ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๘๑
สนทนาธรรม ที่ ไร่คุณกุล รีสอร์ท จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นประโยชน์ว่าจากการที่ไม่เคยมีชาตินี้ แล้วก็มีทุกอย่างตั้งแต่เกิดมาจนถึงขณะนี้ แล้วจะหมดไป แล้วก็จะจำไม่ได้ในชาติต่อไป ก็จริง ประโยชน์สูงสุดจากความว่างเปล่าจากการที่ไม่มี แล้วมีชาตินี้ แล้วก็หามีไม่ ประโยชน์จากการที่ไม่มี แล้วมี ขณะที่มีก็ควรจะได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการที่เกิดมาแล้วมี โดยการที่สามารถที่จะได้ยินได้ฟัง และได้เข้าใจสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าคนที่ไม่เคยฟังเลย ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังประการหนึ่ง และถึงแม้ว่าที่ได้ฟังแล้ว แต่ขาดการไตร่ตรองให้เข้าใจอย่างมั่นคงว่าก็เท่านี้เอง ความจริงก็คือว่าเห็นแล้วก็ไม่เห็น หมดไป ได้ยินแล้วก็ไม่ได้ยิน หมดไป
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ก็จะเห็นว่าตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่าที่สุดคือการได้เข้าใจพระธรรม ได้มีโอกาสได้ฟัง สิ่งอื่นก็หมดไปแล้ว แล้วก็ติดตามไป ล้วนแต่ไม่มีสาระ นอกจากจะไม่มีสาระแล้ว ก็ยังทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมอง เต็มไปด้วยความไม่รู้ ความยึดมั่นต่างๆ นานา กับการที่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจความจริง และรู้ความจริงว่าหลีกเลี่ยงการเป็นอย่างนั้นไม่ได้ จนกว่าจะมีความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นตลอดชาตินี้ทั้งชาติ สิ่งที่มีค่าที่สุดตั้งแต่เกิดจนตายคือมีโอกาสได้ฟังพระธรรม และได้เข้าใจความจริง เพราะเป็นสิ่งซึ่งทรงแสดงความจริงแท้ของทุกขณะ ไม่เว้นเลยสักขณะเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย
เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านมาก็มีแต่เรื่องสงสัยว่าทำไมเป็นอย่างนี้อย่างนั้น คำตอบมีอยู่ในพระธรรม ใครสงสัยเรื่องอะไรก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ และค่อยๆ เห็นประโยชน์ว่าแท้ที่จริงเรื่องที่เราคิดว่ามีสาระกับเราเหลือเกิน สำคัญเหลือเกิน เฉพาะในขณะนั้นที่เกิด แต่เมื่อล่วงเลยขณะนั้นไปแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นขณะอื่นต่อไปแล้ว เรื่องใหม่แล้ว ความสำคัญใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่สุด ขณะนั้นก็คือชั่วขณะแล้วก็ดับไป แล้วจะสำคัญได้อย่างไร ดับไปแล้ว หมดไปแล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องอื่นต่อไป
ผู้ฟัง เป็นคำถามของเพื่อนที่สนทนากัน คือชาตินี้เราได้ฟังพระธรรม แต่พอถึงสุดท้าย สมมติว่าเราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วจะได้ฟังธรรมได้ไหม
ท่านอาจารย์ ได้ยินได้ แต่รู้เรื่องไหม จะสามารถรู้เรื่องทุกคำอย่างที่เราเข้าใจในขณะนี้หรือไม่ แม้แต่คำว่า สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องเข้าใจว่าคืออะไร เห็นเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเทวดา หรือเป็นคน หรือเป็นพรหม เห็น ถ้าไม่มีรูปร่างใดๆ เลย มีแต่เห็น จะบอกได้ไหมว่าใครเห็น อะไรเห็น จิ้งจกเห็น หรือมดเห็น บอกได้ไหม ช้างเห็น ก็บอกไม่ได้เลย แต่ที่เราบอกว่า นี่ตุ๊กแก หรือนั่นช้าง หรือนี่นก เพราะรูปร่าง แต่เฉพาะเห็นอย่างเดียว ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้เลยว่าเป็นใคร เพราะว่าเห็นเป็นเห็นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง ทุกอย่างต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เห็นจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เห็นเกิดได้อย่างไร ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด ไม่มีเห็น คนตาบอดไม่มีเห็น เพราะว่าเขาไม่มีตา และทุกคนก็ไม่อยากจะไม่มีตาใช่ไหม แต่ทำไมบางคนก็มีตา บางคนก็ไม่มีตา ก็ต้องมีเหตุอีก เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เราสามารถที่จะเข้าใจถึงแก่นแท้ความจริงที่ถึงที่สุดที่เปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้ ก็คือสิ่งที่มีจริงๆ ลักษณะนั้นเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ก็ไม่ใช่ทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น หรือไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงให้สิ่งที่เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างอื่น เมื่อทรงตรัสรู้ความจริงที่ถึงที่สุด นั่นก็คือว่า สิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวว่าสิ่งที่มีจริงก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่หลอกในสิ่งที่ไม่มีแล้วบอกว่ามี แต่สิ่งที่มีจริงต้องมีจริงที่กำลังมีจริงในขณะนั้น ถ้าพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนั้นให้เข้าใจความจริงได้ นั่นคือผู้ที่ตรัสรู้สามารถที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่มีจริงก็ต่างกันเป็น ๒ อย่างจริงๆ อย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ว่าที่ใดในจักรวาล สิ่งที่มีจริงหนึ่งอย่างขณะนี้ก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จะบอกว่าไม่มีจริงไม่ได้เลย แต่จริงขณะที่เห็นเท่านั้น ถ้าเกิดที่อื่น โลกอื่น ที่ไหนก็ตามแต่ แล้วเห็น ขณะนั้นก็ต้องมีสิ่งที่มีจริงอย่างเดียว คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย แข็ง เห็นได้ไหม ไม่ได้ เสียงปรากฏให้เห็นได้ไหม ไม่ได้ หวานปรากฏให้เห็นได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ ไม่ว่าโลกไหนใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่มีจริงที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้คือสิ่งที่กำลังปรากฏ อย่างอื่นไม่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้เลย นี่คือความจริงแท้ ความจริงที่สุดของความจริงที่เปลี่ยนอีกไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างเป็นหนึ่งซึ่งไม่ปะปนกัน เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป ใครจะปฏิเสธ หรือใครจะบอกว่าไม่จริง ทุกอย่างขณะนี้ก็เกิด แต่ไม่ปรากฏทั้งการเกิดและการดับไป ถ้าไม่เกิดและดับ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยทั้งสิ้น ต้องเป็นอย่างนี้ขณะนั้นเท่านั้น แต่นี่จากขณะนั้นก็เป็นขณะอื่นแล้ว จากเสียงที่ไม่ปรากฏ มาเป็นเสียงที่เกิดขึ้นปรากฏ แล้วก็หมดไป แล้วก็มีคิดซึ่งเกิดขึ้นปรากฏว่าเป็นคิดในขณะนั้น แล้วก็หมดไป ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างแท้จริง ก็จะเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วก็ต้องหมดไป
เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะเข้าใจให้ละเอียดลึกซึ้ง จนกระทั่งประจักษ์แจ้ง เมื่อนั้นก็เป็นการพิสูจน์ว่าการที่เราเป็นคนที่มีเหตุผล เมื่อฟังแล้วก็ไม่ใช่เชื่อทันที แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ แล้วสามารถที่จะเข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลอย่างนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าเป็นเพียงความเข้าใจ ต้องถึงการพิสูจน์หรือการประจักษ์แจ้งจริงว่าสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังเป็นอย่างนั้น ความเข้าใจของเราจึงจะมั่นคงว่าไม่ได้เชื่อเพราะคนอื่นบอก หรือเพียงแต่จำมา แต่จากความเข้าใจอย่างมั่นคงว่าสิ่งที่มีจริง ต้องเดี๋ยวนี้ เมื่อสักครู่นี้หมดแล้ว ตามหาที่ไหนอีกไม่ได้เลยสักขณะเดียว เมื่อสักครู่นี้ก็นานพอสมควร ขณะที่ผ่านไปก็ไม่สามารถที่จะกลับมาได้อีกเลย
