ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๐

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็เห็นธรรมดาอย่างที่คนอื่นเห็น แต่ไม่มีกิเลสใดๆ เลยหลังจากที่เห็นแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ด้วยปัญญาเท่านั้น คือด้วยความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มี เริ่มจากการได้ยินได้ฟัง แล้วไม่ละเลย และเห็นประโยชน์ว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะหมดกิเลส บางคนไม่อยากหมดกิเลส สนุก มีความสุข มีคนบอกว่าไม่ใช่ ก็มีความเพลิดเพลิน ถ้าคนมีทุกข์ อยากตายหรือไม่ อยากหรือ ตายแล้วก็เกิด เหมือนเดิม เหมือนที่เกิดมาแล้ว ก็ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็จะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วๆ เล่าๆ จะบอกว่าทุกข์เหลือเกิน แต่ไม่มีปัญญา ก็ต้องมีทุกข์ เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ว่าทุกข์เกิดจากไหน และทุกข์เป็นอะไร แต่ปัญญาสามารถจะทำให้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ถูกต้องตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วันหนึ่งต้องตาย แล้วไปไหน คนที่ไม่ประมาทจะสะสมคุณความดี เพราะเหตุว่าเลือกไม่ได้เลย กรรมที่ได้กระทำแล้วแม้นานแสนนาน ก็ยังสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้ผลเกิดได้ อย่างผู้ที่เกิดมาดีทุกอย่าง ก็ยังเจ็บไข้ได้ป่วย แสดงให้เห็นว่าถึงวาระที่กรรมใดจะให้ผล ไม่เลือกเลย จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นเศรษฐี จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะเป็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาล ก็คือว่าต้องเป็นอย่างนั้น ตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว

    เพราะฉะนั้น เหตุที่ดีก็คือขณะนั้นไม่ได้ทำสิ่งที่ประทุษร้ายคนอื่น แม้ว่าทุกคนยังมีกิเลส ยังมีความติดข้อง ยังมีความโกรธ ยังมีความขุ่นเคือง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะกระทำอกุศลกรรม ด้วยเหตุนี้ จึงมีกิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ โดยย่อของปฏิจจสมุปบาท คือธรรมซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดสืบเนื่องติดต่อกัน เวลาที่เกิดมาแล้ว เห็นแล้ว กิเลสที่สะสมมาเกิดทันทีหลังเห็น โดยไม่รู้เลย เล็กน้อยมาก ไม่ได้สังเกตก็ไม่รู้ แต่จะรู้ได้โดยความรู้สึก เช่น ถ้าเป็นความขุ่นใจเมื่อไร ขณะนั้นก็เป็นโทสะเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ความขุ่นใจ แต่ไม่เข้าใจสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง ก็เป็นอกุศลประเภทโมหะ คือไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริงแล้วยังติดข้อง ชอบสิ่งที่ปรากฏด้วย ก็เป็นโลภะ แล้วจะพ้นไปได้อย่างไร วันนี้มากเพียงใด แต่ว่ามีหนทางแน่นอน โดยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางนั้นสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ฟังและได้สะสมความเห็นที่ถูกต้อง ค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้น

    เพราะฉะนั้น ทุกคำทุกเรื่องเป็นความจริงในขณะนี้ โดยที่เราไม่ต้องจำ เป็นชื่อเป็นหัวข้อมากมาย แต่ทั้งหมดคือเดี๋ยวนี้ เช่น จิตเห็น เป็นจิตหนึ่งใน ๘๙ จิตได้ยินก็เป็นจิตหนึ่ง นับไปนับมาก็ได้มากมาย และถ้าศึกษาละเอียดก็จะเห็นความละเอียดลึกซึ้งว่า เราไม่รู้อะไรเลย แล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่เริ่มจากฟังแล้วเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังคือเข้าใจ ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์เลย ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม โทสะ ชื่อโทสะแต่เรียกอย่างอื่นก็ได้ เรียกปฏิฆะก็ได้ โกธะก็ได้ แม้ไม่ต้องเรียกเลย ไม่ต้องใช้ชื่อภาษาใดๆ เลย สภาพธรรมนั้นก็เป็นอย่างนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเรียกอะไร ก็ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริง และเป็นธรรมชั่วขณะที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนก็ดำรงอยู่ชั่วขณะที่จิตเกิด ขณะใดที่จิตเกิด ขณะนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อจิตนั้นดับ ก็มีจิตอื่นเกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้น ชีวิตก็ยังไม่สิ้นสุด จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายของภพชาตินี้ ที่ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกสักหนึ่งขณะจิตก็ไม่ได้ เสียใจหรือดีใจ หรือธรรมดา ถ้าเป็นคนที่สะสมความดีไว้ ก็ปลอดภัย แต่ถ้าไม่ได้สะสมความดีไว้ ก็ไม่รู้เลยว่า กำลังกระทำทางไปสู่นรก

