ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๖๓
สนทนาธรรม ที่ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
อ.คำปั่น ท่านขอโอกาสที่จะได้ถวายอาคันตุกภัตคือ ภัตแก่ภิกษุผู้จรมา ซึ่งเมื่อท่านได้รับภัตที่ท่านวิสาขาได้ถวายแล้ว เมื่อมีความชำนาญในเส้นทางการบิณฑบาตแล้วจะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
พรประการที่ ๒ มีความประสงค์ที่จะถวายภัตแก่ภิกษุผู้เตรียมจะเดินทาง ภาษาบาลีคือ คมิกภัต เพราะว่าพระภิกษุที่จะเดินทาง ถ้าหากว่ามัวมาแสวงหาอาหารก็จะพลาดโอกาสหมู่เกวียน และอาจจะถึงที่หมายเป็นเวลาค่ำมืดซึ่งไม่สะดวกสบาย
พรประการที่ ๓ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายภัตตาหารแก่ภิกษุผู้อาพาธ เพราะถ้าภิกษุผู้อาพาธไม่ได้อาหารที่เป็นที่สบาย จะเป็นผู้ที่มีโรคกำเริบขึ้นกระทั่งถึงกับมรณภาพได้
พรประการที่ ๔ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายอาหารแก่ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ เพราะหน้าที่หลักของภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ต้องดูแลภิกษุผู้อาพาธผู้ป่วยไข้ ถ้าหากว่าท่านมัวจะแสวงอาหารบิณฑบาตอยู่ ก็จะนำอาหารหรือว่าทำการปรนนิบัติดูแลภิกษุผู้ป่วยไข้ไม่ทันเวลา อาจจะเกิดความเดือดร้อนแก่ภิกษุผู้อาพาธได้ในภายหลัง
พรประการที่ ๕ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายเภสัชคือ ถวายยาแก่ภิกษุผู้อาพาธ
พรประการที่ ๖ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายยาคู
พรประการที่ ๗ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับพระภิกษุ
พรประการสุดท้ายคือ มีความประสงค์ที่จะถวายผ้าอาบน้ำสำหรับพระภิกษุณีเพื่อความเป็นสัดเป็นส่วน เพราะถ้าหากว่าภิกษุณีไปอาบน้ำกับหญิงชาวบ้าน จะถูกชักชวนด้วยเรื่องที่ไม่สมควร นี่คือพร ๘ ประการซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะเป็นความดี
ท่านอาจารย์ จะเห็นความต่างกันของผู้ที่เข้าใจความละเอียดกับความไม่ละเอียด ซึ่งชาวบ้านเมื่อมีศรัทธาคิดว่าจะถวายอะไรกับพระภิกษุเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่เคารพในพระบรมศาสดา ในความบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระศาสนาซึ่งเป็นไปเพื่อการละ แม้แต่การที่พุทธบริษัทในครั้งนั้นจะทำอะไรก็ต้องรู้ว่า ควรที่จะได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ เพื่อที่จะได้พิจารณาดูว่าเป็นความเหมาะสมประการใดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ทั้งๆ ที่พระผู้มีพระภาคซึ่งเหมือนกับผู้ที่เป็นเจ้าของพระธรรม เจ้าของในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงเจ้าของด้วยความเป็นอัตตา แต่พระองค์เป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้และได้ทรงแสดงพระธรรม ที่จะทำให้ละอกุศลถึงการดับสิ้นของกิเลสได้ เพราะว่าสำหรับคนธรรมดาก็คิดว่ากิเลสเพียงเล็กน้อย ไม่ทำอย่างนั้นแล้วทำอย่างนี้ก็คงจะได้เพราะเหมาะสมดีในความเห็นของตนเอง แต่ว่าเมื่อมีพระผู้มีพระภาคที่เป็นพระบรมศาสดา พุทธบริษัทซึ่งเข้าถึงพระคุณอย่างยิ่งจะไม่ทำอะไรตามแต่ความต้องการ
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ เพราะว่าภิกษุแต่ละหนึ่งไม่ใช่สงฆ์ สงฆ์คือหมู่คณะ เพราะฉะนั้น หมู่คณะต้องเป็นบริษัทที่เป็นภิกษุหรือภิกษุณี ฆราวาสจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับพระภิกษุก็ควรที่จะได้รับความเห็นชอบ หรือว่าได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคซึ่งแล้วแต่พระองค์จะทรงบัญญัติสิกขาบท
