ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๖๙

    สนทนาธรรม ที่ ริเวอร์แคว วิลเลจ จ.กาญจนบุรี

    วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความคิดแต่ละคนก็ต้องตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งจะรู้ได้เลยว่าอะไรที่ประทับใจจริงๆ ถ้าไม่ใช่ธรรมที่ได้ฟัง มีค่าหรือไม่ เพราะยิ่งเข้าใจว่าแม้แต่เพียงเสียงชั่วคราวจริงๆ แล้วถ้าไม่มี ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเราเรียนมามากเลยว่ารูปมีกี่รูป รูปอะไรบ้างแล้วก็ลืมใช่หรือไม่

    ทั้งหมดนี้คือให้เห็นความเล็กน้อยของสภาพธรรมซึ่งดูเหมือนใหญ่โต อย่างเช่น แข็ง กระทบก็รู้สึกแข็ง ซึ่งไม่ใช่จุดใหญ่โตเลย แล้วแต่ว่าอะไรจะปรากฏมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ รูปนั้นเกิดแล้วดับและมีอากาศธาตุแทรกคั่นด้วย มิฉะนั้นก็ไม่ได้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถที่จะคาดถึงความจริงตามที่พระผู้มีพระภาคและพระสาวก ได้ประจักษ์แล้วถึงความเป็นผู้ที่ดับความไม่รู้และความสงสัย แต่จากการอบรมการฟังซึ่งไม่รู้ว่าฟังมามากเพียงใดในแต่ละชาติ แต่เป็นผู้ที่ประทับใจในธรรมที่ได้ฟังทำให้เราติดตาม และมีโอกาสได้ฟังแล้วรู้ได้จริงๆ ว่าฟังเท่าไรก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าการฟังเป็นแต่เพียงเริ่มเข้าใจความจริงของสิ่งซึ่งเราไม่เคยคิดเลย เพราะว่าวันหนึ่งๆ เราคิดแต่เรื่องอื่น แล้วจะถามว่าเมื่อไรจะเข้าใจธรรม ก็มัวแต่คิดถึงเรื่องอื่นทั้งนั้นทั้งวันเลย แล้วเมื่อไรจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ

    สิ่งที่ไม่ลืมก็คือสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ เป็นเครื่องให้รู้ว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจในสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ถ้าขณะนั้นไม่ได้เข้าใจจะไม่มีการละคลายเลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว แต่ถ้ามีความเข้าใจขึ้นแล้วรู้ว่าสภาพธรรมทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไป แม้แต่สิ่งที่ปรากฏก็เป็นอย่างนั้น คือเพียงชั่วคราวแล้วไม่ปรากฏอีกเลย ซึ่งถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นๆ จะเข้าใจความหมายของคำว่า คลายความติดข้อง ไม่ใช่คลายไปทั้งหมดไม่เหลือเลย เพียงชั่วเล็กน้อยที่เกิดบ้าง จะเห็นได้ว่ามีพืชเชื้อของความเห็นถูกต้องที่จะทำให้จิตน้อมไปสู่ การเห็นความไม่มีสาระของสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วหมดไปเพราะว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ฟังกี่ครั้งก็ยังไม่เป็นอย่างนี้เลย เพราะเหตุว่ายังฟังน้อยไปและยังเข้าใจน้อยไป

    ดังนั้น ต้องอาศัยกาลเวลาและความมั่นคงว่า ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏแสดงให้เห็นว่า ความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏมากเพียงใด แต่ถ้าเริ่มรู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราวเท่านั้นจริงๆ จะทำให้มั่นคงแล้วค่อยๆ คลายซึ่งไม่ได้มากมายเลย เพียงทีละเล็กทีละน้อยก็มีความรู้สึกพร้อมที่ว่า เมื่อปัญญาอบรมเจริญขึ้นก็สามารถที่จะมีกำลังที่สละ หรือละความติดข้องในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ได้ไปละความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ใดๆ เลยทั้งสิ้น

