ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๐
สนทนาธรรม ที่ ไร่คุณกุล รีสอร์ท จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ บอกว่ากำลังศึกษาธรรม แล้วธรรมคืออะไร ถ้าไม่ทราบก็คือไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ได้ฟังธรรม แต่เข้าใจว่ากำลังฟังธรรม กำลังศึกษาธรรม จนกว่าจะรู้ว่าที่พูดว่าธรรม ชื่อว่าธรรม ก็คือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เอง เมื่อนั้นจึงจะเข้าใจว่านี่คือตัวธรรม แม้ว่าจะไม่ใช้ชื่อว่าธรรม เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วแต่ภาษา พูดคำว่าธรรม คนฝรั่งเศสเข้าใจไหม ก็ไม่เข้าใจ ใช่ไหม ถ้าพูดคำอื่น คนบางคนที่เป็นคนไทยตั้งแต่เกิด และไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ก็ถามว่าธรรมอะไร เพราะไม่ได้รู้จักคำนี้ แต่ถ้าใช้ภาษาที่ใช้เป็นประจำและเข้าใจ ก็ไม่สงสัยเลย พูดถึงสิ่งที่มีจริง ควรไหมที่จะพูดถึงสิ่งที่มีจริง และเข้าใจสิ่งที่มีจริงแล้วหรือยัง ถ้าได้ยินได้ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงก็เข้าใจได้ เพราะเหตุว่าคิดเองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงนี้แล้ว จึงได้ทรงแสดงพระธรรม เป็นภาษามคธี เป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนาไว้ที่จะไม่ให้ความหมายเคลื่อนไปหรือผิดเพี้ยนไป ก็ใช้คำว่า ปาละ หรือ ปาลี คือเป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนา ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นภาษาใดก็ตาม แต่เมื่อคงภาษานี้ไว้ ก็จะต้องตรงกับความหมายเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่มีภาษาเดิมเลย ก็ค่อยๆ กลายไป ไม่รู้ว่าความหมายเดิมในภาษานั้นคืออะไร และหมายความถึงอะไร
ตั้งต้นหรือยังคือรู้ว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่มีผู้ที่ตรัสรู้และทรงแสดง ก็ฟังเพื่อให้มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง จะใช้ภาษาบาลีก็ได้ เพื่อที่จะได้รักษาภาษานั้นไว้ด้วย ก็คือสิ่งที่มีจริงนี่เองที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นธรรม กำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ให้เข้าใจจริงๆ อย่างสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็น ก็คือหนึ่งแล้ว สิ่งที่มีจริงที่ปรากฏให้เห็น แต่ไม่เห็น ก็อีกหนึ่ง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอง สิ่งที่มีจริงที่กำลังฟังคือสองอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียว สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งกำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างนี้ และสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสิ่งนั้นสามารถเห็นสิ่งที่กำลังมีที่ปรากฏให้เห็นได้
