ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๒

    สนทนาธรรม ที่ เทวะมนตรา รีสอร์ท จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่ยากที่จะเข้าใจได้ ต้องอาศัยการฟังเพื่อที่จะพิจารณาว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงอย่างนี้หรือไม่ เพื่อสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าสิ่งที่มีจริงตรงกับที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้น การฟังต้องไตร่ตรอง ถ้าเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ ก็รู้ว่าความจริงนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เช่น ขณะนี้กำลังเห็น เห็นมีจริง เปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ปกติธรรมดา เห็นขณะนี้มี และเริ่มรู้ตามความเป็นจริงว่า เห็นที่มีในขณะนี้ ใครก็เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอถึงได้ยิน พอถึงคิดนึก แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งของลักษณะของสภาพธรรม ก็เป็นสิ่งที่เกิดแล้วปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่นเท่านี้เอง เท่านี้เองให้รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพื่อที่จะได้รู้ตามความเป็นจริงว่า เคยเป็นเราทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย ความจริงก็คือว่ามีสิ่งที่เกิดแล้วหมดไป เกิดแล้วหมดไป ไม่สามารถที่จะตามรู้สิ่งที่หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นในขณะนี้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ที่จะต้องเข้าใจในขั้นการฟัง ซึ่งแม้ว่ากำลังกล่าวถึง สิ่งนี้ก็กำลังหมดไป หมดไปทุกขณะ

    นี่ก็เป็นสิ่งที่ยาก แต่ความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ มีอะไรที่ได้ฟังแล้วยังคิดว่าควรที่จะได้สนทนากันในเรื่องนั้นบ้างไหม แล้วก็ไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เรื่องยาวทั้งหมดในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เพื่อให้มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูก ซึ่งถ้าเราไม่พูดถึง ใครจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เช่น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็เป็นวันหนึ่งวันหนึ่งซึ่งเป็นอย่างนี้ แล้วก็หมดไป โดยไม่รู้ความจริง

    เพราะฉะนั้น การฟังก็คือได้เข้าใจว่า ขณะนี้เป็นหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏเลย สังสารวัฏฏ์จะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่เราใช้ชินหู สังสารวัฏฏ์เกิดดับสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่น ไม่หยุดเลย เพราะว่าเมื่อเช้านี้ก็หมดไปแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีอีก และต่อไป ถึงแม้ขณะนี้หมดแล้ว ก็ยังมีต่อไปอีก ไม่รู้จบ นั่นคือความหมายของสังสารวัฏฏ์ คือสิ่งที่มีจริงๆ หยุดไม่ได้เลย ไม่มีใครไปหยุดยั้งได้ และไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ก็จะได้เข้าใจว่า ผู้ที่ได้เห็นอย่างนี้ ในอดีตเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านคิดต่างกับคนที่กำลังเห็นแล้วไม่รู้ เพราะเหตุว่า เห็นมี แล้วใครเคยคิดถึงเห็นบ้าง ได้ยินก็มี ใครเคยคิดถึงได้ยินบ้าง คิดก็มี สุขก็มี ทุกข์ก็มี แต่ใครเคยคิดถึงสิ่งที่มีเหล่านี้บ้าง แต่พระโพธิสัตว์เห็นว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดแล้วเกิดอีก

    เมื่อวานนี้ก็เห็น วันนี้ก็เห็น ต่อไปก็เห็น เกิดมาแล้วที่จะพ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ เป็นไปไม่ได้เลย จะให้คงที่ อย่างเมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหาร จะให้เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดไปก็ไม่ได้ ต้องมีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แม้แต่ในขณะที่นั่งตรงนี้ เสียงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้ยินก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างแสดงความไม่คงที่ จะเป็นอย่างนั้นตลอดไปไม่ได้ แต่เพราะว่าไม่รู้ความจริงของการที่สภาพธรรมเกิดแล้วก็ดับสืบต่อ เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว ก็ทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีการเกิดดับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยทั้งสิ้น เป็นคนนี้ก็เป็นคนนี้อยู่นั่นเองทุกวันทุกวัน แต่ตามความจริงที่ว่าคนนี้เห็น เมื่อสักครู่นี้ก็ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้แล้ว เพราะฉะนั้น คนนี้อยู่ที่ไหน