    จากความไม่รู้จะไปเป็นพระอนาคามี จะไปเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ เพียงแต่ว่าจากความไม่รู้ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะว่าเดี๋ยวนี้แม้ปรากฏแต่ความจริงไม่ได้ปรากฏ เหมือนว่ายังไม่ดับไปเลย เนื่องจากความจริงแท้ของสิ่งนั้นคือเกิดดับสืบต่อเร็วจนปรากฏว่าเหมือนไม่ดับ แล้วลองคิดดูว่าเราอยู่ตรงไหนของความไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏเกิดดับเร็วมากเหมือนกับไม่ดับ เพราะฉะนั้นเราก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง ตรงที่เข้าใจว่าทุกอย่างไม่เกิดดับจนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง เคยฟังที่อาจารย์บอกว่าสภาพธรรมที่เกิดในแต่ละทวาร กรุณาขยายความคำว่า "ไม่ใส่ใจในอนุพยัญชนะ"

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏกระทบตาแล้วดับไป จะมีนิมิตตะ รูปร่างสัณฐานได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้ากระทบตาแล้วดับไป ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ชั่วขณะที่สั้นมากเลย รูปที่เป็นสภาวะคือรูปที่มีจริง จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ซึ่ง ๑๗ ขณะนี้ไม่ต้องพูดเลย ปรากฏเหมือนกับเห็นและได้ยินพร้อมกันก็เกิน ๑๗ ขณะแล้ว เพราะมีจิตเกิดดับสืบต่อในระหว่างนั้น เพราะฉะนั้นรูปดับแล้ว ลองคิดถึงความรวดเร็วของรูปซึ่งมองเห็นเหมือนไม่ดับเลย ในขณะนี้มีสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วดับ ถ้ายังไม่เข้าใจจะละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างต่างๆ ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แม้แต่การเห็นว่าเป็นคนนั้น เห็นว่าเป็นคุณธิดารัตน์เพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ปรากฏทางตากระทบตาปรากฏแล้วดับ แต่สืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตสัณฐาน ให้รู้ว่าเป็นคนไม่ใช่เป็นดอกไม้ แล้วยังมีความละเอียดของแต่ละคนคือ อนุพยัญชนะส่วนละเอียดที่ทำให้รู้ความต่าง บางคนคล้ายกันมากเลยแต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับสืบต่อเร็ว แต่เมื่อเกิดซ้ำจึงทำให้ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ ซึ่งจำทันทีเลยเพราะไม่ปรากฏการเกิดดับ จำโดยไม่ต้องเรียกชื่อด้วย

    สัตว์มีตา มีเห็น ไม่มีชื่อ แต่ก็รู้สัณฐานรูปร่าง หรือนิมิตของสิ่งที่ปรากฏ แล้วยังสามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอาหารหรือไม่ใช่อาหาร แม้ว่าไม่ต้องเรียกชื่อ เพราะฉะนั้น นิมิตคือ รูปร่างสัณฐานของสิ่งที่เกิดดับสืบต่อเร็ว แม้ว่าเกิดดับสืบต่อ อย่างเช่น "เห็น" เกิดดับสืบต่อนับไม่ถ้วนจึงปรากฏให้รู้ว่าไม่ใช่ได้ยิน เป็นนิมิตของสภาพธรรมที่เป็นธาตุที่กำลังเห็น เป็นวิญญาณนิมิต ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แม้ธาตุรู้ก็เป็นนิมิตที่ทำให้สามารถรู้ได้ว่าไม่ใช่สภาพจำ ไม่ใช่สภาพที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์

    ดังนั้นแต่ละอย่างๆ ที่เกิดดับสืบต่อทำให้เกิดเป็นนิมิต และการสืบต่อนั้นยังละเอียดตามเหตุตามปัจจัยเป็นอนุพยัญชนะต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้ มีความเข้าใจในขณะนั้นชั่วขณะนั้น ไม่ติดเพราะเข้าใจจึงรู้ว่า เพียงปรากฏ

    ผู้ฟัง แล้วการที่ไม่ติดคือ การที่ไม่ใส่ใจในอนุพยัญชนะ ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ขณะที่ปัญญาเกิดหมายความว่าเป็นความรู้จริงๆ ว่า สิ่งนั้นเพียงปรากฏ ขณะนั้นคือไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ

    ไปตลาด มีผลไม้หลากหลาย ยังเลือกตามนิมิตอนุพยัญชนะเลย ใช่หรือไม่ ในขณะนั้นติดหรือไม่ แต่ถ้าเพียงรู้ความจริงชั่วขณะกับขณะที่การรู้ความจริงชั่วขณะนั้นดับ แล้วมีการเลือกซื้อผลไม้ก็เป็นความจริงที่จะต้องรู้ว่า แม้คิดก็ชั่วขณะ แม้เลือกก็ชั่วขณะ เพราะฉะนั้น จนกว่าทุกอย่างคือธรรมชั่วขณะความคลายความติดข้อง ค่อยๆ น้อมไปสู่การที่สามารถจะเป็นปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรมแต่ละหนึ่งเพิ่มขึ้น มีกำลังที่จะสละการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมได้

    ผู้ฟัง พระผู้มีพระภาคแสดงว่า เบื้องต้น ตถาคต เมื่อกุลบุตรผู้ที่มีศรัทธาเข้ามาบวชแล้ว ได้แนะนำให้กุลบุตรนั้นตั้งมั่นอยู่ในศีลเป็นอันดับแรก ถ้าบรรพชิตนั้นไม่มีศีล ไม่มีคุณธรรม ความเป็นบรรพชิตนั้นก็ไม่สามารถที่จะเจริญต่อไปได้

    ท่านอาจารย์ ทำให้คนนั้นเข้าใจได้หรือไม่ว่ามากมายด้วยกิเลสระดับไหน ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักกิเลสของตัวเองเลย ไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วเบื้องต้นให้รักษาศีล เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฟังพระสูตรด้วยดี ไม่ศึกษาด้วยดีให้เข้าใจจริงๆ ก็ทำให้เกิดความเห็นผิด บางคนไม่ได้ศึกษาธรรมเลยแต่ยกพระสูตรนี้ขึ้นมา แล้วอ้างว่าพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ โดยที่เขาไม่รู้ว่าทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน ธรรมที่จะไม่สอดคล้องกันไม่ได้เลย ดังนั้นศีลใดๆ ก็ตามถ้าไม่มีความรอบรู้ในธรรม ศีลนั้นไม่บริสุทธิ์ พระศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์จะให้ถึงความไม่บริสุทธิ์หรือ

    ดังนั้น การตั้งต้นด้วยศีลหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าผู้ที่ฟังรู้ตัวว่าทุกคนมีอกุศลมาก เมื่ออกุศลมากมายเช่นนี้ กายวาจาเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ว่าจะขัดเกลาในเพศของบรรพชิตหรือในเพศของคฤหัสถ์ ก็ไม่พ้นจากกายวาจาซึ่งเป็นไปตามจิต เพราะฉะนั้นถ้าจิตยังมีความไม่รู้ และมีกิเลสมากๆ กายวาจาก็เป็นไปในทางทุจริต

    ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง รู้เลยว่ากว่าจะเข้าใจธรรมที่ได้ฟัง พระผู้มีพระภาคต้องตรัสธรรมให้คนเกิดศรัทธาที่จะบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา ไม่ใช่ว่าเข้ามาโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีศรัทธาอยากจะบวช แต่ว่าเมื่อได้ทรงแสดงพระธรรมแล้ว บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงตามฐานะ ที่สะสมอกุศลมามากและเป็นไปตามกำลังของอกุศล ก็รู้ได้ว่าถ้าเป็นเพศบรรพชิตจะต้องมีกายวาจาซึ่งขัดเกลาอย่างยิ่งมากกว่าคฤหัสถ์ ไม่ใช่เพียงแต่มาตั้งต้นกันด้วยศีลโดยที่ไม่มีปัญญาอะไรเลยแล้วจะพาไปไหน

