ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๖๕
สนทนาธรรม ที่ บ้านขนมนันทวัน จ.เพชรบุรี
วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เกิดเมื่อใดก็ปรากฏลักษณะที่หลากหลายมากแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หายไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครที่จะไปตามให้สภาพธรรมนั้นเกิดซ้ำอีกได้ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะให้เห็นความจริงว่าธรรมเป็นธรรม
ทุกคำที่ตรัสรู้แล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่มีจริงไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้ กำลังเห็น จริงหรือไม่ เห็นจริง สิ่งที่ปรากฏให้เห็น จริงหรือไม่ ปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ สามารถกระทบตา แต่ตาก็ไม่เห็น ต้องมีธาตุรู้ซึ่งเราใช้คำว่าเห็น ซึ่งไม่มีรูปร่างลักษณะใดๆ เลย แต่เป็นธาตุที่สามารถจะรู้ได้ทุกอย่าง ถ้าไม่มีธาตุชนิดหนึ่ง หรือธรรมชนิดหนึ่ง จะใช้คำว่าธาตุหรือธรรมก็ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลย ต้นไม้ใบหญ้า ภูเขา ทะเล เกิดเพราะความเย็นความร้อนอุตุ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ปรากฏด้วย แต่เมื่อใดที่มีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏเช่นในขณะนี้ สิ่งนั้นจึงจะปรากฏได้ว่ามี
ขณะนี้มีเสียงหรือไม่ เกิดแล้ว ถ้าจิตไม่ได้ยิน ไม่มีธาตุที่ได้ยินเสียง เสียงปรากฏไม่ได้เลย อย่างคนที่เราใช้คำว่าหูหนวกคือไม่ได้ยินเสียง โลกเงียบสนิท ดีหรือไม่ ธรรมทั้งหมดก่อนจะตอบต้องคิด ถ้าไม่มีเสียง จะได้ยินเสียงพระธรรมหรือไม่ เสียงคำที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เสียงเป็นของธรรมดา เป็นธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป แต่จะปรากฏต่อเมื่อจิตได้ยิน หรือสภาพที่ได้ยินเสียงเกิดขึ้นเท่านั้น เสียงจึงจะปรากฏได้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นธรรมซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วหมดไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ก่อนอื่นมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ให้บุคคลอื่นสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้เห็นความจริงของสภาพธรรมนั้น แล้วมีพระสงฆ์สาวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรม และรู้แจ้งสภาพธรรมตรงความเป็นจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ ด้วยพระมหากรุณาที่จะให้เกิดความเข้าใจ เพียงเท่านี้ ไม่ทราบว่าชัดเจนแจ่มแจ้ง หรือว่ายังสงสัย ที่จะรู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงเกิดอยู่ตลอดเวลา และดับไปอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่ยังไม่หายไปจากโลกนี้ แต่ว่าหายไปก็ไปปรากฏที่อื่นเช่นเดียวกับการมาสู่โลกนี้ จากการหายไปจากโลกก่อนแล้วมาสู่ที่นี่ แล้วใครจะหายไปเร็ว ใครจะหายไปช้า ใครจะหายไปเมื่อไร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย แต่การได้ฟังสิ่งที่สามารถจะทำให้เมื่อได้ฟังอีก ก็สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งใช้คำว่าสังสารวัฏฏ์ เกิดแล้วดับไปไม่สิ้นสุดจนกว่าปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงได้