ผู้ฟัง วิถีจิตที่เกิดทางตาหนึ่งวาระ แล้วมาทางมโนทวารหนึ่งวาระ ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายให้ละเอียด
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้รู้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้แน่นอน
ท่านอาจารย์ แล้วจะเริ่มรู้ได้อย่างไร
ผู้ฟัง เริ่มรู้ได้อย่างไร ก็ต้องค่อยๆ ฟังให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ให้เข้าใจอะไร
ผู้ฟัง ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เห็น ต้องบอกว่าเป็นวิถีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ต้องบอกเลย
ท่านอาจารย์ ก็รู้แล้วและเมื่อเห็นแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร จำรูปร่างสัณฐานได้ ต้องบอกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ต้องบอก แต่ท่านอาจารย์ถามเสมอว่า เห็นจริงหรือไม่ เห็นจริง
ท่านอาจารย์ เห็นจริง เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูกต้องหรือไม่ว่า เห็นมีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้น
ผู้ฟัง แต่จริงตรงนี้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ถามตรงอื่น แต่ถามว่าขณะที่เห็น ที่ว่าเห็นมีจริงเพราะเห็นเกิดขึ้นเห็น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ใครทำให้เห็นเกิดขึ้น
ผู้ฟัง ไม่มีใครทำ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะไปรู้เรื่องอื่นได้อย่างไร นอกจากจะเข้าใจความจริงของเห็น ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า เห็นที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ควรจะเข้าใจอย่างนี้ หรือควรจะไปคิดถึงชื่อซึ่งขณะนี้ไม่มีปรากฏ จะชื่ออะไรก็ตามเพราะจำ ปัญจทวาราวัชชนะ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ปรากฏหรือไม่ แต่เริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริงสิ่งที่ปรากฏที่จะรู้ความจริงว่า เป็นชั่วขณะที่เกิดเห็นเท่านั้นเอง
รู้อย่างนี้จะดีหรือไม่ คือละความที่เคยยึดถือเห็นว่าเป็นเรา เพราะรู้ว่าเห็นมีจริงก็จริง แต่เพราะเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วหมดไปแล้วด้วย แล้วก็เห็นใหม่ ที่กำลังเห็นขณะนี้เห็นใหม่แล้ว ได้ยินก็ไม่ใช่ได้ยินเมื่อวานนี้ แต่ว่าเมื่อใดที่เกิดขึ้นแล้วมีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงจึงปรากฏได้ ค่อยๆ เข้าใจความจริงในขณะที่ความจริงนั้นปรากฏ แต่เวลาที่ฟังธรรมเราไม่ได้คิดถึงตัวจริงของธรรมหรือสิ่งที่มีจริง แต่ไปจำเรื่องมาทั้งหมดเลยแล้วสงสัย แล้วอยากจะเข้าใจคำนั้นคำนี้ แต่ว่าตัวจริงๆ เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้เริ่มเข้าใจถูก แล้ววันไหนจะเข้าใจว่าเห็นขณะนี้มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นเห็น ซึ่งใครบังคับบัญชาไม่ได้นอกจากเห็น
ได้ยินก็มีจริงๆ เกิดขึ้นได้ยินแล้วหมดไป คิดนึกก็มีจริงๆ ทั้งวันเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด แต่ลืมเสมอที่จะรู้ว่าความจริงคือ ชั่วคราวเพียงแต่ปรากฏแล้วหมดไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้ความติดข้องจะน้อยลงหรือไม่ แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะมีแต่ความอยากรู้นั่นอยากรู้นี่ โดยที่สิ่งนั้นไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น จะรู้ความจริงได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้ปรากฏให้รู้