    มีข้อความในพระไตรปิฎกที่กล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่รู้จักนรก" ใครรู้จักนรกบ้าง ถ้าได้ยินคำว่า ไม่รู้จักนรก คิดอย่างไร จะคิดเหมือนข้อความในพระไตรปิฎกหรือไม่ ได้ยินคำว่า นรก ขอเชิญคุณคำปั่นช่วยแปลคำว่า นรก

    อ.คำปั่น คำว่า นรก ภาษาบาลีท่านใช้สองคำ คือตรงตัวเลย คือ นรก (นะ - ระ - กะ) และคำว่า นิรย (นิ - ระ - ยะ) คำหนึ่ง ซึ่งโดยความหมายก็หมายถึง เป็นภพภูมิที่ปราศจากความเจริญ เป็นภพภูมิที่ไม่มีความเจริญ จะเห็นได้ว่าผู้ที่เกิดในนรก ประสบแต่ความเดือดร้อนความทุกข์มากมาย เป็นผลของอกุศลกรรมที่ตัวเองได้กระทำแล้ว โอกาสที่จะพอกพูนกุศลธรรมประการต่างๆ ก็ไม่มี โอกาสที่วิบากจิตที่ดีงามจะเกิดขึ้น ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่าเป็นภพภูมิที่ปราศจากความเจริญ ไม่มีความพอกพูนขึ้นของกุศลธรรม และไม่มีโอกาสได้เห็นในสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ เหมือนกับการเกิดในภพภูมิอื่นที่เป็นสุคติภูมิ

    ท่านอาจารย์ พูดถึงนรก รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะได้ไปหรือไม่ ถ้าไปก็แย่หน่อย แต่ข้อความที่ทรงแสดงลึกซึ้งกว่าที่ใครจะคิด ทรงแสดงว่า "ไม่รู้จักนรก เพราะกำลังทำทางไปสู่นรก" เป็นอย่างไร รู้ตัวหรือไม่ กำลังทำทางไปสู่นรก เป็นความเห็นผิด เป็นความเข้าใจผิด เป็นการกระทำสิ่งที่ผิด เป็นโทษทั้งทางกายวาจาใจ นั่นเป็นเหตุหรือทางไปสู่นรก เพราะฉะนั้น ไม่รู้จักนรกจึงทำทางไปสู่นรก ถ้ารู้จักแล้วจะกระทำทางไปสู่นรกไหม ก็ไม่ทำใช่ไหม

    การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบุคคลนั้นบุคคลนี้ ซึ่งเป็นโทษมาก ไปไหน รู้จักนรกหรือไม่ ถ้ารู้จักจะทำไหม เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำก็คือผู้ที่ไม่รู้จักนรก จึงทำทางไปสู่นรก ใครจะคิดอย่างไรก็แต่ละคน แต่ตามความเป็นจริงก็คือ เมื่อไรที่ขณะนั้นเป็นอกุศล ไม่รู้ เป็นอวิชชา ไม่ใช่ความเห็นถูก ไม่ใช่เป็นการเข้าใจความจริงใดๆ เลยทั้งสิ้น และยังมีอกุศลอื่นๆ เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ธรรมจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ไม่ใช่ผิวเผิน และไม่ใช่คิดว่าเรามีกิเลสน้อย จะหมดไปวันใดเมื่อไรก็ได้ แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย ต้องเป็นปัญญาโดยแท้จริง เข้าใจจริงโดยละเอียด แม้ฟังแล้วก็ยังต้องเข้าใจ ว่าในขณะใดที่กำลังเป็นทางไปสู่นรก