นี่คือการที่ฟังบ่อยๆ จนกระทั่งมีความเห็นถูกความเข้าใจถูก แต่ยังไม่หมดความไม่รู้ เพราะเหตุว่าเพียงฟัง แล้วเริ่มที่จะรู้ว่า สิ่งที่มีจริงที่เราสมมติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง ฯลฯ แท้ที่จริงก็คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ชั่วคราวแล้วก็ดับไป ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งไม่ลืมและมั่นคง และรู้ว่าในเมื่อเกิดมาแล้วต้องจากโลกนี้ไป แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีความเข้าใจสะสมไป เมื่อได้ยินอีก เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าเคยฟังมาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ก็ไม่เป็นที่สงสัยว่า ผู้ที่ท่านได้สะสมมาชาติแล้วชาติเล่า สืบๆ ต่อมา เพียงได้ฟังพระธรรมไม่มากไม่นาน ท่านก็สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ เพราะว่าฟังแล้วกว่าจะคลายการที่เคยยึดถือสภาพที่ปรากฏเพียงชั่วคราวเพราะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและเป็นที่น่าพอใจ ก็ต้องเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจความหมายของปัญญา หรือความเห็นถูก ความเข้าใจถูกว่าถูกอย่างไร คือถูกตามความเป็นจริงที่กำลังเป็นในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างอื่น แล้วเรายึดถือเองหรือเข้าใจเองว่าถูก แต่ต้องตรงตามสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จึงจะเป็นความถูกต้อง
ผู้ฟัง เรียนเชิญอาจารย์คำปั่น สนทนาเรื่องพระพาหิยะ
อ.คำปั่น ท่านพาหิยะ ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นเลิศในฐานะที่ได้ตรัสรู้โดยรวดเร็ว จะเห็นได้ว่าอุปนิสัยที่ดีงามที่ได้สะสมมานั้น พร้อมที่จะคอยกระตุ้นเตือน คอยที่จะตักเตือนให้เป็นผู้เห็นประโยชน์ของการมีโอกาสได้ฟังพระธรรม วันนั้นก็ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งในช่วงนั้นพระองค์กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ ท่านพาหิยะ ทารุจีริยะก็ทูลขอเพื่อที่จะฟังธรรมจากพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ตรัสว่า ขอให้รอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุดแล้ว พระองค์ก็ได้แสดงธรรมเพียงสั้นๆ ให้ท่านฟังว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยิน สักแต่ว่าได้ยิน ทราบสักแต่ว่าได้ทราบ ได้รู้แจ้งสักแต่ว่าได้รู้แจ้ง แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านได้ฟัง ได้ตรัสรู้ถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด ตั้งแต่พระโสดาบันถึงความเป็นพระอรหันต์อย่างรวดเร็ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกว่าจะถึง สักแต่ว่า ความหมายลึกซึ้งเพียงใด สักแต่ว่าเห็น เพราะขณะนี้เห็นปรากฏการเกิดและดับ ไม่เช่นนั้นสักแต่ว่าได้อย่างไร ขณะนี้ก็ยังเห็นอยู่อย่างนี้ จะสักแต่ว่าได้อย่างไร แต่ที่จะเป็นสักแต่ว่าจริงๆ ขณะนั้นก็คือว่า เมื่อได้ฟังคำว่าเห็น เห็นขณะนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี แล้วปัญญาของท่านขณะที่ได้ยินคำว่า เห็น ก็สามารถที่จะเข้าใจลักษณะที่เห็นทันที แล้วท่านสะสมการที่จะคลายความติดข้อง เพราะว่าเราฟังเรื่องเห็น แล้วกำลังเห็น แต่ก็ยังไม่คลายความติดข้องในเห็น เพราะว่ายังไม่รู้ความจริงของเห็น ตั้งแต่ลำดับแรกที่ว่าเป็นแต่เพียงธาตุซึ่งเกิด แล้วก็เห็น แล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น จะเป็นสักแต่ว่าเห็นอย่างแท้จริง ต่อเมื่อสิ่งนั้นปรากฏชัดเจน ไม่ใช่ว่าเราไปนั่งพยายามที่จะให้เดี๋ยวนี้เห็นเกิดดับ เห็นสักแต่ว่าเห็น แต่อาศัยการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งเข้าใจไม่ง่าย แม้แต่จะได้ยินได้ฟังว่า เห็นขณะนี้กำลังเห็น ก็เป็นเราเห็นอยู่นั่นเอง แต่ก็เริ่มได้ยินได้ฟังคำที่ว่า เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง และกำลังเห็น เพียงฟัง แล้วก็จำ แล้วก็ลืม แล้วก็ฟังอีก แล้วก็จำอีก กว่าจะค่อยๆ เข้าถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่ว่าเห็นที่เราไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ในขณะนี้ที่มีสิ่งที่ปรากฏก็เพราะธาตุนี้เกิดขึ้นเห็น เห็นสิ่งนี้เอง สิ่งนี้จึงได้เกิดขึ้นปรากฏ
