ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่เกิดกับจิตหลากหลายมาก จำแนกเป็นประเภทได้ว่าเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภทเท่าไร และเป็นอกุศลคือเจตสิกที่ไม่ดีงาม เกิดกับจิตเมื่อไร จิตนั้นไม่ดีงามทันที เพราะฉะนั้น อกุศลเจตสิกมีเท่าไรก็ไม่ใช่เราเลย แต่เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่สามารถจะเกิดกับจิตเท่านั้น เกิดกับอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่เป็นสภาพที่ดีงามทั้งหมดมีเท่าไร เราก็จะรู้ได้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เข้าใจละเอียดขึ้น ถูกต้องขึ้น มิฉะนั้นก็ละความเป็นตัวตนไม่ได้เลย แม้แต่เมตตาก็ยังเป็นเรากับเขา แต่ตามความเป็นจริงเป็นจิตที่ประกอบด้วยโสภณเจตสิก คือเจตสิกที่ดีงาม เลือกได้ไหม ขณะที่เข้าใจเดี๋ยวนี้เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป ศึกษาธรรมคือว่าไม่ใช่ให้จำชื่อ แต่เริ่มเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังว่าคือเดี๋ยวนี้เอง จะกล่าวว่าจิต จะกล่าวว่าเจตสิก จะกล่าวคำว่ารูป ก็คือเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่เข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจเป็นธรรมหรือไม่ เป็นธรรม ไม่ใช่เรา เกิดแล้วก็ดับด้วย แต่ "เข้าใจ" เป็นธรรมอะไร เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป ก็เป็นเจตสิก เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง อีกคำหนึ่งของจิตคือ ปัณฑระ เป็นสภาพที่ผ่องแผ้ว ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจือปน กล่าวเฉพาะจิตล้วนๆ จิตไม่ดีไม่ชั่ว เป็นธาตุซึ่งต้องเกิดเมื่อมีปัจจัย แล้วรู้ด้วย ไม่ใช่เกิดมาเปล่าๆ แต่เป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เดี๋ยวนี้กำลังเห็น เฉพาะที่เห็นเป็นจิต แต่อย่างอื่นที่เกิดกับจิตเป็นนามธาตุ เป็นเจตสิก ซึ่งต่อไปจะรู้ว่านอกจากสภาพที่จำ ซึ่งทุกคนมีจำ แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่จิต "จำ" เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต ก็ยังมีเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เช่น ความรู้สึก จิตเกิดเมื่อไร ต้องมีความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดกับจิตนั้น

    ความรู้สึกมี ๕ อย่าง รู้สึกเฉยๆ รู้สึกหรือไม่ เพราะฉะนั้นแม้เฉยๆ ก็จริง ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ขณะนั้นเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้น อีกคำหนึ่งก็ใช้คำว่า อทุกขมสุขเวทนา เวทนาไม่ได้หมายความว่าสงสาร แต่เวทนาคือความรู้สึก เป็นแต่ละภาษา ภาษามคธี หรือภาษาบาลี เวทนาหมายความถึง ความรู้สึก ไม่ว่าจะพบข้อความใดในพระไตรปิฎก เวทนาก็คือธาตุหรือธรรมซึ่งรู้สึก และต้องเกิดกับจิตเท่านั้น เมื่อเข้าใจแล้ว เวทนามีจริงไหม มีจริง ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เมื่อไรที่จิตไม่เกิด จะมีเวทนาความรู้สึกเกิดได้ไหม ไม่ได้ และเวลาที่จิตเกิดขึ้น จะไม่มีเวทนาความรู้สึกเกิดร่วมด้วยได้ไหม ไม่ได้ นี่คือเริ่มเข้าใจ

