ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751


    ตอนที่ ๑๗๕๑

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ จะเห็นได้ว่ายากเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคจึงต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เพื่อที่จะรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นความคิด หรือเห็น หรืออะไรก็ตาม ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อไรนั้นปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงว่า เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง คิดดูว่าต้องอาศัยกาลเวลานานเท่าไรกว่าจะรู้ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่ปรากฏแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นจริงๆ ว่า ลักษณะนั้นมีจริงแต่ไม่เคยรู้เลยว่า ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยยึดถือว่าเป็นสนาม เป็นต้นไม้ เป็นรั้ว หรือเป็นธูปเทียน แต่ความจริงก็คือเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้

    ขณะนี้ ถ้าจะรู้ความจริงที่จะละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เพราะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ถ้าหลับตาแล้วก็ไม่มี จะพูดเช่นนี้อีกกี่ร้อยครั้งพันครั้ง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็กำลังปรากฏและเห็นเกิดขึ้นเห็น แต่จะเห็นได้ว่ากว่าจะมีความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แล้วเวลาเข้าใจนั้นจะไม่ทราบเลยว่า กำลังคลายการที่เคยยึดถือสภาพธรรมนั้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า แท้ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้แต่ละหนึ่งทีเดียว ซ้ำไปซ้ำมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นคิด ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยแล้วดับไป ชั่วคราวที่สั้นและเร็วมากยิ่งกว่าฟ้าแลบ ถูกหรือไม่ เพราะว่าที่ปรากฏว่าเป็นแสงฟ้านั่นคือหลายขณะแล้ว เพราะว่าถ้าเพียงขณะเดียวสั้นๆ นิดเดียวที่ปรากฏจะไม่เป็นอะไรเลย แม้แต่แสงฟ้าก็ต้องเป็นสิ่งที่ตาเห็นจนกระทั่งจำแล้วรู้ว่าเป็นแสงฟ้าแลบ

    แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างสั้นมากเร็วมากแล้วไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ จึงจะเป็นสัจจญาณ คือปัญญาที่สามารถที่จะมั่นคงในความจริง ปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปถ้าใครมา (ที่นี่) ก็ยังคงนั่งฟังเรื่องเก่าเรื่องเดิมนี้ เหมือนเมื่อแสนล้านปีมาแล้วสภาพธรรมก็เป็นเช่นนี้ แต่ว่าค่อยๆ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย ถึงจะคิดพยายามที่จะให้มีกุศลเกิดขึ้นก็เพียงชั่วขณะที่กำลังคิดแล้วหมดไป เมื่อครู่นี้กำลังตั้งใจจะฟังพระธรรมก็เป็นอนัตตา ก็ปรากฏว่ามีเสียงอะไรดังบ้างที่ทำให้ขณะนั้นไม่ใช่เสียงของธรรม

    อ.ธีรพันธ์ ธรรมนี้ลึกซึ้งเห็นได้ยากจริงๆ เพราะที่ท่านอาจารย์พูดเป็นความละเอียดของสภาพธรรม ซึ่งละเอียดมากเลย แม้เป็นขณะจิตๆ ทีเดียว แม้แต่ฟ้าแลบ เพียงแค่แลบก็เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเป็นบัญญัติ เป็นเรื่องราวแล้ว แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วของจิตซึ่งยากที่จะหยั่งรู้ เหมือนนายมายากลจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีฟ้าแลบ แต่มีแสงเทียน เหมือนกันหรือไม่ สิ่งที่ปรากฏทางตาทั้งนั้นเลย แต่ความจำรูปร่างสัณฐานซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็วทำให้รู้ว่า ในขณะที่กำลังมีแสงไฟ มีอะไรเป็นที่รองรับแสงไฟก็คิดต่อไปอีก จำต่อไปอีก รู้ต่อไปอีก แต่ไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดเดียวว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ คำนี้จะไม่ลืมในขณะที่กำลังเห็น พอที่จะระลึกและเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยว่า หลงยึดถือ หลงติดข้องในสิ่งหนึ่ง ซึ่งเพียงปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง นี่คือทางตา ถ้าเป็นทางหูก็หลงยึดถือติดข้องในเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏทางหูชั่วคราวแล้วดับหมดไปและไม่มีแล้ว แต่ยังติดข้องในสิ่งที่เคยได้ยิน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากว่าจะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง และความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ละคนก็รู้ตัวเอง เป็นปัญญาของตนเองที่อาศัยการฟังแล้วค่อยๆ เริ่มเข้าใจว่า ไม่ต้องไปคิดเรื่องปฏิบัติ ไม่ต้องไปคิดเรื่องการจะรู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ แต่ว่าเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามความเป็นจริงหรือยัง จึงค่อยๆ ละคลายความติดข้อง และสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดดับก็จะปรากฏกับปัญญาที่ได้อบรมแล้ว