ถ้ามีข้อสงสัยในเรื่องของธรรมก็ขอเชิญสนทนาธรรมจะได้แจ่มแจ้ง เข้าใจจนไม่สงสัยเลยในคำที่ได้ยินได้ฟัง ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น อะไรมีจริงขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด เห็นเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นธรรม เสียงเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม โกรธเป็นธรรม เมตตาเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ขณะนี้มีใครหรือว่ามีธรรม ฟังแล้ว ถ้าไม่มีธรรมจะมีใครหรือไม่ คือธรรมต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ขณะนี้มีใครหรือไม่ ถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีใครสักคน ไม่มีอะไรสักอย่าง โต๊ะ เก้าอี้ ไฟฟ้า อะไรก็ไม่มี แต่เพราะเหตุว่ามีธรรมที่หลากหลายมากประมาณไม่ได้เลย เกิดแล้วดับแล้ว เป็นของใหม่หมด
เพราะฉะนั้น การที่สามารถที่จะเข้าใจธรรมซึ่งเมื่อผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดง เห็นความลึกซึ้งหรือไม่ แต่เพราะเหตุว่าการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ว่ามีผู้ที่ได้เคยฟัง เคยอบรมการเห็นประโยชน์ของการที่จะอยู่ในโลกนี้ด้วยความเข้าใจขึ้น หรือว่าจะจากโลกนี้ไปโดยเหมือนเดิมคือไม่เข้าใจอะไร และไม่ใช่เพียงเหมือนเดิมยังเพิ่มความไม่รู้ทุกขณะที่สภาพธรรมปรากฏด้วย ด้วยเหตุนี้จึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดเป็นไปเพื่อละ แต่ต้องละด้วยความรู้ ไม่มีใครที่สามารถจะละความติดข้อง ความเป็นเรา หรือความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ โดยไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น ดังนั้นที่จะบอกให้ ละโลภ ละโกรธ ละหลง ยังไม่รู้เลยว่าโลภ โกรธ หลง เมื่อไร เดี๋ยวนี้หรือไม่ แล้วจะละได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในพระธรรมแต่ละคำ แล้วจะทำให้เข้าใจในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วการที่จะน้อมบูชาเคารพพระองค์ ย่อมเป็นผู้ที่เห็นว่าไม่มีสิ่งอื่นใดจะเหนือกว่าพระรัตนตรัย
ผู้ฟัง เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีแสดงไว้ในส่วนไหนของพระไตรปิฎก
ท่านอาจารย์ พระไตรปิฎกทั้งหมดไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผู้ฟัง แล้วเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเกี่ยวกับเรื่องการขัดเกลากิเลสอย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ความจริง เห็นแล้วชอบ เห็นแล้วโกรธ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ บังคับได้หรือไม่ว่าไม่ให้เป็นอย่างนั้น
ผู้ฟัง บังคับไม่ได้
ท่านอาจารย์ แล้วรู้จักตาหรือยัง
ผู้ฟัง ตาคือ การมองเห็นอะไรที่ปรากฏเข้ามาที่ตา
ท่านอาจารย์ รู้จักหูหรือยัง
ผู้ฟัง หูก็เช่นเดียวกัน ก็ได้ยินเสียง
ท่านอาจารย์ เป็นของใคร
ผู้ฟัง ถ้าอยู่กับเราก็เป็นของเรา ตาของเรา
ท่านอาจารย์ และความจริงเป็นของเราหรือไม่ เพียงแค่พูดถึงตาเท่านั้นเองก็ไม่รู้ว่าตาคืออะไร ขณะนี้เห็นก็ไม่ได้คิดถึงตา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เห็นสิ่งที่ปรากฏโดยไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไรแล้วก็ชอบ ไม่รู้ด้วยว่าชอบคืออะไร คือทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งถ้าไม่ฟังก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ขอพูดเรื่องเฉพาะตาซึ่งทุกคนมี แสดงให้เห็นว่ารู้จักตาจริงๆ หรือไม่ ตามีจริง ใครเห็นตาบ้าง
ผู้ฟัง ถ้าไม่มองที่กระจก เราก็มองไม่เห็นตาของเรา
ท่านอาจารย์ ขอโทษ มองกระจกแล้วเห็นตาได้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าไม่รู้จักตา แต่คิดว่าอยากจะรู้จักตาก็ไปมองกระจกแล้วจะเห็นตา ไม่ถูกต้อง ถ้าเห็นอะไรในกระจก
ผู้ฟัง เห็นเงา