    เพราะฉะนั้นขอถาม เดี๋ยวนี้รู้สึกอะไร คนอื่นตอบแทนได้ไหม ไม่ได้ เมื่อไรก็เมื่อนั้น บางขณะเป็นสุข เป็นความรู้สึกคือเจตสิกที่เกิดกับจิตขณะนั้น จะเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้ บางขณะเป็นทุกข์ เปลี่ยนไม่ได้อีก เพราะสภาพของความรู้สึกชนิดนั้นเกิดกับจิตในขณะนั้น จะบอกว่าอย่าทุกข์ได้ไหม ในเมื่อเกิดแล้ว ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย นี่คือความเป็นธรรม และทุกข์ก็มีทางกายกับทางใจ ต้องแยกคำให้รู้ว่า ถ้าหมายความถึงกาย ใช้คำว่า ทุกขเวทนา ถ้าหมายความถึงทางใจ ใช้คำว่า โทมนัสเวทนา ที่เราคุ้นหู โทมนัสต้องเสียใจแน่นอน เพราะฉะนั้น เกิดเสียใจเมื่อไร เมื่อนั้นจะบอกว่าเฉยๆ ได้ไหม ไม่ได้ ในเมื่อความจริงเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างนั้นก็ต้องเป็นอย่างนั้น และเราก็ใช้คำเหล่านี้บ่อย เช่น เสียใจบ้าง ทุกข์บ้าง โศกบ้าง แต่ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมไม่ใช่ฟังไป ก็ลืมไป แล้วไม่รู้อะไร แต่ฟังแล้วเมื่อไรไม่ลืม ก็จะรู้ลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อที่จะรู้ว่าไม่มีเราเลยสักขณะเดียว และสภาพธรรมทุกอย่างเกิดแล้วดับไป จึงมีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิต แต่จิตเป็นธาตุพิเศษน่าอัศจรรย์ ทันทีที่จิตนี้ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย ใครเปลี่ยนก็ไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ นับได้ไหมว่าจิตเกิดดับเท่าไรแล้ว ไม่มีทางเลย แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังนับไม่ได้ เพราะความรวดเร็ว แต่ให้ทราบตามความเป็นจริงว่า แม้เป็นจิตที่เกิดก็ต้องดับ และเมื่อดับแล้วก็เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ทุกคำถามมีคำตอบ เมื่อเข้าใจความเป็นธรรม ซึ่งเป็นจิต เป็นเจตสิก และเป็นรูป

    ขณะนี้เข้าใจสัญญาแล้วใช่ไหม สภาพจำ ขณะนี้สัญญาประเภทใด สัญญาจำทุกอย่างที่มีจริง รูปสัญญา ก็จำรูปที่ปรากฏ สัททสัญญา ก็จำเสียงที่ปรากฏ ขณะที่จำเสียง ก็ไม่ใช่จำรูป เวลากลิ่นปรากฏก็คันธะ คือกลิ่นในภาษาบาลี สัญญาก็จำกลิ่น เราจะใช้ภาษาไทยหรือภาษาอะไรก็ได้ แต่ให้ทราบว่าที่จำตลอดชีวิตทุกวัน ก็คือเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งหลากหลายมาก และไม่เคยรู้การเกิดดับเลย เพราะฉะนั้น ก็เป็น อัตตสัญญา คือจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่เป็นถ้วยแก้ว นั่นเป็นคน และเป็น นิจจสัญญา คือจำว่าเที่ยง ยังไม่ได้ดับไปเลย เพราะฉะนั้นจะบอกว่า จำว่าอนิจจังได้ไหม ในเมื่ออนิจจังยังไม่เคยประสบ หรือยังไม่ปรากฏชัดเจน

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ก็เป็นสุขสัญญา นิจจสัญญา และอัตตสัญญา แต่ตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และต้องเข้าใจความหมายของทุกข์ด้วย ถ้าไม่ศึกษาธรรม วันนี้เป็นทุกข์ไหม ไม่สบายเป็นทุกข์ไหม แต่ไม่รู้การเกิดดับ ซึ่งไม่ควรติดข้อง เพราะว่าทุกข์ทุกอย่าง ไม่มีใครต้องการและพอใจ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เพียงเกิดปรากฏชั่วคราวแล้วหมดไป เป็นทุกขลักษณะที่เป็นไตรลักษณะ คือ อนิจจัง เพราะความไม่เที่ยงนั่นเอง จึงไม่เป็นสิ่งที่ควรยินดีอย่างยิ่ง และไม่ควรยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นตัวตน เพราะเหตุว่าทั้งหมดเป็นอนัตตา

