ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750


    ตอนที่ ๑๗๕๐

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ฟังเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ไตร่ตรองว่า ธาตุรู้ต้องไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจือปนเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นธาตุรู้นั้นมืดหรือไม่ เราไม่ได้รู้จักธาตุรู้เลยในขณะที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น มีธาตุที่สามารถกระทบตาจึงปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิด ทั้งหมดนี้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้มีจริง แต่ต้องปรากฏกับจิตที่เกิดขึ้นเห็นเพราะจักขุปสาทกระทบกับรูปที่ปรากฏ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับเลย ไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต นี่คือความรวดเร็ว

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้จริงๆ ว่าถ้าไม่ศึกษาพระธรรม เข้าใจ (ผิด) ว่าจะรู้ธรรมได้โดยไม่ศึกษาธรรมโดยละเอียดยิ่งที่จะให้ค่อยๆ คลายความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้ (นั้นมีมาก) ฟังมานานเท่าไรธาตุรู้ที่เห็นก็ยังไม่ได้ปรากฏ เพียงฟังไว้ แต่ไม่ได้สูญหายหรือเสียหายเลยและยังมีอุปการะเกื้อกูลว่า เมื่อฟังมากๆ และสภาพธรรมนั้นปรากฏก็สามารถเข้าใจได้เพราะฟังมานานแล้วว่า ธาตุรู้คือขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ แต่คือเห็น มีจริงๆ เห็นนั่นเองเป็นธาตุรู้ซึ่งมืดสนิท

    สภาพธรรมแต่ละหนึ่งที่ทรงแสดงให้เห็นความจริงเพื่อละคลายการยึดถือ จิตไม่ใช่เจตสิก แม้ว่าเป็นนามธาตุเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ทั้งจิตและเจตสิกมืดสนิท แม้แต่แข็งก็ไม่ได้เหมือนกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ในบรรดาธรรมทั้งหมดมีธรรมเดียวที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ แล้วจะเป็นอะไร จะเป็นคนหรือจะเป็นอะไร ก็เป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นว่าธาตุนี้มี เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับเวลาที่แข็งปรากฏ ขณะนั้นก็ปรากฏว่าธาตุแข็งมี ไม่ใช่ไม่มี สามารถจะรู้ได้เมื่อมีการกระทบกายปสาท แต่เห็นแข็งไม่ได้เลย ชั่วขณะที่ปรากฏแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก นี่คือความรวดเร็ว ซึ่งพระปัญญาที่ได้สะสมมาจึงสามารถตรัสรู้ความจริงที่รู้ได้ยากยิ่ง แต่ความจริงแต่ละหนึ่งๆ ที่ทรงแสดงขั้นปริยัติให้มีความเข้าใจ

    บางคนบอกว่าจะปฏิบัติ ปฏิบัติอะไร เพราะเหตุว่าการฟังพระธรรมเพื่อละความไม่รู้ และการปฏิบัติก็เพื่อละความไม่รู้ลักษณะ เพราะว่าฟังเรื่องราวของแข็ง ฟังเรื่องราวของจิต ฟังเรื่องราวของเจตสิก แต่ลักษณะไม่ได้ปรากฏโดยความเป็นธาตุหรือธรรมที่ไม่ใช่เรา แล้วจะปฏิบัติอะไร เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดเป็นเรื่องของความรู้ ถ้าสิ่งใดที่ไม่ใช่ความรู้นั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เป็นพุทธะ ผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะสอนให้คนอื่นไม่รู้ได้อย่างไร จะสอนให้คนอื่นทำแล้วหวังว่าจะรู้แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ ชื่อว่าถูกต้องหรือไม่ ชื่อว่าเป็นความรู้จริงๆ หรือไม่ เพราะถ้าเป็นความรู้ต้องละคลายความไม่รู้ ไม่ใช่จะไปหาสิ่งอื่นมารู้ โดยที่ไม่ได้ละคลายความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ

    เวลาที่ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ขณะนั้นไม่ใช่อยาก ฟัง..แล้วมีสิ่งที่กำลังได้ฟัง แล้วเข้าใจสิ่งที่ฟัง ขณะนั้นไม่ใช่อยาก แต่ถ้าอยากจะรู้ความต่างหรืออยากจะรู้อะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรมเลย ลืมสนิท คำแรกซึ่งจะเป็นวาจาสัจจะจนถึงที่สุดคือ ทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น เราก็ไปโน่น มานี่ เรื่องนั้น เรื่องนี้ คือเป็นขณะที่เราลืมสนิทว่าเป็นธรรม จึงต้องฟังแล้วฟังอีก เพื่อวิตกเจตสิกจะไม่ตรึกคิดนึกเรื่องอื่นๆ แต่ว่าขณะนี้กำลังฟัง วิตกเจตสิกเกิด สติเกิด ปัญญาเกิด ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยไม่มีใครต้องทำอะไรเลย เจตสิกทั้งหลายทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ไม่ใช่ว่าขณะฟังไม่มีเจตสิกใดๆ แต่เราจะทำความเข้าใจ แม้แต่การที่ใช้คำว่า "จะทำความเข้าใจ" ก็แฝงถึงลักษณะของความเป็นเราที่จะทำความเข้าใจ

    แต่ขณะที่ฟังเข้าใจ เจตสิกทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ทั้งหมด เช่นขณะใดที่เข้าใจ ทุกคนจะได้ยินคำที่ทุกคนชอบพูดกันบ่อย "โยนิโสมนสิการ" บางคนติดปากเลยแล้วยังบอกว่า "ต้องโยนิโสมนสิการ" หรือ "จะโยนิโสมนสิการ" ได้อย่างไร ธรรมทั้งหมดกำลังทำหน้าที่ของธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นเราจะเรียนเรื่องจิตและเจตสิกเพื่ออะไร เรียนเพื่อให้รู้ความจริงว่าไม่มีเราเลย ขณะที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นจิตเกิดพร้อมกับเจตสิก เราไปทำให้เห็นหรือ หรือว่าเห็นเกิดแล้วเราไปร่วมเป็นเจตสิกหนึ่งหรือ เป็นอัตตาเจตสิกหรืออย่างไร ก็ไม่มีใช่หรือไม่ แต่ว่าทรงแสดงไว้ชัดเจนจากการตรัสรู้ถึงเจตสิกที่เกิดกับจิตแต่ละขณะ โดยความเป็นปัจจัยแต่ละฐานะว่าเป็นปัจจัยโดยฐานะอะไร เพราะว่าธรรมที่เกิดร่วมกันอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ดังนั้นจิตเป็นปัจจัยแก่เจตสิกแน่นอน โดยฐานะอะไร และเจตสิกแต่ละหนึ่งๆ ต่างกันโดยเป็นฐานะอะไรที่เป็นปัจจัยแก่จิต เพื่อให้เห็นว่าไม่มีเรา แต่เราก็จะทำ เราจะพิจารณา เราจะโยนิโสมนสิการ ได้อย่างไร นอกจากรู้ว่าไม่มีเราและทุกขณะเป็นธรรมที่ทรงแสดง

    เพราะฉะนั้น ธรรมมีอยู่ตลอดเวลาแต่เพราะไม่รู้ เวลารู้ก็คือเดี๋ยวนี้เป็นธรรมอะไร เช่นขณะนี้รู้สึกอย่างไร มีความรู้สึกหรือไม่ บอกได้หรือไม่ว่ารู้สึกอะไร รู้สึกอย่างไร เสียใจหรือไม่ ดีใจหรือไม่ เพราะอะไรตอบไม่ได้ เพราะผ่านไปแล้วเร็วมาก ตามไปนึกถึงก็ไม่ใช่ขณะที่กำลังคิด ขณะนั้นความรู้สึกเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมแม้มีก็ยากที่จะรู้ แต่ถ้าไม่รู้ก็ละไม่ได้เพราะว่าไม่ใช่เรา วิธีอื่นทั้งหมดที่ไม่เป็นปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูกที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงว่าความเข้าใจธรรม มี ๓ ขั้น ปริยัติ ถ้าไม่มีการฟังธรรมเลย นักปราชญ์ นักจิตวิทยา คนไหนที่จะแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เขาอาจจะพูดเรื่องวิชาการต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกรรม กสิกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด แต่ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะคิดอะไรขึ้นมาใหม่ จากการที่แม้ไฟฟ้าก็ไม่มี จนกระทั่งมีไฟฟ้า มีรถยนต์ มีโทรทัศน์ มีคอมพิวเตอร์ มีอะไรหลายอย่างแล้วต่อไปก็จะมีอีก ทั้งไอพอด ไอแพด อะไรก็แล้วแต่ ไม่หยุด เพราะเหตุว่าทุกอย่างก็ค่อยๆ สะสม ค่อยๆ ปรุงแต่งความคิด แต่ว่าไม่สามารถที่จะแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ดังนั้น เป็นผู้ที่เปรียบไม่ได้เลยที่จะกล่าวว่าคนนั้นเก่ง คนนี้ฉลาด หรือคนนั้นเป็นบัณฑิต แต่ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ผู้นั้นจะเก่งอะไร เก่งไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เก่งโลภะ ความต้องการซึ่งจะต้องการไปเรื่อยๆ จากสิ่งนี้ไปถึงสิ่งนั้น ไม่มีวันจบ