เพราะฉะนั้น ความต่างของสองอย่าง คือ อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยมีมากมาย ทั้งหมดรวมเรียกว่า รูปธรรม ส่วนสิ่งซึ่งไม่ใช่รูปธรรม แต่สามารถจะรู้ได้ทั้งหมดก็เป็น นามธรรม ก็เพิ่มชื่อจากคำว่า ธรรม เป็น รูปธรรม กับ นามธรรม รูปธรรมคือแข็ง ไม่ใช่สิ่งที่จะรู้อะไรได้ ก็เป็นรูป เสียงก็เป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป รสก็เป็นรูป แต่ เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เป็นสภาพที่กำลังเห็น จึงมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น นามธรรมก็เป็นสภาพรู้ ทั้งหมดก็แยกเป็นประเภทใหญ่ๆ นี่คือเข้าใจทีละคำจริงๆ จะได้ไม่สับสน แต่ต่อไปจะมีความละเอียดอีกมากมาย แม้แต่คำว่า รูปธรรม ก็จะมีในความหมายอื่นอีก แต่ว่าขั้นต้นก็คือให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีความต่างกันเป็นสองอย่างแน่นอน ไม่ว่ากี่จักรวาล หรือที่ไหนก็ตาม ถ้าจะมีอีกโลกหนึ่ง และอีกหลายๆ โลก จะพ้นจากสภาพรู้กับสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ได้ไหม ก็ไม่ได้ ก็ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่างนี้ นี่ก็คือการเข้าใจทีละคำ และไม่สับสน และต้องค่อยๆ พิจารณา
หิวไหม บางคนบอกหิวเล็กน้อยก็ได้ หิวมีจริงหรือไม่ มีจริง ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว หิวมีจริง เป็นอะไร คือธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่าง สภาพที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น กับสภาพที่จำก็ได้ คิดก็ได้ คือสภาพรู้ทั้งหมด อย่างคนตายกับคนเป็น คนตายไม่มีจิต ไม่มีสภาพรู้เลย ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะว่าไม่มีจิต ไม่มีธาตุรู้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ต้องต่างจากธาตุที่ไม่รู้อะไรแน่นอน ธาตุที่รู้จะกลับเป็นไม่รู้ ไม่ได้ แล้วธาตุที่ไม่รู้ ก็จะกลับมารู้ไม่ได้ด้วย เป็นแต่ละหนึ่ง นี่คือการฟังให้เข้าใจจริงๆ
เพราะฉะนั้น หิวมีจริงไหม เป็นธรรมหรือไม่ เป็น ธรรมที่รู้ก็มี ไม่รู้ก็มี เพราะฉะนั้นหิวเป็นอะไร ประเภทใด หิวเป็นนามธรรม คนตายหิวไหม นำอาหารไปให้ทำไม ก็ไม่ได้หิวสักหน่อย นี่คือการที่ไม่รู้ความจริง แล้วก็ทำอะไรไปโดยการที่ไม่เข้าใจอะไรทั้งหมด แต่ถ้าเป็นผู้ที่ตรง ขณะนั้นก็สามารถที่จะรู้ว่าเปลี่ยนแปลงธรรมไม่ได้เลย สิ่งที่มีจริง ก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น หิวไม่มีรูปร่างเลย แต่เป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ขณะนั้น ก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งซึ่งไม่สบาย แล้วเราก็เรียกว่าหิว เหมือนกับความรู้สึกที่ไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บ ก็ไม่สบายใช่ไหม ก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่เรียกว่าเจ็บ ไม่เรียกว่า หิว และความรู้สึกที่ไม่สบายอื่น เช่นคัน ก็ไม่ใช่เจ็บ ไม่ใช่หิว แต่เพราะลักษณะนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีจริงๆ เรียกว่าคัน เมื่อใช้คำหนึ่งคำใดให้รู้ความหมาย ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายความถึงธรรมอะไร
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าธรรมไม่มีชื่อ แต่ก็ใช้คำเรียกชื่อธรรม ให้รู้ว่าหมายความถึงธรรมอะไรเท่านั้นเอง พอไปใช้เปลี่ยนอีกภาษาหนึ่งก็ไม่เข้าใจแล้ว ก็ต้องใช้ภาษาที่สามารถเข้าใจได้ร่วมกัน เป็นที่รู้กันว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ก็เข้าใจขึ้นใช่ไหม หิวมี และก็สามารถที่จะบอกได้ว่า เป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง
ผู้ฟัง เพิ่งมาฟังเป็นครั้งแรก ก็มีเรื่องสับสนอยู่ว่า ระหว่างทางธรรมว่าการเกิดเป็นทุกข์ แต่ในทางโลกก็บอกว่าการเกิดเป็นการต่อทายาท เลยมีข้อถกเถียงกันว่าตกลงแล้วการเกิดเป็นทุกข์จริงไหม หรือควรจะไปเส้นทางแห่งการยุติของการเกิดดีกว่า
ท่านอาจารย์ จะถามใครดี ผู้ที่ให้คำตอบที่ชัดเจนคือใคร คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจะฟังชาวโลกเพื่อนๆ กัน หรือว่าจะฟังความจริง ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีคำเท็จเลย ทุกคำเป็นวจีสัจจะ คำจริงทั้งหมด เพราะอิงอาศัยอริยสัจจะ เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ความจริงของผู้รู้ ผู้ประเสริฐสุด
เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องรู้ว่าความเห็นของคนทั่วไปกับความเห็นของพระหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ชาวโลกทะเลาะกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง ชาวโลกเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกัน อย่างขณะนี้ที่ชื่อว่าพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้า เพราะทรงตรัสรู้ความจริงว่า สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เกิดจึงปรากฏ จริงไหม ถ้าไม่เกิด จะปรากฏได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม แล้วตรัสไว้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ถูกต้องไหม
เพราะฉะนั้นเกิดมาเพื่ออะไร เพราะว่าต้องตาย ก่อนตายก็เห็น ต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้ มีใครบ้างที่เกิดมาแล้ว ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏ ไม่คิดนึก ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีใช่ไหม แต่ไม่รู้ความเป็นสิ่งที่ชั่วคราวที่สั้นที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่างที่มี จึงไม่สามารถที่จะละความติดข้องได้ เพราะเหตุว่าเหมือนเที่ยง เป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้ามีปัญญาที่สามารถที่จะรู้ถึงความจริง ว่าสิ่งที่ปรากฏนี้แสนสั้น ถ้าไม่สั้นไม่ปรากฏ เหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลย เพราะว่าสั้นที่สุด เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ สืบต่อเร็วมาก ตั้งแต่เกิดมาก็หลายปีแล้ว ปีนี้แก่กว่าปีก่อนหรือไม่ รูปนี้เหมือนกับรูปปีก่อนหรือไม่ ไม่เหมือนใช่ไหม สั้นกว่านั้นอีก ที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้กับเมื่อเช้า ก็มีถ้วยแก้วให้เห็น เมื่อเช้าก็เห็นถ้วยแก้ว อาจจะเป็นใบนี้ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็เห็น เห็นเมื่อครู่นี้ หรือเมื่อเช้านี้ กับเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเห็นขณะเดียวกันหรือไม่ และสิ่งที่ปรากฏเมื่อเช้านี้ที่ว่าเป็นถ้วยแก้วที่ปรากฏให้เห็น กับถ้วยแก้วที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอันเดิมหรือไม่ ก็ไม่ใช่อันเดียวกัน นี่ก็แสดงถึงการเกิดดับอย่างเร็วมาก