เพราะฉะนั้น ถ้าอบรมเจริญปัญญามาแล้วมาก เพียงฟัง ปัญญานี่ไม่มีใครไปขัดขวางได้เลย ไม่มีใครที่กำลังฟังธรรมในขณะนี้ จะรู้จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังเมื่อไร และจะรู้โดยการประจักษ์แจ้งลักษณะของคำว่า สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นรู้ ใช้คำว่า สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นรู้ ไม่ได้ใช้คำว่า รูปร่างอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ใช้คำว่าชื่อนั้นชื่อนี้ ไม่ใช้คำว่ารส ไม่ได้ใช้คำว่าแข็ง แต่สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเห็น เพียงคำนี้ สิ่งที่มีจริงขณะนี้ มีจริงๆ และเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็น จะใช้คำว่า รู้ ก็ได้ เพราะเหตุว่าเห็นก็คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ รู้แจ้งว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ วันนี้ใครใส่เสื้อสีอะไร เสื้อของบางคนก็เป็นลายดอกไม้ บางคนก็เป็นลายผีเสื้อ รู้ได้อย่างไร ต้องเห็นใช่ไหม เพราะฉะนั้น เห็นสิ่งที่ดูเหมือนกับว่าน่าจะคล้ายกัน ถ้าเป็นสีชมพู สีเหลือง สีแดง ก็เท่านั้นเอง แต่อย่างนั้นก็ยังเห็นแจ้งในความต่าง ในความหลากหลาย
เพราะฉะนั้น ธาตุที่สามารถที่จะเห็นแจ้งจริงๆ มี ในขณะที่กำลังเห็นเท่านั้น ถึงแม้ว่าเห็นแล้ว กลับไปบ้าน หรือเพียงผ่านไปแล้ว เราก็นึกอีก แต่ไม่เหมือนเห็น เพราะฉะนั้น เห็นกับคิด ไม่เหมือนกับ เห็นกับไม่เห็น ใช่ไหม เพียงเท่านี้ที่จะเห็นความต่างว่าเห็นคือเห็นจริงๆ อย่างนี้เอง กำลังรู้แจ้งคือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงระดับนี้ แล้วจะไปถึงการประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของเห็นซึ่งกำลังเกิดดับได้อย่างไร ที่จะกล่าวว่า สักแต่ว่า เพราะฉะนั้น คำว่า สักแต่ว่า ของคนแต่ละคนก็ต่างกันไปตามกำลังของปัญญา สักแต่ว่าตามเขาว่าก็ได้ใช่ไหม บางคนพอเห็นทันที ก็สักแต่ว่าเห็น หรือพยายามไม่มอง หรือมองแล้วก็สักแต่ว่าเห็น ก็นั่งท่องไปว่าสักแต่ว่าเห็น แต่ไม่ได้เข้าใจจริงถึงความหมายของคำ สักแต่ว่า ต้องเป็นปัญญาระดับใด
ขณะที่กำลังเห็นแล้วไม่รู้ เห็นดับแล้วมีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อทันทีเลย แล้วจะรู้เห็นซึ่งดับได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งอื่นนั้นเกิดสืบต่อแล้วเร็วมาก ไม่สามารถที่จะรู้เลยว่า ขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยิน เพราะว่าเห็นก็เห็น แล้วก็ยังมีได้ยินใช่ไหม แต่ได้ยินไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นในขณะที่ได้ยิน ต้องไม่มีเห็น แต่การไม่มีเห็นยังไม่ได้ปรากฏในขณะที่กำลังได้ยิน หรือในขณะที่คิดนึก เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่าแม้แต่คำแต่ละคำที่ได้ยินเหมือนธรรมดา ใครก็เข้าใจได้ ก็เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็สักแต่ว่าเห็น แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นคำพูดจากปัญญาที่ได้ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม ก็ไม่ใช่เพียงคำพูดที่พูดตามคนอื่น แล้วก็คิดว่าเพียงเท่านั้นเอง แต่ความจริงไม่ใช่เพียงเท่านั้นเลย แม้แต่ปัญญาของท่านพระพาหิยะที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ก็ต้องเป็นวิปัสสนาญาณที่เกิดขึ้นตามลำดับ แต่ความเร็วของวิปัสสนาญาณก็เหมือนกับความเร็วของเห็น ได้ยิน ฯ เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ เป็นผู้ที่เป็นเอตทัคคะในการที่ตรัสรู้เร็ว