    การศึกษาธรรมต้องสอดคล้องกัน และต้องรู้ว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงในขณะนี้ให้เข้าใจถูกต้อง ซึ่งก่อนนี้ก็เป็นอย่างนี้ แต่ไม่เคยเข้าใจ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ที่ต้องไปค้นคว้า ที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่มีแล้ว ไม่รู้ต่างหาก จึงทำให้รู้ความจริงว่า เป็นสิ่งที่ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน เพียงแต่ฟังให้เข้าใจว่าเป็นความจริงอย่างนี้ จึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และวาจาสัจจะซึ่งจะนำไปสู่อริยสัจจะ ได้ประจักษ์แจ้งจนดับกิเลสความไม่รู้ และถึงความเป็นผู้ประเสริฐคืออริยบุคคล และขณะที่กำลังฟัง กำลังจะนำไปสู่โพธิปักขิยธรรม คือธรรมฝ่ายดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังฟัง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เพราะว่าอกุศลจะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรมไม่ได้ หรือว่าความไม่รู้ ก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งความจริง ตามที่ได้ฟังได้ เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่า อายตนะ เมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อมันกระทบกัน เกิดผัสสะ แล้วเราก็เห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อายตนะ เป็นคำภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาไทย ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมาย เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจก็อยู่ในหนังสือ แล้วก็จำได้ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ คือเดี๋ยวนี้เอง

    อ.คำปั่น อายตนะ โดยศัพท์ หมายถึง สภาพธรรมที่เป็นที่ประชุม เป็นที่ต่อ เป็นที่บ่อเกิดในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทีละขณะ ทีละขณะ อย่างเช่น ขณะนี้ที่กำลังเห็น ไม่พ้นจากความเป็นอายตนะเลย มีสีที่กำลังปรากฏ มีจักขุปสาท มีตาที่จะรับกระทบกับสี และมีจิตเกิดขึ้นรู้สี และในขณะที่จิตเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่คือความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นอายตนะ

    ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้ พูดคำใดก็รู้จักคำนั้น เพราะฉะนั้น อายตนะ เป็นภาษาบาลี ความหมายว่าอะไร

    ผู้ฟัง หมายถึงเป็นที่ประชุม

    ท่านอาจารย์ ที่ประชุม แสดงว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ มีไหม ที่ประชุม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าขณะใด ที่ประชุม คือกำลังเห็นนี่เอง ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เราจะพูดถึงสิ่งที่มี แต่ละหนึ่ง หมายความว่าขณะนี้ที่กำลังเห็น ไม่ได้มีเฉพาะเห็นอย่างเดียว แต่ต้องมีธรรมอื่นอยู่ที่นั่นด้วย ขาดไปไม่ได้เลย เป็นที่ประชุมที่จะทำให้ขณะนี้เห็นเกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นเห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราได้ยินคำว่า อายตนะ ต้องมี ไม่ใช่เฉพาะเห็น แต่ถ้าไม่มีตาที่เกิดแล้วยังไม่ดับด้วย ถ้าตาเกิดแล้วดับไป ตานั้นจะมาประชุมให้เกิดเห็นได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้คือเดี๋ยวนี้จริงๆ หมายความว่าสภาพธรรมนั้นเกิดแล้วยังไม่ดับ ยังมีอยู่ จึงใช้คำว่า อายตนะ

    ถ้าเราจะพูดถึงธรรมที่มี เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เห็น ได้ยิน แต่ไม่ได้กล่าวถึงที่กำลังปรากฏขณะนี้จริงๆ ขณะนั้นไม่ใช่อายตนะ เพราะเหตุว่าตามี ตาเป็นปสาทรูปแน่นอน เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ ให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏได้ จักขุปสาทก็เป็นรูปหนึ่ง มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ปฐวีธาตุแข็ง ไม่ใช่ธาตุร้อนหรือเย็น แต่ต้องเป็นรูปที่มีอยู่ ที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะต้องมีรูปที่สามารถกระทบตา รูปที่สามารถกระทบตาจะเกิดลอยๆ ไม่ได้ แต่ขณะนี้ที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ แสดงความเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่เป็นการประชุมกันของธรรมซึ่งยังไม่ดับ

    เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ตาซึ่งมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ขณะใดที่ยังไม่ดับ กระทบกับรูป ซึ่งก็มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปนั้นถึงจะดับ รูปนั้นก็ต้องยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้น ทั้ง ๔ เป็นอายตนะ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องจำคำว่าอายตนะก็ได้ แต่สามารถที่จะรู้ว่า ขณะเห็นนี่เอง จะปราศจาก (๑) ตา หรือ (๒) สิ่งที่กำลังกระทบตา และจะปราศจาก (๓) จิตที่เห็น กับ (๔) เจตสิกที่เกิดด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นทั้ง๔ นี้ ขณะนั้นเป็นอายตนะ พอเข้าใจได้ใช่ไหม แต่ยังไม่ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงตาอย่างเดียว พูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาอย่างเดียว พูดถึงจิตและพูดถึงเจตสิก จนกระทั่งเข้าใจจริงๆ จึงจะสามารถเข้าใจความเป็นอนัตตา แม้ในขณะที่กำลังเห็น เกิดขึ้นเพียงเห็นก็เป็นอนัตตาแล้ว เพราะฉะนั้น กว่าจะหมดการยึดถือว่าเป็นอัตตา ก็จะต้องมีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ขณะนี้พูดถึงหนึ่งอายตนะ คือตาที่ยังไม่ได้ดับ ใครรู้จักตาบ้าง ใครเห็นตาบ้าง ท่านผู้ถามเห็นตาไหม

    ผู้ฟัง ตาตัวเองไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ตาคนอื่นเห็นไหม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือว่าเห็นตาคนอื่น ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ความรู้ที่จะถึงการละกิเลส ที่จะถึงความเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ถ้ายังไม่มีการได้ฟังธรรม เราคิดได้ ได้ยินคำใดก็คิด อ่านพระไตรปิฎกเพียงคำเดียวก็คิด แต่ยังไม่ได้เข้าใจความจริง เพียงแต่ได้ยินแล้วก็คิดตามที่เราคิดเอง เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ ที่บอกว่าเห็นตาของตัวเองไม่ได้ แต่เห็นตาคนอื่นได้ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางที่ใครจะเห็นตา นี่คือคำจริง เห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่ "ตา" ก็ไม่ได้ขาดธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน คำว่า "เป็นใหญ่เป็นประธาน" หมายความว่า รูปอื่นจะเกิดตามลำพังไม่ได้ รูปทั้งหมดอื่นๆ ต้องเกิดกับธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จึงใช้คำว่า มหาภูตรูป สำหรับ ๔ ธาตุนี้ ที่ใดก็ตามที่มีมหาภูตรูป ก็ยังมีรูปอื่นๆ ที่เกิดที่มหาภูตรูปด้วย เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ ถ้าไม่มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสีอะไรที่จะมาปรากฏสืบต่อเป็นรูปร่าง ที่ทำให้รู้ได้ว่าเป็นอะไร คือต้องพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่ได้ฟังถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ทราบไหมว่าสิ่งนั้นต้องอยู่ที่มหาภูตรูป เห็นสีดอกไม้ต้องมีมหาภูตรูปใช่ไหม เย็น ร้อน อ่อน แข็ง และมีสีสันวัณณะ เห็นใบไม้ ใบไม้นั้นก็แข็ง เมื่อมีธาตุแข็ง ก็มีธาตุไฟและธาตุลม แล้วก็ธาตุน้ำ ๔ ธาตุนี้รวมกันอยู่ แล้วที่นั่นก็มีสีที่สามารถกระทบ ปรากฏว่าไม่ใช่กลีบดอกไม้ แต่เป็นใบดอกไม้