    อ.ธีรพันธ์ ถ้าเป็นการอบรมเจริญปัญญา ไม่เพียงเฉพาะปัญญาที่จะอบรมจากขั้นการฟังเท่านั้น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความดีทุกประการ ที่จะเป็นเครื่องที่จะให้ปัญญานี้ค่อยๆ รู้ความจริงขึ้น ถ้าไม่มีความดีที่จะเป็นปัจจัยเพียงพอแล้ว ปัญญาจริงๆ ก็เกิดไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วจะไปเพ่ง หรือว่าไปคอยที่จะให้ปัญญาเกิดโดยที่ละเลยความดีทุกประการไป

    ท่านอาจารย์ สะสมความไม่รู้มามากจนกระทั่งไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นความดี ขณะที่กำลังมีศรัทธาที่จะได้ฟังและเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ ขณะนี้เป็นความดีซึ่งไม่ต้องไปหาขณะอื่น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังแล้วพิจารณาโดยไม่ใช่เรา แต่เข้าใจเมื่อใดหมายความว่า สภาพธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นนั้น ได้ทำหน้าที่ของจิตและเจตสิกนั้นๆ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ในขั้นของการฟังซึ่งเป็นความดี

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า ไม่ใช่เรา รู้สึกว่าจะเป็นคำที่ดูเหมือนเป็นคำที่ธรรมดา แต่คงจะมีความละเอียดที่ลึกซึ้ง กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า อะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้เอง เห็น ถ้าไม่รู้จักเห็นก็ยังคงเป็นเราเห็น แต่ถ้าฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะที่เห็นเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ค่อยๆ ฟัง สิ่งที่สามารถจะเกิดแล้วก็ดับ ทำกิจเห็น เกิดแล้วเห็น แล้วดับไป แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยที่จะทำให้เห็นขณะนี้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีตา คือจักขุปสาทรูป รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ สิ่งที่แม้มีจริงคือ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นก็ปรากฏไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้งหลายนั้นไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชา หรือทำให้เกิดขึ้นมาได้เลย

    ถ้าเข้าใจวันนี้เท่านี้ วันหลังก็พิจารณาหรือว่าได้ยินได้ฟังต่อไป เช่นเสียง มีจริงเฉพาะเมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้นเท่านั้น ถ้าจิตได้ยินไม่เกิดขึ้น เสียงปรากฏไม่ได้เลย และจิตได้ยินที่จะเกิดก็ไม่ใช่มีใครจะไปบันดาลให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีรูปพิเศษที่กายที่เราใช้คำว่าหู ที่สามารถกระทบกับเสียง เท่านั้นก็ยังไม่พอ ต้องเป็นจิตที่ถึงเวลาจะได้ยิน เพราะกรรมทำให้เกิดขึ้นได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเมื่อใดเสียงนั้นก็ปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริงแล้วดับไปและก็หมดไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่เหลือเลย แล้วจะเป็นเราที่ไหนได้

    สิ่งที่เกิด ดับไป หมดไป ไม่กลับมาอีกเลย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้นเพราะไม่เหลืออีกแล้ว ที่เป็นความหมายของคำว่าขันธะ หรือขันธ์ ๕ ที่เราได้ยินบ่อยๆ หมายความว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นขณะนี้มีปัจจัยเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นถ้าใครได้ยินคำว่าธรรมก็เข้าใจ ได้ยินคำว่าขันธ์ก็เข้าใจด้วย เพราะว่าถ้าไม่มีธรรม จะเป็นขันธ์ได้อย่างไร