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง มิฉะนั้นแล้วก็คือว่า ไม่เข้าใจทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายว่า แท้ที่จริงแล้วว่างเปล่าจากสิ่งที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มั่นคง ที่พูดถึงบ่อยในระยะนี้ก็คือว่า ก่อนที่จะเกิดเป็นคนนี้ มีคนนี้ไหม มีได้ไหม ยังไม่ได้เกิดมาเป็นคนนี้เลย เมื่อเกิดแล้วเป็นคนนี้ ทุกวัน เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวทำอย่างนั้น เดี๋ยวทำอย่างนี้ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วก็ถึงเวลาที่จากโลกนี้ไป ไม่เหลือเลย เหมือนกับไม่เคยเกิดมาเลย เพราะว่าหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือสักอย่างเดียว แต่ก็จะเป็นบุคคลใหม่ต่อไปอีก แล้วก็เห็นอีก ได้ยินอีก เหมือนอย่างที่ไม่เคยเกิดเป็นคนใหม่ ขณะนี้จะเกิดเป็นคนใหม่ไม่ได้ เพราะว่ายังเป็นคนนี้อยู่ แต่วันหนึ่งก็จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็เป็นคนใหม่

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า พอเป็นคนใหม่แล้ว ลืมความเป็นคนนี้หมดเลย เหมือนชาติก่อน ใครทำอะไรไว้เพียงใด มากน้อยอย่างไร จำได้ไหม เหมือนไม่เคยมีใช่ไหม แต่ความจริงก็เหมือนชาตินี้ ขณะนี้กำลังนั่งอยู่ที่นี่ พอจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จำไม่ได้เลย เหมือนไม่เคยอยู่ตรงนี้ และไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละภพแต่ละชาติก็เป็นอย่างนี้ไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น การที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริง ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่าจริงๆ แล้วทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ แต่ใจอยู่ที่ใด เดินทางอยู่ตลอด ทางตาเห็น ไม่นานเลย หูได้ยินอีกแล้ว ได้ยินนิดเดียว ก็คิดอีกแล้ว

    เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เหมือนคนที่กำลังเดินทาง แต่ไปไหน ถ้าขณะนั้นเป็นอกุศลพาไป ก็จะไปสู่ผลของอกุศลที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ถึงที่ ที่จะรับผลของอกุศล ถ้าเป็นกุศลกำลังเดินทางไปในทางกุศล พอถึงที่ ที่จะถึงการที่ได้สะสมกุศลมา เดินทางแล้วก็ถึงที่ ที่ได้รับผลของกุศล เพราะฉะนั้นจากโลกก่อนนี้มา ก็อย่างนี้เอง มีทั้งกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แต่ก็กุศลนั่นเองที่พาให้มาสู่โลกนี้ในขณะนี้ แล้วก็ยังมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังธรรมด้วย เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครที่สามารถที่จะบันดาลอะไรได้เลย

    คราวก่อนเราก็พูดถึงเรื่องอำนาจว่าใครเป็นผู้ที่มีอำนาจ มีไหม ใครมีอำนาจ ไม่มีใครสักคน เพราะว่าอำนาจหมายความถึงสิ่งที่ทำให้เป็นไปได้ ถ้าทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ จะมีอำนาจอย่างไร แต่อำนาจก็คือ สามารถทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นไปได้ เช่น ขณะนี้กำลังเห็น ใครมีอำนาจ ไม่ใช่คน แต่มีธรรมที่สามารถทำให้เห็นเกิดขึ้นเห็นในขณะนี้ได้ ทำให้ได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏ ทำให้คิดนึกเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้ารู้จักสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็จะสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของและก็ไม่ใช่ของใคร แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเป็นไปในโลกนี้ ก็เป็นเรื่องที่ฟังไม่รู้จบ แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นการสะสมปรุงแต่งให้สามารถที่จะเป็นผู้ที่ไม่เห็นผิด ไม่ยึดถือสภาพธรรมว่าอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา หรืออำนาจอยู่ที่ใคร แต่อำนาจที่แท้จริงก็คือ ขณะใดก็ตามที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไป อำนาจอยู่ที่ธรรมที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไปได้

    อ.คำปั่น กล่าวถึงการเดินทาง ก็ดูเหมือนว่ามีเรา มีคนนั้นคนนี้ที่เดินทาง แต่จริงๆ แล้วเมื่อศึกษาพระธรรม ก็จะเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่กำลังเดินทางอยู่ ณ ขณะนี้

