ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ ทันทีที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ดับแล้วทันที แต่กว่าจะรู้ความจริง ซึ่งรู้ได้ ก็ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย ถึงจะคลายความยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏ เช่น ทางตา เห็นเพื่อน รู้ไหมเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็ไม่เคยเข้าใจอย่างนั้นเลย แล้วความจริงเป็นอะไร ความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็ต้องรู้ความจริงอย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะรู้ นี่คือตรัสรู้ รู้สิ่งที่มีจริงๆ ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นอนัตตา ถ้าใช้คำว่า อนัตตา ก็คือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมือนเดิม เหมือนเที่ยง และเป็นคนนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าจริงๆ ไม่ใช่เลย
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าความไม่รู้ที่สะสมมามากสักเพียงใด และปัญญากว่าจะรู้จริง ก็ต้องมีบารมีคือคุณความดี สัจจะ ความจริงใจที่จะฟังเพื่อเข้าใจ มั่นคง อธิษฐานบารมี ขันติ อดทน วันนี้ยังไม่รู้ แต่เมื่อเป็นผู้ที่ตรัสรู้แล้ว รู้แล้ว ได้เพราะอะไร ต้องเพราะปัญญา ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญญา แล้วจะทำให้เกิดรู้ขึ้นมาได้ และต้องมีวิริยะ ความเพียรด้วย ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ต้องไปทำ ทรงแสดงไว้โดยละเอียดให้เข้าใจว่า วิริยะก็เป็นอนัตตา เกิดเมื่อไร ขณะใด เกินกว่าที่เราจะคิดว่าเราจะทำความเพียร เพราะไม่เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้ ยังคงเป็นเรา และก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ตอนนี้ทราบแล้วใช่ไหม ทำไมกว้าง ยาว แคบ ต้องเป็นความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงบอก ถ้าบอก ไม่มีทางเข้าใจ เพราะเพียงจำ แล้วก็งง แล้วสงสัยไปเรื่อยๆ แต่ถ้ารู้ความจริงในความเป็นอนัตตา ในความเป็นธรรมที่ละเอียดยิ่ง จะไม่สงสัยเลย ทุกอย่างมีจริง เป็นอย่างนั้นจริงๆ เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แล้วก็ชั่วคราว แล้วไม่กลับมาอีก ชาติก่อนกลับมาได้ไหม ชาติก่อนๆ อีก กลับมาได้ไหม ก็ไม่ได้ เมื่อจากโลกนี้ไปจะกลับมาเป็นอย่างนี้อีกได้ไหม เพราะฉะนั้น วันนี้จะเป็นเมื่อวานนี้ได้ไหม ขณะนี้เป็นขณะก่อนเมื่อสักครู่นี้ได้ไหม นี่คือการเข้าใจละเอียดขึ้น
มีใครที่จะมีคุณความดีเสมอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม แม้ความอดทน เมื่อทรงตรัสรู้ ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดงธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะว่าสัตว์โลกเต็มไปด้วยความไม่รู้และความติดข้อง แต่พระมหากรุณามากเพียงใด ความอดทน เขาไม่รู้ ก็ทรงมีพระมหากรุณาที่จะแสดงธรรมตามอัธยาศัยของแต่ละคน ที่ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจได้ จากเขาไม่รู้จนกระทั่งเขาค่อยๆ รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เราอดทนอย่างนั้นไหม มีเพื่อนเขาไม่รู้ อดทน เขาไม่ดี อดทน และอดทนทุกอย่าง จนกว่าเขาจะเป็นคนดี จนกว่าเขาจะรู้ แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ให้รู้ได้ว่าความดีเป็นสิ่งซึ่งควรอย่างแท้จริงที่จะค่อยๆ สะสม เพราะเหตุว่าอกุศลธรรมความไม่ดีมากมายเหลือเกิน เพียงลืมตาเห็นก็ไม่รู้ว่าสะสมแล้วซึ่งความไม่รู้และความติดข้อง
