ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
ตอนที่ ๑๗๔๔
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจอนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เป็นเราหรือเปล่า บางคนบอกแน่นอน บางคนก็ส่ายหน้า ฟังจากผู้ที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความละเอียดยิ่ง ก็รู้ว่าต้องเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงแน่นอน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา แต่ว่าตราบใดที่ปัญญาไม่ถึงขั้นที่ประจักษ์ความจริง ตราบนั้นก็ยังไม่หมดความเป็นเรา เพราะฉะนั้น ไม่ลืม ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ สลับขั้นไม่ได้เลย
บางคนบอกว่าไม่ต้องฟัง ไม่ต้องเรียน มัวแต่ฟังแต่เรียน แล้วจะรู้อะไร ต้องคิดแล้วใช่ไหม จะไปทำอะไรด้วยไม่รู้ ใช่ไหม ยังไม่ทันรู้เลย จะทำแล้ว นี่ก็ย้อนกลับไปได้หมด ให้คนสามารถที่จะรู้ได้ว่าแต่ละคำที่พูดนั้นจริงหรือเปล่า เพราะว่าบางคนพอได้ยินก็คิดเลยว่าถูกแล้วๆ เรามานั่งพูดเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องความละเอียดของสภาพธรรม ไม่เห็นได้รู้ลักษณะของสภาพธรรม เขาเข้าใจ “ปฏิปัตติ” ในภาษาไทยว่า “ทำ” เพราะฉะนั้นจึงไปทำ แต่ถ้าไม่รู้ ทำอะไร เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะให้คนที่เข้าใจอย่างนั้น ได้พิจารณา จนกระทั่งเข้าใจขึ้นว่าคำที่เขาคิดนั้น ถูกหรือผิด ไม่รู้แล้วทำ ได้อย่างไร ก็ต้องทำด้วยความไม่รู้ แล้วก็เพิ่มความไม่รู้ขึ้น
ที่จริงถ้าอยากจะไม่รู้ ไม่ต้องทำ ไม่รู้อยู่แล้ว ไม่รู้เรื่อยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรก็ไม่รู้ แต่จะรู้นี่สิ ใครจะรู้ได้ ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และถ้าไม่พึ่งพระธรรม มีพระธรรมเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งจริงๆ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพึ่งพระองค์เรื่องอะไร แล้วพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ทุกคำเป็นความจริงตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด แม้แต่คำว่า "ธรรม" ก็คือ ไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกุศล อกุศล ไม่ว่าเป็นปัญญาระดับไหน ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจากความเข้าใจขั้นต้น ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ด้วย ก็สามารถที่จะให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ คือดับความไม่รู้และกิเลสหมดสิ้น ไม่เหลือเลย แต่ว่าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ต้องมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น
อ.คำปั่น ขอกลับมาที่ประเด็นของคุณนฤภัทร ที่พูดถึงน้ำ ถ้าหากว่าศึกษาในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะพบว่าสิ่งที่เป็นอกุศลก็เปรียบเหมือนกับสิ่งที่สกปรก เปรียบเหมือนขยะ อย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวอยู่เสมอ เปรียบเหมือนสิ่งที่เป็นสิ่งที่เน่าเหม็นในภายใน แต่ว่าสภาพธรรมที่จะเป็นเครื่องชำระสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้ก็คือกุศลธรรม และก็ในบางพระสูตรพระองค์ก็ทรงแสดงว่า น้ำในพระธรรมวินัยนี้ก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ขอกราบเรียนท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เวลานี้มีสิ่งที่สกปรกมาก ทำอย่างไรถึงจะสะอาด เพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรอยู่ดีๆ จะสะอาดขึ้นได้ไหม สิ่งที่มองเห็นเป็นความสกปรก