ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
ตอนที่ ๑๗๕๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ ผู้ที่ยังเหลืออยู่ซึ่งปัญญายังไม่ถึงระดับนั้นก็อบรมต่อไป สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือ ความเข้าใจถูกหรือความเห็นถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา แต่ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรม เมื่อคนบอกว่าปัญญา เราก็ไม่รู้ว่าหมายความถึงอะไร คิดว่ามีความสามารถทางนั้น ทางนี้ เก่งอย่างนั้น อย่างนี้หรืออย่างไร แต่ความจริงปัญญาก็คือ การที่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้โดยถูกต้อง อย่างอื่นไม่ใช่ปัญญาแน่ แต่ปัญญาต้องสามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงและกำลังมีจริงด้วย แม้แต่ในขั้นการฟังก็ฟังเรื่องสิ่งที่กำลังมี เพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่เข้าใจอย่างอื่น แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี หาอย่างอื่นมาเข้าใจได้หรือไม่ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีในขณะนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย และถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แล้วจะไปเข้าใจอย่างอื่นได้หรือไม่ ในเมื่ออย่างอื่นไม่มี ก็ตรงตัวอยู่แล้ว แต่ว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องอาศัยความอดทนและเห็นประโยชน์จริงๆ ว่า รู้กับไม่รู้ ควรจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้ก็พอใจที่จะไม่รู้ต่อไปแน่ๆ เพราะไม่รู้ไม่สามารถที่จะเห็นประโยชน์ของความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องได้ แต่ถ้าเป็นความรู้ก็รู้เลย ใช่หรือไม่ ไม่รู้จะดีได้อย่างไร รู้ต้องดีกว่า ซึ่งก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละคน จะรู้หรือคิดเอง หรือว่าศึกษาพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เพื่อให้เข้าใจตรงตามที่สภาพธรรมนั้นกำลังเป็นเช่นนี้ในขณะนี้
ตอนนี้ศึกษาเรื่องนิพพานดีหรือไม่ ได้ยินแต่คำแต่ไม่รู้เลยว่าคืออะไร เมื่อได้ยินคำก็อยากแล้ว ใครจะไปกั้นโลภะได้ สะสมมาจนกระทั่งเหมือนเพื่อนสนิทติดตามไปทุกแห่ง ก่อนหลับเมื่อคืนนี้คิดเรื่องอะไร เรื่องที่พอใจ ใช่หรือไม่ ตื่นมาคิดเรื่องอะไร ก็คิดเรื่องนั้นเอง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าหลับหรือตื่นก็เต็มไปด้วยโลภะ จนกระทั่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ขณะที่จิตเกิดขึ้นในชาตินี้ขณะแรกสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน โลกนี้ไม่ได้ปรากฏเลย เหมือนขณะที่นอนหลับสนิท เป็นใครกำลังนอนหลับสนิท ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีสมบัติมากหรือน้อยอย่างไร ไม่รู้เลย เป็นไปได้อย่างไร ตอนตื่นรู้ไปหมดทุกอย่าง ใช่หรือไม่ แต่ตอนหลับหายไปไหนหมด ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง โลกนี้ก็ไม่ปรากฏเลยทั้งสิ้น
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า หลังจากที่ปฏิสนธิจิตเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เมื่อจิตขณะแรกเกิดหนึ่งขณะแล้วดับไปไม่เหลือเลย จึงเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนจะมีจิต ๒ ขณะในคนหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะเกิดแล้วต้องดับไปไม่เหลือเลย ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ ซึ่งเป็นขณะย่อยของจิตที่แม้เพียงเกิดแล้วดับแต่ก็แสดงความต่าง เพราะความต่างตรงนี้จะมีความหมายด้วยว่า เหตุใดจึงกล่าวว่าขณะแรกไม่ใช่ขณะที่ดับ ขณะที่ไม่ใช่ขณะแรกและขณะที่ดับ คือขณะที่ยังตั้งอยู่ ซึ่งก็จะมีเหตุผลว่าเพราะอะไร
แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วว่า เมื่อจิตปราศไปหมดไม่เหลือเลยทั้ง ๓ ขณะ จิตขณะต่อไปจึงเกิดขึ้นได้ แต่หลังจากที่ปฏิสนธิจิตเกิดเพราะกรรม โลกนี้ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้คิดนึกอะไรเลยทั้งสิ้นเหมือนขณะที่หลับสนิท และขณะต่อไปก็ยังไม่ทันจะเห็น ไม่ทันที่จะได้ยิน แล้วแต่ภพภูมิที่เกิด ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็อยู่ในครรภ์ของมารดาขณะนั้นตาก็ยังไม่มี ยังไม่เห็นอะไรเลย แต่ว่าถ้าเกิดบนสวรรค์เป็นรูปพรหมหรือเป็นเทวดา จะเกิดพร้อมกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็สามารถที่จะระลึกได้เหมือนกับหลับแล้วตื่น รู้ว่ามาจากไหน เพราะฉะนั้น ในโลกของที่เป็นมนุษย์ทุกวันนี้ เมื่อเกิดขณะแรกนั้นทรงแสดงไว้ว่า โลกนี้ไม่ปรากฏ เมื่อดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเป็นภวังค์คือ สืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้
กรรมให้ผลเพียงแค่เกิดไม่พอ ดังนั้นต้องรู้ด้วยที่เราพูดว่าผลของกรรมนั้นคือเมื่อไร ขณะไหน ขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นผลของกรรม กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งอาจจะทำให้สุขหรือทุกข์เกิดขึ้นเป็นผลของกรรม แต่ว่าเมื่อเกิด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีปรากฏ จึงมีจิตที่เกิดดับดำรงภพชาติจนกว่าจะมีการรู้สึกตัว รู้สึกตัวทางใจ เวลาตื่นขึ้นมาเมื่อเช้านี้รู้สึกตัวหรือไม่ว่าตื่น ตื่นทุกวัน ตอนบ่ายนี้ใครหลับไปก็ตื่นขึ้นมาก็ได้ ชื่อว่าตื่น รู้สึกตัวหรือไม่ ที่ใช้คำว่าตื่น รู้สึกตัว แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นรู้อะไรทันทีที่รู้สึกตัว
เพราะฉะนั้น ทรงแสดงว่าทุกชาติที่เกิดหลังจากที่ภวังคจิตเกิดสืบต่อแล้ว วาระแรกที่รู้สึกตัวคือ ความติดข้อง โลภะ เหมือนกับก่อนจะหลับก็ด้วยเรื่องโลภะ ตื่นขึ้นมาก็คิดถึงสิ่งที่พอใจ ถ้าขณะนั้นไม่ได้ขุ่นใจจนกระทั่งโกรธมากพยาบาท ขณะนั้นจะเป็นเรื่องของความติดข้อง พรุ่งนี้จะทำอะไร หรืออะไรๆ ก็แล้วแต่ ทุกคนก็เป็นปกติ แสดงให้เห็นว่า ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความเป็นจริงของธรรมได้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ถ้ามีตัวตนก็สามารถที่จะไปบังคับบัญชาทำอะไรต่างๆ ได้ แต่ถ้าเป็นธรรม รู้เลย ธรรมเป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร มีปัจจัยเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป มีใครทำอะไรได้บ้าง มีหรือไม่ แน่ใจ บางคนบอกว่าเขาลืมตาแล้วเขาก็เห็น เหมือนเขาทำได้ แต่ถ้าไม่มีจักขุปสาท อย่างไรๆ ก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ แล้วทรงแสดงความละเอียดยิ่งของสภาพธรรมแต่ละอย่างทุกขณะ ทั้งเหตุปัจจุบัน และเหตุในอดีตด้วย ขณะที่คิดอยู่นี้เพราะอะไรจึงคิดไม่เหมือนกัน ก็ต้องมีการสะสมมาต่างๆ กัน ทำให้คิดไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นเรื่องของปัญญา แต่ถ้าไม่เป็นความเห็นถูก ไม่เป็นความเข้าใจถูก แต่อยากจะรู้ธรรม เป็นไปได้หรือไม่ รู้เพราะอยากจะรู้ เป็นไปได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย ปิดกั้นทันที ขณะนี้เพราะอะไรเราไม่รู้ธรรมทั้งๆ ที่กำลังฟังว่าเป็นธรรม เพราะว่าเราสะสมอวิชชามามาก มากจนกระทั่งแม้ฟังกว่าจะรู้ว่า แต่ละคำกำลังพูดเรื่องจริงๆ ที่มีจริงๆ เป็นภาษาไทย แต่ภาษาบาลีเรียกสิ่งที่มีจริงว่าธรรม ต่างกันตรงภาษา แต่ความจริงก็คือความจริง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ชีวิตประจำวันจริงๆ หรือไม่ หรือให้เราไปทำอะไรที่ผิดปกติแล้วไม่รู้ความจริงในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้เราก็ต้องรู้ความต่างของคนที่สอนให้เราไม่รู้ความจริง แต่ให้เราทำอย่างอื่น หรือเข้าใจว่าไปรู้อย่างอื่น ไม่ต้องรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งผิดกันแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นปัญญาคือ การไตร่ตรองให้มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นความเห็นถูกจริงๆ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะใช้ภาษาไทยแล้วพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ด้วย แต่เพราะสิ่งที่มีจริงต้องอาศัยการอบรมความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เพราะเคยไม่รู้มาแสนนาน กว่าจะรู้ได้ก็ต้องนานเหมือนกัน ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะรู้ได้ แต่ก็คือการเข้าใจถูกความเห็นถูกเพราะฟังแล้วไตร่ตรอง
คงไม่ลืม ตื่นขึ้นมาวันนี้ เมื่อเช้านี้ไม่รู้เลย เมื่อตื่นแล้วคิดอะไรก็ไม่รู้เพราะว่ารวดเร็วมาก แต่ทรงแสดงไว้ว่าทุกภพชาติ ไม่ว่าจะเกิดในสวรรค์ ในโลกมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นรูปพรหมบุคคล อรูปพรหมบุคคล วาระแรกที่มีการรู้โลกนั้นคือด้วยความติดข้องจึงเกิด แต่ถ้าดับหมดแล้วเป็นพระอรหันต์ไม่มีกิเลสและไม่มีการเกิด แต่ถ้ายังมีการเกิดก็จะพ้นความติดข้องไม่ได้ เพียงรู้ว่าเกิดก็ติดแล้ว
ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ และกำลังมีในขณะนี้ พระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ซึ่งตั้งแต่เกิดจนตายก็จะมีสิ่งที่มีจริงๆ โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้เลย ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงได้ยินคำว่า "พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" เป็นที่เคารพสักการะสูงยิ่ง ไม่มีบุคคลใดเปรียบปานได้ เพราะฉะนั้น พระปัญญาคุณที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ต้องเป็นสิ่งที่จริงแท้ที่สุด ถึงความจริงที่ไม่มีความจริงอื่นยิ่งกว่านี้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าแม้ว่าเราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้ว่า แท้ที่จริงนั้นต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏ มีเห็นจริง มีได้ยินจริง มีคิดนึกจริง มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ขณะนี้ก็เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง จนกว่าจะได้ฟังความจริงเฉพาะเรื่องของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงทีละหนึ่งที่กำลังกล่าวถึง
เพราะฉะนั้น ควรที่จะเริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งที่ไม่มี ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ จะรู้ความจริงได้เฉพาะสิ่งที่มีและกำลังมีด้วย เช่นเมื่อวานนี้ก็มีเห็น ใครจะไปรู้ความจริงของเห็นเมื่อวานนี้ได้หรือไม่ หมดแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ เสียงไม่ใช่เสียงเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เสียงเมื่อครู่นี้ เป็นสิ่งที่มีจริง จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเมื่อเริ่มฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยิน ไม่ใช่คิดถึงเรื่องอื่น ตัดเรื่องอื่นออกหมด แม้แต่ชื่อภาษาบาลีต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมา ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งถ้ายังคงติดในคำ ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่เราใช้ เช่น ขณะนี้มีความรู้สึก เมื่อใช้คำว่าความรู้สึกเป็นภาษาไทย มีความรู้สึกหรือไม่ หรือว่าไม่มี เท่านี้ ทั้งๆ ที่เป็นภาษาไทยก็ยังยากที่จะรู้ว่า รู้สึกอะไร รู้สึกอย่างไร ใช่หรือไม่