    อ.นิภัทร มีคนสงสัยที่ว่าโลกนี้มืด ก็ไม่เห็นมืด พระอาทิตย์ก็มี พระจันทร์ก็มี เหตุใดถึงบอกว่าโลกนี้มืด

    ท่านอาจารย์ มืดเพราะไม่รู้ความจริง เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น

    อ.นิภัทร ในพุทธภาษิตก็บอกไว้ว่า "โลกนี้มืด น้อยคนนักจะเห็น สัตว์ทั้งหลายถูกความมืดหุ้มห่อแล้ว เหตุใดจึงไม่แสวงหาแสงสว่างเล่า"

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ว่าแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าไม่มีผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีคือคุณความดี ที่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ สิ่งนี้แม้มีจริงก็ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

    อ.นิภัทร แสงสว่างในที่นี้ก็คือ ...

    ท่านอาจารย์ ปัญญา ใช้คำว่าปัญญาหมายความว่า ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เช่น ขณะนี้ ถ้าถามว่าเห็นอะไร มืด จะตอบอย่างหนึ่ง สว่าง จะตอบอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่ ขณะนี้เห็นอะไร มืดเพราะไม่รู้ความจริงจึงบอกว่าเห็นคน เห็นดอกไม้ เห็นสัตว์ เห็นสิ่งต่างๆ แต่ถ้ารู้ความจริงซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลย เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ทางตา ไม่ต้องเรียกอะไรเลย เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นในบรรดาธรรมทั้งหลายที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ทางตา ไม่ใช่ทางอื่น จริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ทางตาเท่านั้น ไม่ปรากฏทางหู ไม่ปรากฏทางจมูก ไม่ปรากฏทางลิ้น

    อ.นิภัทร ถ้าจะรู้โลกก็ต้องรู้ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ เพราะว่าโลกในวินัยของพระอริยะหมายถึงโลกทางตา โลกทางหู โลกทางจมูก โลกทางลิ้น โลกทางกาย โลกทางใจ แต่ก็ยังไม่รู้และไม่เข้าใจว่าเป็นโลกอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ที่คุณนิภัทร กล่าวนั้นถูกต้อง เพราะการได้ฟังความจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงเพียงครั้งเดียว ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความจริงนั้นได้ แสดงถึงความลึกซึ้ง ถ้าพูดเรื่องอื่นเข้าใจไม่ยากเลย แต่ถ้าพูดถึงความจริงแท้ที่ใช้คำว่าปรมัตถสัจจะ ความจริงสูงสุดยิ่ง ความจริงถึงที่สุดไม่มีอะไรที่จะจริงกว่านี้ ก็ต้องเป็นการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น เช่น พูดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นหรือไม่ว่า มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่จริง แต่มีจริงต่อเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นเห็น สิ่งนี้จึงจะปรากฏว่ามีจริง เท่านี้ ค่อยๆ รู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อยมากขึ้น

    แต่ไม่ใช่ว่าจะรู้ชัดทั้งหมดเช่นที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เกิดแล้วจึงปรากฏ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นจึงมีสภาพธรรมหลากหลายมาก นี่คือหลายคำ นับเป็นคำก็ไม่รู้ว่าเท่าไร แต่ว่าความเข้าใจทีละคำๆ อย่างมั่นคง จึงสามารถที่จะทำให้เริ่มละคลายความไม่รู้ อย่าไปคิดที่จะดับกิเลสหรือไปประจักษ์แจ้งอะไร ตราบใดที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แม้สิ่งนั้นมีจริง ทรงแสดงความจริงบ่อยๆ ๔๕ พรรษา แต่ก็ขึ้นอยู่กับเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงนั้นมั่นคงเพียงใด เช่น เดี๋ยวนี้เองได้ยินคำว่า มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่เป็นความจริง เข้าใจคำนี้มั่นคงเพียงใด