นี่ก็แต่ละหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย พระธรรมไม่ใช่เพียงให้ฟังเผิน แต่จะต้องรู้ความละเอียดว่าลึกซึ้งและมีค่าอย่างแท้จริง เพราะเหตุว่าทั้งชาตินี้ก็จะหมดไปไม่เหลือ ไม่เหลือเลย เหมือนกับไม่เคยมี แต่สิ่งที่สะสมไปก็ยังสืบต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สูญหาย แต่อยู่ที่ไหน อยู่ในจิต ซึ่งมองไม่เห็น แต่มีจริงๆ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดถึงวิปัสสนาญาณ ผมได้ฟังในเทปโสภณธรรม ท่านกล่าวถึงผู้มีปัญญาระดับหนึ่ง ท่านเห็นสังขารเป็นของใหม่ตลอด ตรงนี้ขอคำอธิบายจากท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเห็นเมื่อสักครู่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ใหม่ตลอด
ผู้ฟัง แต่ก็ยังเป็นท่านอาจารย์อยู่
ท่านอาจารย์ ขั้นการฟังเป็นปริยัติ ฟังจึงเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่เที่ยงและยั่งยืนเลย แม้แต่เห็น ไม่ต้องพูดถึงตัวทั้งตัว เพียงหนึ่งเท่านั้น แต่ละหนึ่งก็เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น การฟังก็คือว่า เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง แม้แต่คำว่า ใหม่ ก็คือไม่ใช่อันเดิม อันเก่าซึ่งเกิดแล้ว ขณะนี้ก็ใหม่ตลอด เข้าใจขั้นนี้เป็นปริยัติ แต่ยังไม่ได้รู้เฉพาะแต่ละอย่างซึ่งเป็นปฏิปัตติ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเกิดดับ จึงยังคงยึดถือว่ายังเที่ยงอยู่ หรือยังไม่ได้เกิดดับ เพียงเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีละหนึ่ง เพราะว่าสิ่งหนึ่งเกิดและสิ่งนั้นดับ
อ.คำปั่น กราบเรียนถามท่านอาจารย์ เพื่อความเข้าใจธรรมยิ่งขึ้นว่า ท่านแสดงไว้ว่า อวิชชา ทำให้ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ และทำให้ไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้ อรรถที่ลึกซึ้งเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ พูดถึงอวิชชา อยากรู้จักอวิชชา แล้วอวิชชาอยู่ที่ใดจะได้รู้จัก ข้อสำคัญที่สุดก็คือเรามีคำมากมายที่จะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็กำลังมีอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังมีที่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องได้ ก็คือว่าฟังแล้วพิจารณาสิ่งที่ได้ฟังว่า สิ่งที่ได้ฟังพูดถึงอะไรและมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง แต่ก่อนเคยไม่เข้าใจและเคยไม่รู้ แต่เมื่อได้ฟังมีความเข้าใจขึ้น ก็สามารถที่จะคลายความไม่รู้ในขณะที่ฟัง และถ้าฟังต่อไปความเข้าใจก็เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้อวิชชาอยู่ที่ใด จะได้รู้จักอวิชชาเสียที เพราะเรียกชื่อมานานและมีมาก ทั้งวันเลย อวิชชาทั้งนั้น เมื่อไรเป็นความติดข้อง เมื่อนั้นเพราะความไม่รู้ เมื่อไรโกรธขุ่นเคืองใจ ขณะนั้นก็เพราะมีความไม่รู้ ทั้งๆ ที่โลภะปรากฏ แต่อวิชชาไม่ได้ปรากฏ เห็นแต่โลภะ ติดข้องมาก จะเห็นได้ว่าบางคนชอบหมดทุกอย่าง เข้าร้านไหนก็ร้านนั้น ต้องพบของที่น่าสนใจที่อยากจะได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโลภะปรากฏซึ่งพอจะเห็นได้ แต่อวิชชาเห็นไหม ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกัน มีอยู่ อวิชชาเป็นสภาพซึ่งไม่ใช่ติดข้อง แต่ไม่รู้อะไรเลย ทั้งๆ ที่เป็นธรรม คือปรากฏก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีจริงๆ เพียงปรากฏ เพราะฉะนั้น ทั้งวันที่ไม่รู้ความจริง ก็คืออวิชชาทั้งนั้น โดยที่เราไม่รู้
