ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
ตอนที่ ๑๗๕๗
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ เพราะว่าจิตนั้นเป็นแต่เพียงธาตุที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏแล้วดับเท่านั้นเอง แต่ว่าสภาพธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ขณะใดที่จิตเกิดก็จะมีนามธาตุ หรือธรรมซึ่งไม่ใช่รูปธรรมเพราะเป็นสภาพรู้ แต่ว่ามีลักษณะเฉพาะแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งไม่ใช่จิต เช่น จำ เดี๋ยวนี้ทุกคนจำ ใช่หรือไม่ หรือใครไม่จำอะไรเลย จำเป็นธรรม มีจริง ไม่ใช่เรา แต่ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นจำเป็นเจตสิก คือสภาพธรรมที่เกิดกับจิต
ด้วยเหตุนี้ ได้ทรงเกื้อกูลคนรุ่นหลังที่จะให้ถือเอาธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วด้วยดี ด้วยความถูกต้อง เริ่มประมวลให้เป็นพื้นฐานของคนที่จะได้ศึกษาก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจพระไตรปิฎกถูกต้องจึงมีอภิธัมมัตถสังคหะ คนที่ศึกษาพระอภิธรรมจะเริ่มต้นด้วยอภิธัมมัตถสังคหะ แต่เป็นเรื่องชื่อ แต่ถ้าโดยตรงจริงๆ คือ ขณะนี้มีจิต ไม่ต้องกล่าวว่าเป็นจิตประเภทไหนเพราะยังไม่รู้จักจิตเลย
การศึกษาตามลำดับคือ ขณะนี้จิตไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น จิตกำลังเห็น กำลังได้ยิน จิตนั่นเองเป็นธาตุหรือเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เป็นธาตุรู้ล้วนๆ เลย ไม่มีเขียว แดง เหลือง หวาน เค็ม เปรี้ยว แข็ง อ่อน ในจิตเลยทั้งสิ้น เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะเป็นธาตุรู้ ไม่ให้จิตเกิดได้หรือไม่ เป็นธรรม เป็นอนัตตา มีปัจจัยเกิดแล้วด้วย เพราะฉะนั้นปัญญาก็คือเห็นถูก เข้าใจถูกในสิ่งที่มีตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ยังไม่ต้องไปกล่าวถึงจิตประเภทต่างๆ พื้นฐานของอนุบาลก่อนอภิธัมมัตถสังคหะคือ ต้องเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วถึงจะไม่ว่าจะอ่านอะไร อภิธัมมัตถสังคหะ หรือมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็สามารถที่จะอ่านพระไตรปิฎกด้วยตัวเองเพราะว่ามีความเข้าใจแล้วได้ แต่ให้ทราบว่าแม้แต่ชื่อว่าอภิธัมมัตถสังคหะ ไม่ใช่ให้เพียงอ่านแล้วจำและไม่เข้าใจ แต่ถือเอาด้วยดี ด้วยความถูกต้องในธรรมซึ่งเป็นจริงเช่นนั้นว่า จิตเป็นเช่นนั้นๆ เพราะอะไร มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็จำแนกจิตออกไปเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งคือ เดี๋ยวนี้เอง ให้รู้ในความเป็นธรรมมิฉะนั้นจะรู้จักแต่ชื่อ
ผู้ฟัง คำว่าสงสาร คืออะไร
ท่านอาจารย์ ภาษาอะไร ภาษาไทย หรือว่าสภาพธรรม
ผู้ฟัง สงสารเป็นภาษาไทย
ท่านอาจารย์ สงสารเมื่อไร เมื่อเขามีทุกข์ หรือว่าเขามีสุข
ผู้ฟัง สงสารเมื่อเขามีทุกข์
ท่านอาจารย์ สำหรับคนทั่วๆ ไป แต่สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา ไม่ว่าใครจะมีสุขก็ยังน่าสงสาร เพราะไม่พ้นจากทุกข์ที่จะต้องเกิดอีก ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมตรงตามความเป็นจริง เวลาที่เมตตาขณะนั้นมีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี ไม่โกรธ ถ้าโกรธแล้วหวังดีไม่ได้เลย เป็นหวังร้ายใช่หรือไม่ สำหรับบุคคลทั่วไปเวลาที่กรุณาคือ เมื่อบุคคลนั้นมีความทุกข์เป็นสภาพธรรม ถ้าเรายังไม่รู้ว่าทุกข์จริงๆ คือการเกิดดับ เราคงจะไม่เมตตาหรือกรุณามหาเศรษฐี หรือคนที่กำลังเสวยสุข มีความสุข ใช่หรือไม่ เมตตาคือความเป็นเพื่อน แต่กรุณาคือเวลาบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีความทุกข์ เราไม่คิดถึงทุกข์ของการเกิดดับปกติทั่วไป เขากำลังเดือดร้อน น้ำท่วม ป่วยไข้ หิวข้าว บาดเจ็บ หรืออะไรก็แล้วแต่ เห็นใจในทุกข์ที่กำลังมีกับบุคคลนั้นหรือไม่ ขณะนั้นที่เห็นใจและเข้าใจในความทุกข์ ต้องการที่จะช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ ไม่เบียดเบียนเขาเพราะเขากำลังเป็นทุกข์
ตัวอย่างที่คุณอรรณพว่าน้ำท่วม ค่าเรือก็ขึ้นราคาแพง แสดงว่าขาดความเข้าใจและความเห็นใจในความทุกข์ของคนที่ถูกน้ำท่วม ขาดความกรุณาเพราะไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจในความทุกข์ แต่ถ้ามีความเห็นใจมีความเข้าใจ เขาไม่มีน้ำ นำน้ำไปให้ เขาไม่มีอาหาร นำอาหารไปให้ เพราะกรุณาที่จะให้เขาพ้นจากความหิว ขณะนั้นก็ด้วยความกรุณา
เมตตาทั่วๆ ไปคือความเป็นเพื่อน บุคคลนั้นยังไม่มีความทุกข์เดือดร้อน แต่เวลาที่เขามีความทุกข์เดือดร้อน แล้วต้องการที่จะให้เขาพ้นจากทุกข์ ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นความเห็นใจในความทุกข์แต่ต้องไม่โศกเศร้าและเป็นทุกข์ เพราะถ้าขณะใดที่โศกเศร้าเป็นทุกข์ ขณะนั้นไม่ใช่กุศลเลย กำลังถูกทำร้ายด้วยอกุศล ด้วยโทสะ ด้วยความขุ่นเคือง ด้วยความไม่พอใจ ในสภาพที่เขากำลังประสบอยู่เช่นนั้น การรักษาจิตด้วยปัญญาจึงสามารถที่จะเห็นความต่างของกุศลและอกุศล
เพราะฉะนั้น สามารถที่จะกรุณาได้ด้วยความผ่องใสที่มีโอกาสได้ช่วยคนที่กำลังเป็นทุกข์ แทนที่จะพลอยโศกเศร้าไปกับเขา ซึ่งความโศกเศร้าไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสักคำที่จะทำให้คนเกิดอกุศล เป็นทุกข์ หรือแม้แต่โศกเศร้าเสียใจ แสดงให้เห็นความต่างของกุศลธรรมและอกุศลธรรม เขาเดือดร้อนแล้วเราเป็นทุกข์ ถูกหรือ แต่ถ้าเราเข้าใจ เห็นใจในความทุกข์แล้วช่วยเหลือโดยไม่เดือดร้อนใจ ไม่พลอยเป็นทุกข์ไปด้วยจึงจะเป็นกุศล
ข้าศึกใกล้ของกรุณาคือโทมนัส มาเร็วเลย ปะปนกันจนกระทั่งแยกไม่ออก บางคนถึงกับพลอยร้องไห้ไปด้วย บางคนไม่อยากไปอินเดียเพราะทนไม่ได้กับสภาพของคนขอทาน คนไม่มีอาหาร คนยากจน แต่ตามความจริงถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง พรหมวิหาร ธรรมที่อยู่อย่างประเสริฐ คือด้วยเมตตา เมื่อควรเมตตา มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี กรุณาเมื่อเขาประสบทุกข์ มุทิตาเมื่อเขาได้ดีมีสุข ไม่ใช่ไปหวังร้าย คนนี้ไม่ควรที่จะได้ดีมีสุขเลย แต่เขาได้ดีมีสุขเพราะบุญที่ได้กระทำแล้ว อนุโมทนาในบุญที่ได้กระทำแล้ว แต่ไม่ใช่จะไปมุทิตา หรือพลอยยินดีด้วยกับความประพฤติที่ไม่ดีของคนนั้นซึ่งเป็นอกุศล
สำหรับพรหมวิหารคือไม่หวั่นไหว ซึ่งยากใช่หรือไม่ เมตตา มีความรักหรือความผูกพันเป็นข้าศึกใกล้ แยกเกือบไม่ออกว่าคือเมตตา หรือโลภะ เช่นแม่รักลูก บางคนอาจจะคิดว่าเมตตามาก แต่ใครจะรู้ดีว่าเมตตา หรือรัก ถ้าเมตตาแล้วเสมอกันหมดไม่ว่าใคร นั่นคือเมตตาจริงๆ ไม่ว่าลูก หรือไม่ใช่ลูก เพื่อนหรือไม่ใช่เพื่อน ใครก็ตามแต่เสมอกันนั่นคือเมตตา ไม่เลือกสัตว์บุคคล กรุณาก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เลือกว่าเขาเป็นใครที่จะต้องสงสาร จะต้องช่วยเหลือ ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็ไม่สงสาร ไม่ช่วยเหลือนั่นคือไม่ใช่กรุณา แต่ว่าเพราะเพื่อน เพราะความผูกพัน แล้วในขณะที่กรุณาก็ยังมีความรู้สึกเศร้าหมอง เพราะไม่เข้าใจความต่างกันว่า ถ้าเป็นกรุณาจริงๆ ไม่เศร้าหมองเลย แต่ถ้าเป็นโทมนัสเพราะผูกพันเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกที่เสียใจเศร้าหมอง