    ท่านอาจารย์ การกล่าวถึงธรรม กล่าวโดยหลายนัยได้ เดี๋ยวพูดถึงคำว่าธรรม เดี๋ยวพูดถึงคำว่าอำนาจ เดี๋ยวพูดถึงคำว่าจิต เดี๋ยวพูดถึงคำว่าเจตสิก เดี๋ยวพูดถึงคำว่ารูป อีกมากมายหลายคำ แต่ทั้งหมดก็คือสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงถึงที่สุดจะไม่พ้นจากสภาพที่ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม หมายความว่า เราอาจจะเห็นเป็นดอกไม้ เห็นเป็นโต๊ะ เห็นเป็นเก้าอี้ หรือเห็นเป็นคน เป็นสัตว์รูปร่างต่างๆ แต่สิ่งที่มีจริงคือ ธาตุรู้กับสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ พูดโดยย่อคือว่า ขณะนี้มีเห็น จึงได้ปรากฏว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ถ้าไม่มีการเห็นเลย จะมีความคิดว่ามีสิ่งที่มีรูปร่างต่างๆ มาแต่ที่ใด แต่เพราะเห็นมี และมีการจำในสีต่างๆ สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นดอก เป็นใบ หรือเป็นกิ่งก้าน โต๊ะ เก้าอี้

    นี่ก็คือแสดงให้เห็นว่า ต้องมีธาตุที่สามารถที่จะรู้ จะเห็น จะคิด แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นธาตุอีกอย่างหนึ่ง คือไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย แต่มี อย่างเสียง ใครจะคิดบ้างว่า เวลาที่เสียงยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีเสียง แต่ก็มีธรรมซึ่งทำให้เสียงเกิดขึ้นได้แน่นอน และยังทำให้เสียงปรากฏให้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นอย่างนั้นด้วย เพราะว่าธรรมดา ถ้ามีเหตุที่จะทำให้เสียงเกิด เสียงก็เกิด แต่ก็ไม่มีใครสามารถที่จะได้ยินเสียงนั้น แต่ขณะนี้เสียงที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ เพราะมีธาตุที่สามารถได้ยิน เสียงนั้นจึงปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น

    เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ต้องไปไกลตัว หรือไกลจนกระทั่งถึงโพธิปักขิยธรรม หรือนิพพาน หรืออะไรเลย แต่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ไม่ว่าจะพูดโดยนัยอย่างไร เช่น ถ้าจะพูดถึงการเดินทาง ถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป สืบต่อ ก็ต้องอยู่กับที่ใช่ไหม แต่มีอะไรบ้างที่อยู่กับที่ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับ แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ดับอีก สืบต่ออยู่เรื่อยๆ จนถึงวันนี้และเดี๋ยวนี้ นี่คือการที่สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปแต่ละขณะ ในเมื่อเกิดแล้วดับ แต่ยังไม่หมด ยังไม่จบ สืบต่อ เกิดอีก แล้วก็ดับอีก นี่คือเหมือนกับการเดินทาง ซึ่งหมายความถึงการไม่อยู่กับที่

    อย่างเวลานี้เหมือนนั่งอยู่เฉยๆ แต่เห็นไม่ได้มีตลอดเวลา แล้วก็ได้ยิน ไม่ใช่ได้ยินตลอดเวลา แล้วก็คิดนึก แล้วก็จำ สารพัดทุกอย่างที่มีจริงๆ เกิดแล้วหมดไป โดยไม่รู้เลยว่าแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งก็เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย ไม่มีคนที่มีอำนาจ หรือไม่มีใครทั้งสิ้น แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงแสดงว่า พระองค์สร้างหรือบันดาลให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น แต่เมื่อความจริงของแต่ละสิ่งเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ ทรงตรัสรู้ความจริง ก็ทรงแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นเรา หรือเป็นเขา หรือเป็นคน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นความเป็นไปก็คือว่า มีแต่ละหนึ่งปรากฏ แล้วก็หมดไป แล้วก็ปรากฏไปเรื่อยๆ จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า ไปสู่ชาติโน้น เพราะฉะนั้น ชาตินี้ก็มาจากชาติก่อนๆ ซึ่งไม่หยุด ไม่ไปได้ไหม ใครไม่ไปได้ จากเห็น ไม่ให้ไปได้ยินได้ไหม ไม่ให้คิดได้ไหม ไม่ได้เลย ต้องเป็นไปทุกขณะ คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็สืบต่อ เรายังไม่ได้กล่าวถึงจิตประเภทต่างๆ แต่ให้รู้ว่า ความจริงก็คือว่า มีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้น และก็ดับไป ไม่รู้จบ

