ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756


    ตอนที่ ๑๗๕๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ เป็นแต่เพียงรูปร่างที่ปรากฏให้เห็นทางตา โดยแข็งไม่ได้ปรากฏทางตา แต่กระทบสัมผัสเมื่อไร แข็งปรากฏ เป็นของใครหรือไม่ เปลี่ยนแข็งได้หรือไม่ ที่ตัวมีแข็งหรือไม่ แข็งนั้นเป็นเราหรือไม่ เป็นของเราหรือไม่ เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า หลงยึดถือธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยว่า เป็นเราและของเรา แต่ความจริงเกิดแล้วดับไปโดยไม่ปรากฏเลย จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย รูปแข็งที่ไม่มีจิตนั้นเป็นของใคร ก็จะเป็นของใครไม่ได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะเวลานั้น แม้เดี๋ยวนี้แข็งนั้นก็ไม่ใช่ของใคร นี่คือการศึกษาเพื่อที่จะให้มีความเข้าใจจริงๆ เพื่อละความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมด้วยความเห็นผิดว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย เพื่อเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เพื่อลาภสักการะ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญ หรือไม่ ไม่ใช่เลยทั้งหมด แต่เพื่อละความไม่รู้ เพราะว่ากว่าจะตายต้องไม่รู้มากกว่านี้อีกมากถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมให้เข้าใจขึ้น นี่คือเพียงขั้นฟัง ภาษาบาลีใช้คำว่า ปริยัติ เพราะว่าการเข้าใจพระธรรมมี ๓ ขั้น คือถ้าไม่มีการฟังเลยก็ไม่สามารถที่จะคิดเองได้ แต่เมื่อฟังแล้วไตร่ตรอง ปริยัติคือความรอบรู้ในธรรมที่ได้ฟัง ไม่ใช่ไปจำคำ จำภาษา จิตมีเท่าไร เจตสิกเกิดกับจิตนี้เท่าไร แต่ไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมอะไร หลากหลายมากเป็นแต่ละธรรมซึ่งเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไป

    การศึกษาธรรมในอดีตกาลเวลาที่มีผู้ไปเฝ้า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสกับเขาเลยว่า จิตมีกี่ประเภท มีเจตสิกเท่าไร แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้นว่า เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่เที่ยงอย่างไร เข้าใจผิดยึดถือสภาพนั้นๆ ว่าเป็นเรามานานแสนนานเท่าไร ก็คือให้ศึกษาธรรมให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ทันที ไม่ต้องไปรอพลิกหนังสือหรือตำราอะไรเลยเพราะว่าช้าไป ในเมื่อสภาพธรรมขณะนี้กำลังปรากฏอยู่ และบางคนคิดจะไปทำอย่างอื่นเพื่อที่จะเข้าใจธรรม เป็นไปได้อย่างไร เพียงปรากฏยังไม่รู้เลย แล้วจะไปทำอย่างอื่นขณะที่สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วโดยไม่รู้ แล้วจะมีวันรู้สิ่งที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยตามความเป็นจริงได้อย่างไร

    อ.อรรณพ อกุศลธรรมเหล่านี้ ทั้งความยึดถือว่าเป็นเราก็อย่างหนึ่ง และทั้งความตระหนี่ คือความหวงแหนในความเป็นเราอีกอย่างหนึ่ง เช่นพระโสดาบันท่านดับความตระหนี่ได้ ท่านก็ต้องดับความตระหนี่ที่เป็นเรานี้ได้ แต่ท่านก็ยังมีความยึดถือติดข้องนั้นต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ด้วยความเห็นผิด เพราะขณะนี้ตระหนี่ความเห็นผิดไว้ด้วย ใช่หรือไม่ ที่เป็นคุณอรรณพ เห็นถูกหรือเห็นผิด