ถ้าไม่มีความผูกพัน ใครจะตาย ใครจะเป็น เดือดร้อนหรือไม่ ไม่เดือดร้อนเลยทั้งสิ้น และสำหรับอุเบกขาต้องด้วยความเห็นถูกว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน จึงไม่หวั่นไหวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ช่วยได้ช่วย เป็นเมตตา ช่วยไม่ได้ต้องเสียใจหรือไม่ หรือว่าเป็นกรรมของแต่ละคนซึ่งจะต้องมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาที่กรรมที่ทำให้ลูกป่วยไข้ แม่ขอป่วยไข้แทนได้หรือไม่ เวลาที่แม่ป่วยไข้ ลูกจะขอป่วยไข้แทนได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรู้ความจริงว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของๆ ตน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อรู้เช่นนี้แล้วไม่ช่วย ไม่ใช่ แต่ว่าขณะที่ช่วยจิตใจก็ไม่หวั่นไหวด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะพลอยเศร้าหมองไปกับความทุกข์ยากของคนอื่น ซึ่งต้องแยกอย่างละเอียดแล้วต้องรู้ว่า ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต
ผู้ฟัง เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า เห็นผีหัวขาดมาบอกว่าที่คณะไม่ได้มีการทำบุญให้มานานแล้ว ช่วยบอกให้ทำบุญที่คณะหน่อยได้หรือไม่ เวลาเราทำบุญตักบาตร เราอุทิศให้คนนั้นเขาได้รับที่เราตักบาตรไปหรือว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจธรรมก่อน ไม่ใช่ถามใครแล้วเขาตอบแต่เราไม่เข้าใจ ไม่มีประโยชน์เลยที่จะถาม ทำเช่นนี้เป็นกุศลหรือไม่ ทำได้หรือไม่ เขาจะได้รับอาหารในตู้เย็นหรือไม่ จุดธูปแล้วอาหารไปถึงปากเขาหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะมีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้จักธรรมหรือยัง
ผู้ฟัง ธรรมที่มีในขณะนี้
ท่านอาจารย์ รู้จักหรือยัง
ผู้ฟัง ยัง
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เห็นเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เสียงเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เสียงก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ คิดเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เกิดดับหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดดับ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ผีหัวขาดใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ธรรมไม่ใช่ผีหัวขาด ธรรมคือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก จบเรื่องผีหัวขาด คิดเรื่องอะไร ไม่ได้คิดเรื่องผีหัวขาดตลอดเวลา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ มีเมื่อคิดทุกเรื่อง ถ้าไม่คิดไม่มี แต่ไม่รู้ความจริงว่าเพราะคิดเรื่องต่างๆ คิดเรื่องโลกแตกได้หรือไม่ ไม่ต้องคิดเรื่องผีหัวขาด
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ ได้ คิดอะไรก็ได้ทั้งนั้นแล้วแต่จะคิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงคือคิด แต่ไม่ใช่โลกแตก หรือผีหัวขาด ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรมแล้วจะเข้าใจทุกอย่าง ซึ่งต้องตามลำดับด้วย ไม่ใช่ถามแล้วตอบแต่ไม่ได้เข้าใจธรรม ทำเช่นนั้นก็ได้แต่ประโยชน์มีหรือไม่ อุตส่าห์ที่จะฟังธรรมให้เข้าใจธรรม แต่ไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้ไม่เข้าใจธรรม
