ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๙๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านอัมพวา รีสอร์ทแอนด์สปา จ.สมุทรสงคราม
วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
อ.กุลวิไล การศึกษาพระธรรม การฟังพระธรรม สำคัญก็คือความเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ และบ่อยครั้งมากที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังและกำลังมี
ท่านอาจารย์ ก็ไม่พ้นจากเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่าเมื่อสักครู่ก็ผ่านไปหมดแล้ว แล้วข้างหน้าก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จักคำว่าสิ่งที่มีจริง ก็ต้องมีจริงในขณะนี้ ซึ่งสำหรับการฟังพระธรรม ก็ควรที่จะเข้าใจในภาษาของตนๆ จะทำให้เข้าใจชัด เพราะเหตุว่าเราไม่ต้องคิดถึงคำแปล หรืออีกภาษาหนึ่งที่เราไม่ได้ใช้ แต่คำใดก็ตามที่เรารู้จัก พูดมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เราก็สามารถจะเข้าใจชัดเจนได้ แต่พระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้ว่าจะใช้คำธรรมดาในภาษาของตนๆ แต่ก็ยากที่จะเข้าใจ
แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงพระธรรมในภาษาของตนๆ ของชาวเมืองที่สามารถจะเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย ก็เป็นสิ่งซึ่งแม้เป็นคำธรรมดา ก็ยากที่จะเข้าใจได้ เช่น เดี๋ยวนี้ ความจริงเดี๋ยวนี้หมดแล้ว แต่ยังคงมีเดี๋ยวนี้ คือไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ความลึกซึ้งของพระธรรมก็คือ แม้เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร นี่เป็นคำถามซึ่งหลายท่านอาจจะคิดว่าภาษาธรรมดา คำธรรมดา และพูดถึงสิ่งธรรมดาด้วย แต่ว่าความลึกซึ้งทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เช่น เดี๋ยวนี้เห็น แต่รู้จักเห็นหรือยัง ใช้คำว่า เห็น และเห็นก็มีจริงๆ แต่ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงว่า แท้ที่จริง เห็น เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดแล้วโดยไม่มีใครทำให้เกิดได้เลยทั้งสิ้น นี่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก
เราคุ้นเคยชินกับคำว่าเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ มาตลอด แต่ไม่เคยเข้าใจเดี๋ยวนี้เลยว่า แท้ที่จริงแล้ว "เดี๋ยวนี้" คืออะไร เพราะฉะนั้น จากการที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้พระธรรม ทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงให้คนที่ในครั้งนั้นได้ยินได้ฟัง แล้วสามารถที่จะเข้าใจ “เดี๋ยวนี้” มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่าเคยฟังมาในชาติก่อนๆ นานแสนนาน เพราะฉะนั้น เวลาได้ยินอีกก็สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่สำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังมาน้อย เมื่อได้ยินได้ฟังก็ยังจะต้องฟังต่อไป จนกว่าจะเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร เดี๋ยวนี้คือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง เป็นสิ่งที่มีแล้วทั้งนั้น เคยมีแล้วด้วย แต่ระหว่างที่เคยมีมาแล้วตั้งแต่เกิด ไม่เคยเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นธรรมดา ต่อเมื่อใดได้ฟังพระธรรม จึงสามารถที่จะเริ่มเข้าใจแต่ละคำ ต้องเป็นแต่ละคำจริงๆ ไม่ประมาทเลย เช่น สิ่งที่มีจริง "เห็น" เป็นอย่างหนึ่ง มีจริงอย่างหนึ่ง เห็นจะเป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากเป็น "เห็น" ได้ยินก็มีจริงๆ และได้ยินก็เป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่เห็น