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะแรกที่เราจะไปอยู่ในภพนั้นก็คือปฏิสนธิจิตนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ จิตขณะแรกเกิดเมื่อไร

    ผู้ฟัง เกิดตามหลังจุติจิต

    ท่านอาจารย์ หลังจากที่จุติจิตดับ จิตที่เกิดต่อทำกิจสืบต่อปฏิสนธิ สืบต่อจากจุติจิต โดยการเกิดขึ้นตามกำลังของกรรม ไปสวรรค์ระยะทางเท่าไร

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ กรรมทำให้เกิดได้ ไกลแสนไกลก็ได้ นรกไกลไหม กรรมก็เป็นปัจจัยให้เกิดที่นั่น ไม่ต้องมีระยะทางที่จะต้องไปโดยทางนั้นทางนี้เลย จิตที่เกิดสืบต่อจากจุติคือจิตขณะสุดท้าย ที่เราใช้คำว่าตาย ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายดับใช้คำว่า ตาย จิตที่เกิดต่อขณะแรกทันทีชื่อว่า เกิด คือปฏิสนธิ

    ผู้ฟัง ปฏิสนธิจิตที่เกิดในนรกกับปฏิสนธิที่เกิดในสวรรค์

    ท่านอาจารย์ เหตุต่างกัน อกุศลเป็นเหตุให้เกิดในสวรรค์ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ อกุศลเป็นเหตุให้เกิดกุศลวิบากจิตได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อกุศลจิตเป็นเหตุ อกุศลวิบากจิตเป็นผล ทิ้งคำว่าวิบากไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้หมายความถึงเหตุ แต่หมายความถึงจิตที่เกิดขึ้นเพราะ "เหตุนั้นเป็นปัจจัย"

    ผู้ฟัง แล้วหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับ ก็จะเกิดภวังคจิตต่อ

    ท่านอาจารย์ ภวังคจิตคืออะไร

    ผู้ฟัง เป็นภวังค์ที่รักษาภพชาติ

    ท่านอาจารย์ เกิดสืบต่อ ประเภทเดียวกันเลย หมายความว่าปฏิสนธิจิตเป็นอกุศลวิบาก จะให้กุศลวิบากเกิดต่อไม่ได้ เพราะกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิที่เป็นอกุศลวิบากเกิด ไม่ใช่ให้ผลขณะเดียว คือให้เกิดไม่พอ มีประโยชน์อะไร ทำให้จิตที่เป็นวิบากเกิดขณะเดียว และขณะที่ปฏิสนธิก็ไม่มีการรู้อารมณ์ของโลกนั้นเลยทั้งสิ้น เพราะว่ามีอารมณ์เดียวกับจิตที่ใกล้จะตายของชาติก่อน เพราะฉะนั้น อารมณ์ไม่ปรากฏ ไม่เดือดร้อน ถึงแม้เกิดในนรก อารมณ์ของปฏิสนธิจิตก็ไม่ได้ปรากฏว่าเหมือนนรก เพราะเหตุว่าสืบต่อมาจากชาติก่อน

    ผู้ฟัง แล้วก็ทราบว่าภวังคจิตยังจะเกิดสลับกับวิถีจิต ไปจนกว่าจะเกิดจุติจิตอีก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้ว ก็จะทราบได้ว่า ถ้าศึกษาเรื่องของจิตโดยละเอียด ไม่มีเรา แต่จิตที่เกิดเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถึงเวลาที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นทำกิจสืบต่อจากชาติก่อน แล้วแต่จะเป็นอะไร ก็เป็นผลตามควรแก่กรรมที่ได้กระทำไว้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงหลากหลายมาก เกิดมาตาบอดมีไหม ใครทำให้ตาบอด ถ้าไม่ใช่กรรม ก็กรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้เลยว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ก็จะต้องดำรงความเป็นบุคคลนั้นตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว จะยาวมากน้อยสักเท่าไร ก็ปรากฏเป็นอายุสั้น อายุยืน แล้วแต่ผลของกรรมที่จะทำให้ดำรงอยู่นานเท่าไร และระหว่างนั้นก็คือไม่ได้มีแต่ภวังคจิตตลอดไปจนกระทั่งจุติ เป็นไปไม่ได้เลย ให้ทราบได้เลยว่า มีภวังคจิตนาน แล้วก็มีวิถีจิตสลับ เช่น เวลาเห็น เมื่อหมดวาระรูปดับ ภวังค์เกิดสืบต่อ