    ดังนั้น พระธรรมทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน เพราะรู้ว่าทุกคนมีกิเลสมากไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ซึ่งจะค่อยๆ ละกายวาจาที่เป็นกิเลส ที่เป็นทุจริตก่อน แล้วเห็นความละเอียดของอกุศลเพิ่มขึ้นก็ค่อยๆ ละคลายเพิ่มขึ้น ขัดเกลาเพิ่มขึ้น แต่ว่าเบื้องต้นถ้าไม่มีกุศลจิตเกิดที่จะเห็นโทษของอกุศล จะมีใครที่จะขัดเกลาอกุศลบ้าง ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ตั้งต้นด้วยศีลก็ต้องรู้ว่าเพราะมีอกุศลมาก และการที่จะรู้ความจริงทั้งๆ ที่มีอกุศลมากนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระธรรมทั้งหมดแสดงเพื่อให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ว่ามีกิเลสมากน้อยเพียงใดเอง ให้คนอื่นเขาบอกถึงจะรู้ได้หรือ

    ผู้ฟัง ต้องรู้ด้วยตัวเอง

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางที่คนอื่นจะรู้กิเลสของคนอื่นได้เลยเพราะมากกว่าที่มองเห็น มากกว่าที่ได้ยินได้ฟัง และมากกว่าที่ตนเองจะรู้ได้ถ้าไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆ ว่าเป็นเรื่องตรง เป็นสัจจะ เป็นคำจริง ซึ่งบุคคลนั้นสามารถที่จะรู้ได้ว่า กว่าจะเข้าใจธรรมต้องเจริญกุศลแล้วประกอบด้วยปัญญา จึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้

    วันนี้มีที่พึ่งหรือไม่ วันนี้มีอะไรเป็นที่พึ่ง คิดจริงๆ พึ่งพี่ พึ่น้อง พึ่งเพื่อน พึ่งญาติ พึ่งใครได้หรือไม่ พึ่งได้ แต่ว่าไม่ได้พึ่งเพื่อที่จะเกิดปัญญา ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าเรามีมิตรสหาย มีผู้ที่ช่วยเหลือยามทุกข์ยากลำบาก พึ่งได้ แต่ว่าไม่ได้พึ่งที่จะทำให้เกิดปัญญา ในเมื่อปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด เพราะฉะนั้นต้องทราบว่า จะพึ่งอะไรจึงจะทำให้มีปัญญาหรือมีความเห็นที่ถูกต้องได้ ไม่ใช่ว่าพึ่งตัวเองโดยที่คิดเองซึ่งพึ่งไม่ได้เลย เพราะว่าตัวเองหรือที่เข้าใจว่าเป็นเราคือความไม่รู้หรืออวิชชา ดังนั้นแต่ละคำ ถ้าเราเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจจริงๆ เราจะรู้ว่าที่พึ่งที่สูงที่สุดไม่ใช่เรา หรือเขา หรือใคร แต่ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาและสามารถที่จะทำให้เรามีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกได้

    สำหรับผู้ที่ได้ฟังคำจริงที่พูดถึงเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้เกิดความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้ว่าพึ่งผู้นั้นจากความไม่รู้ มาสู่การค่อยๆ มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางตากำลังเห็น ผู้นั้นก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ได้จากการที่ไม่เคยเข้าใจเลย ทางหูมีเสียง ทางจมูกมีกลิ่น ทางลิ้นมีรส ทางกายมีการกระทบสัมผัส ทางใจคิดนึก

    เมื่อครู่นี้ตอนรับประทานอาหาร พึ่งอะไรหรือไม่ มีที่พึ่งหรือไม่ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร แสดงให้เห็นว่า ต้องเข้าใจความหมายของทุกคำที่ได้ยิน แล้วจะเห็นค่าและเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งในผู้ที่สามารถที่จะทำให้จากความไม่รู้เลยมาสู่ความรู้ จากความติดข้องและอกุศลทั้งหลายจะค่อยๆ เบาบางลงได้ มิฉะนั้นแล้วแต่ละคนจะไม่รู้เลยว่า แต่ละวันได้เพิ่มอกุศลมากเท่าไร