แต่ว่าตามความเป็นจริง ขณะนี้ดีใจ เสียใจหรือไม่ หรือว่ารู้สึกเฉยๆ ทุกคนต้องมีความรู้สึก แต่ชินกับความรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้เลยว่าขณะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริงก็ไม่ปรากฏว่าเป็นความรู้สึกเช่นนั้น เมื่อความรู้สึกเช่นนั้นกำลังมี เช่น ความรู้สึกเฉยๆ มีแน่ๆ แต่ไม่เคยรู้ว่า ขณะนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริง ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความทุกข์ ต่อเมื่อใดเกิดความสุขหรือความทุกข์ก็ต่างจากความรู้สึกเฉยๆ แสดงถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะว่าเปลี่ยนไปอย่างเร็วมาก จากความรู้สึกอย่างหนึ่งไปเป็นความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งแล้วก็หมดไปเรื่อยๆ
การฟังธรรมคือ ฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในแต่ละภพแต่ละชาติ เพื่อที่จะได้รู้ความจริงของสิ่งนั้น ไม่หลงเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืน เพราะว่าเกิดแล้วต้องตาย ก่อนตาย เห็นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก ไม่ใช่จำ ไม่ใช่โกรธ เพราะฉะนั้นเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็นไปเช่นนั้น ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้แล้วหมดไป ดับไป ตลอดชีวิตมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง มีเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกเรื่องราวสารพัดเรื่อง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มี เพียงจิตหรือธาตุรู้ไม่เกิดขึ้นรู้ ดังนั้นที่ว่าเป็นเราเกิดมา จริงๆ แล้วอะไรเกิด ถ้าไม่มีธรรมซึ่งสามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ โลกก็ไม่ปรากฏ เราก็ไม่มี ทั้งๆ ที่เป็นภาษาไทยก็ยังยากที่จะเข้าใจ
ดังนั้นให้ทราบว่าธรรมลึกซึ้ง เพราะกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงพระธรรม เมื่อได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ต้องอบรมพระบารมีถึงพร้อมด้วยความเป็นเลิศในทุกอย่าง แม้แต่คำที่ตรัสเพื่อที่จะให้คนอื่นเข้าใจ แต่ละคำเมื่อพิจารณาไตร่ตรองแล้วสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ฟังเพื่อเข้าใจ เป็นวาระที่สะสมบุญที่ไม่ใช่เพียงการให้ทาน หรือการที่จะมีกายวาจาสุจริต ใจไม่คิดเบียดเบียนใคร แต่สามารถที่จะมีความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งซึ่งมีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน แม้ในขณะนี้ก็มีจริงๆ ด้วย
เราจะสนทนากันเรื่องของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีใครรู้บ้างหรือไม่ว่า ขณะนี้มีความเข้าใจสิ่งที่มีจริงมากน้อยเพียงใด ฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ธรรมดาคิดว่าเราเห็น ใช่หรือไม่ นี่คือเข้าใจถูก หรือเข้าใจผิด เราเห็น ถูกหรือไม่ ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะไม่เคยรู้ว่า เห็นเป็นเห็น เห็นเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ เห็นแล้ว มีปัจจัยทำให้เห็นเกิด ใครจะไปไม่ให้เห็นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การพูดถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่เคยรู้ความจริงและเข้าใจผิดด้วยว่า เห็นเป็นเรา