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็คือฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่จะรู้ว่าคำที่ได้ยินถูกหรือผิด ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกเราว่าถูก นี่ถูก หรือว่าต้องเชื่อ นี่จริง ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ทุกคนก็แล้วแต่ว่า ถ้าเป็นผู้ที่สะสมมาที่จะเป็นผู้ที่มีเหตุผล ก็ย่อมจะไตร่ตรอง และรู้ว่าใครก็บังคับใครไม่ได้ ใครจะเห็นผิด เขาก็เห็นผิดอยู่อย่างนั้นเอง จะบอกว่าผิด เขาก็ไม่เชื่อใช่ไหม แต่คนที่มีความเข้าใจที่สะสมมา ก็ย่อมจะไตร่ตรอง ไม่เพียงฟังเผิน แต่รู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังมีจริง เพราะฉะนั้นโลภะก็ปรากฏว่ามี โทสะก็เห็นชัดเจน แต่ไม่เห็นอวิชชา เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นมูล หรือเป็นรากเหง้า เป็นต้นเหตุของอกุศลทั้งหลายที่ปรากฏ ก็คือ ตัวที่ไม่ปรากฏ คืออวิชชา ซึ่งมีอยู่ทุกขณะที่สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่มีจริง ที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นอกุศลทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาได้
นี่ก็เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ เมื่อพูดถึงอวิชชา ขณะใดที่ไม่เข้าใจธรรม ขณะนั้นก็เป็นอวิชชา ขณะใดที่ติดข้องจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ขณะนั้นก็มีอวิชชา ขณะใดที่ขุ่นเคือง ไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อยนิดเดียว ขณะนั้นก็ต้องมีอวิชชา ขณะใดที่มีความสำคัญตน วันหนึ่งๆ ก็อาจจะไม่น้อยเลยสำหรับบางคน ขณะนั้นก็มีอวิชชา เพราะฉะนั้น ไม่มีใครเห็นอวิชชา แต่เห็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา แม้ทุกขอริยสัจจะก็กล่าวถึงสมุทัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์คือโลภะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าขณะนั้นไม่มีอวิชชา เพราะฉะนั้น อวิชชาก็รวมอยู่ด้วย แต่ที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็คือความติดข้องซึ่งเป็นโลภะ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็คือว่าได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยฟัง เพราะว่าใครๆ ก็คิดเองไม่ได้ และคำแต่ละคำที่ได้ฟังก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เป็นคำที่ไม่เผิน เพราะฟังแล้วก็ต้องรู้ว่าเป็นความจริง แต่ว่าความจริงนี้สามารถจะปรากฏเปิดเผยว่าเป็นอย่างนั้นกับความเข้าใจถูกความเห็นถูก ซึ่งก็คือปัญญาที่ได้ฟังแล้วก็ไม่ละเลย แล้วก็ฟังต่อไป จนความเข้าใจเพิ่มขึ้น ขณะนั้นก็รู้ว่าคนใดที่พูดคำจริง ทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ได้ แม้เพียงเล็กน้อยและไม่ผิด และก็หนทางนั้นก็ต้องเป็นหนทางที่ตรงทั้งเหตุและผลด้วย
เพราะฉะนั้น ขณะนี้สภาพธรรมก็เกิดดับ ฟังเพื่อเข้าใจเท่านั้นเอง เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เพื่อที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ไม่มีหนทางอื่น เพราะว่าส่วนใหญ่ถ้าเป็นหนทางอื่น ก็ไม่ใช่การเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏแน่นอน เพราะเป็นหนทางอื่น ในเมื่อสิ่งที่กำลังมีจริงกำลังปรากฏ แล้วไม่มีการฟังจนเข้าใจ แต่ไปมีหนทางอื่น ก็ไม่ใช่ความรู้ถูก ไม่ใช่ความเข้าใจเลย ก็เป็นเพราะขณะนั้นมีอวิชชา เพราะฉะนั้นมองไม่ใคร่เห็นทั้งอวิชชา ทั้งโลภะ เพราะว่าอยู่มานานแสนนาน และไม่มีตัวตนที่จะไปรู้ได้ นอกจากความเข้าใจถูก ความเห็นถูกเพิ่มขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800