    อ.อรรณพ ถ้ายังเห็นว่าเป็นคนจริงๆ ก็ต้องเห็นผิด

    ท่านอาจารย์ แล้วบางคนก็ไม่อยากที่จะฟังธรรมเลย กลัว กลัวหมดกิเลส

    อ.อรรณพ เพราะความเป็นตัวตน

    ท่านอาจารย์ หวงกิเลสด้วย กลัวหมดกิเลส จะอยู่ได้อย่างไรในโลกนี้ด้วยความไม่ติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ กลัวแม้อย่างนั้นว่าชีวิตนี้มีความสุขเพราะเห็น เพราะได้ยิน เพราะได้กลิ่น เพราะลิ้มรส เพราะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เรื่องราวของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แล้วจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้ติด ถึงแม้มีแล้วไม่ติด เขาบอกว่าจะมีความสุขมาจากไหน ไม่เห็นความสุขที่ละได้เมื่อพ้นจากความเป็นทาส ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเป็นทาสของโลภะ โลภะเป็นนายตั้งแต่เช้ามาหรือไม่ ตื่นมาก็ค้นหารูป ใครบ้างไม่ค้นหารูป แปรงสีฟันอยู่ไหน หารูปหรือไม่ ยาสีฟัน เสื้อกี่ตัว เกลืออยู่ไหน น้ำตาลอยู่ไหน เมื่อถึงเวลาอาหาร อยู่ไหนไปหมด ค้นหารูป

    มีใครชอบเป็นทาสบ้างหรือไม่ มีนาย ถูกนายใช้ตั้งแต่เช้า รู้ตัวหรือไม่ว่ามีนาย แล้วแต่นายจะต้องการอะไร หาให้หมด ไม่พ้นจากความเป็นทาสของโลภะ ภาษาบาลีใช้คำว่าตัณหาทาโส ตัณหาเป็นอีกคำหนึ่งของโลภะ เพราะว่าความติดข้องมีหลายลักษณะจึงมีชื่อมากมายหลายอย่าง เวลาที่เพลิดเพลินสนุกสนานเป็นลักษณะหนึ่งของโลภะ ใช้คำว่านันทิ หรือราคะ เพราะฉะนั้น มีหลายระดับแสดงลักษณะของสภาพธรรมที่ติดข้องทั้งนั้น

    อยากเป็นทาสต่อไปหรือไม่ รู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นทาส มีเจ้านาย เจ้านายไม่ใช่เฉพาะชาติเดียว ทุกชาติ เป็นเจ้านายมาตลอดทุกวันก็ยังเป็นทาสต่อไป แล้วจะพ้นจากความเป็นทาสได้อย่างไรถ้าไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นจะพ้นจากโลภะจริงๆ ซึ่งเป็นสมุทยสัจจ์ เวลาที่กล่าวถึงอริยสัจจ์แม้แต่ในตำราเรียนก็กล่าวถึงอริยสัจจ์ ทุกขอริยสัจจะ สภาพที่เป็นทุกข์ เป็นสัจจะ เป็นความจริงของผู้ที่ได้ประจักษ์แจ้งทุกข์นั้น ซึ่งหมายความถึงการเกิดดับ ไม่ใช่ทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจเท่านั้น เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วไม่ยั่งยืนเลย ทุกข์กายก็ดับ ทุกข์ใจก็ดับ ถึงไม่ใช่ทุกข์กายทุกข์ใจก็ดับ รวมความว่าสภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดแล้วดับ เป็นทุกข์ในที่นี้หมายความว่า ไม่น่าติดข้อง เพราะอะไร ปรากฏนิดเดียวแล้วหายไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย มีแต่ความจำเหมือนความฝันว่า ต้องการสิ่งที่ไม่มีเพราะหมดแล้ว

    เพราะฉะนั้น พระธรรมทำให้สามารถที่จะเข้าใจความจริงละเอียดขึ้น ที่จะรู้ว่าตามความเป็นจริงแล้วนั้น กว่าจะพ้นความเป็นทาสโดยสิ้นเชิงก็ต้องเพราะปัญญา แม้เพียงในขณะที่ฟังเพื่อที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกว่าไม่ไปเป็นทาสของความเห็นผิด คำสอนผิดที่ไม่ทำให้เกิดปัญญา ความรู้ถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เท่านี้พ้นยากหรือไม่ที่จะรู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด แล้วไม่เป็นทาสของความพอใจที่จะมีความเห็นผิดนั้นๆ อีก บางคนรู้ว่าผิดแต่ก็ยังพอใจในเพื่อนฝูง พวกพ้องหมู่คณะ ครูอาจารย์ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม แต่ว่าผู้ที่จะได้สาระจากพระธรรมคือผู้ที่ตรง ทุกคำที่ได้ยินสะสมความถูกต้องและความตรง จึงสามารถที่จะพ้นจากความเป็นทาส คือความไม่ตรงและความเห็นผิดเพราะความติดข้องในความเห็นผิดนั้น