    ผู้ใดที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เห็นคุณค่าของพระรัตนตรัยก็จะเป็นผู้ที่รู้ความจริงว่า ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดง่ายๆ และปัญญาไม่ใช่จะรู้ความจริงได้โดยเร็ว แต่ต้องเป็นการอบรมด้วยความเข้าใจของตัวเองที่เพิ่มขึ้น เมื่อฟังแล้วเข้าใจก็รู้ว่าเข้าใจระดับไหน แต่ถ้ายังสงสัยว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องนี้หรือไม่ จะเรียกว่าอะไร ขณะนั้นคืออะไร โลภะ ติดข้องได้ทุกอย่าง เว้นโลกุตตรธรรม

    อ.วีระ เหมือนกับว่า ถ้าไม่มีความสงสัยและได้ฟังแล้วว่าความจริงเป็นสภาพธรรม ไปผนวกออกไปว่าเป็นธรรมแล้วฉันก็จะรอฟังไปเรื่อยๆ อะไรเช่นนั้น

    ท่านอาจารย์ แม้แต่คำที่กล่าวว่า "แล้วฉันก็จะรอฟังไปเรื่อยๆ " นั่นคืออะไร

    อ.วีระ นั่นก็โลภะอีกแล้ว

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้เข้าใจธรรมเลย

    อ.วีระ เป็นตัวตนหมด

    ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจธรรมเลย

    อ.วีระ ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจธรรมจะไม่ถามว่า "ฉันจะทำอย่างไรต่อไป ฉันจะปล่อย ฉันจะวาง หรือฉันจะไปทางนี้ ไปทางนั้น" ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นต้องถูกตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มฟังเลยว่าฟังเพื่ออะไร และขณะที่ฟังอะไร เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่น ไม่ใช่เพิ่มเติมเอง มีที่ไหนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงว่าปัญญาไม่ได้เจริญตามลำดับขั้น เป็นไปได้อย่างไร ทุกอย่างต้องค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เจริญจนกระทั่งถึงความมั่นคง แม้แต่การฟังพระธรรมต้องรู้ตั้งแต่ว่า ธรรมคืออะไร ไม่เช่นนั้นไม่ได้ฟังพระธรรมเลย มีแต่เราจะเพียร เราจะทำ เราจะนั่ง หรืออะไรก็ตามแต่ นั่นไม่ได้เข้าใจธรรม

    อ.วีระ ทุกอย่างคือธรรมก็คือ ...

    ท่านอาจารย์ และมีปัจจัยจึงเกิดได้ แล้วถ้ายังไม่เกิดจะรู้ได้หรือไม่

    อ.วีระ ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะไปคิดทำอะไรในเมื่อไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ

    อ.วีระ แต่ถ้าเผื่อเราไม่รู้เรื่องราวก็ไม่มีการที่จะเจริญของ ...

    ท่านอาจารย์ เรื่องนั้นคือเรื่องของธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดงโดยละเอียด เพื่ออุปการะให้เห็นความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา ที่ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ทุกคำที่ตรัสเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่ว่าศักดิ์สิทธิ์นักหรือทำไมจึงเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่เช่นนั้นแต่เพราะความจริงที่สุดเป็นเช่นนั้น ไม่มีจริงที่จะยิ่งกว่านั้นอีก