เวลาที่มีประโยชน์ที่สุดคือ ถ้าไม่คิด จะมีเรื่องผีหัวขาดหรือไม่ ถ้าไม่เห็น จะว่าเห็นผีหัวขาดหรือไม่ ก็แล้วแต่ความคิด เพราะสิ่งที่จะปรากฏให้เห็นได้มีอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏทางตา เพียงหลับแล้วไม่มี นั่นคือความจริง ขณะนี้ไม่มีใครหัวขาด แต่มีเห็นคน เพียงแค่หลับตาก็ไม่มีคนแล้ว ถ้าคิดว่าเห็นผีหัวขาด เพียงหลับตาแล้วก็ไม่มีผีหัวขาด เพราะว่าเพียงเห็นก็คิดถึงผีหัวขาด
ผู้ฟัง ในกรณีที่เขามาขอส่วนบุญเช่นนี้ เราจะช่วยเขาอย่างไร
ท่านอาจารย์ เขาคืออะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่คิด จะมีเขาหรือไม่ เพราะฉะนั้น ความจริงที่เป็นอภิธรรม ที่เป็นปรมัตถธรรม ที่ลึกซึ้งคือ มีแต่จิต เจตสิก รูป อยู่ในโลกคนเดียว ด้วยความคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่างๆ นานา ถ้าจิตไม่คิด สิ่งนั้นๆ ก็ไม่มี แล้วแต่จิตจะคิดอะไร มีเพราะจิตเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ ซึ่งแล้วแต่ว่า (รู้อะไร) ถ้าเห็นก็รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นเช่นนี้ เพียงแค่หลับตาก็ไม่มีแล้ว ใครหลับตาแล้วยังเห็นอยู่บ้าง เวลาหลับตาแล้วเห็นคนในห้องนี้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ไม่เห็น เพราะฉะนั้นความจริงแท้ๆ ก็คือ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ไม่ใช่ว่าไม่มี มี เพียงเมื่อจิตเห็นเกิดจึงปรากฏว่า สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้มี ถ้าจิตเห็นไม่เกิด ไม่มี อย่างไรก็ไม่มี เพราะจิตไม่ได้เห็นสิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ แต่คิดนึกไม่ต้องมีจิตเห็นหรือได้ยินก็คิดได้ แล้วแต่จะคิด ซึ่งไม่ใช่เราและไม่ใช่ตัวตนด้วย เป็นธรรม ถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็จะเข้าใจความคิด ไม่ว่าจะคิดเรื่องผีหัวขาด เรื่องโลกแตก เรื่องน้ำท่วม เรื่องอะไรก็คิด ถ้าไม่คิดก็ไม่มี จิตเห็นคิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ จิตเห็นดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ รู้หรือยัง แล้วควรรู้ หรือว่าไปรู้เรื่องผีหัวขาดดีกว่า
ผู้ฟัง แล้วการอุทิศส่วนกุศล
ท่านอาจารย์ ก็เหมือนกัน ต้องเข้าใจตามลำดับก่อนว่า กุศลคืออะไร อุทิศคืออะไร ไม่ใช่เขาบอกแล้วเราพูดตาม ยังไม่รู้เรื่องกุศลแต่จะอุทิศส่วนกุศลแล้วไม่รู้ว่า อุทิศคืออะไร เพราะอะไรไม่ศึกษาตามลำดับให้เข้าใจจริงๆ ว่า กุศลมีหลายประเภท กุศลเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่ดีงามไม่ได้ให้โทษเลย
เพราะฉะนั้น กุศลที่มีจริงเป็นจิตหรือไม่ จิตเป็นปัณฑระ เมื่อมีอกุศลสภาพธรรมที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วย จึงเป็นตามสภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วย คืออกุศลจิต เวลาสภาพธรรมฝ่ายดีเกิดกับจิต หิริ โอตตัปปะ เมตตา หรือชื่ออะไรต่างๆ ที่ใช้ก็แล้วแต่ โดยที่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงก็คือสภาพธรรมฝ่ายดี เกิดกับจิตแต่ไม่ใช่จิต จึงมีคำว่า จิตกับเจตสิก เพราะเหตุว่าสภาพธรรมต่างกันจะใช้คำเดียวกันไม่ได้ แต่โดยมากเผินๆ เราจะได้ยินคำว่า อกุศลจิต กุศลจิต โดยไม่แยกใช่หรือไม่ ไม่ผิด เพราะเหตุว่าจิตเป็นอกุศลเมื่อมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ดังนั้นกล่าวถึง จิต เพราะจิตเป็นหัวหน้า หรือเป็นใหญ่ เป็นประธาน ก็ได้ เพราะว่าเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