    ดังนั้นกว่าจะพ้นความเป็นทาสได้หมดสิ้นจริงๆ ต้องตามลำดับ แม้ในขั้นการฟัง เมื่อได้ฟังสิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่างกันหรือไม่ มีความปลาบปลื้มหรือไม่ที่มีโอกาสจะได้เข้าใจถูกในสิ่งที่ถูกต้อง พ้นจากความเห็นผิดๆ ที่เคยเข้าใจผิด พ้นมาได้เท่านี้ ยังไม่ถึงไหนแต่เรียกว่าพ้นแล้ว ค่อยๆ เป็นอิสระ พ้นจากการที่จะเห็นผิดซึ่งยากมาก เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงความไม่รู้และความเห็นผิด เพราะไม่ได้ฟังพระสัทธรรม หรือไม่ได้ฟังคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดเองต้องผิดแน่ มีใครที่คิดเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่มีการฟังได้บ้าง เพราะฉะนั้น จะพ้นจากการเป็นทาสของคำสอนที่ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการที่มีความเห็นถูกเกิดขึ้น จะรู้เลยว่าพ้นจากความเป็นทาส ซึ่งตอนที่ยังไม่พ้นจะไม่รู้เลยว่ากำลังเป็นทาสอยู่ พ้นเมื่อใดก็จะรู้ว่าพ้นมาเท่านี้ ซึ่งต้องฟังต่อไปอีกจนกว่าจะพ้นได้จริงๆ

    อ.อรรณพ ขอท่านอาจารย์อนุเคราะห์อธิบายเพิ่มว่า ตรงต่ออะไร จึงจะเป็นความตรงเริ่มต้นที่จะค่อยๆ เป็นการพ้นจากโลภะในเปลาะแรกๆ

    ท่านอาจารย์ ต้องพ้นจากการที่คิดเองหรือเข้าใจผิด โดยการฟังโดยละเอียดและลึกซึ้ง ขณะนี้อะไรที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ใช่หรือไม่ และในขณะที่สิ่งนั้นมี สิ่งอื่นจะมีด้วยได้หรือไม่ เช่นขณะที่ได้ยินเสียง มีจิตธาตุรู้ที่กำลังรู้เฉพาะเสียง เสียงจึงปรากฏว่าเป็นเสียงนี้ ไม่ใช่เสียงอื่น เดี๋ยวนี้เสียงปรากฏเช่นนี้ เพราะมีธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียง ถ้ารู้เช่นนั้นจริงๆ จะมีแขน มีขา มีโต๊ะ มีเก้าอี้ หรือไม่ ในขณะที่เสียงปรากฏ ไม่มี นี่คือตรงต่อความเป็นจริงที่จะรู้ว่า ไม่มี ถ้าไม่มีธาตุรู้ที่จะรู้สิ่งใด สิ่งนั้นก็ปรากฏไม่ได้แน่ๆ แต่เพราะว่าสิ่งนั้นมีก็ต้องมีธาตุรู้ที่กำลังรู้เฉพาะสิ่งนั้น สิ่งอื่นไม่สามารถที่จะปรากฏได้ ซึ่งก่อนฟังเช่นนี้มีเราทั้งตัวเลย มีบ้านทั้งหลัง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีหมดทุกอย่าง แต่ว่าตามความเป็นจริง ชั่วขณะที่ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียงแล้วดับ อย่างอื่นจะมีไม่ได้เลย แต่เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ก็ลวงให้เห็นว่าทุกอย่างยังมีอย่างที่จำได้

    เพราะฉะนั้น กว่าปัญญาสามารถที่จะละการติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพราะรู้ความจริงว่าไม่มีอย่างอื่นเลย ไม่เหลือเลย แม้ขณะนั้นก็มีเฉพาะสิ่งนั้นที่ปรากฏแล้วหมดไป ต้องเป็นความรู้ชัดที่ใช้คำว่า ปัญญาหรือรู้ชัด แต่กว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องมาจากความเข้าใจ จนกระทั่งเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ แล้วอบรมความเห็นถูกเพิ่มขึ้น ตรงต่อความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ขณะที่ได้ยิน มีตัวคุณอรรณพหรือไม่