ยังขจัดได้ ด้วยน้ำ ด้วยสบู่ ด้วยดินเหนียว ดินสอพอง อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าอยู่ในใจ คิดถึงคำว่า “ในใจ” ไม่มีอะไรที่อยู่ข้างในที่สุดเท่ากับใจ ใช่ไหม กายปสาทก็ไม่ได้อยู่ในใจ อยู่ภายนอก ทั่วไป สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่ได้อยู่ในใจ แต่ว่ากิเลสอกุศลธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ได้อยู่ข้างนอก อยู่ในใจ ลึกที่สุด ในที่สุด แล้วจะออกได้อย่างไร ตามใจไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าใจจะเกิดดับภพไหน ภูมิไหน กิเลสอกุศลที่สะสมมาแล้ว ที่กล่าวว่าสกปรก แล้วก็เน่า และสารพัดอย่างที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้น ไม่มีทางที่จะพ้นไปได้เลย ถ้าไม่ใช่พระธรรมคำสอนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง
เพราะฉะนั้นพระมหากรุณาคุณนั้น ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้เท่ากับพระปัญญาคุณและพระบริสุทธิคุณ เพราะฉะนั้นหนทางเดียว ก็คือว่า คนอื่นนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลายคนเชื่อ ฟัง แล้วก็ไม่ได้คิดเลยว่าคำพูดนั่นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ลืม บุคคลเดียวที่สามารถที่จะทำให้คนอื่นมีความเห็นที่ถูก ตั้งแต่ขั้นต้น คือ ขั้นฟัง ว่าเป็นความจริง เพราะฉะนั้นพระธรรมไม่ใช่ใครบอกก็เชื่อ ใครชวนก็ไป แต่ว่าต้องรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น ถูกต้องแค่ไหน สามารถที่จะซักไซ้ สอบสวน จนถึงที่สุด
ถ้ามีคนบอกว่าไปฟังที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ก็แล้วแต่ หรืออ่านหนังสือเล่มนี้ เล่มนั้น ก็แล้วแต่ แล้วรู้อะไร ช่วยบอกหน่อยเท่านั้นแหละ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ต้องเป็นพระธรรม แต่ถ้าสิ่งนั้นเกิดจากความคิดของคนอื่น เทียบได้ไหมกับพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้า ใครที่ฟังธรรมผิวเผิน อ่านผิวเผิน เพิ่มเติมความรู้สึกของตนเอง ลืมสนิทว่าเป็นใคร แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ด้วยตัวเองได้ พระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ไม่ใช่วัน เดือน ปี เพื่อที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่พระองค์ตรัสรู้
เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่าให้รู้อย่างอื่น ไหนเล่า อยู่ที่ไหน อย่างอื่นที่จะให้รู้นั้นอยู่ที่ไหน ใช่ไหม แต่ว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้จริงๆ ทั้งๆ มี อวิชชาคือความไม่รู้ มีมากจนปิดบัง ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นเพียงธาตุ ธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างกับรูปธาตุ มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ อย่างบางคนก็บอกว่าแล้วมาจากไหน ก็ถามเขาว่าแข็งไหม ลองกระทบสัมผัสดู ที่ไหนก็ได้ จะเป็นดอกไม้ เป็นแจกัน เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เหล่านี้ แข็งไหม ถ้าบอกว่าแข็ง แล้วมาจากไหน เช่นเดียวกัน เมื่อธาตุที่ไม่สามารถจะรู้อะไร มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ต้องมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ยังคิดที่อยากจะรู้ไหม ว่ามาจากไหน หรือว่ารู้ก่อนว่าเป็นธรรม ยังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม จะไปรู้ว่ามาจากไหนได้อย่างไร ข้ามขั้นตอนไปหมดเลย เพราะว่าได้ยินแต่เพียงว่าธรรม แต่ว่ายังไม่รู้จักธรรมจริงๆ ถ้ารู้จักจริงๆ ทีละหนึ่ง ถูกต้องไหม ถ้าแข็งปรากฏ ไปรู้เสียงได้ไหม เพราะเสียงยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่ได้ปรากฏ จะไปรู้สิ่งที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีแล้วไม่รู้นั้น วันนี้เท่าไร