    อ.วีระ เพราะฉะนั้นขั้นตอนของการเข้าใจนั้น ถึงแม้เราจะพูดเรื่องตา หู จมูก หรือการคิดนึกทั่วๆ ไป อาการนั้นจะปรากฏขึ้นมา จะต้องฟังธรรมจนเข้าใจว่าอาการปรากฏเป็นอย่างไร ในการพิจารณาของเจตสิกที่ว่าปัญญาเจริญขึ้น นั่นจะเป็นการทำงานของเจตสิกเองซึ่งไม่เกี่ยวกับคน กับสัตว์ กับสิ่งของ

    ท่านอาจารย์ คือฟังธรรมตามลำดับ เข้าใจตามลำดับ ไม่เพิ่มเติมอย่างอื่นเข้าไปขัดขวางความเข้าใจธรรม เพราะคิดเรื่องอื่นทันทีเลยใช่หรือไม่ เช่น ปริยัติหมายความถึงฟัง ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น แต่ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง เพื่อเข้าใจความจริงเพราะไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง จึงฟังผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้ว ตรัสรู้แล้วไม่มีอย่างอื่นอีกที่จะเหนือกว่านั้น ได้ทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้นให้เข้าใจเมื่อไร เห็นถูกเมื่อไร

    แม้ในขั้นการฟังก็คือ ปัญญาที่เป็นสุตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง ซึ่งถ้าไม่มีการฟังปัญญานี้จะเกิดไม่ได้เลย ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่เหมือนกับที่ได้ฟัง แต่ฟังแล้วต้องเข้าใจด้วย เช่นคำว่าสงสัย ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะใดที่เข้าใจไม่สงสัย เพราะฉะนั้นชั่วขณะหนึ่งที่เข้าใจ ไม่ใช่ขณะที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ขณะที่สงสัย ไม่ใช่ขณะที่ติดข้อง เพราะขณะนั้นเป็นความเข้าใจ เป็นสภาพธรรมที่เข้าใจ ไม่มีเรา ไม่มีเขา แต่เป็นสภาพธรรมที่เข้าใจ ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญาเจตสิก ไม่ใช่เรา ต้องแยกกัน เมื่อเข้าใจแล้วภายหลังสงสัยก็ได้ แต่พร้อมกันไม่ได้

    เพราะอะไรไม่สงสัยหรือว่าเห็นเกิดแล้วดับ ไม่เคยคิด คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก เห็นขณะนี้เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณ ไม่ใช่เกิดดับธรรมดา สืบต่อจนกระทั่งปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นนิมิตตะ เรื่องราวต่างๆ มากมายของแต่ละหนึ่งนิมิตที่เก็บไว้ในใจแล้วเพิ่มเติมอีกทุกวัน ความไม่รู้จะมากมายสักเพียงใด เพราะฉะนั้นการฟัง จึงฟังจนกว่าจะไม่ได้ต้องการอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ต้องการที่จะไปรู้สังโยชน์มีเท่าไร เหตุใดเป็น ๑๐ เหตุใดเป็นเช่นนั้น แต่ว่าฟังอะไรก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง

    ถ้าได้ยินคำว่าสังโยชน์ สังโยชน์มีจริงหรือไม่ ต้องรู้ว่าสังโยชน์คืออะไร แล้วเมื่อมีจริง เป็นธรรมหรือไม่ ประโยชน์อยู่ตรงนี้ไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไรทั้งหมด เข้าใจความเป็นธรรมโดยอาการที่หลากหลาย เช่นเมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงพรหมวิหาร เมตตาก็มี แต่กรุณาไม่ใช่เมตตา กรุณาเจตสิกก็มี มุทิตาเจตสิกก็มี เป็นความยินดีด้วยในสิ่งที่ผู้อื่นได้รับที่ดี และอุเบกขาไม่หวั่นไหวก็เป็นบารมีด้วย เพราะฉะนั้นในบรรดาธรรมที่เป็นพรหมวิหาร มีเมตตากับอุเบกขาที่เป็นบารมี เพราะเหตุว่าถ้าโกรธไม่ชอบก็เมตตาไม่ได้ เป็นเพื่อนได้อย่างไร แม้แต่เพียงคิดก็เป็นศัตรูแล้ว ความเมตตาจริงๆ นั้นต้องจากใจแล้วออกมาทางกายหรือวาจา

