ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๕
สนทนาธรรม ที่ เทวะมนตรา รีสอร์ท จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ แล้วไม่รู้ ก็สะสมความไม่รู้ไปทุกชาติ เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม และจะได้เข้าใกล้ ได้เห็นพระปัญญาคุณ ว่าทุกคำที่ตรัสเป็นวาจาสัจจะ จริงทุกคำ และทุกคำก็มาจากการบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าบำเพ็ญความเพียรเพื่อที่จะได้ตรัสรู้เพียงพระองค์เดียวเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่มีคำที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาโดยนัยประการต่างๆ แม้แต่สิ่งที่มีจริงๆ กล่าวได้หลายนัย และจริงทุกคำ เพื่อที่จะให้เห็นความเป็นสิ่งนั้น ซึ่งเกิดแล้วก็ดับและไม่ใช่ของใคร ยังไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ใช่ไหม แต่ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสิ่งที่อยู่ตรงนั้นที่สามารถกระทบเป็นรูปร่างสีสันต่างๆ ทำให้จำได้ว่ามีคนนี้ แต่ความจริงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ดับ สิ่งที่เกิดพร้อมธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีก และไม่เหลือ แต่ลวง จึงกล่าวว่านามรูปเท็จ เพราะเหตุว่าแม้ดับไปแล้วก็ยังเสมือนว่ายังมีอยู่ ยังนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนเลย ไม่เปลี่ยนแปลงด้วย แต่ตามความเป็นจริงก็คือไม่มีอะไร
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากว่าจะไถ่ถอนความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องเป็นปัญญาที่รู้จริงและเข้าใจจริงในสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้เพียงกำลังฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏ แต่ยังไม่ได้รู้สิ่งที่ปรากฏจริงๆ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งรวดเร็วเพียงใด เพราะว่าถ้าไม่รู้จริงๆ แม้เห็นมีแล้วหมดไป ก็ไม่รู้ว่ามีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ ซึ่งไม่ใช่เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าที่จะเข้าใจจนทั่ว จนกระทั่งไม่มีการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ก็ต้องเป็นความจริงใจที่จะรู้ว่าเข้าใจเพียงใด เพราะว่ากิเลสมีหลายระดับ เห็นแต่กิเลสที่ล่วงออกไปเป็นกายทุจริต วจีทุจริตใช่ไหม พูดคำไม่จริงเพราะกิเลสแล้ว กระทำสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยต่อคนอื่น ขณะนั้นก็เป็นกิเลสแล้ว ทำได้ถึงอย่างนั้นเพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะกิเลส ก็เห็นกิเลสเพียงอย่างหยาบที่ทำให้ล่วงทุจริตทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง แต่กิเลสอย่างกลาง เช่น วันนี้เดือดร้อนใจบ้างไหม หรือสบายดีทั้งวัน สบายดีทั้งวันก็เป็นกิเลส เห็นไหม พ้นไปได้อย่างไร ในเมื่อมีความไม่รู้ ก็มีความติดข้อง และความติดข้องเป็นโทษจริงๆ แต่ไม่เห็นเลย โทษที่เป็นมูลรากก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ แต่ถ้าไม่มีความไม่รู้ก็จะไม่ติดข้อง ถ้าไม่มีความไม่รู้ก็จะไม่เกิดความโกรธขุ่นเคือง ทั้งหมดมาจากความไม่รู้ แต่เห็นเพียงโทษของความโกรธก่อน เพราะว่าประทุษร้ายเบียดเบียน