ท่านอาจารย์ ท่านอื่นจะตอบว่าอย่างไร สิ่งที่ปรากฏทางตา เท่านั้นเอง ตอบง่ายๆ ธรรมดา แต่ว่าถ้าไม่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้แล้วจะไปเห็นอะไร เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีเพียงอย่างเดียว คือสิ่งที่กำลังกระทบตาขณะนี้ เห็นแข็งได้หรือไม่ เห็นกลิ่นได้หรือไม่ เห็นรสได้หรือไม่ เห็นคนได้หรือไม่ ตอนนี้ลังเล แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องเห็นก่อน ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ในห้องมืด ปิดไฟ มีแสงสลัวๆ เห็นอะไรหรือไม่ ถ้าไม่เห็นต้องตาบอด แต่ว่าแม้ไฟดับ พอที่จะเห็นอะไรหรือไม่ ถ้ามีตาก็เห็นความมืด จึงสามารถที่จะรู้ว่าไม่สว่าง แต่ในความมืดนั้นเห็นคนหรือไม่
นี่คือธรรม ชีวิตประจำวันจริงๆ ทั้งหมดทุกขณะเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีอะไรที่จะไม่ใช่ธรรมเลย เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อให้รู้ความจริงที่ว่าจะละโลภะ มีตาแล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีหูแล้วโกรธบ้างไม่โกรธบ้าง ก็คือต้องเข้าใจความจริงของทุกอย่างอย่างละเอียด ในความมืดเห็นคนหรือไม่ เห็นแต่ความมืด แล้วในความมืดมีคนหรือไม่ นี่คือธรรม กว่าจะเข้าใจในธรรมแต่ละอย่างจริงๆ ซึ่งถ้าเข้าใจแล้วไม่สับสน แล้วสามารถที่จะสะสมความเข้าใจนี้ไปถึงกาลที่ฟังอีกก็เข้าใจได้เร็วและเข้าใจได้ถูกต้องด้วย เหมือนอย่างบุคคลในครั้งอดีต พหุสสุตตะเป็นผู้ที่ฟัง แต่ไม่ใช่เพียงฟัง ต้องเข้าใจสิ่งที่ฟัง สะสมจนกระทั่งเมื่อได้ยินได้ฟังก็สามารถที่จะเข้าใจได้ จนกระทั่งรู้แจ้งสภาพธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้
เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังมีคือ ฟังสิ่งที่มีจริงจนกระทั่งเป็นความเข้าใจขึ้น โดยไม่ใช่หวังว่าเราจะไปเป็นพระอริยบุคคล จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมโดยไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าความไม่รู้มากมายมหาศาล แม้แต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ความจริงว่าอยู่ที่ไหน เติมไปเรื่อยๆ ก็ได้ความรู้ความเข้าใจธรรมจากการฟังทีละเล็กทีละน้อย
สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นว่าเห็นจริงๆ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ ขณะนั้นไม่มีเรา ไม่มีประเทศไทย ไม่มีวัดวาอาราม ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ เพราะอะไร มีเห็นกับสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ที่ใช้คำว่าจิตเพราะว่าคนไทยคุ้นหูกับคำว่าจิตใจ แต่ก็ยังไม่รู้จักจิต ถ้าถามว่าจิตคืออะไร จะตอบว่าอย่างไร มีแน่ แต่ไม่รู้ว่าอะไร ซึ่งความจริงจิตเป็นธาตุที่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส ที่เรามาเรียกว่าโต๊ะ เก้าอี้ อาหารอะไรต่างๆ นั้นไม่สามารถจะรู้อะไรเลย แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ก็เป็นธาตุแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่มีธาตุอีกชนิดหนึ่ง ในเมื่อเสียงเกิดได้ ธาตุชนิดนี้คือธาตุรู้ก็เกิดได้ แต่ว่าต่างกับเสียง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธาตุทั้งหลาย ถ้าจะแบ่งออกตามประเภทใหญ่ๆ ของธาตุนั้นๆ คือธาตุชนิดหนึ่ง เกิดจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แข็ง เย็น กลิ่น รส เหล่านี้ มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ว่าธาตุอีกอย่างหนึ่งก็มีจริงซึ่งต่างกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพราะไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เกิดแล้วสามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงใช้คำว่าคนเกิด สัตว์เกิด หรือว่าสิ่งที่มีชีวิตเกิด ต่างกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตหรือว่าไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คือเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่ฟังพระธรรมก็จะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริง ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นซึ่งไม่สามารถจะรู้ความจริงนี้ได้ด้วยตัวเอง ได้ฟัง ได้ไตร่ตรองและพิจารณา เป็นความรู้เพื่อละความไม่รู้ ละความติดข้อง ละกิเลสต่างๆ ซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้จนถึงการที่ไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลย เพราะความรู้ความเข้าใจตามลำดับขั้น
ดังนั้นทุกอย่างแต่ละหนึ่งๆ ศึกษาธรรม ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำ เช่นคำว่า จิต มีแน่ ทุกคนมี ถ้าขณะนี้ที่รูปไม่มีจิต น่าดูหรือไม่ เวลานี้เพราะจิตเกิดที่รูป รูปจึงสามารถที่จะเคลื่อนไหว พูดและทำอะไรได้ทุกอย่างทั้งมือ ทั้งเท้า แต่เวลาที่จิตไม่เกิดที่รูปนี้อีกต่อไปซึ่งเราก็รู้กันอยู่ว่าตาย ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ใช่หรือไม่ ที่เคยน่าดู เคยผ่องใส เคยสวยงาม นับวันก็แสดงความจริงว่า ลักษณะของรูปนี้ไม่ใช่เป็นที่ที่ใครจะปรารถนาเลยถ้าขณะนั้นไม่มีจิต
เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีรูปและมีจิต ที่ใช้คำว่าขันธ์ ๕ ก็คือไม่พ้นจากธรรมที่เป็นสภาพรู้ และธรรมที่เกิดแต่ไม่ใช่สภาพรู้ เมื่อไม่รู้ความจริงก็รวมเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นอะไรต่างๆ งู นก ช้าง เห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่งู ไม่ใช่ช้าง ไม่ใช่นก พูดเฉพาะเห็น ขณะนั้นไม่ได้คิดถึงรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเห็นขณะนั้นเป็นรูปคนก็บอกว่า คนเห็น ถ้าเป็นรูปแมวก็บอกว่า แมวเห็น เป็นรูปนกก็บอกว่า นกเห็น แต่ความจริงเห็นเป็นอะไรไม่ได้เลย เห็นจะเป็นรูปร่างต่างๆ ไม่ได้
เห็นเป็นเห็น คือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งต้องอาศัยตา ที่ใช้คำว่าจักขุปสาท เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้เท่านั้น กระทบอื่นไม่ได้ แต่กระทบกับรูปที่สามารถกระทบสิ่งนั้นเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น นี่คือขณะนี้ที่จะเข้าใจธรรม ไม่ไกลตัวเลยมีอยู่ทุกขณะ สามารถที่จะเข้าใจขึ้นได้ เมื่อได้ฟังพระธรรมและเห็นประโยชน์ว่า ทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลกก็ไม่ใช่เครื่องที่จะทำให้ปลื้มใจหรือหมดความทุกข์ได้ มีเงินมากมายมหาศาลเป็นทุกข์หรือไม่ โกรธก็ต้องเป็นทุกข์แล้วไม่สบายใจเลย ริษยาก็แย่มากๆ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีสามารถที่จะเกิดได้ด้วยความไม่รู้
ถ้ามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะเห็นคุณค่าว่า ไม่มีอย่างอื่นที่จะทำให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ เหล่านี้น้อยลงไปได้ และยังเพิ่มขึ้นทุกขณะอีกด้วย น่ากลัวหรือไม่ เพราะฉะนั้น การได้ฟังธรรมและเริ่มเข้าใจแต่ละครั้งเท่านั้นที่จะทำให้ค่อยๆ พ้นจากความทุกข์ได้ ในเมื่ออย่างอื่นไม่สามารถที่จะทำให้พ้นไปจากความทุกข์ได้เลย มีอะไรที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่ พูดถึงตาไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นเพียงการพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระธรรมได้ทรงแสดงทุกสิ่งไว้โดยละเอียดยิ่งทั้ง ๓ ปิฎก