เพราะฉะนั้น อวิชชา ความไม่รู้ มากมายมหาศาล ต้องสะสมด้วยความมั่นคงที่รู้ว่าคำใดที่ผู้มีพระภาคตรัส มาจากการตรัสรู้ความจริงโดยสิ้นเชิง โดยถ่องแท้ โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ฟังเพราะรู้ว่าไม่รู้ จึงฟัง ไม่ใช่ว่ามีใครจ้างมาฟัง ใช่ไหม แต่ว่าเพราะรู้ตัวว่าไม่รู้ แล้วก็รู้ว่าผู้รู้มี และให้สิ่งซึ่งคนอื่นในโลก ทั้งเทวโลก พรหมโลก ไม่สามารถที่จะให้ความจริงนี้ได้เลย นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทำให้เรามีความมั่นคง ในการที่เราจะกล่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีคนโน้นเป็นที่พึ่ง หรือว่าคนนี้เป็นที่พึ่ง แต่ว่าไม่ได้รู้อะไรเลย ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย จะเป็นที่พึ่งได้อย่างไร
การเป็นที่พึ่งของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระรัตนตรัย คือพระธรรมและพระอริยสงฆ์ ก็คือว่าสามารถให้ผู้ที่พึ่ง ด้วยการฟัง ไตร่ตรอง และก็เข้าใจขึ้น เงินทองซื้อได้ไหม ความเข้าใจ เพชรนิลจินดา ทรัพย์สมบัติมหาศาล ซื้อปัญญาได้ไหม ทางเดียวจริงๆ คือต้องฟัง ด้วยความเคารพ ไม่ผิวเผิน ไม่คิดเองด้วย แต่ว่าต้องไตร่ตรอง จนกระทั่งมีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง เพิ่มขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย ถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์หรือยัง เกินกว่านั้นอีกก็ยังไม่รู้ ถ้าไม่ฟัง
แต่ว่าผู้ที่เพียงฟังพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มีสัจจะ มีอธิษฐาน ความมั่นคง ที่จะมีปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าไม่รู้จึงยึดถือว่าเป็นเรา แต่เราเกิดมาก็ต้องตาย ใครเปลี่ยนแปลงได้ ใช่ไหม แล้วก็ไม่รู้ความจริงเลยว่า แท้ที่จริงที่เกิดก็ไม่ใช่เรา ที่ตายก็ไม่ใช่เรา ที่กำลังเป็นอยู่ทุกขณะก็ไม่ใช่เรา เพราะว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง อย่างละเอียดยิ่ง ที่ทรงแสดงจนกระทั่งสามารถที่เข้าใจว่าแท้ที่จริงที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา ก็ล้วนเป็นธรรมทั้งหมด เมื่อไม่รู้ เพราะฉะนั้นควรจะยังคงไม่รู้ต่อไปและยึดถือว่าเราเกิด แล้วเราตาย แล้วเราหายไปไหน ผิดแล้วใช่ไหม ตอนเกิดมาก็ยึดถือว่าเราเกิด แล้วก็เราตาย แล้วเราหายไปไหน ก็ไม่รู้
แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือเป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดดับสืบต่อ ไม่มีที่สิ้นสุด ที่ใช้คำว่าสังสารวัฏ จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือใครก็ตามที่อยากจะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญเพียร อบรมบารมี แค่จะเป็นสาวก ไหวไหม แล้วจะเป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องมั่นคงมากในบารมีทั้ง ๑๐ แต่ว่าแม้แต่บารมีเดียว บารมีหนึ่งบารมีใดใน ๑๐ เคยพิจารณาไหมว่าเรามีหรือไม่มี เรามีน้อยมาก หรือเรามีมาก ได้ยินแต่คำว่าจะละกิเลส เพราะว่าเวลากิเลสเกิด ทำอย่างไรจะละ เห็นไหม