วันนี้ถ้ายังไม่โกรธ ก็มีชีวิตไปวันหนึ่ง วันหนึ่ง สุขสำราญ อาหารอร่อย ทุกอย่างดีใช่ไหม แต่เวลาโกรธขึ้นมา ผิดปกติแล้ว หยาบ กระด้าง เดือดร้อน ไม่ชอบ คำถามที่ได้ยินบ่อยก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะไม่โกรธ แต่เวลาที่กำลังสนุก ไม่มีใครถามเลยว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ติดข้อง ไม่มีใครพูด ไม่มีใครถามเลย มีแต่ว่าเท่านี้ไม่พอ มากกว่านี้อีก ไม่รู้จบ ไม่มีวันจบ เพราะฉะนั้น นี่เป็นโทษที่จะทำให้เกิดความขุ่นใจเวลาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เกิดแล้วต้องแก่ ธรรมดาหรือไม่ แต่ไม่ต้องการแก่ใช่ไหม เกิดแล้วต้องเจ็บ ธรรมดาอีก แต่ก็ไม่ต้องการเจ็บ เกิดแล้วต้องตาย ก็ไม่อยากจะตาย จากไปหมด ไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว ก็ไม่อยากจะเป็นอย่างนั้น แต่หนีพ้นไหม ทุกขณะให้ทราบว่าความหมายของคำว่า ธรรม คือ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนี้ ก็เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
ความโกรธมีหลายระดับ ตั้งแต่ขุ่นใจแม้เล็กน้อยจนกระทั่งถึงพยาบาทไม่รู้จบ คือคิดขึ้นมาเมื่อไร ทำไมถึงยังไม่หมดโกรธ คนที่เขาว่า เขาก็ไม่ได้กำลังว่าอยู่ ว่าแล้วตั้งหลายวัน อาจจะเป็นหลายเดือนหลายปี เขาไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วทำไมยังโกรธ ถ้าจะว่าไม่พอใจสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งนั้นก็ไม่ได้ปรากฏแล้ว เสียงที่ว่าก็เพียงไม่กี่ประโยค ก็หมดแล้ว แต่ก็ยังโกรธ เห็นไหม แล้วยังคิดว่าคนอื่นทำให้โกรธ ก็แสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งๆ ไม่ได้รู้ความจริงของธรรมว่าธรรมหลากหลายมาก และทุกอย่างเกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ไม่ว่าจะเห็น ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จะชอบสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จะโกรธขุ่นเคือง จะคิดประทุษร้าย ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจว่าเป็นธรรมที่เกิดและไม่ใช่ใครเลย เป็นแต่เพียงลักษณะของธรรมหลากหลายแต่ละหนึ่ง ซึ่งต้องเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็หมดไป ก็จะคลายการยึดถือ ความเดือดเนื้อร้อนใจก็ค่อยๆ ลดน้อยลง ข้อสำคัญที่สุดคืออย่าประมาทพระธรรม อย่าคิดว่าพอแล้ว หรือว่าเข้าใจแล้ว ตราบใดที่สิ่งที่ได้ยินได้ฟังทั้งหมด ยังไม่ได้เป็นความจริงอย่างที่ได้ยินได้ฟัง เช่น ทุกอย่างเป็นธรรม ยังไม่เป็นอย่างนี้เลย ถ้าเป็นก็คือเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ชั่วคราว เบาไหม เพียงเห็นแล้วก็หมดแล้ว แต่ก็เห็นอีก ก็รู้อีก เพราะฉะนั้น เห็นอีกรู้อีก ได้ยินแล้วรู้อีก ว่าเป็นธรรม รู้ไปหมดทุกอย่างว่าเป็นธรรม นั่นจึงจะตรงกับที่บอกว่า ทุกอย่างเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น การฟังและการเข้าใจธรรมก็มีหลายระดับ ปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ข้ามขั้นไม่ได้เลย ปริยัติคือ ความรอบรู้ที่เกิดจากการฟัง ไม่ใช่เพียงฟังเฉย วันนี้ฟังมาก พรุ่งนี้ฟังอีกมากๆ แต่ไม่ได้เข้าใจอะไร จะชื่อว่ารอบรู้ไหม ถ้าฟังแล้วพิจารณา ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แม้แต่คำว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็ชัดเจนว่า เมื่อหลับตา ไม่มี ไม่มีแน่นอน ใครจะบันดาลให้เห็นเหมือนอย่างที่ลืมตาเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะไถ่ถอนการที่จำไว้ว่ายังมีสิ่งที่เราเคยเห็น ยังมีพี่ มีน้อง มีสัตว์เลี้ยงที่รักที่เอ็นดู หรืออะไรทั้งหมด ก็คือเพียงคิด นามรูปที่ปรากฏจึงเป็นเท็จ เพราะแม้ไม่เหลือ ก็เหมือนกับยังมีอยู่
เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเข้าใจจริงๆ แต่ละคำ ไม่เผิน อย่างเมื่อสักครู่ก่อนที่จะพัก เราก็พูดถึงเรื่องจิตตชรูป กล่าวอย่างง่าย ชะ แปลว่า เกิด เพราะฉะนั้น จิตตชรูป คือรูปที่เกิดจากจิต หรือเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน สมุฏฐานคือธรรมที่ก่อตั้งให้รูปนั้นเกิด เวลานี้อะไรเป็นจิตตชรูป มีไหม ปัญญาอย่างคนธรรมดาที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ทันทีที่ปฏิสนธิจิตเกิดและดับไป จิตตชรูปก็เกิดพร้อมกับจิตขณะต่อไปแล้ว ใครรู้ เพียงพูดได้ว่า จิตตชรูป คือรูปที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน แต่ทรงแสดงไว้ละเอียดว่า จิตใดเป็นสมุฏฐานให้รูปเกิด และจิตใดไม่เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิด นี่คือผู้ที่ตรัสรู้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ฟังก็ให้เข้าใจอย่างแท้จริง และเก็บสะสมความถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อนไว้ทีละเล็กทีละน้อย ว่ารูปที่เกิดจากจิต ไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรม ไม่ใช่รูปที่เกิดจากอุตุ และไม่ใช่รูปที่เกิดจากอาหาร แต่ละรูปเกิดขึ้นเพราะสมุฏฐานแต่ละหนึ่งแล้วดับ ในแต่ละหนึ่ง เช่น รูปที่เกิดจากจิตจะให้มีกรรมทำให้รูปนั้นเกิดไม่ได้ รูปที่เกิดจากกรรมจะให้อุตุทำให้รูปนั้นเกิดไม่ได้ แต่ละรูปซึ่งเล็กมากก็มีสมุฏฐานที่ทำให้เกิดหลากหลาย แล้วก็ดับ แล้วจะเป็นของใคร และจะเป็นใคร แต่การเกิดดับสืบต่อเร็วและสืบต่อตลอดเวลา ก็ทำให้ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมือนไม่ดับ
นี่คือสัตว์โลกถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำเข้าใจจริงๆ แล้วจะไม่สับสน เพราะแม้แต่จิตตชรูป ทราบได้เลยว่าคือรูปที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน หรือรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เมื่อจิตมีจะไม่ให้รูปเกิดได้ไหม ไม่ใช่ใครทำให้รูปนั้นเกิด ไม่ใช่กรรมทำให้รูปนั้นเกิด ไม่ใช่อุตุทำให้รูปนั้นเกิด อย่างต้นไม้ ใบไม้ เป็นรูปที่เกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐาน ก็ต่างกันไปอีกของสิ่งที่มีชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต และแม้แต่จิตทั้งหมดมีประเภทเท่าไร มีจิตที่ไม่เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดก็มี แล้วเราจะคิดธรรมเองได้ไหม เวลานอนหลับ มีจิตแน่นอน เพราะยังไม่จากโลกนี้ไป แต่ถ้าไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตได้กลิ่น ไม่ใช่จิตลิ้มรส ไม่ใช่จิตที่กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งต้องเกิด มีปัจจัยคือเจตสิก ๗ ประเภท ทำให้ถึงวาระที่จะเกิด ก็เกิดขึ้น เพียงเท่านี้ เห็นแล้วก็หมด เห็นแล้วก็หมด ได้ยินแล้วก็หมด ได้กลิ่นแล้วก็หมด เท่านี้เองแท้ๆ ส่วนที่เหลือเป็นจิตที่หลากหลาย เพราะจำเป็นเรื่องเป็นราว เป็นสุขเป็นทุกข์ต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่เพียงปรากฏแล้วให้คิด ปรากฏแล้วให้จำ แล้วปรากฏให้เป็นเรื่องราวต่างๆ
จิต ๑๐ ดวง คือจิตเห็น เป็นกุศลวิบากหนึ่งคือผลของกุศล เป็นอกุศลวิบากหนึ่งเป็นผลของอกุศล รวมจิต ๕ ที่เป็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง เป็น ๑๐ ภาษาบาลีใช้คำว่า ทวิปัญจวิญญาณ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป แล้วเราจะทราบไหม ซึ่งขณะนี้มีจิตเห็นหนึ่งขณะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป เมื่อดับไป ขณะต่อไปเป็นปัจจัยให้เกิดรูปแล้ว นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียว
การศึกษาธรรม ประโยชน์คือให้เห็นความจริงว่าเป็นธรรม ถ้าเพียงแต่บอกว่าเป็นนามธรรม รูปธรรม ไม่ใช่เรา ไม่มีใครสามารถที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้ แต่เพราะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นในความละเอียด จึงค่อยๆ คลาย โดยการเป็นผู้ที่รอบรู้ในปริยัติ การรอบรู้ในปริยัติไม่ใช่จำตัวหนังสือ ไม่ใช่จำคำแปล แต่สามารถที่จะเข้าใจว่า ปริยัติคือเรื่องของสภาพธรรมที่ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจถูกเป็นเบื้องต้นก่อน ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ จะสามารถเข้าใจตัวจริงของธรรมได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ตัวจริงๆ ขณะนี้ก็เห็น แล้วเข้าใจเห็นไหม ทั้งๆ ที่ฟังเรื่องเห็น ก็ยังไม่ถึงเวลาที่สามารถที่จะรู้ความจริงของเห็น จนกว่าความเข้าใจคือความรอบรู้จะค่อยๆ ปรุงแต่ง น้อมใจ จากเรื่องราวต่างๆ กลับมาเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะแม้แต่ในขณะที่กำลังฟัง คิดเรื่องอื่นอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เห็นที่กำลังเห็นเลย
เพราะฉะนั้นกว่าจะมารู้เห็นที่กำลังเห็น ก็ต้องอาศัยการเข้าใจค่อยๆ ปรุงแต่ง ทั้งน้อมโน้มจิตที่เต็มไปด้วยอกุศล ให้ค่อยๆ คลายจากความติดข้องในเรื่องราวที่ไร้สาระ มารู้ความจริงว่าขณะนี้มีสิ่งที่ได้ฟัง แต่ยังไม่ได้รู้ความจริง เพราะเพียงเริ่มเข้าใจ และเข้าใจอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นคือความรอบรู้ซึ่งเป็นปริยัติ แต่ถ้าเป็นเพียงฟังชื่อ สอบได้ ก็ไม่ใช่ปริยัติ ไม่ได้รอบรู้อะไร ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังฟัง เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้นเมื่อไร มั่นคงเมื่อไร รู้ว่าไม่เปลี่ยนแปลง และรู้ในความละเอียด ก็เป็นความรอบรู้ ซึ่งต้องประกอบด้วยเหตุผล
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
อ.คำปั่น กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ ธรรมย่อมทนต่อการพิสูจน์
ท่านอาจารย์ สำหรับข้อความที่ว่า ธรรมทนต่อการพิสูจน์ ก็จะต้องเข้าใจก่อนว่า ธรรมคืออะไร ทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่ทำให้เข้าใจได้ ไม่ใช่พูดแล้วไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน หรือว่าธรรมคืออะไร แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรถ้าไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น แต่ละคำผ่านไม่ได้เลย ต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริง และมั่นคงว่าสิ่งที่มีจริงทุกขณะมีลักษณะที่กำลังปรากฏว่าสิ่งนั้นมี สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ปะปนกันเลย
เดี๋ยวนี้เอง กำลังเห็นจริงๆ ทุกคนยอมรับว่าเห็น เพราะฉะนั้น ขณะนี้เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน สำหรับคนที่กำลังเห็น เห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง คือเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง แม้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงและปรากฏทุกวัน เมื่อวานก็เห็น ก่อนเมื่อวานนี้ก็เห็น เกิดมาก็เห็น แล้วต่อไปก็เห็น แม้จากโลกนี้ไป ก่อนจะจากไปก็เห็น แล้วเห็นคืออะไร ทั้งๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่รู้ความจริงเลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงควรรู้อย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าในขณะใดก็ตาม ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏว่ามีจริงๆ ขณะนั้นจะมีสิ่งอื่นไม่ได้ ต้องมีแต่เฉพาะสิ่งหนึ่งซึ่งกำลังปรากฏ แต่ขณะนี้ดูเสมือนว่ามีทั้งเห็นด้วย มีทั้งได้ยินด้วย ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่มีเห็นอย่างเดียว ได้ยินก็มี เพราะฉะนั้นได้ยินก็เป็นสิ่งที่มีจริงด้วย
เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดถึงเลย เพราะว่าคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด ไม่เคยคิดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ถ้าแต่ละหนึ่งขณะไม่มี จะมีชีวิตได้อย่างไร โลกนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นไปเลย แต่เพราะเหตุว่ามีแต่ละหนึ่ง ซึ่งปรากฏสืบต่ออย่างรวดเร็วมาก โลกนี้จึงปรากฏ ว่าเป็นโลกที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ้าง มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็งปรากฏทุกวัน ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โลกไม่มี