ผู้ฟัง เมื่อเห็นก็คิดทันทีรวดเร็วมาก แต่ละขณะนี้เราจะรู้ได้จริงๆ หรือไม่
ท่านอาจารย์ เราเป็นใคร จะรู้ได้โดยไม่ฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อนได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เด็กแรกเกิดที่มีตา ลืมตาขึ้นเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็น รู้อย่างผู้ใหญ่หรือไม่ว่านั่นคืออะไร นี่คืออะไร
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่ากว่าจะสามารถจำ ไม่ลืม แล้วคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏก็ต้องอาศัยกาลเวลา แม้แต่เสียง เด็กแรกเกิดมีเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี เช่นร้องไห้ แต่พูดเป็นคำออกเหมือนผู้ใหญ่คุยกันออกมาเลยได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่เสียงซึ่งมีความหมายจากเสียงที่สูงๆ ต่ำๆ ก็ต้องอาศัยสภาพจำที่เกิดพร้อมกับจิต จิตเห็นอะไร จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งนั้น ก็มีสภาพธรรมที่เกิดกับจิตแต่ไม่ใช่จิต เช่นจำ เพราะถึงแม้มีจิต พยายามจะนึกสักเท่าไรบอกว่าจำไม่ได้ก็มี แต่ความจริงธรรมละเอียดกว่านั้นมาก เราพูดคร่าวๆ หยาบๆ เพราะว่าไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมเพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เสียงมี เด็กได้ยินหรือไม่ ได้ยิน พูดได้หรือยัง
ผู้ฟัง ยังพูดไม่ได้
ท่านอาจารย์ จากการที่ได้ยินบ่อยๆ และค่อยๆ จำเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติไหนก็ได้ยินภาษานั้น จนกว่าสามารถที่จะรู้ความหมายของเสียงนั้นได้ เหมือนขณะนี้ไม่ว่าจะพูดคำอะไร คนไทยก็รู้ได้ว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นการที่สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อ ทางหูที่เสียงปรากฏยังต้องเป็นอย่างนี้ฉันใด ทางตาก็ฉันนั้น กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร เป็นพ่อ หรือเป็นแม่ หรือเป็นคนที่เลี้ยงดู หรือว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ก็ต้องอาศัยการค่อยๆ จำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ แต่รูปนั้นก็เกิดดับซ้ำจนกระทั่งปรากฏให้สามารถที่จะจำได้ว่าเป็นอะไร ทั้งหมดนี้เป็นธรรมแต่ละหนึ่งขณะซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
จากคำถามที่ว่าเห็นแล้วก็เป็นคน แต่กว่าจะเป็นคนได้ก็ต้องจากเด็กมาจนกระทั่งเห็นแล้วจำได้ จนกระทั่งรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะต้องอาศัยการรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง เช่น เห็น ไม่ได้เห็นคน เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ไม่ว่าจะเป็นมืดหรือสว่าง ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เมื่อกระทบกับจักขุปสาท แม้แต่เสียงภาษาต่างๆ คนที่ใช้ภาษานั้นเป็นประจำเมื่อได้ยินก็รู้ได้ เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส หรืออะไรก็ตามแต่ คนอื่นที่ไม่รู้ภาษานั้นเลยก็เพียงได้ยิน แต่ไม่รู้หมายความว่าอะไร แต่คนที่คุ้นหูใช้อยู่ทุกวันเมื่อได้ยินก็จำได้