    ถ้ายังไม่มั่นคงก็พิจารณาไตร่ตรอง จริงหรือไม่ สิ่งนี้ที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ต้องเรียกดอกไม้ ไม่ต้องเรียกใบไม้ ไม่ต้องเรียกธูปเทียน แต่เป็นสิ่งที่เพียงสามารถปรากฏให้เห็นได้ ฉันใด แต่ละคนที่กำลังปรากฏเหมือนว่าเป็นคนนั้นคนนี้ กำลังทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือเป็นสิ่งที่มีจริงที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ทางตา เท่านั้นเอง (พิจารณา) บ่อยๆ ก็จะคลายการยึดถือ ยึดมั่นว่ามีคน มีสัตว์ ในขณะที่กำลังเห็นก็จะเริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้น เห็นแล้วมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จึงจะเป็นการถูกต้องตามความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกขณะอย่างซึ่งรวดเร็วมาก แต่ถึงจะรวดเร็วปานใด สิ่งที่ปรากฏทางตา ความจริงก็คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ยังไม่ค่อยสว่างใช่หรือไม่ ยังมืดอยู่หรือไม่

    อ.นิภัทร ถ้าฟังแล้วยังไม่เข้าใจก็อย่าเพิ่งท้อ ฟังต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะถึงเอง จะถึงช้าหรือถึงเร็วก็ไม่ต้องไปคิด เพียงแต่ฟังให้เข้าใจก่อนว่า ธรรมคือความจริงที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ แม้แต่คำว่า "ถึง" ก็ไม่ผ่านไป ถึงอะไร ใช่หรือไม่ ทุกคำที่พูดนี้สามารถจะทำให้เข้าใจธรรมขึ้น ก้าวไปทีละก้าวก็จะถึง ถึงอะไร ศึกษาธรรมทีละคำ ถึงความเข้าใจถูกในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจนหมดความสงสัย เพราะว่าสภาพธรรมนั้นปรากฏตามความเป็นจริง นี่คือการที่เราจะศึกษาธรรมจริงๆ คือไม่เผิน เมื่อพูดถึงว่าขณะนี้ทุกอย่างเป็นธรรม ก้าวไปทีละก้าวเพื่อให้ถึงอะไร ถึงความเข้าใจจริงๆ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะว่าธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันทุกวัน ไม่พ้นจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย และการคิดนึก เท่านี้เองจริงๆ แต่ว่าศึกษาทีละอย่างจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนว่า ถ้าไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เสียงที่ปรากฏทางหู กลิ่นที่ปรากฏทางจมูก รสที่ปรากฏทางลิ้น กายที่กระทบสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นประจำและใจที่คิดนึก แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีจริงธรรมดาในชีวิตประจำวันทุกวัน เพราะฉะนั้นการไตร่ตรองว่าจะถึงอะไรก็คือ ถึงความเข้าใจถูกของสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันแต่ละขณะนั่นเอง จะศึกษาธรรมโดยไม่ไตร่ตรอง โดยไม่พิจารณาไม่ได้ ต้องเข้าใจแต่ละคำให้ถูกต้องด้วย

    ผู้ฟัง ได้ติดตามรับฟังท่านอาจารย์ที่บรรยายธรรม ได้ยินว่าให้ตามระลึกรู้สภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามปกติในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน ได้ยินว่าอย่างนี้ แต่ด้วยความเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ

    ผู้ฟัง เข้าใจเป็นบางครั้ง

    ท่านอาจารย์ เพราะแม้แต่จะได้ยินคำว่า ตามรู้ ตามคืออย่างไร และ รู้อะไร เพราะความรู้มีหลายขั้น ขณะที่กำลังฟังก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังว่าเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน ธรรมที่มีจริงคือการเห็น การได้ยิน ต่างๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นที่จะใช้คำว่า "ตามรู้" นั้น เป็นธรรมหรือเป็นเรา และตามอย่างไร ถ้าเพียงฟังเผินๆ เข้าใจเผินๆ ก็จะสงสัยและอาจจะไม่ถูกต้อง เพราะพยายามเป็นตัวตนที่ตาม แต่ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงตั้งแต่ต้นว่า ธรรมคือไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดเพราะมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้