พราะฉะนั้น ถ้าเราคิดได้ เราคิดได้ตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งละเอียดที่สุด จนกระทั่งแม้แต่ขณะนี้ เราทราบไหมว่าจิตเห็นเกิดขึ้นแล้วเพราะอะไร คงเคยได้ยินคำว่า กรรมและผลของกรรม พอได้รับอุบัติเหตุจะบอกว่าอย่างไร ผลของกรรมหรือจะใช้คำสั้นๆ ว่ากรรม แล้วเห็นเดี๋ยวนี้เป็นผลของกรรมหรือไม่ หรือต้องเป็นอุบัติเหตุเสียก่อนถึงจะเป็นผลของกรรม นี่คือจากหยาบมาถึงความละเอียดชั่วหนึ่งขณะ ผู้ที่ตรัสรู้แล้วก็เห็นว่า ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาสิ่งที่เกิดเพราะมีปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด เกิดไม่ได้เลย และสิ่งที่เกิดตามปัจจัยก็ต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิด จะเปลี่ยนแปลงให้มากให้น้อยตามใจชอบไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่เกิดขณะนี้ ไม่ให้เกิดเห็นได้ไหม เห็นแล้ว จะไม่ให้เกิดเห็นได้ไหม กำลังได้ยิน ไม่ให้ได้ยินเกิดขึ้นได้ไหม บังคับได้ไหม เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือเป็นเพียงสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุปัจจัยที่จะต้องเป็นอย่างนั้น แม้แต่เห็น ได้ยิน ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย
ก่อนที่จะมีคุณอรประภา มีไหม ชาติก่อนไม่มีคุณอรประภาเลยใช่หรือไม่ แล้วก็เกิดมีคุณอรประภา แล้วเมื่อถึงวันตาย คุณอรประภาหายไปไหน ไม่มี และระหว่างที่เกิดมาเป็นคุณอรประภาทำอะไรบ้าง มีอะไรที่ดีบ้าง มีอะไรที่ไม่ดีบ้าง มากมายไปหมดใช่ไหม แล้วก็หามีไม่ ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น ความไม่เหลือไม่ใช่ตอนจากไปตอนตาย แม้แต่จากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่งก็ไม่เหลือแล้ว และจะหยุดยั้งการมีปัจจัยที่จะเกิดต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น จากตายก็เป็นเกิด และก็ตายอีก แล้วก็เกิดอีก แล้วก็เป็นอย่างนี้อีก ชาติก่อนใครมีความสุข ความทุกข์เพียงใด ไม่มีใครรู้เลย เหมือนไม่มี หรือเหมือนไม่เคยมี ทั้งๆ ที่มี เกิดมาก็ต้องมี แล้วก็มี แล้วก็หมด เหมือนไม่เคยมี
เพราะฉะนั้นพอจากโลกนี้ไปแล้ว ชาตินี้ทั้งชาติเหมือนไม่เคยมี จะไม่มีตัวเรา ไม่มีคุณอรประภา ไม่มีเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนชาติก่อน เพิ่งชาติก่อนเอง แล้วหายไปไหนหมด เรื่องราวต่างๆ ทั้งสุขทั้งทุกข์ ซึ่งถ้ายังไม่จากชาตินั้นมาสู่ชาตินี้ เราก็จำได้หมดเลย จะตื่นจะหลับก็จำได้ว่าทำอะไร เป็นใครอยู่ที่ไหน แต่เพียงชั่วขณะจิตเดียวจริงๆ ไม่มากกว่านั้นเลย คือจิตที่เกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง จะกลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย เงินทองมหาศาลจะซื้อขณะนั้นให้ต่อไปอีกสักขณะหนึ่งก็ไม่ได้ เมื่อจิตนั้นเกิดแล้วพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ก็คือสิ้นสุดไม่เหลือเลย ก็เป็นคนใหม่ เหมือนจากชาติก่อนมาสู่ความเป็นชาตินี้ แล้วก็จำไม่ได้เลยสักอย่าง และประโยชน์อะไรฉันใดของชาติก่อน