โกรธเป็นเราหรือไม่ หรือเป็นโกรธ โกรธเป็นโกรธ แต่ไม่เคยมีใครรู้แน่นอนว่า โกรธมีปัจจัยเกิดขึ้นโกรธแล้วหมดไปและไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ประโยชน์จริงๆ ก็คือไม่เคยรู้ความจริงของธรรมสักอย่าง เลยยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอัตตา เป็นเรา เมื่อเห็นก็เราเห็น เมื่อได้ยินก็เราได้ยิน เมื่อคิดนึกก็เป็นเราคิด แสดงให้เห็นว่าเพราะไม่รู้ จึงต้องมีการเข้าใจให้ถูกต้องว่า เห็นเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไป จริงหรือไม่ คือธรรมทั้งหมดนี้ฟังเพื่อให้รู้ความจริง แล้วเห็นที่เกิดแล้วดับไปเป็นเราหรือ ลองคิดจริงๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเกิดขึ้นโดยบังคับบัญชาไม่ได้เลย เกิดขึ้นแล้วก็หมดไปด้วย ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้งให้สิ่งนั้นคงอยู่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ยึดถือว่าเป็นเราไปหมดทุกอย่างที่เกิดแล้วดับ ถูกหรือผิด เกิดก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิด ตายก็ไม่รู้ว่าอะไรตาย แต่ก่อนที่จะตายก็มีการยึดถือสิ่งซึ่งเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปว่าเป็นเรา แต่เมื่อถึงเวลาจากโลกนี้ อะไรเป็นเราและเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายซึ่งขณะนี้ทุกคนก็รักที่สุด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าบำรุงทุกอย่าง มีกระเป๋าสวยๆ สำหรับอะไร สำหรับเราถือใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่เพียงแค่ร่างกายเท่านี้เอง ทุกอย่างทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่า สิ่งที่เคยเป็นเหมือนเป็นเราหรือเป็นของเรานั้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีชั่วคราว ชั่วคราวที่สั้นมากแล้วก็ดับ แล้วหมดไปและไม่กลับมาอีกเลย
อย่าลืม จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เพียงไม่มีจิต รูปนี้ก็เหมือนรูปอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้เลย แล้วเพราะอะไรไม่เข้าใจให้ถูกเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ว่า สิ่งที่มีจริงที่เคยเป็นเรานั้น แท้ที่จริงก็เป็นแต่เพียงรูป สิ่งที่มีแต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้น การที่เราได้ฟังคำภาษาไทยในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของความจริงที่ใครปฏิเสธไม่ได้เลย เช่นถ้าใช้คำว่ารูป มีจริงๆ แต่หมายความถึงทุกอย่างที่เกิด แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้
ในชีวิตประจำวันสิ่งที่เป็นรูปก็มีเช่น เสียง เกิดปรากฏ เสียงรู้อะไรหรือไม่ ไม่รู้ เป็นเสียงของเราหรือไม่ แต่ก็หลงยึดถือว่าเป็นเสียงของเรา นั่นคือความเข้าใจผิดเพราะไม่รู้ธรรม ไม่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ไม่มี มีเพราะเกิดขึ้น มีแล้วหมดไปและไม่กลับมาอีกเลย ทุกขณะเป็นเช่นนี้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ หรือย้อนไปตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดก็เป็นจิต เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ เกิดพร้อมกับรูป
ถ้าไม่มีรูปในขณะที่เกิด จะมีรูปเดี๋ยวนี้หรือไม่ ค่อยๆ เติบโตเจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งเป็นเรา ตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งโตขึ้น จนกระทั่งถึงวันที่จากโลกนี้ไป เป็นเราไปหมดเลย แต่ความจริงรูปเป็นรูป จะเป็นอื่นไม่ได้เลย เพราะว่ารูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย และรูปก็เกิดแล้วดับไปด้วย ความไม่รู้นี้มีมาก จะยึดถือรูปไหนที่กายที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเรา ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงมีอากาศธาตุ คือช่องว่างแทรกอยู่อย่างละเอียดยิบ รูปไหนเป็นเรา อากาศที่แทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบก็ไม่รู้ แล้วที่ตัวเดี๋ยวก็แข็งปรากฏ เดี๋ยวก็เย็นปรากฏ เย็นก็เป็นเย็น เป็นของใครหรือไม่ เย็นเกิดที่ไหน ก็เป็นลักษณะเย็นที่นั่น เป็นธาตุหรือธรรมที่มีจริงๆ ทั้งหมด เป็นธาตุ เป็นธรรมที่มีจริง ไม่ใช่ของใคร