นี่คือความต่างกันของจิตแต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ นับไม่ได้ อย่างไรๆ ก็นับไม่ได้ แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเกิดดับของจิตตามลำดับ ทีละหนึ่งขณะอย่างละเอียด เพื่อให้ฟังแล้วเข้าใจถูกว่า ความไม่รู้ของผู้ที่ไม่ได้ฟังพระธรรม กับ ผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดินไกลกันมากทีเดียว แต่ผู้ใดก็ตามที่มีโอกาสได้ฟังก็เริ่มเข้าใจบ้าง แล้วสามารถที่จะฟังต่อไปอีกให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ความจำก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ไม่ลืมว่า ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม หลากหลายมากแต่ละหนึ่ง
ผู้ฟัง ที่ว่าจะตัดโลภ โกรธ หลง เรียนถามว่าการที่เราไม่ได้ศึกษาแล้วอยากจะปฏิบัติดีให้ได้ เราจะต้องทำอย่างไร
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นอนัตตาหรือเป็นอัตตา บังคับบัญชาได้หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นอนัตตา
ท่านอาจารย์ ไม่รู้อะไรเลยแล้วจะไม่ให้มีโลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลสใดๆ เลยด้วยความไม่รู้ ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อฟังแล้วใครรู้ ต้องเป็นคนที่ฟังแล้วไตร่ตรอง จากปุถุชนถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านานเท่าไร ถึงจะไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ทั้งหมดทั้งวันทุกวัน แล้วจะให้ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง เป็นไปได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ตรง เหตุกับผลต้องตรงกัน เพียงแต่ว่าไม่อยากโกรธ ไม่อยากโลภ ไม่อยากมีความไม่ดี แต่คิดหรือไม่ว่า ควรที่จะเข้าใจสิ่งนั้นๆ คิดแต่ว่าจะไม่มีแต่ไม่ได้เข้าใจ ระหว่างอยากให้ไม่มี กับ ควรจะเข้าใจ อย่างไหนจะถูกต้อง
ผู้ฟัง ต้องควรจะเข้าใจก่อน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็เลิกอยากไม่โกรธ อยากไม่โลภ อยากไม่หลงแล้วใช่หรือไม่ เพราะว่าเป็นไปไม่ได้
ผู้ฟัง คือว่าเราอาจจะยังมีความเป็นผู้ปุถุชน ก็คือมีความโกรธได้ มีโลภได้
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อนุญาต มีเหตุที่จะให้โกรธ โกรธจึงเกิด มีเหตุที่จะให้ติดข้อง ติดข้องก็ต้องเกิดเห็นของเน่าๆ เหม็นๆ ชอบหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะเหม็น
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ คิดที่จะหมดกิเลสโดยไม่รู้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นทุกคนก็หมดกิเลสได้ด้วยความไม่รู้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ธรรมหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นและดับไปนั้นเร็วประมาณไหน
ท่านอาจารย์ เร็วมากจนประมาณไม่ได้ ขณะนี้เห็นพร้อมกับได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เหมือนเห็นด้วย ได้ยินด้วย
ผู้ฟัง ใช่ เหมือน
ท่านอาจารย์ แต่เห็นไม่ใช่ได้ยิน เหตุให้เห็นเกิดก็ไม่ใช่เหตุที่ให้ได้ยินเกิด แล้วจะพร้อมกันได้อย่างไรในเมื่อสภาพธรรมแต่ละหนึ่งเป็นหนึ่ง ปนกันไม่ได้ จิตเป็นจิต จิตคือธาตุรู้เกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จะไปปะปนกันได้อย่างไร จิตเห็นจะไปเป็นจิตได้ยินได้อย่างไร ในเมื่อจิตเห็นเกิดเพราะมีจักขุปสาทแล้วมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลยทั้งๆ ที่มีตา เห็นก็เกิดไม่ได้ เพราะต้องเห็นสิ่งที่ถูกเห็น กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือเป็นผู้ที่ตรง ไม่ใช่เป็นเราเข้าใจด้วย แม้แต่ความเข้าใจก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ไม่เข้าใจก็เป็นธรรมอีกหนึ่ง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800