    นี่คือความหลากหลายของแม้ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ทำให้สิ่งที่สามารถกระทบตา ปรากฏเป็นนิมิตตะ สีสันที่ต่างกัน พร้อมทั้งรูปร่างสัณฐาน เพราะว่าเกิดดับสืบต่อเร็วจนกระทั่งไม่มีใครรู้ว่าที่จะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานได้ ถ้าปรากฏเพียงครั้งเดียวนิดเดียว จะปรากฏเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ไหม เพียงกระทบตาแล้วปรากฏครั้งเดียว จะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่เมื่อกระทบแล้ว กระทบอีก สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เริ่มปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ในบรรดาธรรมทั้งหมด มีอย่างเดียว คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะในนรก หรือจะเป็นงู จะเป็นแมว เห็นมีที่ใดก็จะต้องมีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ ซึ่งไม่แข็ง คือไม่ใช่ธาตุดิน ไม่ร้อนไม่เย็น คือไม่ใช่ธาตุไฟ ไม่ใช่ธาตุลม ที่ตึงหรือไหว แล้วก็ไม่ใช่ธาตุน้ำ ที่ซึมซาบเกาะกุมธาตุทั้งสี่ไว้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เพียงเป็นสิ่งที่มีจริง และอาศัยตาจึงได้ปรากฏ และเมื่อจิตเกิดขึ้นก็รู้ว่าสิ่งนี้กำลังมี กำลังปรากฏให้เห็นได้

    ด้วยเหตุนี้ต้องศึกษาให้เข้าใจว่าเราพูดถึงอะไรก็ตาม จะพูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็คือสีสันวัณณะต่างๆ และตรงนั้นต้องมีมหาภูตรูป แต่มหาภูตรูปไม่ใช่สีสันวัณณะ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เพียงอ่อนแข็ง เย็นร้อน ลวงให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่ใช่สีสันวัณณะ แต่สีสันวัณณะที่มีอยู่ ก็แปลงให้เห็นเป็นรูปร่างต่างๆ แล้วก็จำได้ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุ ฯลฯ เพราะฉะนั้น แต่ละอายตนะ ต้องมีความเข้าใจในความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่า เห็นตาของคนอื่น ถูกหรือไม่ ไม่ถูก เพราะไม่ว่าจะเรียกว่าตาใคร เห็นอะไร ก็คือเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง ไม่มีทางที่อย่างอื่นจะปรากฏได้

    เห็นจิตได้ไหม จิตมี แต่เห็นจิตได้ไหม ไม่ได้ เพราะจิตไม่ใช่มหาภูตรูปที่มีอยู่ที่นั่น ที่มีสิ่งที่ปรากฏกระทบตาเดี๋ยวนี้ได้ เจตสิกแต่ละหนึ่ง คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกทั้งนั้นเลย เห็นได้ไหม ปรากฏให้เห็นทางตาได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้น รูปอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏให้เห็นได้ นอกจากรูปเดียวไม่ว่าจะที่ใด เมื่อไร ความจริงถึงที่สุดเปลี่ยนไม่ได้เลย คือไม่ว่าเห็นที่ไหน ต้องมีเพียงสิ่งที่ปรากฏที่มหาภูตรูปนั่นเอง แต่เมื่อมหาภูตรูปไม่สามารถกระทบตา แต่รูปที่มหาภูตรูปสามารถกระทบ จึงปรากฏให้เห็นสีสันวัณณะต่างๆ หลากหลายตามการปรุงแต่งของมหาภูตรูป ทำให้ปรากฏเป็นดอกไม้บ้าง ต้นไม้บ้าง เป็นคนบ้าง รูปร่างต่างๆ บ้าง

    ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ จะละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม จะถึงการไม่เกิดได้ไหม เพราะฉะนั้นก็ยังอีกไกล แม้คำว่า ปล่อยวาง อย่าได้คิดเลย เพราะว่าจะปล่อยอะไรก็ยังไม่รู้ จะวางอะไรบอกได้ไหม แต่ก็พูดว่าปล่อยวาง เพราะฉะนั้น คำพูดนั้นก็ไม่มีสาระ เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรเลย แต่คำพูดที่เป็นวาจาสัจจะ พูดถึงสิ่งที่มีจริง สามารถพิจารณาเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องจะละ จะวาง จะปล่อย หรือจะเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี ฯ เพียงแต่ฟังแล้วเข้าใจ ถูกต้องไหม ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อฟังแล้วเข้าใจแล้วยังต่อไปอีกคือไม่ลืม ฟังแล้วไม่ลืม เป็นไปได้ไหม เดี๋ยวนี้ก็ลืมแล้ว เพียงว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงก็ลืมแล้ว ถ้าออกไปข้างนอกยิ่งลืม เรื่องราวอื่นๆ มากมายใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ที่จะรู้ว่าเป็นธรรมก็น้อย จนกว่าจะมีการฟังที่ใช้คำว่า ปริยัติ หมายความว่ารอบรู้ เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ได้ฟัง แม้ว่าจะฟังมาก แต่ไม่เข้าใจเลย หรือเข้าใจเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งจริงๆ ในแต่ละหนึ่ง ก็ไม่ใช่ปริยัติ ซึ่งจะไม่เป็นหนทางที่จะทำให้ถึง "ปฏิปัตติ" ซึ่งคนไทยไม่เข้าใจ ก็เข้าใจว่าคือ "ปฏิบัติ" ภาษาบาลีใช้คำว่า ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปัตติ แปลว่า ถึง เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติ ก็คือ การถึงเฉพาะด้วยความเข้าใจถูกต้องในความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ และถ้าเป็นความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ ต้องทีละหนึ่ง ไม่ใช่สองอย่าง สามอย่าง สี่อย่างรวมกัน ถ้าแข็งกำลังปรากฏ ร้อนปรากฏหรือไม่ ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น ก็สามารถที่จะเข้าใจในลักษณะซึ่งเป็นธรรมที่มีจริงทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีจริงๆ จนกว่าจะไม่มีเราเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นอันว่า สามารถที่จะละการยึดถือสภาพนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เข้าถึงความหมายของคำว่า อนัตตา โดยการประจักษ์ความจริงให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริง และเข้าใจทีละอย่างให้ชัดเจน ให้หมดความสงสัยในขั้นฟัง เวลาที่สภาพธรรมนั้นปรากฏกับปัญญาที่อบรมแล้ว ก็ตรงกับทุกคำที่ได้ฟัง แม้แต่คำว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ซึ่งพูดง่าย แต่เวลานี้อะไรเป็นอนัตตา ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจแต่ละอย่างด้วย

    เพราะฉะนั้น คำว่า อายตนะ ก็คือเดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน แต่เข้าใจได้ว่าแม้แต่เห็นขณะนี้ ก็จะปราศจากจักขุปสาทที่ยังไม่ดับไม่ได้ ปราศจากสิ่งที่กำลังกระทบ กำลังปรากฏในขณะนี้ ที่ยังไม่ดับไม่ได้ และขณะนั้นที่จิตเป็นธาตุที่รู้แจ้งว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ ก็ยังมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้น ซึ่งจะปราศจากเจตสิกในขณะนั้นไม่ได้ด้วย จึงเป็นแต่ละอายตนะ

    ผู้ฟัง เป้าหมายในการศึกษาธรรม เพื่ออะไร

    ท่านอาจารย์ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ศึกษาเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง คิดว่าในการที่เรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมมากขึ้น อาจจะทำให้มีการพัฒนาในเรื่องของจิตใจ

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจคำว่า ศึกษา ด้วย ไม่ว่าจะใช้คำนี้เมื่อไร ก็หมายความว่า เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น ทำอาหารไม่เป็น อยากจะทำเป็น อยู่ๆ ก็นึกขึ้นได้เองไหม หรือว่าต้องรู้ ต้องเข้าใจในแต่ละสิ่ง ซึ่งจะมารวมกันเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่รับประทานได้ แต่ถ้าไม่รู้แล้วปรุง ไม่รู้อะไรใส่เข้าไปหมดทั้งนั้นเลย จะรับประทานได้ไหม นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าแต่ละสิ่งที่ได้เข้าใจจริงๆ เป็นประโยชน์

    เพราะฉะนั้น การศึกษาแม้แต่ทางโลก วิชาการต่างๆ หรือเย็บเสื้อผ้า ปรุงอาหาร หรืออะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องของการศึกษา ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่ศึกษา ไม่ใช่ว่าดู ฟัง แต่ไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ธรรม ก็คือ ถ้าไม่มีสิ่งที่รู้ขณะนี้ จะมีอะไรปรากฏไหม นี่คือเริ่มที่จะเข้าใจความจริง ของทุกอย่างทุกคำที่เราใช้ เช่น คำว่า โลก ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นแล้วเห็น ได้ยินต่างๆ เหล่านี้ จะมีโลกไหม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    15 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