เพราะฉะนั้นเมื่อไร ถ้าเราคงเป็นอย่างนี้เรื่อยไป แล้วก็ยังมีความไม่ดีอื่นๆ อีกมาก ความดีน้อยแสนน้อยที่จะเข้ามา ที่จะทำให้ความไม่ดีไม่มีโอกาสที่จะเกิด เช่นเดี๋ยวนี้ เป็นโอกาสของความดี ซึ่งก็มีความที่เป็นสิ่งที่เป็นอกุศลแทรกได้ เพราะประเดี๋ยวเห็น ประเดี๋ยวได้ยินอื่น ขณะนั้นก็ไม่ได้เข้าใจธรรมที่กำลังฟังก็เป็นได้
ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ คือเท่าที่ทราบบรรดาจิตทั้ง ๘๙ ประเภท มีจิตที่ทำให้เราไม่สบายใจ คือโทมนัสอยู่เพียงสองดวง ก็คือโทสมูลจิต เวลาที่เรากลับมาคิดถึงตัวเราเอง หรือมองคนอื่น เรามีความไม่สบายใจบ่อยมาก หรือเห็นผู้อื่นไม่สบายใจบ่อยมาก ร้องห่มร้องไห้หรือมีความเศร้าโศก ถ้าเรามองว่านั่นเป็นความไม่สบายใจ เราก็ต้องบอกว่าเขามีโทสมูลจิต แต่ดูไม่เหมือนคนมีโทสะ คนมีความเศร้าโศก ซึ่งไม่สบายใจ แต่ทำไมในหนังสือพระอภิธรรมจึงบอกว่าเป็นโทสมูลจิต
ท่านอาจารย์ ชื่อว่าโทสะ ชื่อ "โทสะ" แต่ความจริงคืออะไร นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจ เพราะเราจะมีคำมากที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง หลายระดับ แต่ถ้าพูดถึง วันหนึ่งๆ รู้สึกไม่สบายใจบ้างไหม
ผู้ฟัง ก็มี
ท่านอาจารย์ มี เป็นโทสะหรือไม่
ผู้ฟัง ความรู้สึกผมว่าไม่ใช่โทสะ
ท่านอาจารย์ เพราะว่าเราไม่ได้ศึกษา เราเลยได้ยินแต่คำว่า โทสะต้องโกรธ แต่ความจริงไม่ใช่เลย เวลาที่เกิดความขุ่นใจ ไม่พอใจ ไม่ต้องการสิ่งที่ปรากฏ ไม่ติดข้องไม่ต้องการสิ่งนั้น ขณะนั้นก็คือลักษณะของการปฏิเสธ หรือความขุ่นใจ จะใช้คำว่า ปฏิฆะ ก็ได้ โกธะก็ได้ โทสะก็ได้ แต่ลักษณะนั้นก็เป็นจริง ซึ่งตรงกันข้ามกับความติดข้องและความสุข ในขณะที่เราเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราเกือบจะไม่รู้ว่าเราติดข้องในสิ่งที่ปรากฏถ้าขณะนั้นไม่ขุ่นใจ เช่น ขณะนี้ ยังไม่พูดถึงการฟังธรรมหรือกุศลใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่เช้ามาก่อนที่จะมาฟังธรรม มีเห็นมีได้ยิน ขุ่นใจหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ขุ่นใจ
ท่านอาจารย์ ไม่ขุ่นใจ ขณะใดที่ไม่ขุ่นใจ ขณะนั้นไม่รู้ว่าติดข้องในสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้นลักษณะที่ติดข้อง ไม่ใช่ลักษณะที่ไม่ต้องการสิ่งนั้น ติดข้องคือต้องการ ไม่ติดข้องคือไม่ต้องการ รู้สึกเฉยๆ รู้สึกดีใจ ไม่ใช่ความขุ่นใจ แม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าคิดถึงขณะที่ไม่สบายใจ ขณะนั้นจะเรียกอะไรดี ไม่เรียกชื่อที่จำเป็นจะต้องเรียก แต่มีคำที่แสดงให้เห็นว่า เราหมายความถึงสิ่งนั้น อย่างคนที่กำลังร้องไห้เสียใจ กับคนที่กำลังดีใจ ต่างกันไหม
ผู้ฟัง ต่างกันมาก
ท่านอาจารย์ คนที่ร้องไห้เสียใจ กับคนที่แม้ไม่ดีใจก็รู้สึกเฉยๆ ต่างกันไหม
ผู้ฟัง ก็ยังต่างกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความต่างกันคือว่า ขณะใดก็ตามที่เป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจ เสียใจ ขณะนั้นก็เป็นอาการของสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ จะใช้คำว่าโทสะก็ได้ โกรธก็ได้ เสียใจก็ได้ ตกใจได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ กลัวได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดว่าเป็นโทสะ
ผู้ฟัง แสดงว่าคนทั่วไปมักจะมีความหมายว่าโทสะ ที่ไม่ตรงในทางธรรม