คนถามอยากละใช่ไหม จึงถามว่าจะละกิเลส ได้อย่างไร แต่ลืม เมตตามีบ้างไหม ขณะที่อยากละกิเลส ปัญญาหรือเปล่า หรืออยาก ก็ไม่รู้เลย มีแต่อยาก เพราะฉะนั้น โลภะซึ่งเป็นนายมาในสังสารวัฎฏ์นานแสนนาน และยังเป็นนายต่อไป เวลาที่ถามว่าทำอย่างไรถึงจะไม่โกรธ เห็นไหม ก็เป็นทาสของโลภะมาเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะรู้จักนายที่คอยใช้ให้ทำโน่นทำนี่ทุกอย่าง แสวงหาทุกอย่าง ใช่ไหม ก็ทรงอุปมาธรรมไว้หลากหลายมาก เพื่อที่จะให้เข้าถึงลักษณะจริงๆ ของธรรม ที่เห็นว่าธรรมใดเป็นโทษ และธรรมใดเป็นประโยชน์ ที่มาอินเดียคราวนี้จะละกิเลสกันหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยังไม่คิดจะละ คิดแต่ว่าจะฟังให้เข้าใจมากขึ้น
ท่านอาจารย์ ไม่เปลี่ยนคำพูด ทุกคนฟังแล้วไม่เปลี่ยน เดี๋ยวก็จะบอกว่าทำอย่างไรจะเป็นอย่างนั้น ทำอย่างไรจะเป็นอย่างนี้ เมื่อไรปัญญาจะเกิด หรืออะไร แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของการละกิเลส เมื่อคืนนี้อดทนไหม กิเลสหรือเปล่า เมตตาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นบารมีทั้ง ๑๐ นั้นเป็นเครื่องชี้ มีหรือเปล่า ดูเหมือนว่าฟังนั้นง่ายมากเลย แต่พอถึงเวลาจริงๆ อยู่ไหน บารมี ไม่ได้มีที่จะเกิดขึ้นสะสมเลย
แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น ไม่มีใครไปฝืน ไม่มีใครไปสั่ง ไม่มีใครไปบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีปัจจัยที่ความดีจะเกิดขึ้นได้ทุกกาล ไม่เลือกเลย แม้แต่วาจา ถ้าไม่พูด คนอื่นก็ไม่เกิดอกุศล แต่ถ้าพูดนำสักนิดหนึ่ง แค่นำสักนิดหนึ่ง อกุศลมายาว ไม่จบ เพียงแค่จะตอบว่าไปหรือไม่ไป ก็ต้องไปเพราะอย่างนี้ ไม่ไปเพราะอย่างนั้น ยาวมากเลย อกุศลทั้งนั้นเลย ก็ทำไมเพียงแค่คิดว่าจะอยู่หรือจะไปก็ตอบมาเลย ไปก็ไป อยู่ก็อยู่
แต่ก่อนนั้นอกุศลมาเท่าไร ทุกเรื่องหมด ไม่ว่าประตู หน้าต่าง กลอน สายไฟ หรือ อะไรต่ออะไรทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ คำใดที่ไม่เป็นประโยชน์ แม้เป็นความจริง นอกจากตัวเองจะเป็นอกุศลแล้ว ยังเป็นสื่อให้อกุศลของคนอื่นๆ เกิดขึ้นมากมายด้วย อะไรจะเว้นได้ ถ้าไม่ใช่ความเห็นถูกต้อง ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ สิ่งใดไม่มีประโยชน์ วาจาที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สักนิดเดียวโดยที่คนอื่นอาจจะไม่ได้สังเกตเลย แต่ผู้รู้ก็เห็นความละเอียด สามารถที่จะทำให้คนอื่นเศร้าหมองใจ แม้เพียงเล็กน้อย จะกล่าวทำไม
นี่ก็เป็นเรื่องชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ว่าจะกายบ้าง หรือวาจาบ้าง แล้วเราก็บอกว่าจะละกิเลส แต่พอกิเลสมา เป็นอย่างไร มาได้อย่างไร แล้วก็ความคิดมั่นคงหรือยัง ความคิดมั่นคงคือ อธิษฐานบารมี แม้แต่เพียงความคิดที่จะละอกุศล แค่นี้เองไม่มากเลย คิดที่จะละอกุศล เพราะอกุศลมีมาก เริ่มคิดก็เป็นสัมปทาน หมายความว่าเริ่มเป็นความเพียร ที่จะนำไปสู่การขัดเกลากิเลส เพราะคิดที่จะละอกุศล ก็เริ่มคิดที่จะขัดเกลาแล้วใช่ไหม แต่ต้องมั่นคง อธิษฐานบารมี และสัจจะ จริงใจด้วย เพราะว่าไม่ใช่ตามคนอื่น เขาทำ เราทำ ไม่ใช่ แต่เป็นความจริงใจที่เห็นโทษของอกุศล
ที่เรามาฟังธรรมกันวันนี้ ก็ต้องมีความจริงใจ ที่จะฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อ แล้วเมื่อไรจะรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ บางคนก็ถาม ตอนนี้ใช่ไหมที่สภาพธรรมเกิดดับ ปัญญาอยู่ที่ไหน ไม่มีปัญญา แล้วจะเห็นความจริงคือเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปเป็นเวลาโน้นเวลานี้ ไม่ใช่ที่นี้ เวลาปฏิบัติ เวลาอยู่ตรงนั้นตรงนี้ นั่งไปนั่งมา ก็เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร แล้วปัญญาหรือเปล่า มีแต่ความอยาก และสิ่งที่รู้ก็ไม่จริง เพราะว่าถ้าเป็นปัญญาจริงๆ สามารถที่จะเห็นถูกในลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏ
ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าแม้แข็งที่ปรากฏชั่วคราว กับ แข็งขณะที่กำลังเข้าใจแข็งว่าเป็นธรรม ก็ต่างกันแล้ว ใช่ไหม เมื่อเช้านี้กระทบช้อน จาน สารพัดอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า ไม่ได้มีความเข้าใจเลย ว่าขณะนั้นก็เป็นธรรมที่ปรากฏชั่วคราว คำว่าชั่วคราวนี้ สั้นมาก เพราะว่าเป็นเรื่องราวมาตลอดเลย ถึงแม้เดี๋ยวนี้ก็ตามแต่ ก็มีการปรากฏของธรรมชั่วคราวจริงๆ เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ว่าเพียงชั่วขณะที่ระลึกสิ่งที่ปรากฏ เพียงอาศัยระลึกจริงๆ สภาพธรรมดับแล้ว โลภะอยู่ที่ไหน ตามไปอยู่ขณะต่อไป
เพราะฉะนั้น กว่าความเข้าใจถูกของสภาพธรรมนั้น จากแม้หนึ่งขณะ ซึ่งจะเกิดเมื่อไรก็ได้ น้อยมาก แต่ก็เป็นความจริง ให้รู้จักว่าความจริงคืออะไร และความจริงเท่านั้นที่จะทำให้รู้ว่าเป็นธรรม อย่างที่เรากำลังฟัง เพื่อที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรม
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นเครื่องเตือนที่ดี แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของความเข้าใจธรรม ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวเตือนเมื่อสักครู่นี้ว่า ฟัง มุ่งหวังเพื่อที่จะเข้าใจธรรมอย่างเดียว หรือว่าจะเป็นผู้ไม่ประมาทในการเจริญกุศลประการต่างๆ ด้วย แม้แต่ในเรื่องของเมตตา ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน การไม่กล่าววาจาที่จะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ เป็นต้น
สิ่งไหนที่ไม่ดีก็ควรที่จะงดเว้น ไม่กระทำในสิ่งเหล่านั้น ความดีเหล่านี้ก็จะคล้อยตามความเข้าใจพระธรรมนั่นเอง และประการที่สำคัญ กิเลสที่มีมากนั้นก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจธรรมเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องขัดเกลา ละคลาย การที่จะเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสได้นั้น ไม่ใช่ด้วยน้ำ ไม่ใช่ด้วยทรัพย์ ไม่ใช่ด้วยโคตร แต่ด้วยปัญญาเท่านั้น แล้วปัญญาจะมาจากไหน ถ้าหากว่าไม่อาศัยการฟังการศึกษาพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยให้จิตเป็นกุศลยิ่งขึ้น
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นกุศลหรือเปล่า สำคัญที่สุด ถ้าไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นกุศล ก็ไม่รู้ว่ากุศลเพิ่มขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้ารู้ว่าขณะใดที่ไม่มีโลภะ ความติดข้อง ไม่มีโทสะ ความขุ่นเคือง และก็เริ่มฟัง แม้แต่เพียงเข้าใจคำแต่ละคำ ขณะนั้นก็ไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าได้ยินคำว่า "ธรรม" แต่ก่อนนี้ไม่เคยรู้ว่าธรรมคืออะไร เคยได้ยินคำว่า "ยุติธรรม" ใช่ไหม "ศีลธรรม" "ธรรม" "อธรรม" คุณคำปั่น ช่วยให้คำแปลของแต่ละคำสักเล็กน้อย จะได้ทราบว่าขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นเป็นกุศล เพราะฉะนั้นกุศลไม่ใช่เพียงฟัง แต่ฟังแล้วเข้าใจ ความเข้าใจเป็นกุศล และถ้าเข้าใจเพิ่มขึ้น นั่นก็คือการเพิ่มกุศล แล้วก็จะนำมาซึ่งกุศลอื่นๆ ด้วย