    อ.อรรณพ ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ตรง จนกว่าจะเป็นเช่นนี้เมื่อไร นั่นคือตรงแน่ๆ ไม่ผิดจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้นตัวไหนที่เคยเป็นเรานั่ง ไม่มี เริ่มไม่มี มีแต่สภาพธรรมทั้งหมดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขณะไหน นั่นคือความตรงต่อความเข้าใจถูกต้อง จึงจะหมดความเป็นตัวของเราที่กำลังนั่งอยู่ มีครบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จำได้หมดเลย คุณอรรณพนั่งอย่างไร จำได้ใช่หรือไม่ มืออยู่ที่ไหนก็จำได้ ใช่หรือไม่ เท้าอยู่ตรงไหน ลักษณะไหนก็จำได้ จำแค่จำ แต่ไม่ได้ปรากฏจริงๆ เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏลักษณะว่า เป็นสิ่งที่มีจริงขณะนั้นเท่านั้นที่สามารถจะแสดงความจริง คือเกิดแล้วดับและไม่มีอย่างอื่นด้วย ค่อยๆ คลายความเป็นเรา แต่สะสมความไม่รู้กับความเป็นเรามานานแสนนาน แม้วันที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ สมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์ไม่สิ้นสุด

    แสดงให้เห็นว่าความเป็นเรามีมานานเท่าไร แล้วจะให้ไม่เหลือเลยก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้ชัดประจักษ์แจ้งจริงๆ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นฟัง ฟังเข้าใจมั่นคง รอบรู้ในความเป็นธรรมขึ้นนั่นคือปริยัติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ถึงปฏิปัตติ ที่ภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติ แต่ไม่ได้เข้าใจความหมายและไม่ได้เข้าใจความจริง ใช้คำที่ไม่รู้จักด้วยความหลงและความไม่รู้ เพราะฉะนั้น พระธรรมจะอันตรธานเพราะการไม่ศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง

    ผู้ฟัง ตัวเองได้ประสบภัยน้ำท่วม แต่จากการได้ยินได้ฟังมาในสิ่งที่ถูกต้องทำให้ไม่ทุกข์เท่าไร แต่ก็ยังสงสารผู้คนอีกมากที่ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังเช่นนี้

    ท่านอาจารย์ กำลังสงสารเป็นธรรมหรือไม่ เป็นอภิธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นอภิธัมมัตถสังคหะหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่เมื่อศึกษาธรรมแล้วจะได้ยินชื่อต่างๆ เช่น ได้ยินคำว่าธรรม แต่ก่อนไม่ได้เข้าใจว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เข้าใจเพียงแต่ว่า กุศลธรรม อกุศลธรรม ยุติธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ภาษาไทยนำมาใช้ โดยที่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ ถึงความหมายของธรรม ซึ่งหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมที่มีจริง ซึ่งถ้าใช้คำว่าธรรมหมายความว่า ไม่ใช่ใครและไม่ใช่ของใคร และไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย มั่นคงเช่นนี้หรือไม่ เดี๋ยวก็ลืม เป็นของธรรมดาเพราะไม่มั่นคง จึงต้องฟังจนกว่าจะมั่นคงว่า ธรรมคือเดี๋ยวนี้ เห็นเป็นธรรม ไม่ได้รู้ความจริงเลยว่าเห็นเกิดแล้วดับ ไม่ใช่เราที่เห็น ได้ยินเกิดแล้วดับแล้ว ไม่ใช่เราที่ได้ยิน เป็นธรรม นี่คือการฟังธรรม เพื่อรู้จักธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ที่ไม่เคยรู้แต่มี แล้วคิดว่าเป็นเรา แต่ความจริงที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นเป็นธรรมทั้งหมด

    ศึกษาธรรมคือสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เราเพราะเป็นธรรม จะได้ยินคำว่าปรมัตถธรรม ยิ่งใหญ่ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แข็ง จะให้เป็นหวานไม่ได้ ให้เป็นขมไม่ได้ เพราะว่าเกิดเป็นแข็งก็เป็นแข็ง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นปรมัตถธรรมลึกซึ้งละเอียดยิ่งที่จะเข้าใจความจริงว่า เป็นเพียงธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ เพราะการเกิดก็ไม่ปรากฏ การดับก็ไม่ปรากฏ แต่ถ้าไม่เกิดไม่ดับ อย่างอื่นจะมีได้อย่างไร ใช่หรือไม่ แต่ละหนึ่งที่ปรากฏจริงๆ ไม่ได้ปรากฏพร้อมกันสองอย่าง เช่น เสียงกับกลิ่นปรากฏพร้อมกันไม่ได้ ในขณะที่เสียงปรากฏอย่างอื่นปรากฏไม่ได้เลย ในขณะที่กลิ่นปรากฏ เฉพาะกลิ่นปรากฏ อย่างอื่นปรากฏไม่ได้ นี่เป็นความลึกซึ้งของธรรม จึงใช้คำว่าอภิธรรม