ผู้ฟัง เริ่มต้นไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเริ่มต้นด้วยความเป็นเรา แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี จะเข้าใจอะไรนอกจากสิ่งที่กำลังมีให้เข้าใจได้ จะพูดถึงเห็นอย่างไรสักเท่าไร แต่ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นจะเข้าใจได้หรือไม่ แต่เมื่อเห็นมีแล้วไม่เคยเข้าใจก็พูดเรื่องเห็น จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจเห็นตามความเป็นจริง
มีเห็น เห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ได้รู้เห็น แต่จะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ต่อเมื่อมีเห็น เห็นมีจริงๆ เพียงแค่มีจริง เป็นเห็น ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น ไม่เป็นอย่างอื่นหมายความว่าไม่เป็นอะไร
ผู้ฟัง ไม่เป็นอย่างอื่นก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ที่เห็นสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ ไม่เป็นอย่างอื่นคือไม่เป็นได้ยิน ไม่เป็นคิดนึก เห็นเป็นเห็น แต่ละหนึ่งๆ ๆ ก็เป็นหนึ่ง ไม่ใช่เห็นไปเป็นได้ยิน หรือจะไปเป็นคิดนึก เห็นเป็นเห็น หมดแล้ว เป็นเห็น ได้ยินก็เป็นได้ยิน หมดแล้วเป็นได้ยิน คิดนึกก็เป็นคิดนึก ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน
นี่คือฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง จะมีเราหรือไม่ เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราวเท่านั้นเอง เห็นเป็นเห็น เห็นมีจริงๆ เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วหมดไป เห็นไม่เป็นอย่างอื่น คือไม่เป็นได้ยิน ไม่เป็นคิดนึก ไม่เป็นจำ เห็นเป็นเห็น สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป ฟังทีละคำละเอียดขึ้นก็คงจะเข้าใจขึ้น เช่น ในขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงที่ควรรู้ยิ่งเพราะอะไร
อ.คำปั่น เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะไม่มีอย่างอื่นแน่นอนที่จะรู้ ในขณะที่กำลังมีสิ่งนี้เท่านั้น แล้วจะไปมีอย่างอื่นมาให้รู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่ฟังเผินไปแล้ว ฟังเผินไปอีก แต่ถ้าคิดจริงๆ ก็จะรู้ได้ว่า ในขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ควรรู้ยิ่งเพราะอย่างอื่นไม่มี กำลังมีทีละหนึ่ง ใช่หรือไม่ จึงต้องรู้ยิ่งในสิ่งที่มีเพราะสิ่งอื่นยังไม่มี ยังไม่ได้เกิดขึ้น ไม่รู้สิ่งที่มีหนึ่งนี้แล้วจะไปรู้อะไร เพราะว่ามีทีละหนึ่งๆ ๆ แต่ไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ทีละหนึ่งนั้นแล้วจะไปรู้อะไรได้ ก็เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เข้าใจ นี่คือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ที่เริ่มต้นเห็นประโยชน์ว่า แม้แต่ความจริงก็ทีละหนึ่ง แล้วถ้าไม่รู้ความจริงทีละหนึ่ง จะไปรู้อะไร
ผู้ฟัง จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วดับไป จะรู้จักจิตหรือไม่รู้ก็แล้วแต่ เช่น เห็น คือจิตเกิดที่ตรงเห็นแล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่จิตเกิดที่ตรงเห็น จิตเกิดขึ้นเห็น
ผู้ฟัง จิตเกิดขึ้นเห็น
ท่านอาจารย์ แล้วก็ดับไป ไม่เป็นอื่น นอกจากชั่วขณะที่เห็นแล้วก็ดับไป
ผู้ฟัง ธรรมที่เกิดแต่ละหนึ่งปรากฏแล้วดับไป การประจักษ์ความเกิดดับ คือเห็นอย่างนี้หรือไม่
ท่านอาจารย์ เห็นแล้วเข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง เห็นแล้วเข้าใจ
ท่านอาจารย์ เวลานี้ก็เห็น แล้วเข้าใจอะไร
ผู้ฟัง ในเวลาที่นั่งอย่างนี้ เข้าใจ คือรู้แข็ง คือแล้วแต่สติจะระลึกรู้ในทางทวารหนึ่งทวารใด ถ้าระลึกทางตาก็จะเห็นสิ่งที่เห็น ที่กำลังเห็น ที่กำลังปรากฏ ถ้าระลึกทางหูก็จะเห็นการดับของทางตาไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่าประจักษ์ความเกิดดับหรือไม่