    ในขณะที่ได้ฟังธรรมเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เกิดแล้ว เกิดแล้วไม่มีใครทำ เพราะฉะนั้นตามรู้ รู้อะไร ธรรมใดก็ตามที่กำลังปรากฏ ธรรมนั้นเกิดแล้ว ตามรู้ ตามอย่างไร เห็นหรือไม่ว่าไม่ใช่ไปรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ต้องสิ่งที่เกิดขึ้นนี่เอง แต่แม้แต่ใช้คำว่าตามรู้ก็ต้องมาจากความเข้าใจก่อน ถ้าไม่มีความเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่ยังไม่รู้ ต้องฟังจนกระทั่งคลายความไม่รู้จึงจะถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลยในขณะที่ฟัง แต่กำลังรู้เฉพาะลักษณะที่กำลังปรากฏ การรู้เฉพาะลักษณะที่กำลังปรากฏ นั่นคือ ขณะนั้นตามรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง ที่สงสัยคือ ในชีวิตประจำวันปกติก็เป็นอารมณ์ทั่วไป แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่รุนแรง ยกตัวอย่างว่า บางครั้งมีความเจ็บปวดรุนแรงจะไม่รู้สึกตัวเลย คือดูเหมือนว่าจะไม่มีช่องว่างให้ความรู้สึกตัวที่จะตามรู้เกิดขึ้นได้เลย

    ท่านอาจารย์ เหมือนเดี๋ยวนี้เลย ธรรมเกิดดับไปแล้ว ไม่มีช่องว่างที่จะให้ปัญญาเกิดขึ้นรู้เพราะความรู้ไม่พอ ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นความรู้ก็เป็นความติดข้องและความไม่รู้ จนกว่าความรู้จะค่อยๆ ทำให้คลายความไม่รู้และความติดข้องก่อน จะไปตามรู้ทั้งๆ ไม่รู้ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เราที่จะไปตามรู้ แต่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นอนัตตาเพิ่มขึ้นว่ายังไม่ตามรู้ เพราะยังไม่มีปัจจัยพอที่จะตามรู้ และปัจจัยนั้นก็คือความเข้าใจยังไม่พอ แต่ถ้ามีความเข้าใจพอพร้อมที่จะเกิดการตามรู้เมื่อใด ขณะนั้นจะรู้ว่ายับยั้งไม่ได้ เพราะว่าขณะนี้เห็นเกิดแล้ว ฉันใด สติซึ่งเป็นสภาพที่ตามรู้ก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีปัจจัยพอที่จะเกิดขึ้น ฉันนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ต้องอาศัยปัญญาความเห็นถูกอย่างเดียว ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจถูกและละความติดข้อง

    ผู้ฟัง ถ้าศึกษาแล้วตามรู้ และสามารถที่มีความระลึกรู้ได้บ้างแล้วค่อยๆ เจริญขึ้น ถ้าตายไปแล้วต้องไปตกนรกซึ่งมีอารมณ์รุนแรงมากๆ สติจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้างหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ในอบายภูมิเป็นผลของอกุศลกรรม จิตที่ปฏิสนธิไม่ประกอบด้วยสติและปัญญา ไม่มีพื้นฐานที่จะทำให้สามารถระลึกและเข้าใจได้ แม้แต่สิ่งที่เคยสะสมมานานมากก็ไม่มีปัจจัยพอที่จะเกิด เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามปัจจัย ยังไม่ต้องถึงนรก บางวันก็เข้าใจธรรม บางวันก็ไม่เข้าใจธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ในนรก จะเห็นได้ว่า ไม่สามารถที่จะให้เกิดความเข้าใจธรรมได้ตามต้องการ แต่ทั้งหมดนี้แสดงถึงความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น เมื่อมีความเข้าใจธรรมมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา หรือใครและไม่หวังด้วย เพราะว่าปัญญาจะเกิดหรือไม่เกิดแล้วแต่ปัจจัย หนทางนี้หนทางเดียวที่จะทำให้ละความหวังและความต้องการได้