ท่านอาจารย์ ภาษาไทยใช้คำภาษาบาลี แต่ไม่ได้เข้าใจคำที่ใช้ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อย่างโทสะก็คิดว่าโกรธอย่างเดียว แต่ความจริงไม่ใช่ ขณะใดที่แม้เพียงไม่สบายใจเล็กน้อย จนกระทั่งถึงโทมนัสมาก เสียใจร้องไห้ ขณะนั้นก็ปฏิเสธอารมณ์ ไม่ต้องการอารมณ์นั้น ถ้าใครนำของที่ดีๆ มาให้เรา ร้องไห้ไหม
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ ใช่ไหม แต่ติดข้องแล้ว หรือถึงแม้ว่าไม่มีใครนำอะไรมาให้ แต่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ไม่มีความรู้สึกว่า เราขุ่นใจ ไม่ชอบ ขณะนั้นก็ไม่ใช่โทสะ แต่เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นโลภะ เพราะฉะนั้น แม้แต่โลภะบางคนก็คิดว่าต้องการมากๆ คนนั้นโลภ ใช้คำว่า โลภ โลภะนั่นเอง แต่ความจริง แม้ความต้องการนิดเดียวโดยไม่รู้ตัว ขณะนั้นก็เป็นอาการของความติดข้องหรือโลภะแล้ว เพราะฉะนั้น สภาพธรรมหนึ่งมีหลายระดับขั้น ตั้งแต่ละเอียดที่สุดจนกระทั่งถึงปรากฏให้รู้ได้ ไปตลาด ไปที่ไหนก็ตาม สวนดอกไม้ก็ได้ เห็นหลายอย่าง ชอบไหม
ผู้ฟัง ชอบ
ท่านอาจารย์ ชอบมาก มีไหม
ผู้ฟัง ก็มี
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ทั้งหมด บางอันก็ธรรมดา บางอันธรรมดา แต่ไม่ถึงกับขุ่นใจ ก็ไม่ใช่โทสะ แต่เป็นความติดข้องที่เป็นโลภะ บางอันไม่ใช่ธรรมดาเลย สนใจทันที ในสีหรือในกลิ่นก็ตาม ขณะนั้นก็เป็นความติดข้องต้องการ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่ความขุ่นใจ แต่ถ้าไปเจอดอกไม้ไม่สวยเลย เหี่ยวแห้ง อาจจะสกปรกหรือมีกลิ่นไม่น่าพอใจ ขณะนั้นก็คือสภาพธรรมที่ไม่สบายใจแล้ว จะใช้คำว่าโทสะก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ เสียงฟ้าร้องดังๆ ชอบไหม เป็นอะไร
ผู้ฟัง ไม่ชอบ ก็เป็นโทสะ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คำว่าโทสะได้ไหม
ผู้ฟัง ก็ได้
ท่านอาจารย์ ใช้คำอื่นก็ได้ แต่ให้รู้ว่าลักษณะนั้นเองตรงกันข้ามกับความติดข้อง
ผู้ฟัง เวลาที่เรามีความรักหรือมีความโลภอะไรก็ตาม บางทีเวลาที่เราผิดหวัง เราก็จะเสียใจ แสดงว่าตอนผิดหวัง ก็เปลี่ยนจากโลภมูลจิตเป็นโทสมูลจิตอย่างนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เปลี่ยนไม่ได้
ผู้ฟัง เกิดดับ แล้วก็เกิดขึ้นใหม่
ท่านอาจารย์ คนละขณะ คนละประเภท เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ จิตจะเกิดตามใจชอบได้ไหม สะเปะสะปะได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องตามปัจจัย เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ก็ชอบ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ไม่ชอบ คนละขณะ เป็นจิตแต่ละประเภท จิตจึงต่างกันเป็นถึง ๘๙ ประเภท ซึ่งแต่ละคนมีไม่ครบ เพราะว่ารวมจิตของพระอรหันต์ด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมจะทำให้เข้าใจว่าภาษาที่เราใช้ในภาษาไทยใช้ผิด อย่างที่บอกว่า ความคิดนี้ เรื่องนี้ แผนการนี้ ยังไม่เป็นรูปธรรม ก็ผิดแล้วใช่ไหม
เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ ถ้าศึกษาแล้วก็คือว่าได้ยินคำที่ไม่ตรงกับความจริง แล้วก็จะทำให้เข้าใจไขว้เขวไปอีกนาน อย่างเช่น "จิตอาสา" อาสาคืออะไร ในภาษาไทยความหมายอย่างหนึ่ง ในภาษาบาลีคือโลภะ แล้วอย่างไรจะเป็น "จิตโลภะ" หรือ นี่ก็คือการใช้คำโดยที่ไม่คำนึงถึงความเดิม คำเดียวกันแต่เปลี่ยนความหมาย แล้วก็ผิดด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมก็มีประโยชน์ ที่จะรู้ว่าลักษณะจริงๆ มี ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยก็เป็นอย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้ แต่ที่ใช้ชื่อหลากหลาย ก็เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง
ตอนนี้เข้าใจโทสะแล้วใช่ไหม โลภะก็เข้าใจด้วยว่ามีหลายชื่อ เพราะว่ามีลักษณะที่เพลิดเพลิน ติดข้องอย่างเพลิดเพลินด้วย อย่างนักดนตรีเล่นดนตรี ติดข้องไหม เพลินในเสียงทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็เป็นชีวิตประจำวันที่แสดงให้เห็นว่ามากด้วยความติดข้อง เพราะไม่รู้ความจริง
ผู้ฟัง การที่เรามีโลภะที่จะเป็นคนดี แล้วจะบอกว่าไม่มีประโยชน์เสียเลย ก็ไม่น่าจะถูกต้อง
ท่านอาจารย์ เราไม่ได้แยกสภาพธรรมให้ละเอียดขึ้น เพราะว่าธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายโลภะ แต่ไม่ใช่โลภะ เป็นฝ่ายดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ธรรมนั้นเป็นสภาพที่เกิดกับจิตที่ใช้คำว่าเจตสิก พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกสภาพนั้นว่า ฉันทะ เราได้ยินบ่อย เพราะฉะนั้น เวลาที่โกรธ มีฉันทะไหม นี่คือเราคิดเอง เราคิดเองเมื่อไรผิดเมื่อนั้น ทำไมต้องโกรธด้วย ไม่เห็นดีเลย ใครว่าความโกรธดีบ้าง แต่ตอนโกรธดีไหมที่จะต้องโกรธ ถ้าไม่ดีก็อย่าโกรธ ใช่ไหม แต่เพราะพอใจที่จะโกรธแน่นอน แต่ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่ความต้องการ เพียงแต่ต้องการพอใจที่จะโกรธ จึงโกรธ แต่ใครอยากโกรธบ้าง ไม่มีใครอยากโกรธ เวลาโกรธเกิดขึ้น ไม่ใช่อยาก แต่พอใจที่ได้โกรธ จริงหรือไม่ พอใจที่ได้โกรธ เพราะฉะนั้นมีฉันทะ
เพราะฉะนั้น ฉันทเจตสิกเกิดกับกุศลก็ได้ เกิดกับอกุศลก็ได้ นี่เป็นความละเอียดที่แสดงให้เห็นว่า จิตขณะนี้กำลังเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับตามเหตุตามปัจจัย ที่ใครยับยั้งไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่มีแต่กุศลและอกุศลเท่านั้น กุศลและอกุศลเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นผลต้องมี เมื่อเหตุเป็นจิต สภาพรู้ ผลก็ต้องเป็นสภาพรู้ด้วย แต่โดยแท้จริงแล้วละเอียดยิ่งกว่านั้น ผลที่รู้กับผลที่ไม่รู้ก็มี คือมีทั้งนามธรรมและรูปธรรมที่เป็นผลของเหตุ ฟังธรรมต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา และเข้าใจจริงๆ ว่าจิตและเจตสิกเป็นสิ่งที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง มีหน้าที่เดียวคือรู้แจ้งอารมณ์ แต่เจตสิกแต่ละหนึ่งเกิดพร้อมจิต และทำหน้าที่ของตน ของตน ซึ่งไม่ใช่จิต
ขณะนี้จำ ไม่ใช่จิต แต่จำอะไร จำสิ่งเดียวกับที่จิตเห็นในขณะที่กำลังเห็น หรือขณะนี้จำเสียง เมื่อจิตได้ยินเสียง จิตทำหน้าที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เสียงนั้น และเจตสิกที่เกิดกับจิต ที่มีหน้าที่จำก็เกิดพร้อมจิต และจำเสียงที่เจตสิกและจิตรู้ในขณะนั้นพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จิตเจตสิกรู้สิ่งเดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ในภูมิที่มีรูป จิตและเจตสิกต้องเกิดตรงรูปเดียวกันนั่นเอง เป็นสภาพธรรมที่แยกจากกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สภาพที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม จะเปลี่ยนนามธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ให้เป็นสภาพไม่รู้ ไม่ได้