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริง ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้และไม่ทรงแสดง เราก็เกิดมามีชีวิตอย่างนี้ โดยที่ไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่กำลังปรากฏ ใครทำให้เกิดขึ้น ใครทำได้ เห็นขณะนี้ใครทำได้ หรือได้ยินขณะนี้ ใครทำให้ได้ยินเกิด เกิดแล้วทั้งนั้นตามเหตุตามปัจจัย และที่เป็นจริงยิ่งกว่านั้นก็คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้ว สิ่งนั้นดับ ไม่มีใครสามารถที่จะเก็บหรือจะค้นหาสิ่งที่ดับได้ คือไม่กลับมาอีกเลย นี่คือแต่ละขณะซึ่งเป็นความจริง
เพราะฉะนั้น แม้ว่านักปราชญ์ นักปรัชญา นักจิตวิทยา จะพยายามค้นคิดเรื่องความจริงของชีวิต เช่น ชีวิตว่างเปล่า ชีวิตไม่มีสาระ ฯลฯ ก็เป็นแต่เพียงคำพูด ที่ไม่ได้ทำให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่เป็นจริงในขณะนี้ ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เกิดแน่นอนจึงปรากฏ และดับไปอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนดูเสมือนว่าไม่ได้ดับไปเลย มีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความเห็นของชาวโลก ซึ่งไม่ได้มีปัญญาที่จะรู้ความจริง เปรียบเทียบกับพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไกลกันเหมือนพระอาทิตย์กับแสงพระอาทิตย์ที่มาสู่โลก เพราะฉะนั้น ใครจะสามารถเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้นหนทางเดียว เราได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินคำว่า พระรัตนตรัย ซึ่งไม่ได้มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีพระธรรมที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้ด้วย เป็นรัตนะ เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ เพราะแม้ว่าใครจะมีทรัพย์สิน แก้วแหวนเงินทอง มียศถาบรรดาศักดิ์ มีเกียรติยศ ก็ยังมีความทุกข์ ไม่มีใครสามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ในแต่ละวันซึ่งละเอียดมาก แต่เมื่อผู้ใดได้มีความเข้าใจพระธรรมแล้ว ขณะนั้นก็จะรู้ได้ว่า สิ่งที่เคยเป็นทุกข์อย่างมาก ก็ค่อยๆ ลดน้อยลง จนถึงการดับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ได้ จากการเข้าใจพระธรรม
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมด้วยการเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งเป็นชีวิตแต่ละหนึ่งขณะ ถ้าไม่มีแต่ละหนึ่งขณะที่เกิด และแต่ละหนึ่งขณะซึ่งเป็นไป จนถึงขณะสุดท้าย ก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อเกิดแล้วก็เป็นเพียงแต่ละหนึ่งขณะที่เกิดดับ จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายที่จากโลกนี้ไป ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเป็นเคยมีมาแล้ว แล้วใครจะบังคับให้ไม่มีได้ เมื่อวานนี้หมดไปแล้วก็มีวันนี้ จะอยากหรือไม่อยากก็ต้องมี และวันนี้ก็กำลังหมดไป จนถึงพรุ่งนี้ก็ต้องมีสิ่งที่เหมือนอย่างวันนี้ ไม่ได้ต่างกันเลย คือมีเห็นบ้าง มีได้ยินบ้าง มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง มีความกังวลใจบ้าง ความเบิกบานบ้าง แล้วหายไปไหนหมด ไม่เหลือเลย นี่คือเกิดมาเป็นอย่างนี้ คือในที่สุดก็ว่างเปล่า จากการที่เกิดมาแล้วก็หายไป แต่ละคนค่อยๆ หายไปจากโลกนี้ แล้วแต่ว่าใครจะหายไปก่อน หรือใครยังอยู่ก็อยู่ไป แต่อยู่ไปตลอดไม่ได้เลย ในที่สุดก็ต้องหายไปด้วยการไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ประโยชน์สูงสุดที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ต้องเป็นสิ่งซึ่งบุคคลนั้นเคยสะสมประโยชน์ที่รู้ว่า การรู้กับการไม่รู้ อะไรดีกว่ากัน
