความจริงที่มีในขณะนี้
ท่านอาจารย์ ค่ะ เมื่อเช้าตื่นมา มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง ค่ะ ต้องเป็นผู้ที่ตรงค่ะ มีรึยัง ยังไม่มีใช่ไหมคะ แต่ว่านึกถึงพระธรรมที่ได้ฟัง มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง มีนะคะ แล้วก็นึกถึงเท่านั้นก็ยังไม่พอนะคะ ยังน้อยอยู่ ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง ค่ะ
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ นะคะ ก็จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะว่าไม่ใช่เพียงฟัง แต่ประพฤติปฏิบัติตาม จะมีประโยชน์อะไรคะ ทรงแสดงธรรมะฝ่ายดีนะคะ กุศลธรรมเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง สติสัมปชัญญะสิ่งที่กำลังเจริญขึ้นจนกระทั่งจะรู้แจ้งสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏได้
แต่ว่าไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วเมื่อไหร่ จะรู้จริงๆ ตามที่ได้กล่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ นะคะ ก็ต้องในขณะที่ฟังเข้าใจแล้วก็ไม่ละเลย ไม่คิดว่าได้รู้แล้ว หรือได้พอแล้ว เพราะว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วเนี่ยค่ะยังไม่พอ แน่ๆ
จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ และไกลแสนไกลเหลือเกินค่ะ จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ เพียงแต่ฟังเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่มีจริงๆ ว่าเป็นธรรมะหรือยัง เพราะว่ามีพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้นะคะ เป็นที่พึ่งให้ปัญญาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่สามารถที่จะอบรมเจริญ
จนกระทั่งมีความเห็นถูกจริงๆ อย่างนั้นได้ จึงชื่อว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีแต่เพียงคิดว่าเมื่อระลึกถึงกราบไหว้บูชาก็เป็น มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วนะคะ ที่พึ่งจริงๆ ที่พึ่งได้คือปัญญาที่มีความเห็นที่ถูกต้องว่าอกุศลเป็นอกุศล เป็นธรรมะไม่ใช่เรา เริ่มต้นจากการที่รู้ว่าเป็นธรรมะก่อนค่ะ
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์คะ แล้วก็ท่านอาจารย์จะกรุณาช่วยขยายความอย่างพระสงฆ์ที่จะเป็นที่พึ่งเนี่ยค่ะ จะเป็นอย่างไรค่ะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ เพราะว่าจริงๆ แม้แต่คำว่าถึงเนี่ยนะคะ ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ถ้ามีใครถามคนหนึ่งคนใดที่นี่นะคะ ว่าถึงพระรัตนตรัยหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง จะตอบว่ายังไง กล้าตอบ ถึงแล้วหรือยังคะ แม้เพียงถึง ค่ะ ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ยังไม่มาถึงที่นี่ พรุ่งนี้จะไปไหนคะ กลับกรุงเทพ ถึงกรุงเทพหรือยัง ยังไม่ถึง
เพราะฉะนั้นวันนี้ค่ะก็มีผู้ที่ติดตามคุณแม่มาฟังพระธรรมนะคะ ก็ได้สนทนาด้วยว่าพระธรรมเนี่ยยากไหม ก็บอกว่ายากนะคะ บอกนั้นถูกแล้ว เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคตรัสสิ่งที่ยาก ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคิดว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นสิ่งนี้นะคะ ไม่ได้ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
เพราะฉะนั้นการถึงเนี่ย และแม้แต่ถึง ยากไหม เพราะว่าบุคคลในครั้งพุทธกาลนะคะ ฟังพระธรรมแล้วจึงกล่าว หมายความว่าได้เข้าใจธรรมะแล้วนะคะ เมื่อเข้าใจว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้สามารถที่จะเข้าใจได้ และพระผู้มีพระภาคก็ตรัสความจริงนะคะ เพียงเท่านั้น ซึ่งยังต้องมีความจริงเรื่องนั้นอีกมาก
ที่จะทำให้คนนั้นนะคะ มีความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งนั้น จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้จึงรู้ว่าบุคคลนี้เป็นที่พึ่งอันแท้จริงที่จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งซึ่งแม้มีนะคะ แต่ก็ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่มาใหม่เนี่ยคิดจริงๆ นะคะ เพิ่งได้ฟังเป็นวันแรก จะถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง ไม่ใช่ตามๆ กันไป
แต่ต้องรู้ว่ามีความมั่นใจจริงๆ นะคะ ว่าสิ่งที่ได้ฟังเนี่ยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีจริงๆ สามารถเข้าใจได้ แล้วก็สามารถที่จะถึงความจริงนั้นได้ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เพียงฟังครั้งแรกแล้วก็มีความรู้เพียงเท่านี้ แต่ว่าเพราะเห็นว่า ยังไม่สามารถที่จะรู้อย่างที่บุคคลผู้ได้ทรงแสดง ได้ทรงแสดงนะคะ จึงถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง
เพื่อที่จะได้สามารถรู้ความจริงอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นเริ่มเห็นความห่างไกลระหว่างปุถุชน นะคะ หรือผู้ที่ว่ายังไม่เคยได้ฟังธรรมะเลยกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าต้องไกลกันแสนไกล เพราะฉะนั้นเพียงได้ฟังเล็กๆ น้อยๆ นี่คะ ก็เห็นแล้ว นะคะ ว่าจะมีใครเป็นที่พึ่ง
แต่พึ่งจริงๆ นะคะ ก็คือพึ่งเพื่อให้ตนเองนี่คะ มีความเห็นที่ถูกต้องอย่างที่ได้ฟัง ไม่ใช่ว่าฟังแล้วก็ขอให้บอกวิธีทำอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เพราะเหตุว่าแข็งก็มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริงให้บุคคลนั้นถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800