เพราะฉะนั้น เปลี่ยนจิตและเจตสิก ซึ่งเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน ให้เป็นสภาพที่ไม่รู้ ไม่ได้ และรูปก็ต้องไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัย เกิดขึ้นแข็ง เกิดขึ้นร้อน เกิดขึ้นหวาน เกิดขึ้นเค็ม เกิดขึ้นเป็นกลิ่นต่างๆ ก็เป็นอย่างนั้นเอง ไม่รู้เลยอะไรทั้งสิ้น ใครจะรักจะชัง รูปไม่รู้เลย แต่สภาพรู้ชอบรูป จิตเจตสิกเกิดขึ้นติดข้องในรูปที่ปรากฏให้เห็นได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
ถ้าพูดทีละอย่าง ก็เห็นได้เลย ทันทีที่มีรูปปรากฏให้จิตเห็น จิตเห็นไม่ได้ชอบรูปนั้นเลย เกิดมาเพราะจำเป็นต้องเกิด เพราะเหตุว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัย เป็นอุบัติเหตุ ทำให้มีการประจวบกันของสิ่งที่กระทบจักขุปสาท แล้วถึงวาระที่กรรมจะให้ผล ทำให้มีการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏคือเห็น เพียงเกิดขึ้นเห็นเท่านั้นเอง แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ใครสักคนเดียวในขณะนี้ที่กำลังเห็น แต่เป็นวาระที่กรรมพร้อมที่จะให้เกิดเห็น จิตเห็นจึงเกิดได้ นี่คือจิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้น กรรมที่เป็นกุศล อกุศลเกิดแล้วดับแล้ว แต่สะสมอยู่ในจิต เมื่อถึงโอกาสกาลฐานะที่จะเกิดเมื่อไร ก็มีการที่ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นได้ ใครทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครสักคน แต่กรรมทำได้ เป็นหน้าที่ของกรรม เป็นกิจของกรรมที่จะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น กรรมมีกิจหน้าที่ด้วย สภาพธรรมทุกอย่างเกิดแล้วก็มีกิจหน้าที่เฉพาะของตนๆ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่กำลังเห็น ให้ทราบว่าเป็นผลของกรรม ซึ่งภาษาบาลีจะใช้คำว่า วิปากะ ถึงเวลาสุกงอมพร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้น ผลก็ต้องเกิด กรรมมีมากมาย และกรรมใดจะให้ผลวันใด เวลาใด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แต่อย่าคิดว่ากรรมทำไม่ได้
คนหนึ่งคนใดไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้เลย แต่กรรมสามารถที่จะทำได้ทุกอย่าง ไม่ทราบมีใครดูโทรทัศน์เมื่อเช้าหรือไม่ ที่รถไฟชนรถยนต์กระเด็นไป แต่คนขับเดินออกมาได้ ไม่เป็นอะไรเลย แล้วลองเป็นวาระอื่นที่กรรมให้ผล ก็จะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างให้ทราบว่า เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไปหมดไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามีปัญญาก็จะไม่ยึดถือด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นเรา เพราะว่าเป็นสิ่งที่เพียงเกิดและดับ ไฟเกิดแล้วดับไหม ไฟเป็นเราหรือไม่ ลมพัด แล้วก็หมดไป ลมเป็นเราหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรา ฉันใด เห็นขณะนี้ ก็เกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมทั้งหมด ถ้ามีการฟังและมีการเข้าใจจริง จะทำให้เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น มีชีวิตอยู่ทุกวัน เห็นทุกวัน โดยไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เวลาฟังธรรมแล้ว เริ่มที่จะมีการเข้าใจว่า เห็นขณะนี้เลือกไม่ได้ เป็นผลของกรรม คนที่ทำกรรมดี จะมีผลเมื่อไร มีผลตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด เกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดบนสวรรค์ แต่จะไม่เกิดในอบายภูมิ ไม่เกิดในนรก ไม่เกิดเป็นเปรต ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่เกิดเป็นอสุรกาย มองไม่เห็นเลย นรกไม่เห็น เปรตไม่เห็น อสุรกายไม่เห็น เห็นอย่างเดียวคือสัตว์เดรัจฉาน