    อ.คำปั่น ก็จะเห็นว่าจิตเกิดขึ้น ก็ต้องทำกิจหน้าที่ตามควรแก่จิตประเภทนั้นๆ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ จิตไม่เคยว่างเว้นจากการทำหน้าที่เลย เกิดดับสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสาย แล้วก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ แล้วก็ยังจะต้องเป็นไปอีก ยังจะต้องมีจิตเกิดดับสืบต่อไปอีก ยังต้องมีการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ต่อไปอีก ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมเลย

    ท่านอาจารย์ ฟังเรื่องจิต จิตอยู่ไหน กำลังเป็นคน จะเป็นจิตได้ไหม แต่ถ้าฟังเรื่องจิต ลืมเรื่องคน เมื่อพูดถึงอะไรก็พยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริง เช่น ใช้คำว่า จิต หมายความถึง สิ่งที่สามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้คนตายเหมือนกับมีรูปร่างกาย แต่ว่าเห็นหรือไม่ ได้ยินหรือไม่ คิดนึกหรือไม่ เพราะฉะนั้น จิตก็คือสภาพรู้ แล้วแต่ว่าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏก็เห็นถ้าขณะนั้นเป็นรูป เช่น แก้วน้ำกับดอกไม้ จะแตะหรือนำไปสัมผัสกัน จะไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่เวลาที่จิตเกิดขึ้น ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ให้รู้ว่าขณะนั้นเพราะมีจิตที่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าทางตาก็คือพูดง่ายๆ ว่ากำลังเห็น

    เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงจิต ลืมเรื่องอื่นให้หมด ลืมเรื่องคน ลืมเรื่องเมื่อเช้านี้ทำอะไรอย่างไรต่อไป แต่เวลานี้กำลังกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง คือสิ่งที่กำลังเห็นขณะนี้ หรือขณะที่กำลังได้ยิน หรือขณะที่กำลังคิด มีใช่ไหม และเคยเป็นเราทั้งนั้น แต่ความจริงให้รู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้น และก็รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น กำลังเห็น หรือกำลังได้ยิน ทั้งวันถ้ารู้ความจริงว่า จิตเป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้ จึงปรากฏว่ามีสิ่งที่มีทั้งวัน เดี๋ยวนี้ก็มีทุกขณะ แต่ลืมว่าถ้าจิตไม่เกิด จะมีไหม เพียงใครก็ตาม เดี๋ยวนี้ตายจากโลกนี้ไป จะไม่มีอะไรปรากฏสำหรับคนนั้น แต่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ที่นี่ แล้วมีสิ่งที่ปรากฏ แต่ละอย่างแต่ละอย่างสืบต่อ ก็คือจิตเกิดดับ และรู้สิ่งที่กำลังปรากฏสืบต่อ

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดเรื่องจิตและจิตก็กำลังมีในขณะนี้ แต่จิตเป็นสภาพที่รู้ยาก เพราะเหตุว่าไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น คิดถึงธาตุรู้ล้วนๆ ไม่มีสีสัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีอะไรเลย แต่เดี๋ยวนี้กำลังมีธาตุรู้ แล้วก็ขณะใดที่เห็น ธาตุรู้ก็กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ กำลังเป็นอย่างนี้ มีสิ่งที่ปรากฏอย่างนี้ เพราะจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้ เวลาที่เสียงปรากฏ รู้ว่าเสียงนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นเสียงอื่น เพราะจิตนั่นเองเกิดขึ้น และก็รู้เฉพาะเสียง มิฉะนั้นเสียงก็ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีตลอดเวลา ทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยขาดสายเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา และความลึกซึ้งความละเอียดของธาตุนั้นก็ยากที่จะรู้ได้ เช่น เวลาที่นอนหลับสนิท ถ้าไม่มีการเห็นเลย ไม่มีการคิดนึกเลย ก็ยังมีจิต แล้วจะรู้ได้ว่าจิตเป็นอย่างไร ก็ต่อเมื่อกำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เห็นไหม กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่จิต แต่สิ่งนี้จะปรากฏว่ามี เพราะจิตกำลังเห็น เราจะพูดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ทุกชาติ จนกว่าจะมีความเข้าใจในขณะที่กำลังเห็น ว่าไม่ใช่เพียงแต่ชื่อจิตเห็น ภาษาบาลีใช้คำว่า จักขุวิญญาณ แต่หมายความถึงสภาพหรือสิ่งที่กำลังเห็นในขณะนี้เอง จนกว่าจะทั่วหมด ไม่ว่าทางหู ก็กำลังได้ยินอย่างนี้เอง ไม่ใช่เสียง แต่ว่ามีเสียงปรากฏ เมื่อสักครู่นี้สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏ แล้วก็กลายเป็นเสียงปรากฏ ก็เพราะจิตแต่ละประเภท แต่ละขณะเกิดขึ้น และกำลังรู้

    เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ขาดจิต แต่ว่าตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้จักจิต และตั้งแต่เกิดจนตาย รู้ว่ามีอะไรบ้างในโลกนี้ใช่ไหม ใครบ้างไม่รู้ ก็เห็น เดี๋ยวเห็นนั่น เดี๋ยวเห็นนี่ เดี๋ยวได้ยินเสียงนั้น เดี๋ยวได้ยินเสียงนี้ ก็มีแต่สิ่งที่ปรากฏ โดยไม่รู้ว่า ถ้าไม่มีธาตุรู้ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้ก็มีจิต แล้วก็เกิดดับ กำลังเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นก็เป็นธาตุ หรือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกำลังของสภาพธรรมนั้นๆ เช่น การเห็น ถ้าไม่มีจิต ไม่สามารถจะมีสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ได้เลย หรือถ้าไม่มีจิตแล้วยังจะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ไหม ไม่ปรากฏเลย ไม่ได้อยู่กับที่เลยใช่ไหม ไปตลอดเวลา เดี๋ยวไปทางตา เดี๋ยวไปทางหู ไปทางจมูก ไม่ว่ามีอะไรก็ไปทั้งนั้น

    อ.ธิดารัตน์ แม้กระทั่งเราเรียนเรื่องจิต ก็ยังมีคำว่า จิตที่ท่องเที่ยวไปในกาม หรือกามาวจรจิต ท่องเที่ยวไปในกามภูมิ หรือรูปาวจรจิต เที่ยวไปในรูปภูมิ อรูปภูมิเหล่านี้

    ท่านอาจารย์ ทุกคำที่ได้ยินก็เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น และละเอียดขึ้นด้วย เช่น คำว่า กาม หรือ กามะ อย่างที่คุณธิดารัตน์กล่าวถึง เป็นสภาพที่ติดข้อง เป็นสภาพที่พอใจ เป็นสภาพที่ใคร่ ต้องการในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีใครไม่ใคร่จะเห็นบ้าง เห็นไหมว่าความต้องการหรือความใคร่ ใคร่ที่จะมีสิ่งนั้น เห็นแล้วพอไหม หรือพรุ่งนี้ก็เห็นอีก ต่อไปทุกวันก็เห็นเรื่อยๆ ก็ดีกว่าไม่เห็นใช่ไหม เพราะฉะนั้น นี่ก็คือความติดในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น นี่ทางหนึ่งแล้ว เสียง มีใครไม่ติดข้องบ้าง แต่พอได้ยินแล้ว ก็รู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งมี แล้วแต่ว่าเสียงนั้นเป็นลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ แต่อย่างน้อยที่สุดก็พอใจแล้วที่จะได้ยิน