ซึ่งเหมือนไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ชาตินี้ก็จะเหมือนไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาที่จากโลกนี้ไปสู่ชาติหน้า ก็จะจำอะไรไม่ได้เลย ทายาทอยู่ที่ไหน มีกี่คน ทรัพย์สมบัติที่มี ทายาทผลาญไปหมด หรือทำไมหรืออะไรต่างๆ ก็เป็นชั่วขณะที่คิดไป เมื่อมีปัจจัยที่จะคิด ในความจริงก็คือว่าเป็นใคร เป็นเราจริงๆ หรือ เป็นทายาทจริงๆ หรือไม่ หรือว่าความผูกพัน หรือความคิด ก็ทำให้มีเรื่องราวมากมาย ซึ่งยากที่จะสละ หรือละ หรือสลัดทิ้งได้ ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ
เพราะฉะนั้นจะเห็นความประเสริฐของพระธรรม จากการที่ไม่พ้นจากโลภะ ความติดข้อง เพราะความไม่รู้ ไม่มีทางที่ใครจะดิ้นรนสักเท่าไรก็จะพ้นไปได้ ถ้าไม่มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ซึ่งคิดเองไม่ได้ เพราะว่าคนเราต่างกัน จึงมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระปัจเจกพุทธเจ้า และมีสาวก ซึ่งเป็นอนุพุทธะ ก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แน่ หรือใครจะเป็น เพราะต้องบำเพ็ญบารมี ซึ่งเป็นได้ ไม่ได้ผูกขาด แต่พิจารณาดูว่า แม้จะได้ฟังคำพยากรณ์ว่าท่านผู้นี้จะสามารถเป็นถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ แต่อีกกี่อสงไขยแสนกัปที่จะต้องบำเพ็ญพระบารมี ผู้นั้นมีจิตที่มั่นคงที่จะเกื้อกูลคนที่เหมือนคนตาบอดที่ชาติแล้วชาติเล่าก็เกิดไปสุขทุกข์ไป โดยไม่สามารถที่จะออกจากกรงของกิเลสหรือสังสารวัฏฏ์ได้เลย จากคนที่ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมเลย แล้วมีอยู่จำนวนที่น้อยมากที่มีโอกาสมาได้ยินความจริง แม้สักคำ ก็เป็นค่ามหาศาล
สัตว์โลกมีอีกมากในสากลจักรวาลที่ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ด้วยตนเอง ผู้นั้นที่เป็นพระโพธิสัตว์ (สตฺตฺว : สัด - ตะ - วะ หรือ สตฺต : สัด - ตะ) คือ ผู้ข้องในปัญญาที่จะรู้ความจริง ไม่ใช่ข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสอย่างคนอื่น แต่สิ่งนี้มีจริงๆ ความจริงของสิ่งนี้ต้องสามารถจะรู้ได้เมื่อมีปัญญา เพราะฉะนั้น ท่านผู้นั้นไม่หวั่นไหวเลย ใน ๔ อสงไขยแสนกัป หรือ ๘ อสงไขยแสนกัป หรือ ๑๖ อสงไขยแสนกัป หรือยิ่งกว่านั้นอีก เพราะยังไม่ได้รับคำพยากรณ์ แสดงว่าความคิดที่มั่นคงที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่พอ จนกว่าจะได้รับคำพยากรณ์ และความมั่นคงถึงขนาดที่ว่าแม้จะเป็นจักรวาลทั้งหมดเต็มไปด้วยไฟ ก็เต็มใจที่จะฝ่าไปเพื่อจะได้รู้ความจริงที่จะทำให้คนอื่นสามารถที่จะได้รับประโยชน์จากการตรัสรู้ โดยการที่ได้ยินได้ฟังและเข้าใจตามได้
เพราะฉะนั้น จะเป็นชาวโลกซึ่งทะเลาะกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าเป็นผู้ที่ฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ว่าทุกคำเป็นคำจริงที่เป็นประโยชน์ ที่จะทำให้สามารถพ้นจากกรงของกิเลส หรือสามารถที่จะดับโลภะได้ เพราะเหตุว่าโลภะติดข้องแทบจะกล่าวได้ว่าทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตาที่เห็น ทางหู ทางจมูกทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ขณะหลับสนิท