    ฟังแล้วน่ากลัวจริงๆ มีตาแล้วเห็นไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าอกุศลเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เห็น เพราะไม่รู้ความจริงว่าเห็นอะไร และสิ่งนั้นเพียงปรากฏเท่านั้นเอง เราก็คิดว่าเป็นพระจันทร์ เป็นดวงดาว เป็นดอกไม้ เป็นคน แต่ลักษณะจริงๆ ซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เท่านี้เอง จะมีความจริงเกินกว่านี้สำหรับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้หรือไม่ และถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้นยังสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่าอยู่ที่ไหน สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ที่ไหน เวลาเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเห็นอยู่ที่ไหน และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ที่ไหน ซึ่งตามความเป็นจริงคือ ขณะใดที่เข้าใจก่อนว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏจริงๆ เพียงปรากฏกับสภาพหรือธาตุที่กำลังเห็นเท่านั้นเอง

    ค่อยๆ เข้าใจจะทำให้เราได้รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วคือ ธาตุหรือธรรมที่มีจริงแต่ละอย่างซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ที่ว่าเป็นธาตุ (ทาด) หรือธาตุ (ทา-ตุ) หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง แต่จะเป็นของใครได้อย่างไรในเมื่อเพียงปรากฏ เพียงแค่ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ปรากฏ แล้วจะเป็นของเราหรือ แต่เมื่อเห็นแล้วไม่รู้ความจริง ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะไม่รู้ความจริงก็ติดข้องแล้วยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเป็นภายในก็เป็นเรา เป็นตัวเรา ถ้าเป็นภายนอก เห็นก็เป็นเขาเห็น เขาโกรธ เขาดี เขาชั่ว แต่ถ้าไม่ใช่เป็นสภาพรู้ก็เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ตามแต่ที่จะคิดนึก

    เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วการเกิดมาในโลกนี้เป็นโอกาสที่ประเสริฐที่สุดที่จะได้ฟังคำจริง เพื่อที่จะเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ ดีกว่าอยู่ไปแล้วไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงสิ่งที่มีทุกวันหมดไปทุกวัน จนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่เปลี่ยนจากการเป็นบุคคลนี้ ไปไหนก็ไม่รู้ ต่อเมื่อใดเกิดขึ้นจึงรู้ เหมือนชาตินี้มาจากไหนก็ไม่รู้ มาแล้วจึงรู้ว่าเริ่มเป็นคนนี้ ตอนเป็นเด็กมีใครคิดหรือไม่ว่าจะอยู่ตรงนี้ กำลังได้ฟังสิ่งที่กำลังได้ฟังอยู่ ไม่มีใครรู้เลยฉันใด ต่อไปอีกข้างหน้าจะรู้หรือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเห็นอะไร หรือจะรู้ หรือไม่รู้ ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็เป็นอย่างนี้จนกว่าจะมีที่พึ่งที่ทำให้เราได้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง

    อ.กุลวิไล ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ความเข้าใจถูกในธรรมตามความเป็นจริงคือ ปัญญาที่จะเป็นที่พึ่ง ซึ่งเราได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความจริงที่มีในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ เมื่อเช้าตื่นมามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง ต้องเป็นผู้ที่ตรง มีหรือยัง ยังไม่มี ใช่หรือไม่ แต่ว่าเมื่อนึกถึงพระธรรมที่ได้ฟัง มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง มี แล้วนึกถึงเท่านั้นก็ยังไม่พอเพราะยังน้อยอยู่ ฟังธรรมเพื่อเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง

    แสดงให้เห็นว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแล้วมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะว่าไม่ใช่เพียงฟังแต่ประพฤติปฏิบัติตามด้วย พระองค์ทรงแสดงธรรมฝ่ายดีกุศลธรรม เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง สติสัมปชัญญะสิ่งที่กำลังเจริญขึ้น จนกระทั่งจะรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วเมื่อไรจะรู้จริงๆ ตามที่ได้กล่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

    เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ ก็ต้องในขณะที่ฟังเข้าใจแล้วไม่ละเลย ไม่คิดว่าได้รู้แล้ว หรือได้พอแล้ว เพราะผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วยังไม่พอแน่ๆ จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ซึ่งไกลแสนไกลเหลือเกิน เพียงแต่ฟังเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่มีจริงๆ ว่าเป็นธรรมหรือยัง เพราะมีพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้เป็นที่พึ่งให้ปัญญาเห็นว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สามารถที่จะอบรมเจริญ จนกระทั่งมีความเห็นถูกจริงๆ อย่างนั้นได้ จึงชื่อว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีแต่เพียงคิดว่าเมื่อระลึกถึงกราบไหว้บูชาก็มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วที่พึ่งจริงๆ ที่พึ่งได้คือ ปัญญาที่มีความเห็นที่ถูกต้องว่าอกุศลเป็นอกุศล เป็นธรรมไม่ใช่เรา เริ่มต้นจากการที่รู้ว่าเป็นธรรมก่อน

    อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์กรุณาช่วยขยายความว่า พระสงฆ์ที่จะเป็นที่พึ่ง คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าจริงๆ แม้แต่คำว่าถึง ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ถ้ามีใครถามคนหนึ่งคนใดที่นี่ว่า ถึงพระรัตนตรัยหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง จะตอบว่าอย่างไร กล้าตอบ แม้เพียงถึง ถึงหรือยัง ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ยังไม่มาถึงที่นี่ พรุ่งนี้จะไปไหน กลับกรุงเทพ ถึงกรุงเทพหรือยัง ยังไม่ถึง

    วันนี้ก็มีผู้ที่ติดตามคุณแม่มาฟังพระธรรม ได้สนทนากันว่าพระธรรมยากหรือไม่ ท่านก็บอกว่ายากซึ่งบอกเช่นนั้นถูกแล้ว เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคตรัสสิ่งที่ยาก ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคิดว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ได้ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เพราฉะนั้น แม้แต่การถึงยากหรือไม่ เพราะว่าบุคคลในครั้งพุทธกาลฟังพระธรรมแล้วจึงกล่าว หมายความว่าได้เข้าใจธรรมแล้ว เมื่อเข้าใจว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้สามารถที่จะเข้าใจได้ และพระผู้มีพระภาคก็ตรัสความจริงเพียงเท่านั้น ซึ่งยังต้องมีความจริงเรื่องนั้นอีกมาก ที่จะทำให้คนนั้นมีความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งนั้นจากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้จึงรู้ว่าบุคคลนี้เป็นที่พึ่งอันแท้จริง ที่จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งซึ่งแม้มีแต่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจเลย

    ดังนั้น ผู้ที่มาใหม่เพิ่งได้ฟังพระธรรมเป็นวันแรก จะถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือยัง ไม่ใช่ตามๆ กันไป แต่ต้องรู้ว่ามีความมั่นใจจริงๆ ว่าสิ่งที่ได้ฟังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีจริงๆ สามารถเข้าใจได้ แล้วสามารถที่จะถึงความจริงนั้นได้ด้วย แต่ไม่ใช่เพียงฟังครั้งแรกแล้วมีความรู้เพียงเท่านี้ แต่เพราะเห็นว่ายังไม่สามารถที่จะรู้อย่างที่บุคคลผู้ได้ทรงแสดงจึงถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง เพื่อที่จะได้สามารถรู้ความจริงอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วย

    แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นเริ่มเห็นความห่างไกลระหว่างปุถุชน หรือผู้ที่ยังไม่เคยได้ฟังธรรมเลย กับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าต้องไกลกันแสนไกล เพราะฉะนั้น เพียงได้ฟังเล็กๆ น้อยๆ ก็เห็นแล้วว่าจะมีใครเป็นที่พึ่ง ซึ่งพึ่งจริงๆ คือพึ่งเพื่อให้ตนเองมีความเห็นที่ถูกต้องอย่างที่ได้ฟัง ไม่ใช่ว่าฟังแล้วขอให้บอกวิธีทำอย่างนั้นอย่างนี้แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เพราะเหตุว่าแข็งก็มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงและทรงแสดงความจริง ให้บุคคลนั้นถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    7 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