ท่านอาจารย์ ระลึกคืออะไร
ผู้ฟัง สภาพรู้
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ก็รู้ใช่หรือไม่ แล้วต่างกันตรงไหน
ผู้ฟัง ธรรมแต่ละอย่างมีลักษณะต่างกันไปอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว คือเห็นไม่ใช่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง ไม่ใช่ได้กลิ่น
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นระลึก หรือเป็นรู้เสียง หรือรู้สิ่งที่ปรากฏ
ผู้ฟัง รู้สิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กำลังรู้เสียงคือได้ยินเป็นธรรมดา
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ที่ใช้คำว่าระลึก คืออะไร
ผู้ฟัง ระลึกคือสภาพรู้
ท่านอาจารย์ รู้อย่างไร รู้ต่างกับได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง รู้ต่างกับได้ยิน ได้ยินก็คือได้ยิน แต่ยังไม่รู้
ท่านอาจารย์ ได้ยินมีเสียง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ กำลังรู้แจ้งเสียง
ผู้ฟัง เสียงปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เสียงปรากฏกับจิตที่กำลังได้ยินเสียง หรือสภาพที่กำลังได้ยินเสียงได้ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วยังจำเสียงก็ได้ แล้วเข้าใจคือความเห็นถูกในเสียงก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องรู้ความต่างกัน อย่างเช่น แข็งปรากฏกับธาตุที่กำลังรู้ แข็งจึงปรากฏ แต่ไม่ใช่ปัญญา ต้องรู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมดาเพราะว่าถ้าไม่มีสภาพที่กำลังรู้แข็ง แข็งจะปรากฏไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ทุกวันนี้แข็งก็ปรากฏ แต่ปรากฏกับสภาพที่กำลังรู้แข็ง ปกติธรรมดา หรือว่าปรากฏกับปัญญา ที่เข้าใจถูกในลักษณะของแข็งที่กำลังปรากฏ นี่คือความต่างกัน
โดยมากเราจะติดคำ แต่เรายังไม่เข้าใจคำนั้นจริงๆ เช่นใช้คำว่า ระลึก เข้าใจว่าอย่างไร เวลาบอกว่าระลึก เรามักจะคิดถึงอย่างหนึ่งอย่างใดใช่หรือไม่ บางทีไม่บอกว่าคิดถึงอดีต แต่บอกว่าระลึกถึงอดีต เราเข้าใจว่าเหมือนกันก็คือคิดนั่นเอง เวลาที่ใช้คำว่าระลึก กับใช้คำว่ารู้ลักษณะ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ แต่ว่าตามความเป็นจริงขณะนั้นเป็นเพราะระลึก หรือว่าเข้าใจลักษณะ ซึ่งต่างกันอีก
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าไม่ใช้คำว่าระลึก แต่กำลังเข้าใจลักษณะที่กำลังปรากฏ ต่างกับที่จะระลึกตรงนั้นระลึกตรงนี้หรือไม่ เพราะว่าระลึกตรงนั้นตรงนี้ กำลังเข้าใจลักษณะที่เป็นจริงของสิ่งนั้นหรือไม่ และความเข้าใจต้องตามลำดับ ไม่ใช่ว่าเมื่อเข้าใจแล้วก็จะเห็นการเกิดดับของสภาพธรรม ทั้งๆ ที่ได้ฟังก็เข้าใจถูกว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน และขณะที่เห็น เสียงจะไม่ปรากฏเลย ในขณะที่กำลังเห็น เสียงไม่ปรากฏเลย ในขณะที่กำลังได้ยิน กลิ่น รส และสภาพธรรมอื่นก็ไม่ปรากฏเลย นี่คือความเข้าใจจากการฟัง แต่ปัญญาความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ขณะนั้นต้องต่างกับขณะที่เพียงเห็น หรือว่าเพียงได้ยิน และความเข้าใจนั้นมาจากไหน