เพราะฉะนั้นก็รู้ได้เลย ผลของอะไรถึงทำให้เกิดเป็นสัตว์รูปร่างต่างๆ วิจิตรมาก ดอกไม้ไม่มีจิต ต้นไม้ใบหญ้าไม่มีจิต แต่ความหลากหลาย แม้แต่สี แม้แต่กลิ่น แม้แต่รูปร่าง ถ้ามีเป็นผลไม้ ก็รสต่างกัน ต้นอย่างนี้หรือจะออกผลมาเป็นทุเรียน ใครจะไปคิดฝันได้ ก็ต้นไม้ธรรมดา มีใบธรรมดา แต่เมื่อมีผล ต่างกันไปหมดเลย เพราะฉะนั้น แม้แต่สภาพของธรรมที่ไม่มีจิตเลย เป็นเพียงธาตุซึ่งไม่มีการทำดีทำชั่ว ก็ยังหลากหลายถึงอย่างนี้ แล้วจิตจะสักเพียงใด ที่จะต้องหลากหลายไปไม่สิ้นสุดเลย แต่ละคน เพราะการสะสม มีกุศลกรรมและอกุศลกรรม และก็ยังมีกุศลจิตและอกุศลจิต ที่เป็นปัจจัยพร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นขณะแรกของชีวิต เลือกไม่ได้เลยว่าจะเกิดเป็นใคร พ่อแม่เป็นอย่างไร วงศาคณาญาติ ตระกูล หรือที่อยู่จะเป็นอย่างไร เลือกไม่ได้เลย แต่เกิดแล้ว และเกิดแล้วก็เหมือนกันทุกคน คือเกิดแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน จนกว่าจะตาย และหลากหลายในสิ่งที่เห็น ต่างกันมากเลย ในเสียงที่ได้ยิน และยังหลากหลายในความคิดนึกว่าเห็นแล้วคิดต่างกันอย่างไร ตามการสะสมที่สะสมมา เพราะฉะนั้นก็ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจความจริงว่าไม่มีเรา ที่ว่ามีโทสะ จิตทำให้เราไม่สบาย นี่ก็ผิดแล้ว ไม่มีเรา แต่โทสมูลจิตเกิดเมื่อไร จะเป็นความสุขได้อย่างไร เป็นลักษณะที่กระทบอารมณ์ จนกระทั่งทำให้เกิดความขุ่นใจ
ขณะนี้เห็น เดือดร้อนหรือไม่ ไม่เดือดร้อน ไม่ใช่ปฏิฆะ ไม่ใช่การกระทบอย่างโทสะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่างกันว่า วันหนึ่งๆ ก็หลากหลาย ตั้งแต่เกิดจนถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะจากไปโดยอาการอย่างไร ถ้าพูดถึงตาย โดยแท้จริงแล้วไม่น่ากลัวเลย เหมือนหลับ เวลาหลับใครรู้สึกตัวบ้าง หลับสนิท ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร แต่จิตยังเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ ยังไม่จากโลกนี้ไป แต่ที่จะชื่อว่าตายคือจากโลกนี้ไป ก็คือจิตที่ดำรงภพชาติ ไม่ดำรงภพชาติอีกต่อไป เป็นจิตขณะสุดท้ายทำกิจเคลื่อนพ้นจากความเป็นบุคคลนี้ วันหนึ่งต้องถึงแน่นอน ไม่มีใครพ้นไปได้เลย แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประสูติ ที่ทรงตรัสรู้ ที่ทรงแสดงธรรม ที่ทรงปรินิพพาน เป็นสังเวชนียสถาน สังเวค (สํเวค อ่านว่า สัง - เว - คะ) ทำให้เกิดปัญญาคือความเห็นที่ถูกต้องว่า ใครก็ไม่พ้นความจริงไปได้ คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวรหนักก่อนที่จะปรินิพพาน ท่านพระสารีบุตรก็เจ็บหนักก่อนที่จะปรินิพพาน ท่านเป็นใคร เป็นพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว แต่ผลของกรรมก็ยังสามารถที่จะทำให้เกิด ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ประมาทคือผู้ที่มีชีวิตอยู่ และมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม และเข้าใจความจริง เพราะอีกนานแสนนาน ถ้าเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า สามารถที่จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย จนเป็นความเข้าใจขึ้น อย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็เห็นธรรมดาอย่างที่คนอื่นเห็น แต่ไม่มีกิเลสใดๆ เลย หลังจากที่เห็นแล้ว
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800