จะได้ยินคำภาษาบาลีว่า "อนัตตา" ตรงกันข้ามกับ "อัตตา" อัตตาคือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เห็นก็เป็นดอกกุหลาบ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่ความจริงเห็น สามารถจะเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เท่านั้นเอง หลับตา มีคนหรือไม่ เพราะอะไรไม่มีคน หลับตาแล้วเพราะอะไรคนในห้องนี้หายไปหมดเลย เพียงแค่หลับตาก็ไม่เหลือคนสักคน แต่เมื่อลืมตาเดี๋ยวนี้มีหลายคน ถูกต้องหรือไม่ แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย เห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพียงหลับตาก็ไม่มีสิ่งที่จะปรากฏให้เห็น
เพราะฉะนั้น เวลาเห็นแล้วจำสิ่งที่มีรูปร่างสัณฐานก็สามารถที่จะจำได้ว่า รูปร่างนี้เป็นคน รูปร่างนั้นเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ จากสิ่งที่ปรากฏหลากหลายด้วยสัณฐานต่างๆ ทำให้จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ เมื่อเห็นก็นึกถึงคนเลย เห็นเก้าอี้ก็นึกถึงเก้าอี้เพราะเคยจำได้ แต่เมื่อหลับตาทั้งคนทั้งเก้าอี้ก็ไม่มี แสดงความจริงว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาได้นั้นมี แต่ปรากฏเมื่อกระทบกับจักขุปสาท รูปนี้อยู่ที่กลางตาซึ่งใครก็มองไม่เห็น แต่เป็นรูปที่มีลักษณะพิเศษต่างจากแข็ง เพราะเหตุว่าแข็งไม่รู้ว่าอะไรกระทบ แต่รูปที่อยู่กลางตาสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น
ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ยึดมั่นในความเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ความจริงก็เป็นเพียงแต่ธรรม คือธาตุที่มีจริง มีลักษณะหลากหลาย เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย รู้เช่นนี้ดีหรือไม่ดี หรือไม่รู้ดีกว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ แล้วไม่รู้ดีกว่าได้อย่างไร ใช่หรือไม่ ในเมื่อความจริงเป็นความจริง ควรรู้
ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคำที่จารึกพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา จะไม่กล่าวถึงอย่างอื่นเลยนอกจากสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึกเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเห็นอะไรก็คิดถึงรูปร่างสัณฐานแล้วคิดถึงเรื่องนั้น ถ้าเราพบคนที่ไม่รู้จัก เราจะคิดถึงเขา หรือเรื่องราวของเขาได้หรือไม่ ไม่ได้เลย เพียงเห็นแล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้จัก จำหน้าได้ จำชื่อได้ จำเรื่องได้
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดก็มาจากสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นและเห็นเป็นธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลาย เช่นความคิดนึกไม่ใช่เห็น ไม่เห็นก็คิดได้ คิดไม่ใช่เห็น แต่ในขณะที่เห็นแล้วรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่รู้เลยถึงการที่เกิดดับอย่างรวดเร็วของสภาพธรรม เพราะเห็นแล้วคิดติดต่อกันทันที แต่ทันทีที่นี่ก็ยังมีสิ่งที่ละเอียดกว่านั้นอีก เพราะจิตเกิดดับทีละหนึ่งขณะ กว่าจะรู้ว่าเป็นใคร จิตเกิดดับหลายขณะ นี่คือการเกิดดับสืบต่อของธรรมอย่างรวดเร็ว เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800