    เพราะฉะนั้น กามะ หมายความถึง ความใคร่หรือความพอใจ ในชีวิตประจำวันก็ในการเห็นรูป ในการได้ยินเสียง ในการได้กลิ่น ในการลิ้มรส ในการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และในเรื่องราวที่คิดนึก ไม่มีใครที่ไม่อยากจะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ใช่ไหม ไม่ว่าเรื่องอะไรที่คิด ก็เป็นสิ่งที่ต้องการจะคิด มีความพอใจที่จะคิดเรื่องนั้น ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นบางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกเลย แต่ก็ยังต้องการที่จะคิด ไม่ใช่อยู่เฉยๆ เพียงแต่เห็นแล้วไม่คิด เพียงได้ยินแล้วไม่คิด ก็ไม่ใช่ นี่แสดงให้เห็นว่าก่อนอื่นต้องเข้าใจคำนี้ กามะ หรือกามมีจริง เป็นสภาพธรรมที่ติดข้องและต้องการ และใคร่ที่จะมี ในชีวิตประจำวันก็ไม่พ้นจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    เพราะฉะนั้นคำว่า กาม หรือ กามะ จึงเป็นอีกชื่อหนึ่งของคำว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แสดงว่าเกิดมาในโลกนี้ เราคงไม่หวังที่จะได้อะไรเกินกว่านี้ใช่ไหม เพียงเห็นสิ่งที่น่าพอใจแต่ละวัน ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส ทุกคนต้องรับประทานอาหารวันละหลายครั้ง ก็มีความยินดีในรส และในการกระทบสัมผัสด้วย สิ่งที่สบาย ร้อนไปก็ลำบากแล้ว ขวนขวายแล้ว หาพัดบ้าง อะไรบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือมีความต้องการทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่พ้นจากกาม ยังไม่เห็นโทษเลย เพราะฉะนั้น เราจะอยู่ในโลกอื่นที่ไม่มีกามไม่ได้ เพราะเหตุว่ายังติดข้องอยู่ โลกนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นทั้งสิ่งที่น่าพอใจก็มี ไม่น่าพอใจก็มี อย่างเห็นหรือได้กลิ่นขยะ ดีไหม ไม่น่าพอใจเลยใช่ไหม แล้วถ้าเห็นแล้วก็ได้กลิ่นที่ดี ก็พอใจ ก็ติดข้อง แต่ก็เลือกไม่ได้เลย และก็ไม่พ้นเพราะว่ายังไม่เห็นโทษตามความเป็นจริง และจิตหลากหลายมาก ไม่ได้มีอยู่เพียงเท่านี้ สำหรับผู้ที่มีปัญญา ก็จะมีการรู้โทษของสิ่งที่ปรากฏให้ติดข้องว่าทุกคนขณะนี้วุ่นวาย เดือดร้อน ทะเลาะวิวาทกัน สารพัดอย่าง ก็ต้องการเพียงรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่กระทบกาย ซึ่งไม่ขาดจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม

    เพราะฉะนั้นคิดดูให้ดี รบกัน โกรธกัน ทะเลาะกัน เพราะต้องการสิ่งที่เย็นๆ ร้อนๆ อ่อนๆ แข็งๆ ประเทศทุกประเทศต้องมีเย็น ร้อน อ่อน แข็ง จะว่ามีทรัพย์สมบัติ มีน้ำมัน มีเพชร มีอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่พ้นจากธาตุต่างๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตก็หมกมุ่นติดข้องอยู่ในเรื่องของกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยังไม่มีปัญญาที่จะเห็นโทษว่า ถ้าไม่ติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นสุขขึ้น ลองคิดถึงว่ากำลังพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ดูเหมือนมีความสุขที่ได้มาในสิ่งที่พอใจ แต่ถ้าคิดว่า ถ้าไม่ต้องการเสียเลย ไม่ดีกว่าหรือ ไม่ติดข้องเลย จะได้หรือไม่ได้ จะได้อะไรมาก็แล้วแต่ ตาจะต้องเห็นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ปัญญาก็มีหลายระดับขั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของความติดข้อง แล้วจึงอบรมความสงบของจิต จากความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ใช้คำว่า โผฏฐัพพะ หมายความว่าสิ่งที่สามารถกระทบกาย ซึ่งได้แก่ ธาตุดิน อ่อนหรือแข็ง กำลังรู้อ่อนหรือแข็ง หรือธาตุไฟ เย็นหรือร้อน กระทบกายก็รู้สิ่งนั้น หรือธาตุลม คือตึงหรือไหว อย่างลมหายใจ ทุกคนก็พูดได้ใช่ไหม ลมหายใจ ก็เพราะเหตุว่ามีการเคลื่อนไหวขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เพราะเรามีความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาก จนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ถ้าไม่ติดข้อง ไม่พอใจเสียเลย จะดีกว่าไหม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    15 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