นี่คือความเข้าใจธรรมตามลำดับที่จะไม่สับสน ที่จะค่อยๆ เข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ความจริงหรือประโยชน์ที่ได้รับก็คือ ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมนั้น ตรงต่อความจริงของธรรมที่เป็นธรรมแต่ละอย่าง
ถ้าจบเรื่องผีหัวขาด เขามีเรื่องอื่นมาเล่าให้ฟัง กว่าจะออกจากมหาวิทยาลัยมีกี่เรื่อง แล้วเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจธรรมก่อนแล้วจะรู้ว่า เรื่องผีหัวขาด หรือน้ำท่วมโลก หรือโลกแตก ก็คือคิด แต่สิ่งที่มีจริงคือ เห็น ไม่ต้องคิดก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ได้ยินขณะนี้ไม่ต้องคิด ที่จะให้ได้ยินเกิด ได้ยินก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย คิดเรื่องอะไรก็คิดแล้วตามการสะสม คิดถึงเรื่องผีหัวขาดก็พูดเรื่องผีหัวขาดเพราะสะสมมา คนอื่นไม่ได้คิดเรื่องผีหัวขาดใช่หรือไม่ แต่คิดเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟัง แต่ละคนได้ยินได้ฟังแล้วก็คิด แล้วแต่ว่าจะคิดด้วยความติดข้อง รู้หรือไม่ว่าต้องการรู้และเข้าใจสิ่งซึ่งไม่ใช่ความจริง เพราะต้องการเพียงรู้เรื่องราวของสิ่งนั้น แต่ไม่ได้เข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องกุศล แล้วพูดถึงเรื่องอุทิศคืออะไรที่อุทิศ
ท่านอาจารย์ มีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง มีจิต
ท่านอาจารย์ จิตดีหรือไม่ดี ขณะที่คิดถึงคนอื่นที่จะให้ การให้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับบุคคลนั้น เราให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ดีหรือไม่ เขาจะใช้ได้หรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ ไปให้เขาเพื่ออะไร ให้เปลือกส้ม ถ้าเขานำไปทำประโยชน์ได้ก็ให้ไป เขานำไปกวนทำแยม หรือทำอะไรก็แล้วแต่ถ้ายังเป็นประโยชน์ แต่ถ้าสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ควรให้หรือไม่ กุศลเป็นสิ่งที่ดีงาม เวลาที่ได้ยินได้ฟังว่าใครทำกุศล รู้สึกอย่างไร
ผู้ฟัง ยินดี
ท่านอาจารย์ ยินดีที่เขาทำกุศล ไม่ว่าใครก็ตาม เวลาเห็นเขาทำอกุศล ยินดีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ยินดี
ท่านอาจารย์ นำไปอุทิศได้หรือไม่ อุทิศอกุศลให้คนนั้นคนนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่า แม้คนที่ยังไม่สิ้นชีวิตเมื่อได้ยินข่าวของความดี เกิดความยินดีในคุณความดีนั้น นั่นคือกุศลจิตที่อนุโมทนา ยินดีด้วยในกุศลของคนอื่น เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะจากโลกนี้ไป จะเป็นมารดา บิดา พี่น้อง เพื่อนฝูง เราไม่รู้ว่าเขาเกิดที่ไหน เขาสามารถที่จะรับรู้กุศลที่เราทำหรือไม่ และถ้ารู้แล้วเขาเกิดจิตที่อนุโมทนายินดีด้วยหรือไม่ เราบังคับใจ ฝืนใจใครไม่ได้ แต่ขณะใดที่ใครรู้ว่าใครทำกุศลแล้วเกิดยินดีด้วย กุศลนั้นเป็นกุศลแน่นอน แต่ไม่ใช่การให้ด้วยตัวที่เป็นทาน แต่เป็นการอนุโมทนายินดีในกุศลของคนอื่น จิตขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต ไม่ใช่หยิบยื่นของในตู้เย็นแล้วจุดธูปไปให้ แต่ต้องเข้าใจ จิต เจตสิก รูป สภาพธรรมที่มีจริงๆ
ผู้ฟัง ถ้ามีจิตที่จะให้ขณะนั้น