คนที่ไม่มีกิเลสก็ต่างกันมากกับคนที่มีกิเลส หลับสนิทเหมือนกันเลย ไม่มีอะไรปรากฏ แต่พอที่ใช้คำว่า ตื่น คือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดปรากฏ ไม่ได้ตั้งใจเลย ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นเลย แต่ก็ตื่นแล้ว เพราะมีสิ่งที่ปรากฏ จะเป็นทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางใจ จะคิดนึกก็ตามแต่ ก็เกิดขึ้นแล้วติดข้องโดยไม่รู้ตัวเลย กับผู้ที่ไม่มีกิเลสใดๆ ที่จะติดข้องในสิ่งที่แม้ปรากฏ ถึงความเป็นผู้ไกลจากกิเลส คือดับกิเลสไม่เหลือเลยเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นจากความเป็นปุถุชน สามารถที่จะเริ่มเข้าใจประโยชน์ของการที่จะรู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพียงได้เห็น ได้ยิน สุขทุกข์ แล้วก็จากไป และไม่เหลืออะไรเลย จากการที่ไม่เคยมีบุคคลนี้ ก็มาเป็นบุคคลนี้ แล้วพอจากไปก็คือเหมือนไม่เคยมีบุคคลนี้เลย แล้วอะไรกัน มาทำไมกัน ไม่มาก็ไม่ได้ ไม่เห็นก็ไม่ได้ ไม่ได้ยินก็ไม่ได้ ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้เข้าใจธรรมทีละเล็ก ทีละน้อย เพิ่มขึ้น ก็จะถึงวันที่ไม่มีกิเลสเลย
เพราะฉะนั้นให้เห็นว่า แม้กิเลสจะสะสมมานานแสนนานสักเท่าไรก็ตาม ปัญญาที่สะสมเพิ่มขึ้น เข้าใจขึ้น สามารถที่จะถึงการดับกิเลสไม่เหลือเลย ร้องไห้เสียใจ ใครพ้นบ้าง เกิดมาก็ร้องแล้ว ยังไม่ทันไรเลย ยังไม่ทันรู้อะไรก็ร้อง และก็ต้องเจ็บแล้ว ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำในมหาสมุทรก็ยังน้อยกว่าน้ำตาในสังสารวัฏฏ์ และวันนี้เราร้องกี่ครั้ง ดูไม่มาก แต่มากกว่าน้ำในมหาสมุทร แสดงว่าสังสารวัฏฏ์ยาวนานสักเพียงใด ก็จะเห็นได้ว่า ชาวโลกก็คิดไป จะมีทายาท มีผู้สืบสกุล สกุลใคร แล้วทายาทใคร จิตเห็น จิตได้ยิน ก็ดับไปทีละหนึ่งขณะ จะให้เป็นทายาทของเห็นหรือ หรือจะเป็นทายาทของจิตได้ยิน หรือจะเป็นทายาทของจิตได้กลิ่น ก็คือความไม่รู้ทั้งหมด เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่ ถ้าบอกว่าเคย ก็ที่ไหน จำไม่ได้ พระนครเวสาลีได้ไหม โกสัมพีได้ไหม พาราณสีได้ไหม หรือก่อนนั้นอีก ก็ไม่รู้ว่าโลกไหน เทวโลกก็เคยมี อยู่กันตั้งนานกว่าจะมาถึงโลกอื่น ก็จำไม่ได้ทั้งนั้น แต่ก็ได้พบกัน เพราะฉะนั้น ประโยชน์ที่สุดที่ได้พบกัน คือความเป็นมิตรที่หวังดีต่อกัน และเกื้อกูลต่อกัน นี่คือประโยชน์ที่แท้จริง ของการที่ได้พบ
ถ้าพบกันแล้วก็ชวนกันเป็นอกุศลมากๆ มีกิเลสมากๆ ชวนกันไปสู่ห้วงมหาสมุทรซึ่งกำลังอยู่ แล้วจมลงไปอีก เหวก็ยังอยู่ และลึกลงไปอีก เมื่อไรจะขึ้นมาได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าประโยชน์จริงๆ ของการเกิดมาคือได้รู้ความจริง ฟังธรรมบ่อยๆ ก็เรี่องซ้ำๆ จะมีอะไรที่ใหม่แปลกหรือไม่ ความจริงก็ต้องเป็นสิ่งซึ่งกำลังมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างเมื่อครู่นี้ เราก็พูดถึงเรื่องเกิดมาแล้วต้องทำอะไรบ้าง เกิดมากิน แล้วก็นอน แล้วก็ตาย แต่ก่อนนั้นก็คือว่ากิน นอน และติดข้องด้วย คือต้องละเอียดไปเรื่อยๆ แม้แต่เมื่อครู่นี้ ถ้าเราจะย้อนทบทวนไป