อ.คำปั่น ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าใจธรรม ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านผู้ถาม ก็ได้กล่าวถึงในเรื่องของกุศล ซึ่งคำว่า "กุศล" ถ้าแปลเป็นไทย ก็แปลได้ว่าเป็นความดี ก็ได้ แต่เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ก็คือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นทำลายซึ่งอกุศล ต่อจากนั้นก็จะมีอีกหลายคำ อย่างเช่น ยุติธรรม ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ "ยุติธรรม" คืออะไร ธรรมที่สมควร ธรรมที่ถูกต้องนั้น นั่นคือยุติธรรม ถ้าหากว่าเข้าใจว่าธรรมที่สมควร ธรรมที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ก็คงจะเข้าใจว่า ไม่พ้นไปจากความดี ไม่พ้นไปจากกุศลธรรมเลย ที่เป็นยุติธรรม
อีกคำหนึ่งคือคำว่า "อธรรม" หลายท่านที่ได้ฟังธรรมก็คงจะได้ยิน อธรรมนั้น ท่านจะแสดงคู่กันกับคำว่า ธรรม ซึ่ง “ธรรม” นั้นกว้างขวางมากเลย แต่เมื่อใดก็ตามที่ ธรรม มาคู่กับอธรรม เมื่อใด สภาพธรรมตรงกันข้ามทันที "ธรรม" ในที่นี้หมายถึง กุศลธรรม หมายถึงสภาพธรรมที่ดีงาม ซึ่งจะตรงข้ามกับอธรรม "อธรรม" ก็คือ บาปธรรม หรือว่าอกุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง จึงมีข้อความที่แสดงไว้ในเถรคาถาว่า "ธรรมนำไปสู่สุคติ แต่อธรรมนำไปสู่ทุคติ"
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจธรรม แล้วก็จะได้รู้ความต่างของกุศลธรรมกับอกุศลธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ก่อนอื่น เห็นเดี๋ยวนี้มีจริง เป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีจริงๆ ก็เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะของธรรมนั้นๆ ก็คือ สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้จักกุศล ก็ขอถามว่า โกรธเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น แล้วไม่โกรธ มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี ไม่ว่าเห็นใคร อย่าลืม ไม่เลือกด้วย เพราะว่าถ้าเลือกก็คงจะไม่ใช่ธรรมฝ่ายดี เพราะเหตุว่าเลือก เลือกที่จะดีเฉพาะกับคนนี้กับคนนั้น แต่ไม่ดีกับคนนั้นคนนี้ อย่างนั้นจะเป็นกุศลไหม
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาโกรธ ไม่ใช่กุศล เวลาที่ต้องการของอย่างหนึ่งอย่างใด ติดข้องอย่างมากๆ มีความรู้สึกสบายใจไหม
ผู้ฟัง ไม่สบาย
ท่านอาจารย์ฯ เป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เริ่มรู้จักอกุศลกับกุศลตัวจริงๆ ความไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลยว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหน ใครจะชวนไปหาธรรม ก็หมายความว่าเขาไม่รู้จักว่าธรรมมีแล้วทุกขณะ แต่เพียงไม่รู้ว่าเป็นธรรม จึงต้องฟังจนกว่าจะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าเดี๋ยวนี้เองก็เป็นธรรม ที่รู้อย่างนี้เป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นกุศล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้จักกุศลแล้ว จะเพิ่มกุศลขึ้นได้ เพราะรู้ ใช่ไหม ว่าอะไรเป็นอกุศล อะไรเป็นกุศล แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่สามารถที่จะให้กุศลเจริญขึ้นได้ตามเหตุที่ควรจะเป็น เพราะว่าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วกุศลจะเจริญขึ้นได้อย่างไร ถ้าฟัง บอกว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ อย่างเห็นนี้ เที่ยง ไม่ได้ดับไปเลย ถูกไหม
ผู้ฟัง ถูก
ท่านอาจารย์ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ดับไปเลย
ผู้ฟัง ไม่ถูกๆ
ท่านอาจารย์ คือไม่ใช่เราจะไปจำคำว่าถูกหรือผิด แต่ต้องไตร่ตรอง ถ้าจะถูกก็ต้องบอกว่าทำไม ถ้าจะไม่ถูกก็ต้องบอกว่าทำไม คือต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าตอบไปเฉยๆ เพราะฉะนั้น ที่จะรู้ว่ากำลังเห็นอย่างนี้ เหมือนปกติทุกอย่าง ไม่ผิดปกติเลย เห็นเกิดหรือเปล่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800