ท่านอาจารย์ ถ้าให้วัตถุก็เป็นการให้ทานวัตถุ ถ้าเป็นการให้อภัยก็เป็นอภัยทาน ถ้าเป็นการให้ความเข้าใจที่ถูกต้องในความเป็นจริงก็เป็นธรรมทาน เพราะฉะนั้น มีทานซึ่งจำแนกไปอีกหลายอย่าง ทานบดี สหายทาน หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะเข้าใจความหลากหลายของสภาพของจิตที่เกิดแต่ละขณะ แต่แม้ว่าทานได้กระทำแล้วกุศลจิตที่เนื่องกับทานก็ยังมี คือสามารถที่จะให้คนอื่นได้รู้และอนุโมทนา แต่ถ้าจิตเขาไม่อนุโมทนาก็คือเป็นอกุศล ใครจะไปทำอะไรได้ แต่ผู้ให้มีจิตเมตตาระลึกถึงแล้วให้เพื่อเขาจะได้อนุโมทนา ผู้ให้ขณะนั้นก็เป็นกุศล แต่ผู้รับถ้าไม่เกิดกุศลจิต จะไปเปลี่ยนให้รับกุศลจิตก็ไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นที่เราอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ตายไปแล้ว แสดงว่าผู้ที่ได้รับก็จะได้รับจากการอนุโมทนา
ท่านอาจารย์ จากกุศลของตนเอง จะนำกุศลของเราไปให้ใคร ถ้าให้ได้จะให้ไปหมดเลยใช่หรือไม่ แต่ให้ไม่ได้ เกิดแล้ว ดับแล้ว เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผลของการกระทำนั้น ซึ่งคนอื่นรับแทนไม่ได้ ถ้ากุศลจิตของเขาไม่เกิด ไม่อนุโมทนา เขาจะนำผลของกุศลมาแต่ไหนในเมื่อเหตุไม่มี
สนทนาธรรมเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ โดยไม่ต้องคิดว่าเราจะต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหน เพราะว่าถ้าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรรู้ จะมีอะไรที่ควรรู้เพราะว่าไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เท่านั้น ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามถ้ามีโอกาสที่จะได้เข้าใจความจริง ก็เป็นผู้ที่สามารถที่จะพ้นจากความไม่รู้ โดยที่ว่าไม่มีใครคิดเลยใช่หรือไม่ว่า เกิดมาเราไม่รู้เพียงใด เพราะดูเหมือนเราก็เข้าโรงเรียนแล้วศึกษาวิชาการต่างๆ แล้วจะบอกว่าเราไม่รู้ได้หรือ แต่ถึงจะเข้าใจว่ามีความรู้อะไรมากมายสักเท่าไร แต่ว่าไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ จะชื่อว่ารู้หรือไม่
ดังนั้น การฟังพระธรรมจะทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า ต้องมีผู้ที่สามารถรู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้ จึงสามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ชัดเจน ถูกต้อง ลึกซึ้ง โดยประการทั้งปวง ซึ่งทำให้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นว่า ความรู้จริงๆ นั้นคืออะไรและเมื่อไร ถ้าไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ อะไรๆ ก็ไม่มี ลองคิดดู จะมีอะไรหรือไม่ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังรู้ กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดนึก จำเรื่องต่างๆ อะไรๆ ก็ไม่มี ไม่ปรากฏทั้งนั้น แต่เมื่อทุกอย่างมีมากมายแล้วไม่เคยรู้ความจริง ก็จะได้ฟังเพื่อที่จะได้รู้ความจริง เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะคงทน ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่จากไป
เพราะฉะนั้น การที่เราจะจากไปโดยที่ไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเลย กับการที่สนใจและมีศรัทธาที่จะศึกษาให้เข้าใจว่า ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงมีที่ชาวพุทธเราก็กราบไหว้นอบน้อมนมัสการ ในพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีปัญญาเหนือบุคคลอื่นใดทั้งสิ้น เพราะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800