    เป็นที่น่าคิด ธาตุรู้มีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีรูป ไม่มีการกระทำใดๆ ตามความคิดเลย แม้แต่ความเป็นเพื่อน เมื่อมีกายจึงมีการกระทำของความเป็นเพื่อน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทั้งหลายเหล่านี้ การช่วยเหลือ อนุเคราะห์ทั้งหมด ขณะนั้นจิตเมตตาเกิดขึ้น จึงสามารถที่จะให้กายซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นเป็นไปตามอำนาจของจิต ถ้าจิตเป็นอกุศล กายเป็นอย่างไร ทุบตีฆ่าฟัน อาศัยกายที่จะทำให้อกุศลนั้นๆ แสดงออกไป ถ้าไม่มีการที่จะมีกายเช่นอรูปพรหม ไม่มีการที่จะไปทำร้ายใคร เบียดเบียนใคร หรือว่าอนุเคราะห์สงเคราะห์ใครเลย แต่กายซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เพียงจิตไม่เกิดที่นั่นก็เป็นเพียงแค่มหาภูตรูป มีวัณณะ มีกลิ่น มีรส และมีโอชา ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

    ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่าจิตเป็นใหญ่ เราจะรู้ได้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจของจิต คือทั้งหมดที่ทรงแสดงอุปการะให้เราได้เข้าใจความเป็นอนัตตา จนกว่าสามารถที่จะละคลายความไม่รู้และความติดข้อง ซึ่งกั้นไม่ให้เห็นว่าสภาพธรรมเกิดดับ แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาคิดว่าต้องไปสงบแล้วสภาพธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริง แต่ตามความเป็นจริงคือปัญญา พระศาสนาทุกคำที่ทรงแสดงเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรด้วยความเป็นเรา ด้วยความเป็นโลภะ แต่ไม่สามารถจะรู้หรือเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏเลย

    สงสัย ก็ไม่รู้ว่าจะหมดความสงสัยได้อย่างไร เพราะว่าขณะนี้เห็นได้ยินไม่พร้อมกันเลย น่าสงสัยใช่หรือไม่ หรือแม้แต่เสียงก็เป็นไปตามกำลังของจิต เสียงที่เมตตาช่วยเหลือ วาจาที่ไม่กระทบกระเทือนใจ ไม่ทำร้ายใคร เพราะการทำร้ายนั้นทำร้ายด้วยกายก็ได้ ทำร้ายด้วยวาจาก็ได้ ถ้าอกุศลจิตเกิดแต่ไม่มีรูปก็ทำร้ายไม่ได้เลย แต่ทั้งๆ ที่รูปนี้ไม่รู้ก็เคลื่อนไหวเป็นไปตามอำนาจของจิต ที่เป็นปัจจัยให้รูปนั้นเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องละเอียด ฟังเข้าใจนั่นคือฟังธรรม รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้น แม้เล็กน้อยยังไม่ประจักษ์แจ้ง ยังไม่ถึงปฏิปัตติ แต่ก็มีความรอบรู้ในสิ่งที่เข้าใจจนมั่นคงว่าเป็นธรรม จะเป็นปัจจัยทำให้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง คือเข้าใจลักษณะแท้ๆ ของธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะพูดถึงธรรมใดก็ตาม

    ผู้ฟัง การบูชาที่แท้จริงคือความดีและฟังธรรมให้เข้าใจ ได้มาที่นี่เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกที่มาได้เห็นที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุ กลับไปคิดว่าถ้าได้มาอินเดียอีกสักครั้งอยากจะนำอะไรมาบูชา คิดมาตลอดเวลา โดยการที่จะนำมาบูชานี้ไม่ได้หวังได้บุญหรืออะไรทั้งสิ้น แต่คิดว่าเครื่องที่นำมาบูชาเพราะศรัทธาในพระพุทธองค์