    อ.กุลวิไล มีผู้ถามมาว่า แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออะไร

    ท่านอาจารย์ แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือ การรู้ความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ว่า เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นจึงปรากฏแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย

    ถ้ากล่าวว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือ ทำให้เห็นถูก เข้าใจถูก ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ตรงกับอริยสัจจะที่ ๑ หรือไม่ "ทุกขอริยสัจจะ" เพราะฉะนั้นเรายังไม่ต้องกล่าวถึงชื่อของอริยสัจจะ แต่สัจจะเป็นความจริง ผู้ใดที่รู้ความจริงนี้ จนกระทั่งสามารถที่จะดับความไม่รู้ ความติดข้อง และความสงสัยในสภาพธรรมที่ปรากฏไม่เกิดอีกได้เลย ผู้นั้นก็เป็นพระอริยบุคคล

    ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังฟังในขณะนี้ก็เป็นทุกขอริยสัจจะ สำหรับผู้ที่รู้ความจริง ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวว่าขณะนี้สภาพธรรมปรากฏ เพราะมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก เป็นธรรมดามาก แต่ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์ความจริงนี้ก็ยังไม่ใช่อริยสัจจะ แต่เป็นสัจจธรรมแน่นอน ดังนั้นที่จะรู้ความจริงนี้ได้ ต้องเป็นการเข้าใจขึ้นๆ อบรมความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เอง ทุกขณะเป็นความจริงที่กำลังเป็นความจริงในขณะนั้นที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะฉะนั้น ทุกขอริยสัจจะไม่สามารถที่จะปรากฏให้รู้ได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาที่ฟังแล้วเข้าใจ และรู้ว่าความจริงในขณะนี้เป็นเช่นนี้ มีสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป

    ถ้าสามารถรู้ความจริงก็จะละคลายความติดข้อง ซึ่งเป็นอริยสัจจะที่ ๒ คือ "ทุกขสมุทยอริยสัจจะ" อะไรทำให้สภาพธรรมเกิด ต้องมีเหตุ ใช่หรือไม่ เหตุนั้นก็คืออวิชชาและโลภะ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงว่า เกิดขึ้นมาได้เองลอยๆ แต่แม้สภาพนี้เกิดแล้วรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ก็ยังต้องเป็นปัญญาที่สามารถละความติดข้องด้วย ตราบใดที่ยังรู้เพียงเล็กน้อย หรือว่ารู้เพียงทุกขอริยสัจจะ แต่ว่ายังไม่ได้ละความติดข้อง ก็ยังคงเป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมไม่ได้ เพราะการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมต้องครบทั้ง ๔ แต่ก็เริ่มได้จากการที่เป็นปัญญาที่รู้ความจริง ที่ใช้คำว่าวิปัสสนาญาณแต่ละขั้น จนกว่าจะถึงมัคคสัจจะ

    อ.กุลวิไล เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นทุกข์ก็ไม่พ้นขณะนี้เอง แล้วสิ่งเหล่านี้มีเหตุให้เกิดขึ้นคืออวิชชาและตัณหา

    ท่านอาจารย์ ถ้าถามว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏดับหรือยัง ไม่เห็น แต่รู้ว่าดับ นี่คือปัญญาต่างขั้น เพราะฉะนั้น เพียงขั้นฟังเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เกิดแล้วดับแน่นอน เป็นความรู้ขั้นต้นซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ที่มั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับเมื่อใด เมื่อนั้นจึงจะเป็นอริยสัจจะได้

    อ.กุลวิไล ถ้าไม่ใช่ปัญญา ก็ไม่สามารถจะเห็นการเกิดและดับไปของธรรมได้ เพราะว่านามรูปเป็นของเท็จ ลวงว่าเหมือนเที่ยงนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้วดับ หรือไม่

    อ.กุลวิไล ต้องดับ

    ท่านอาจารย์ ดับก็ไม่รู้ ใช่หรือไม่ แต่ฟังแล้วเข้าใจว่าต้องเกิดแน่ เพราะปรากฏแล้วก็ดับไปแล้วด้วย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    9 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