เมื่อครู่นี้อาหารอร่อยไหม กำลังอร่อยก็หมดแล้ว ไม่ว่าจะรับประทานอะไรบ้าง ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย ก็หมดไป หมดไป หมดไป อร่อยแล้วก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็ประเดี๋ยวก็รับประทานอีก แล้วก็อร่อยอีก ในระหว่างที่อร่อยก็คือการติดข้อง แล้วถึงเวลาก็นอน แล้วก็ตื่นมาใหม่ ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นฟังแล้วก็ฟังอีก เพราะเหตุว่ากว่าจะรู้ความจริงได้ แม้ว่าความจริงก็เป็นความจริงอย่างนี้ แต่ฟังกี่ครั้งกว่าเราจะถึงความจริงแท้ๆ ว่า ไม่มีเราแน่นอน แต่มีสิ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปแต่ละขณะของแต่ละบุคคลตามความเป็นจริง แล้วก็เปลี่ยนไป จะแลกเปลี่ยนก็ไม่ได้ด้วย และหวังไม่ได้ด้วย อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ไม่มีการที่จะรู้เลย ไม่ทราบจริงๆ ว่าต่อจากขณะนี้แล้วจะเป็นอะไร ต่อเมื่อใดเกิดขึ้น เมื่อนั้นก็รู้ว่ามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล้วแต่คำพูด ถ้าจะบอกว่าอยู่ไปวันๆ จริงไหม และก็ต้องอยู่ด้วย จะไม่อยู่ได้อย่างไร ก็อยู่ไปแบบนี้ แบบเดิม อยู่ไปวันๆ รู้จักเบื่อหรือยัง ก็ยังไม่ได้เข้าใจความจริง แล้วจะเบื่อได้อย่างไร ใช้คำว่า เบื่อ แต่เดี๋ยวนี้ก็ ไม่ได้เบื่อ ทั้งๆ ที่เห็น แล้วก็เห็น แล้วก็เห็น เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตรงที่ว่าเกิดมาแล้วเราก็ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แล้วก็จะต้องเกิดอีก แต่ว่าสิ่งที่ได้เกิดแล้วในชาตินี้จะติดตามไป ให้คนอื่นก็ไม่ได้ หรือไปนำของคนอื่นมาก็ไม่ได้ แต่ละขณะที่เกิดขึ้น แม้ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่การดับไปนั้นก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อไป ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะย้อนดูว่าเรามาจากไหน ก็มาจากชาติก่อนๆ ที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สนุกบ้าง ทุกข์บ้าง คิดดีบ้าง แล้วก็เป็นกิเลสอกุศลบ้าง แต่ละคนก็คือเดี๋ยวนี้ตามการสะสม เราจึงเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
เพราะฉะนั้นชาติหน้าก็ทราบได้เลย ถ้าอะไรเกิดขึ้น เพราะเคยสะสมมา เคยผ่านมา เคยเป็นอย่างนั้นมาแล้วในอดีต ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะอ่านชาดก ไม่ว่าพฤติกรรมของใครจะเกิดขึ้นที่พระวิหารเชตวันหรือที่ไหนก็ตาม เวลาที่มีผู้สงสัยว่าทำไมบุคคลนี้จึงกระทำอย่างนั้น ก็ได้ไปเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงว่าไม่ใช่ครั้งเดียวที่ทำอย่างนี้ เคยทำมาแล้วแต่ก่อนด้วย แล้วก็หลายๆ ครั้งด้วย ก็จะเห็นได้ว่าไม่ต้องย้อนไปถึงแสนโกฏิกัปป์ เพียงชาตินี้ที่เราเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุว่าเราก็ทำอย่างนี้มาแล้วในวันก่อนๆ แล้วก็ทำอย่างนี้ต่อไปอีก แล้วต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีก เพราะฉะนั้นก็จะเห็นประโยชน์จากการที่ไม่เคยมีชาตินี้ แล้วก็มีทุกอย่างตั้งแต่เกิดมาจนถึงขณะนี้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800