เพียงขั้นฟังว่าเห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง กำลังเห็น มีจริงๆ แล้วได้ยินก็ไม่ใช่เห็น นี่เป็นความเข้าใจขั้นฟัง แต่ว่าปัญญาที่กำลังรู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น ชั่วคราวเท่านั้นเอง เริ่มมาจากไหนที่จะไปรู้การเกิดดับของสภาพธรรมนั้นได้ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นการเจริญขึ้นของความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ตามลำดับขั้น โดยมีความเข้าใจที่เป็นปริยัติ ซึ่งหมายความถึงความรอบรู้โดยการฟัง เพราะว่าการฟังไม่ได้หมายความว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังทุกคำ ทุกเรื่อง โดยละเอียด แต่อาจจะเข้าใจเพียงบางคำ ไม่ใช่ทุกคำ ใช่หรือไม่ เพราะว่าถ้าถามกลับ เราอาจจะคิดว่าสิ่งที่เราเข้าใจ แล้วเราเข้าใจจริงๆ หรือไม่ อย่างเช่น ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ กำลังมีจิตเห็นกำลังเห็น มีสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏ เข้าใจอย่างนี้เป็นความเข้าใจที่สมบูรณ์ ที่จะเข้าใจความต่างของสิ่งที่ปรากฏกับเห็นที่กำลังเห็นหรือไม่ เพียงเท่านี้
เราได้ยินว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน สิ่งที่ปรากฏไม่รู้อะไรเลย กำลังปรากฏให้เห็น และเห็นคือกำลังรู้แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏว่า มีจริงๆ ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่คิด แต่มีธรรมหรือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ ซึ่งคนตาบอดไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า สิ่งที่มีจริงนี้คืออะไรเพราะไม่เคยเห็น สำหรับเสียงมีจริง แต่คนที่หูหนวกก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเสียงมีลักษณะอย่างไร เพราะว่าความจริงสิ่งที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ ไม่ปะปนกัน ด้วยเหตุนี้การที่จะถึงการประจักษ์แจ้งว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นและดับไปมาจากความเข้าใจอย่างไร ตั้งแต่ต้นหรือไม่ เจริญขึ้นตามลำดับหรือไม่ ค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเข้าใจขึ้นเฉพาะสิ่ง เฉพาะสิ่ง จริงๆ หรือไม่ ที่ใช้คำว่าปฏิปัตติ มาจากคำว่า ปฏิ-เฉพาะหนึ่ง ปัตติ-ถึง
เวลานี้ใครระลึก กำลังระลึก หรือว่ากำลังรู้ลักษณะตรงลักษณะที่ปรากฏ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดดับสืบต่อ ไม่สามารถที่จะรู้เพียงชั่วขณะแสนสั้นและแสนเล็กน้อยของสิ่งนั้น ต่อเมื่อใดที่สภาพธรรมนั้นปรากฏเป็นนิมิตให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างเช่น ความรู้สึกเสียใจ นานหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่นาน แต่เกิดสืบต่อ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ไม่นานเพียงใด บางคนเสียใจนาน บางคนก็ไม่นาน ใช่หรือไม่ ลักษณะเดียวกันหรือไม่ ความเสียใจไม่ใช่ความดีใจ
ผู้ฟัง ลักษณะเดียวกัน
ท่านอาจารย์ แต่ที่ว่านาน หมายความว่าเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ปรากฏให้รู้ลักษณะที่เป็นนิมิตการสืบต่อของสิ่งที่เกิดดับ ไม่ใช่ตัวหนึ่งซึ่งเกิดและดับไป ไม่รวดเร็วอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ทุกอย่างในโลกนี้ที่ปรากฏว่า มีการรู้ตรงลักษณะคือรู้ความจริงนั้นเป็นนิมิต เฉพาะสิ่งนั้นซึ่งเกิดดับแล้วยังไม่หายไปเลย ยังคงมีลักษณะที่ปรากฏแต่ว่าการเกิดดับไม่ได้ปรากฏ แต่ปรากฏการสืบต่อเหมือนไม่ดับเลยเป็นนิมิตของความรู้สึกนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดนั้นดับเร็วมาก ไม่มีใครสามารถที่จะไปรู้ในสิ่งนั้นได้ แล้วจะต้องเป็นปัญญาระดับไหน เพราะเหตุว่าปัญญามีหลายระดับมาก ปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับปัญญาของพระอัครสาวก ต่างกันหรือไม่ ต่างกัน ปัญญาของอัครสาวกกับมหาสาวกก็ต่างกัน ปัญญาของปกติสาวกกับมหาสาวกก็ต่างกัน นี่คือความหลากหลายของความเป็นจริง