เพราะฉะนั้น การที่จะเป็นผู้ฟังพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่มีเหตุผลอย่างยิ่ง และพิจารณาอย่างละเอียดด้วย ว่าความรู้กับความไม่รู้ อะไรดีกว่ากัน รู้ดีกว่าไม่รู้ใช่ไหม แล้วรู้อะไรดีกว่า เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะเรียนจบวิชาการมากมาย แต่แล้วก็ตาย แล้วความรู้นั้นไปไหน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ถ้าตายไปโดยที่ว่ามีความรู้เรื่องอื่น ไม่ใช่ความรู้เรื่องสิ่งที่มีจริงๆ ต่อไปจะเป็นอย่างไร เหมือนกับจากโลกก่อนมาสู่โลกนี้ และสิ่งที่เคยสะสมมาจากโลกก่อนก็ติดตามมาเป็นคนนี้หลากหลายกันมาก ตามอัธยาศัยที่สะสม ซึ่งทุกคนก็จะเห็นได้ว่า ชีวิตของแต่ละคนมีชั่วบ้างแล้วก็ดีบ้าง ความชั่วหรือสิ่งที่ชั่วไม่ได้ให้ประโยชน์เลย ไม่เป็นที่ชื่นชม เพราะเหตุว่าไม่ได้นำประโยชน์มาให้ในขณะที่สิ่งนั้นเกิดขึ้น และผลของสิ่งนั้นด้วย แต่ความดีไม่ว่าจะอยู่ที่ใดแม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นที่ชื่นชมอนุโมทนา และต่อไปจากโลกนี้แล้วจะไปเป็นแบบใด ก็เป็นสิ่งซึ่งทุกคนก็จะรู้ได้ว่า ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ต้องเป็นไปตามเหตุ ถ้าเหตุในชาตินี้ดี ชาติหน้าเป็นอย่างไร จะไม่ดีได้ไหม แต่ถ้าเหตุในชาตินี้ไม่ดี ชาติหน้าหวังว่าจะเป็นคนดี เป็นที่รัก ที่ชื่นชมของทุกคน ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดต้องเป็นไปตามเหตุที่สมควร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แล้วทรงหยั่งรู้ถึงเหตุที่ให้เกิด และความหลากหลายของแต่ละหนึ่งชีวิต และสิ่งต่างๆ ที่มีจริงในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึงโดยนัยของวิชาการ ก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง วิชาอื่นยังไม่น่าจะศึกษาเท่านี้ เพราะว่าพูดถึงความจริงที่กำลังมีในขณะนี้ให้เข้าใจได้ และประโยชน์สูงสุดกว่าเพียงคิดว่าเป็นวิชาการ ก็คือเป็นความจริงซึ่งยากที่ผู้ใดจะรู้ได้ นอกจากผู้ที่ได้สะสมบารมี จนกระทั่งถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เป็นสิ่งที่รู้ได้ เข้าใจได้ เพราะว่ากำลังมี คือพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงอย่างที่พูดทุกกาลสมัย
อ.คำปั่น เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเกิดมาด้วยความไม่รู้ แล้วยังจะไม่รู้ต่อไปอีกหรือ ข้อความนี้มีอรรถที่ลึกซึ้งอย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะแม้แต่คำว่า ธรรม ใครบอกว่าเป็นธรรม เป็นคนที่เชื่อง่าย ใครบอกว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น นั่นไม่ถูกต้อง แม้แต่คำว่า ธรรม ที่จริงแล้วไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคตรัสกับชาวมคธ ในครั้งนั้นไม่มีการพูดภาษาไทย แต่ว่าในครั้งนี้เกิดที่นี่ เราก็ไม่ได้พูดภาษาอื่น นอกจากพูดภาษาไทย ทุกคำที่พูด ชาวมคธก็ต้องพูดอย่างนี้ใช่ไหม เขาก็มีการตื่น มีการเห็น มีการได้ยิน แต่ภาษาต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบด้วยว่า แต่ละคำมาจากภาษาบาลีก็จริง แต่ว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริง สำหรับทุกภาษาทุกชาติ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทย แม้แต่คนที่ใช้ภาษาอื่น ก็มีคำที่จะให้รู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ถ้าได้ยินคำว่า ธรรม ทุกคนคิดอย่างไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800