    เพราะฉะนั้นก็คือว่าภวังค์ ภวังค์ ภวังค์ อยู่เรื่อยๆ แล้วก็มีวิถีจิตเกิดสลับ แล้วก็เป็นภวังค์ เมื่อเป็นภวังค์แล้ว จำได้ไหมว่าเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ไม่ได้เลย แต่เมื่อเกิดมาเป็นวิถีจิต เห็นแล้วเป็นภวังค์อีก นี่คือกระแสของชีวิต เท่านี้เอง ยับยั้งไม่ได้เลย คือเป็นภวังค์ตามสมควรแก่กาลที่กรรมอื่นยังไม่ได้ให้ผล หรือกรรมนั้นเองที่ทำให้เกิดจะให้ผล เช่นเกิดในตระกูลใด ก็จะดำรงชีวิตในความเป็นตระกูลนั้น จนกว่ากรรมจะทำให้พลัดพรากพ้นไป หรือทำให้เดือดร้อน หรือทำให้เพิ่มเติม จึงมองเห็นชัดเลย สัตว์โลกเป็นที่ดูกรรมและผลของกรรม และเป็นที่ดูบุญและบาป ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล

    ถ้าจะกล่าวก็คือ สัตว์โลกเป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาป ใครทราบบ้างว่า เกิดมาเป็นคนนี้เป็นผลของกรรมอะไร แต่เวลาที่อกุศลกรรมให้ผล รู้ได้ไหม เช่น เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่สบายป่วยไข้ได้เจ็บ เป็นต้น ก็เป็นผลของกรรม หลีกเลี่ยงได้ไหม เพราะอะไร เพราะเกิดแล้ว จะทำอย่างไร ยังไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดต่อไป แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้ว ไม่มีใครทำอะไรได้เลย

    อ.คำปั่น มีคำถามจากท่านผู้ฟังว่า มรรคมีองค์ ๘ มีอะไรบ้าง กรุณาอธิบายให้ฟังได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงชื่อ คุณคำปั่นตอบได้

    อ.คำปั่น ก่อนอื่นต้องตั้งต้นว่า มรรคคืออะไร มรรคคือหนทาง มีทั้งทางถูกและทางผิด ถ้าเป็นทางผิดก็ไม่ใช่หนทางที่จะเป็นไปเพื่อการรู้ธรรมตามความเป็นจริง ถ้าเป็นทางที่ถูกต้อง ก็เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา สำหรับทางที่ถูกต้องที่เป็นสัมมามรรค มีทั้งหมด ๘ ประการ เริ่มตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้องเป็นปัญญา สัมมาสังกัปปะเป็นความดำริชอบ เป็นความตรึกไปในทางที่เป็นกุศล สัมมาวาจาเป็นการเจรจาชอบ สัมมากัมมันตะเป็นการงานชอบ สัมมาอาชีวะเป็นการเลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะเป็นความเพียรชอบ สัมมาสติคือระลึกชอบ และสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นชอบ นี่เป็นเพียงชื่อ แต่รายละเอียดขอความกระจ่างจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ท่านที่ถามได้คำตอบแล้วใช่ไหม ครบ๘ ถามถึงมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้แล้วครบ๘ แต่เข้าใจหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ได้ยินอะไรผิวเผิน มรรคมีองค์ ๘ บางคนก็อยากรู้เลย มีมากถึง๘ อะไรบ้าง คุณคำปั่นบอกแล้ว ก็จบแล้ว รู้แล้ว แต่เข้าใจอะไรหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ละคำ สัมมาทิฏฐิเป็นอันดับแรกของมรรคมีองค์ ๘ ทิฏฐิคือความเห็น คำนี้หมายความถึงสภาพธรรมที่เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ เห็นถูกก็ได้ เห็นผิดก็ได้ จะให้มีแต่เห็นถูกเท่านั้นได้ไหม ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่มีความเห็นถูกแล้วเป็นอะไร ก็เป็นความเห็นผิด มากไหม จะให้ความเห็นผิดกลับเป็นความเห็นถูกได้ไหม ไม่ได้ ความเห็นผิดก็เป็นความเห็นผิด ความเห็นถูกก็เป็นความเห็นถูก

    เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกก็ต้องรู้ว่า เห็นถูกในอะไร ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นปรากฏ จะเห็นสิ่งนั้นได้ไหมว่าถูกหรือผิดอย่างไร ก็ไม่ได้ใช่ไหม แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เข้าใจถูกหรือเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นหรือไม่ นี่เป็นมรรค คือหนทางที่จะนำไปสู่การรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เริ่มจากเคยได้ยินได้ฟังไหม ว่าความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้คืออย่างไร ไม่ใช่ให้คิดเองเลย แม้แต่มรรคมีองค์ ๘ ก็ต้องทราบว่า เป็นหนทางที่จะทำให้เข้าถึงการรู้ความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย มีโอกาสที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏหรือไม่ เพราะมรรคไม่ได้พาไปไหน แต่พาไปสู่การเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จะไปไหม

    ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ และความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏก็ต้องเป็นจริงอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงเลย จะไปไหม จะไปรู้ความจริงของสิ่งที่ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น เกิดจริง และดับจริง จะไปไหม ฟังเพื่อมีความเห็นถูกตามความเป็นจริง จนกว่าจะประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย จะไปไหม ไปหรือไม่ไป เห็นถูกว่าขณะนี้กำลังเกิดดับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นเห็น ฯลฯ ชั่วคราวเพียงเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป และขณะที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ภวังค์ ไม่ใช่ขณะที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ดำรงภพชาติที่จะต้องเป็นคนนี้ เพื่อที่จะเห็นชั่วคราว และก็กลับไม่มีอะไรเลย หายไปหมด ได้ยินชั่วคราว แล้วก็กลับหมดแล้ว ได้ยินก็หมด กลับเป็นไม่รู้เหมือนเดิม เหมือนตอนที่หลับสนิท

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ชั่วคราวที่ปรากฏ แล้วก็เป็นภวังค์อยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ยินเมื่อไร ก็ชั่วคราวที่สั้นมาก แล้วก็เป็นภวังค์อีก เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นก็หมดไปๆ ต้องการที่จะรู้ความจริงอย่างนี้หรือไม่ ต้องการถึงการเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏหรือไม่ จึงถามถึงมรรคมีองค์ ๘ แต่เข้าใจว่าที่มีศรัทธาฟังโดยไม่ทราบเลยว่า ฟังเพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏนั่นเอง ไม่เช่นนั้นจะมาฟังทำไม ก็ไปฟังอย่างอื่นใช่ไหม แต่ว่าได้ฟังสิ่งที่มีจริงๆ และความจริงของสิ่งที่มีจริงก็เป็นอย่างที่ได้ฟัง ยิ่งฟังยิ่งเข้าใจความจริงนั้นชัดเจนขึ้น ถูกต้องขึ้น นี่คือหนทางที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่มีการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จะเป็นหนทางได้ไหม ไปสู่การที่จะรู้ความจริงแท้ของสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางไปไหน รู้สึกว่าอยากจะไปกันเหลือเกิน แล้วก็บอกว่าไปสู่นิพพาน ก็ยิ่งอยากจะไปสู่นิพพาน แต่ว่ามีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏหรือไม่ นี่คือความจริง คือสัมมาทิฏฐิ ในการที่จะเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ

    กำลังคิดหรือไม่ คิดไม่ใช่เห็น เท่านี้ เป็นเราหรือไม่ เห็นแล้วคิด แต่คิดก็ไม่ใช่เห็น เห็นก็ไม่ใช่คิด เห็นคิดอะไรไม่ได้เลย เกิดเห็นแล้วก็ดับ สั้นเพียงใด เพียงเกิดมาเห็นแล้วก็ดับ จึงเป็นธาตุหรือเป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะรู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง เกิดมาเพียงเท่านั้น แล้วก็ดับไป