ดังนั้นที่จะกล่าวว่า กำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ หรือว่าระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ เราชินในคำที่ใช้ เช่น คิด หรือ ระลึก แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องมีความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแต่ว่าระลึก เพราะเหตุว่าถ้าจะใช้คำว่าระลึก โดยทั่วไปหมายความถึงคิด ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง นึกถึง
ท่านอาจารย์ นึกถึง เพราะฉะนั้น นึกถึงสิ่งที่ไม่มีเช่นเมื่อวานนี้ ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เพราะมีความจำ ระลึกถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ เพราะกำลังมี แต่เพียงแค่ระลึก ความเข้าใจอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนลืม เพราะว่าหวังที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม แต่ไม่คำนึงเลยว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดดับขณะนี้มากน้อยเพียงใด พอที่จะรู้ลักษณะนั้นเพียงหนึ่งลักษณะ ไม่มีลักษณะอื่นปะปนเลย
จะเห็นได้ว่า ความลึกซึ้งของธรรมต้องมากมายมหาศาล ขนาดที่แม้ถึงการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่น้อมพระทัยที่จะแสดงพระธรรม แสดงถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่ว่าผู้ที่ได้ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจก็สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ผู้ที่ยังไม่ได้สะสมความเข้าใจมาพอ เพียงคิดว่าวันนี้พูดเรื่องเห็นแล้วเห็นเป็นอย่างไร อยากจะเข้าใจเห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่าประจักษ์ หรือ คำว่าเกิดดับของสภาพธรรม เวลานี้เสียงหนึ่งเกิดและดับไป เหมือนกับการเกิดดับของสภาพธรรมหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าปัญญาความรู้ ความเข้าใจในสิ่งนั้นมีบ้างหรือไม่ ถึงแม้ยังไม่มีความเข้าใจเลยใครๆ ก็รู้ว่าเสียงเกิดแล้วดับแล้ว ไม่สงสัยในการเกิดดับของเสียง ฉันใด ก็น้อมมาคิดว่าแม้สภาพธรรมอื่น หรือสิ่งที่มีจริงอื่นๆ ก็อย่างนี้เอง คือปรากฏทีละหนึ่งแล้วหมดไป ซึ่งการที่จะรู้ถึงขั้นประจักษ์แจ้งนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นความเข้าใจจากการฟังโดยที่เข้าใจขึ้นๆ ๆ จึงจะเป็นปริยัติ คือการที่รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่สงสัยในสิ่งที่ได้ฟัง เข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง จึงไม่หวังที่จะประจักษ์แจ้งการเกิดดับและไม่ใช่ไประลึกด้วย แต่สามารถที่จะรู้ความต่างกันว่า ขณะใดกำลังรู้ลักษณะหนึ่งที่มีลักษณะจริงๆ ปรากฏพร้อมกับความเข้าใจซึ่งไม่เคยมี เพราะว่าทุกคนรู้แข็งกันได้ทั้งนั้น แต่มีความเข้าใจลักษณะนั้นที่จะรู้หรือไม่ว่า ขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย ที่เป็นคำว่าโลกหรือโลกะ ไม่ใช่หมายความถึงโลกรวมๆ กันหมดเลย ต้นไม้ ใบหญ้า ผู้คน ทั้งหมดรวมเป็นโลก ไม่ใช่อย่างนั้น
แต่โลกะหรือโลกในพระธรรมวินัย ในอริยวินัย หมายความว่าสิ่งนั้นเกิดปรากฏแล้วดับ เป็นความน่าอัศจรรย์หรือไม่ ที่จะเข้าถึงสิ่งที่มีจริงตามธรรมดาปกติอย่างนี้ แต่ว่าเข้าใจถึงความที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะไปประจักษ์การเกิดดับ ความรู้ต้องสมบูรณ์ขึ้น จากการฟังที่ละคลายความเป็นตัวตนหรือความต้องการ แล้วสามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นปัญญาระดับไหน ถ้าไม่มีความรู้เลยทั้งสิ้น แล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะสภาพธรรมเกิดดับจริง รู้จริง เสียงหมดแล้วแต่ไม่ใช่ปัญญา ที่สามารถจะเห็นความเป็นสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นจริง มีจริงชั่วขณะแล้วดับไป
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800