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นการแสดงความเคารพบูชาสูงสุดด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุด สำหรับบุคคลผู้ประเสริฐสุด ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าเมื่อใครบูชาด้วยอามิส เราก็ไปคิดว่าเพราะอะไรมาบูชาด้วยอามิส เพราะว่าสิ่งที่เขาบูชานั้นมาจากความเคารพ ความนอบน้อม ที่จะบูชาด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขา แต่ไม่ควรลืมว่าสิ่งที่นำมาบูชาเป็นเพียงวัตถุ แต่ความดีแต่ละครั้งที่ทำและตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนเพิ่มขึ้นอีกนั้น สูงค่ากว่าอามิสบูชาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าคนส่วนใหญ่คิดแต่จะนำวัตถุมาบูชาด้วยศรัทธา ด้วยความนอบน้อม ซึ่งไม่ผิด แต่ลืมความดี ถ้าบูชาเหมือนเดิมแล้วเข้าใจขึ้นว่า พระธรรมที่ทรงแสดงไม่ได้ปรารถนาอามิสเลย ทั้งๆ ที่สมบัติในโลกนี้ของชาวพุทธเพื่อบูชาพระธรรมทั้งสิ้น ไม่ใช่บูชาคนหนึ่งคนใดเลย วัดวาอารามสวยงามต่างๆ ทั่วโลก คือจากพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นมรดกที่ให้ไว้ ซึ่งชาวพุทธทั้งหลายนำมานอบน้อมสักการะไม่จบสิ้น

    แต่ว่าที่สำคัญและประเสริฐที่สุดคือ คำสอนที่จะทำให้ทุกคนได้เข้าใจธรรมเพื่อที่จะได้ดับทุกข์ เพราะว่าทุกข์กายดับไปแล้วก็เกิดอีก มีใครบ้างที่ดับแล้วไม่มีทุกข์กายอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นความหิว หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ปวดฟัน ปวดท้อง น้ำท่วม ไฟไหม้ อะไรก็แล้วแต่ ก็ชั่วคราวแล้วก็ต้องเกิดอีก ไม่จบ ไม่มีวันจบ แต่ถ้าสามารถที่จะทำให้เขาเกิดกุศลหรือความเข้าใจธรรม นั่นเป็นการช่วยจริงๆ อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแม้ผู้ให้ก็ต้องบำเพ็ญพระบารมี จึงสามารถที่จะให้ได้โดยฐานะของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รับก็ต้องรับด้วยความดี ไม่ใช่รับด้วยความต้องการหรือว่ารับด้วยความไม่รู้ เช่นการสร้างอะไรที่ใหญ่ที่สุด บูชาหรือไม่ หรือว่าประโยชน์จริงๆ อยู่ที่ไหน

    เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นเพียงวัตถุสิ่งของ แตกย่อยสิ่งที่มีค่าลงไปก็คือคุณความดีแต่ละอย่าง แต่ละขณะที่ทำเป็นเครื่องบูชาที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้ว่าคนที่มีศรัทธา เมื่อเขาบูชาด้วยศรัทธา ด้วยความเคารพนอบน้อมสูงยิ่ง แต่เหนือกว่านั้นก็คือควรที่จะได้ประพฤติธรรม ฟังธรรมเพื่อความเข้าใจด้วย จะทำดีสักเล็กน้อยเพื่อบูชาไม่ได้หรือ ดีที่เคยทำแล้วเพิ่มอีกเล็กน้อยไม่ได้หรือ แล้วความดีที่คิดว่าทำไม่ได้เลยแน่นอนนั้นค่อยๆ ทำไม่ได้หรือ

    อ.อรรณพ เวลามาที่พุทธสถาน เราคิดว่าส่วนหนึ่งก็ต้องเป็นกุศลจิต เช่น สถานที่ตรัสรู้ ดูเหมือนว่าเราพยายามที่จะนึกถึงความสำคัญของสถานที่เพื่อให้เกิดกุศล แต่จริงๆ แล้วเราควรจะเข้าใจความเป็นธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ลืมว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาจริงๆ แม้แต่ความคิดเช่นนั้นเกิดแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจะถามว่าควรเป็นอย่างไร ควรคิดอย่างไร เหล่านี้ก็คือควรเข้าใจว่า ขณะนั้นเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นทั้งนั้น

    สงสัยเกิดแล้ว เป็นธรรม คือไม่ลืมคำนี้ว่า "ทุกอย่างเป็นธรรม" ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เรามักจะลืมแล้วก็คิดว่า ที่ได้มาสังเวชนียสถานนี้จะเป็นกุศลยิ่งขึ้นได้อย่างไร โดยมากคิดเช่นนั้น เป็นความคิดแต่ว่าจะเป็นกุศลมากขึ้นได้อย่างไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คิดเป็นคิดแล้วหมดไป และคิดขณะนั้นเป็นเราที่ต้องการที่จะเป็นกุศลยิ่งขึ้น แต่ว่าธรรมดาแล้วการฟังพระธรรมเพื่อให้มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพราะยากเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคจึงต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    7 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