    ยากหรือไม่ จากการที่ไม่เคยรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ยากมากจนกระทั่งมาถึงสมัยประมาณพันปี ผู้ที่ศึกษาพระธรรมในครั้งนั้นได้เข้าใจ ถือเอาธรรมด้วยดี คือไม่ผิดจากที่ได้ฟังสืบๆ ต่อกันมา โดยมีผู้อาราธนาให้ท่านพระอนุรุทธาจารย์ ซึ่งเป็นชาวอินเดียได้ประมวลหรือรวบรวม เพื่อให้คนที่ได้เข้าใจธรรมเริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้น ถือเอาด้วยความถูกต้องด้วยดีตั้งแต่ต้น ใครก็ตามถ้าจะอ่านพระอภิธรรมปิฎก พระไตรปิฎก ไตรคือ ๓ พระวินัยปิฎก ๑ พระสุตตันตปิฎก ๑ พระอภิธรรมปิฎก ๑ เป็น ๓ ปิฎก ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมจะเป็นธรรมวินัย เพราะว่าวินย (วิ-นะ-ยะ) คือกำจัดอกุศลหรือความไม่รู้ ต้องเป็นธรรมจึงกำจัดได้ ถ้าไม่ใช่ธรรมคือความเข้าใจความจริง กำจัดอกุศลไม่ได้เลย และวินัยก็เป็นธรรมด้วย ไม่ใช่เป็นใครเลย แต่เป็นสภาพธรรมที่สามารถที่จะกำจัดอกุศลได้ นี่คือการที่จะเข้าใจแม้แต่แต่ละคำให้ถูกต้องและให้สอดคล้อง

    แต่ไม่ใช่ว่าในครั้งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมจากพระโอษฐ์จะไม่มีอภิธรรม ได้มีการกล่าวถึงอภิธรรมด้วย แยกภิกษุเป็นผู้ที่มีความสนใจ ใส่ใจในแต่ละด้าน ในแต่ละทาง บางท่านสนใจในพระวินัย บางท่านสนใจในพระสูตร บางท่านสนใจในพระอภิธรรม ความหมายก็คือความลึกซึ้งของธรรม ซึ่งเหมือนชาวพุทธเราหรือคนสมัยนี้ สนใจธรรมเพียงวินัยก็มี ใช่หรือไม่ ศีลมีเท่าไร อะไรบ้าง วินัยของคฤหัสถ์กับวินัยของบรรพชิตก็ต่างกัน ส่วนพระสูตรก็พอใจที่จะได้ยินบางคำ เช่น การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอย่างยิ่ง นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระสูตร บางท่านสนใจที่จะศึกษาความละเอียดของพระสูตร และบางท่านสนใจในอภิธรรมคือความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรม แสดงให้เห็นอัธยาศัยที่ต่างกันซึ่งทั้งหมดเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาพระสูตรบางคนไม่เข้าใจเลยว่า ที่ทรงแสดงพระสูตรนั้นคือ แสดงธรรมซึ่งเป็นอภิธรรมโดยโวหารเทศนา มีเรื่องราวต่างๆ อุปมาหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อวิชชาเหมือนกับความมืดสนิทของคนตาบอดที่มองอะไรไม่เห็น เมื่อเป็นอวิชชาก็มองธรรมไม่เห็นว่าเป็นธรรม ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ นี่เป็นส่วนที่จำแนกในการสังคายนาให้มีพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกคือประมวลเรื่องราวและคำสอน ซึ่งเป็นธรรมและเป็นอภิธรรมด้วย โดยมีชื่อ มีหัวข้อ และมีเรื่องราวประมวลไว้เป็นส่วนต่างๆ เป็นพระสุตตันตปิฎก

    ส่วนพระอภิธรรมปิฎกก็กล่าวถึงเรื่องธรรมจริงๆ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีธรรม อะไรๆ ก็ไม่มี ธรรมคือแข็ง มีแข็งคือมีธรรม ถ้าไม่มีแข็ง จะมีธรรมที่เป็นแข็งหรือไม่ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นอภิธรรมก็กล่าวถึงธรรมล้วนๆ พร้อมกับปุคคลบัญญัติที่เราเรียกว่า คนนั้น คนนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอริยบุคคล เพราะปรมัตถธรรมหรืออภิธรรมซึ่งเป็นคุณธรรม คือปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมจนดับกิเลสได้

    เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในโลก แต่คนอื่นไม่รู้ตามความเป็นจริง ยากหรือไม่ ไม่ว่าในภาษาไหน ภาษาไทยยังยาก ภาษาอื่นก็ต้องยิ่งยากขึ้นตามลำดับ และกาลสมัยผ่านมา โลกยุคนี้เรื่องไม่จริงมีมากหรือไม่ หรือเป็นเรื่องจริงทุกเรื่อง แม้ยุคนี้ยังมีเรื่องที่ไม่จริงมาก คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แล้วพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี นานกว่าที่เราเกิดมาแล้วได้ยินเรื่องที่ไม่จริง ถูกต้องหรือไม่ ความคลาดเคลื่อน การไม่ศึกษาโดยเคารพ โดยความถูกต้องที่จะเข้าใจความจริง เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระธรรมไม่ให้อันตรธานก็ต้องยาก

    ด้วยเหตุนี้เมื่อกาลสมัยล่วงมาประมาณพันปี ท่านพระอนุรุทธาจารย์ ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ต้องเข้าใจธรรมมากกว่าคนในยุคนี้แน่นอน ท่านอยู่ในสมัยเดียวกับท่านพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งเป็นผู้ที่รจนาหรือแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ลองคิดดู ถ้าท่านไม่เข้าใจธรรม จะเรียบเรียงคัมภีร์เรื่องของธรรมได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ทั้งท่านพระอนุรุทธาจารย์และท่านพระพุทธโฆษาจารย์ แต่ท่านพระอนุรุทธาจารย์ ด้วยความที่ท่านรู้ว่าพระธรรมลึกซึ้งมาก ซึ่งเป็นความจริง ใครก็ตามประมาท ลองหยิบพระอภิธรรมปิฎกขึ้นมาอ่าน เข้าใจหรือไม่ ท่านรู้ว่าคนรุ่นหลังไม่เข้าใจแน่นอน เพราะธรรมละเอียดมาก ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงในที่ต่างๆ มากมาย ดังนั้นเพื่อให้บุคคลภายหลังถือเอาธรรมด้วยดี ด้วยความถูกต้อง ท่านจึงได้ประมวลหรือรวบรวมธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม ความจริงแท้ที่ถึงที่สุดที่ไม่มีอะไรที่จะจริงกว่านั้นมี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ชื่อที่ชาวโลกทั่วๆ ไปคุ้นหูคือจิต ถูกต้องหรือไม่ คนนี้ใจดี จิตใจดี คนนั้นใจร้าย จิตใจร้าย พูดกันเช่นนี้แต่ว่าไม่ได้รู้ว่า จิตคืออะไร

    เพราะฉะนั้น ธรรมจริงๆ เป็นความจริงซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีมากมายหลายประเภทใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง พระอนุรุทธาจารย์ได้รวบรวม ใช้คำว่าปริจเฉท ๑,๒,๓,๔,๕ ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมแต่ละส่วน เช่น ปริจเฉทที่ ๑ ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องของจิตทั้งหมดโดยย่อ เพื่อให้คนถือเอาด้วยดี ด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าหยิบมาอ่านแล้วก็เข้าใจ แต่ต้องรู้ด้วยความหมายด้วย ซึ่งมีคำอธิบายทั้งในพระสูตรและในที่อื่น เช่น จิตเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ และลักษณะของจิตคือเกิดขึ้นแล้วดับไป สะสมอกุศลและกุศลซึ่งมีมากมายที่ได้ทรงแสดงไว้ ท่านประมวลไว้เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้ถือเอาด้วยดีตามลำดับ คือถ้าไม่รู้จักจิตเลยแล้วไปอ่านพระไตรปิฎก พูดถึงโลภะ หรืออกุศลจิต จะรู้หรือไม่ว่า จิตไม่ใช่โลภะ โลภะไม่ใช่จิต แต่จิตมีโลภะเกิดร่วมด้วย จิตนั้นจึงเป็นอกุศล เพราะว่าธรรมชาติของจิตล้วนๆ ยังไม่กล่าวถึงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ใช้คำว่าปัณฑระ หมายความว่าผ่องใส ไม่ได้เศร้าหมอง หรือว่าไม่ได้ดีงาม เพราะว่าด้วยตัวของจิตเองนั้น เป็นแต่เพียงธาตุที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏแล้วดับ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    11 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