    ในขณะที่ได้ยิน ก็เป็นขณะที่เพียงได้ยินเสียงเพราะกรรมทำให้เกิดขึ้น เสียงมี แต่ว่าใครจะได้ยินเมื่อไร ไม่สามารถที่จะทำให้ได้ยินเกิดขึ้นได้เลย นอกจากถึงเวลาที่กรรมจะทำให้ได้ยินเมื่อไร ก็ต้องได้ยิน เมื่อคืนนี้ถามหลายคนว่า ได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม บางคนก็บอกว่าได้ยิน บางคนก็บอกว่าไม่ได้ยิน เลือกไม่ได้ เพราะได้ยินเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าถึงกาลถึงวาระที่กรรมจะทำให้ได้ยินเสียงนั้น หรือไม่ให้ได้ยินเสียงนั้น คนที่ไม่ได้ยินก็ไม่ได้ยิน เลือกไม่ได้เหมือนกัน

    เพราะฉะนั้นเข้าใจความจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราว แล้วก็หมดไป แล้วก็เป็นภวังค์ คือไม่มีอะไรปรากฏได้เลยในขณะที่กำลังเป็นภวังค์ แล้วก็มีเห็นนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นภวังค์ แล้วก็มีได้ยินนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นภวังค์ แล้วก็คิด พอเห็นแล้วเป็นภวังค์ แล้วก็คิด ยับยั้งไม่ได้เลยที่จะคิดถึงสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจธรรมคือจิตโดยละเอียด ก็คือความเข้าใจถูกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรา แต่ความจริงของธรรมก็คืออย่างนี้เอง นี่คือหนทางที่จะนำไปสู่การรู้ความจริง จะไปถึงนิพพานไหม ถ้ารู้ความจริงจะถึงนิพพานไหม แต่กว่าจะถึง ไม่ใช่รู้เพียงเท่านี้แล้วถึง ไม่ใช่เลย รู้เท่านี้เพียงฟังแล้วก็เข้าใจ ละความไม่รู้ซึ่งเกิดจากการไม่เคยฟัง แต่กิเลสยังเต็ม ถ้ากิเลสละได้เพียงด้วยการฟังก็ดี ฟังกันมากๆ แล้วก็กิเลสหมด ไม่ต้องมีปัญญามากกว่านี้ แต่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย

    นี่เป็นแต่เพียงคำนำที่จะไปสู่การรู้จักสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ทุกคำในพระไตรปิฎก นำมาสู่ความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น แม้แต่ใช้คำว่ามรรคมีองค์ ๘ ก็ต้องเข้าใจ มรรคคืออะไร แม้แต่มรรคแต่ละองค์ มรรคองค์ที่หนึ่ง คือความเห็นถูก สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกเพียงอย่างเดียวได้ไหม มีคำตอบว่าไม่ได้ ต้องมีครบ แต่ไม่ได้ถามว่าครบหรือไม่ครบ เพียงแต่ถามว่ามีความเห็นถูกเพียงอย่างเดียวได้ไหม ถ้าตอบว่าไม่ได้ ต้องอธิบายว่าเพราะอะไรจึงไม่ได้ ได้ยินแล้ว ฟังแล้ว ลืมแล้ว หรือว่าได้ยินแล้ว ฟังแล้ว จำได้ พร้อมที่จะเข้าใจสิ่งที่ถาม และรู้คำตอบด้วย ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ จะมีแต่ความเห็นถูกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีสภาพธรรมใดเลยที่จะเกิดได้เพียงลำพังอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้หรือรูปธรรมก็ตาม มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏทีละหนึ่ง จริง แต่ไม่ใช่มีเฉพาะสิ่งนั้นในขณะนั้นที่สิ่งนั้นปรากฏ หมายความว่ามีอย่างอื่นในที่นั้นด้วย แต่จะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ ก็จะรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้รู้ทีละหนึ่ง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    28 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