การฟังพระธรรมต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และเริ่มจากการที่รู้ตนเองว่าไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีมาก่อนเลย และกำลังมีเดี๋ยวนี้ด้วย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่บอกว่า "ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก" ถ้าไม่เคยได้ฟังพระธรรมเลยก็น่าจะเข้าใจยากว่าพูดคำที่ไม่รู้จักคืออย่างไร แต่เมื่อฟังพระธรรมแล้วก็จะเข้าใจได้ทันที คือไม่รู้จักอะไรเลยตามความเป็นจริงตั้งแต่เกิดจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็ไม่มีหนทางที่ใครจะคิดเองได้ จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เพราะฉะนั้น แทนที่จะคิดเอง ก็มีพระธรรมที่ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อที่จะให้เห็นว่าสิ่งที่มีแม้ว่าเป็นความจริง แต่จะต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงสามารถที่จะรู้ความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ธรรมดาอย่างนี้ แต่ทุกคนก็ไม่ใช่ว่าจะบำเพ็ญพระบารมีที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงสาวกบารมี บารมีของผู้ฟัง ซึ่งฟังเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าการฟังธรรมเหมือนการฟังอย่างอื่น จะฟังเพลง หรือจะฟังเรื่องอะไรก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องเข้าใจในความลึกซึ้ง แต่ถ้าฟังเรื่องจริงคือธรรม จะเห็นได้ว่ายากและลึกซึ้ง ตลอดชีวิตจะเข้าใจได้สักเพียงใด ทั้งๆ ที่กำลังมีจริงๆ
นี่แสดงให้เห็นว่า เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้กล่าวคำบูชาอย่างตอนเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็สอนให้บูชาพระรัตนตรัย ให้กราบไหว้ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจเลยในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ฟังด้วยความอดทน ที่จะรู้ว่าไม่รู้อะไรมาก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ถ้ารู้มาก่อนต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ก็ไม่ต้องมี แต่ที่ต้องมีก็เพราะเหตุว่าแม้มีสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย และไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ด้วย ชาติก่อนๆ ก็เหมือนชาตินี้อย่างนี้เอง แล้วชาติต่อไปจะผิดจากชาตินี้ได้อย่างไร ก็มีตาเห็น มีหูได้ยิน มีจมูกได้กลิ่น มีลิ้นลิ้มรส มีกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีใจคิดนึก หมดไปทุกขณะ ทุกวัน โดยไม่รู้ความจริงเลย จนกว่าจะได้เริ่มเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้น แต่ละคำก็ขอให้เป็นคำที่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง เช่น ธรรม ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาบาลี ชาวมคธเขาไม่ได้พูดคำว่าสิ่งที่มีจริง แต่เขาใช้คำว่า ธรรม เพราะฉะนั้น สำหรับเราจะใช้คำว่าธรรมหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ถ้าบอกว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง ก็จะทำให้เรารู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทุกอย่างโดยประการทั้งปวง และมีผู้ที่ได้บำเพ็ญคุณความดี พอที่จะได้เข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นสาวก ซึ่งได้ยินได้ฟังสืบต่อกันมา จนกระทั่งมีพระไตรปิฎกที่เราสามารถที่จะอ่าน แต่ต้องพิจารณา คือใช้คำว่า ศึกษาให้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงอ่านแล้วก็ผ่านไป เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ก็จะได้ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริง และจะได้รู้จักตนเองตามความเป็นจริงว่าเข้าใจมากน้อยเพียงใด
อ.กุลวิไล ท่านอาจารย์กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง เห็นขณะนี้ เห็นเป็นเห็น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ กราบเรียนท่านอาจารย์อีกครั้ง ว่า เห็นเป็นเห็นอย่างไร และจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไร
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นได้ยิน ได้หรือไม่ ธรรมดาๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เห็น ก็ต้องเป็น เห็น แล้วเห็นคืออะไร ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ถ้าไม่มีตาก็จะไม่เห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ปรากฏไม่ได้ นี่คือความหมายของคำว่า อนัตตา หมายความว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา คนที่ตาบอด ไม่มีตา จะให้เห็น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย หรือแม้คนที่มีตานอนหลับสนิทก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างแต่ละหนึ่งขณะ เกิดเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีสิ่งที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เกิดไม่ได้ เช่น ได้ยิน ถ้าไม่มีหู โสตปสาท รูปพิเศษ ซึ่งไม่ใช่ใบหู แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบกับเสียง และรูปนี้อยู่ภายในหู เป็นรูปที่มองไม่เห็นเลย แต่มีแน่นอน เพราะเหตุว่าขณะนี้มีเสียง แต่หูไม่ได้ยิน หูเป็นแต่เพียงรูป รูปหนึ่ง คือสิ่งที่สามารถกระทบกับเสียง เป็นปัจจัยทำให้เกิดจิตได้ยิน เป็นปัจจัยทำให้เกิด ถ้าไม่มีหูและไม่มีเสียง ได้ยินก็เกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละขณะที่มีการปรากฏ ก็แสดงว่าสิ่งที่ปรากฏเกิดแล้ว และตามเหตุตามปัจจัยด้วย อย่างรวดเร็วมาก และปัจจัยที่ทำให้เกิดแต่ละอย่าง ก็ไม่ใช่มีแต่เพียงปัจจัยเดียว เช่น มีหูโดยไม่มีเสียงกระทบ จิตได้ยินก็เกิดไม่ได้ หรือมีแต่เสียง แต่คนนั้นหูหนวก โสตปสาทใช้คำว่ารูปที่สามารถกระทบเสียง กรรมไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น ขณะนั้นแม้เสียงมี ก็ไม่เป็นปัจจัยให้ได้ยินขณะนี้เกิด
การฟังธรรมคือพิสูจน์ความจริงได้ คือเดี๋ยวนี้ ผู้ที่ได้เข้าใจธรรมแล้ว เวลาได้ยินก็สามารถไม่ไปที่ใดเลย ไม่ไปคิดเรื่องอื่น แต่พูดถึงได้ยิน ได้ยินก็มีได้ยินจริงๆ และมีเสียงจริงๆ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งหลากหลายต่างกันมาก และสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิด สิ่งนั้นต้องดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ อย่างเร็วมากเหมือนมายากล อย่างเมื่อสักครู่นี้ เราก็รับประทานอาหาร แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน อาหารแต่ละคำ ไม่ได้มีเลย รสที่ปรากฏขณะที่กำลังรับประทาน มีหลายรสมาก แต่ละรสเดี๋ยวนี้ก็ไม่เหลือเลย ไม่มีอะไรสักอย่างซึ่งเกิดแล้วจะไม่ดับไป ตามความเป็นจริงทุกอย่างเป็นจริงอย่างนี้ แต่ยากที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ ว่าแท้ที่จริงแล้วที่ว่าเป็นเราเกิด ก็จะต้องมีสิ่งที่เกิด แต่สิ่งนั้นเป็นเราหรือ ถ้าเป็นต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่สามารถที่จะเห็น ไม่สามารถที่จะคิดเลย แต่ถ้าเป็นสัตว์บุคคล เป็นมนุษย์ในโลกนี้ ไม่ได้เป็นต้นไม้ใบหญ้า ก็มีเห็นบ้าง มีได้ยินบ้าง มีคิดนึกบ้าง มีสุขมีทุกข์บ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ด้วยความไม่รู้ ก็เข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมดที่กำลังเห็นบ้าง กำลังได้ยินบ้าง กำลังคิดนึกบ้าง
เพราะฉะนั้นก็จะต้องเริ่มเข้าใจ ว่าการฟังพระธรรมคือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้คนอื่นได้เริ่มรู้ความจริง มิฉะนั้นแล้วไม่ว่าเราจะเกิดแล้วตายไปกี่ชาติก็ตาม ก็ยังคงไม่รู้ความจริง เหมือนที่ไม่รู้ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น เวลาฟังแล้ว พูดถึงเห็น เห็นกำลังมี ให้เราพิสูจน์ตามความเป็นจริง ว่าขณะนี้ไม่ได้มีคนตาบอดที่นี่ ขณะนี้ที่กำลังพูดเรื่องเห็น เห็นเกิดแล้ว กำลังเห็นด้วย จะเข้าใจเห็นได้เพียงใด และจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เพียงใด ก็แล้วแต่ว่าการฟังมากน้อยเท่าใด การพิจารณาเข้าใจมากน้อยเพียงใด
ตอนที่กำลังรับประทานอาหาร เห็นหลายอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นสิ่งที่ปรากฏในห้องอาหาร แต่กำลังปรากฏในห้องนี้ ตรงนี้ แล้วอีกไม่นานถ้าไปที่อื่น แม้ว่าที่นี่ก็มีสิ่งที่เหมือนเดิม สีสันวัณณะของสิ่งที่มีก็มีเหมือนเดิม แต่ไม่มีการเห็น เพราะเหตุว่าไปที่อื่น เพราะฉะนั้น แม้แต่การเห็นก็จะต้องรู้ว่าเพียงเห็นแล้วก็หมดไป แล้วก็หมดไป เมื่อเช้านี้หมดแล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็หมดแล้ว ต่อไปถึงตอนเย็น ตอนนี้ก็หมดแล้ว เป็นอย่างนี้ทุกขณะ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดแล้วค่อยๆ เจริญเติบโต จนกระทั่งเป็นเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งต่อไป ก็ไม่มีอะไรสักอย่างที่คงที่คงทน ที่จะยึดถือว่ายังมีอยู่ และเป็นเราหรือของเรา
อ.คำปั่น ธรรมมีมากมายหลายประการ แต่เมื่อกล่าวโดยประมวล ไม่พ้นไปจากสิ่งที่มีจริง ๒ ประการ คือ สภาพธรรมที่รู้อารมณ์หรือน้อมไปสู่อารมณ์ที่เรียกว่า นามธรรม อย่างเช่น เห็น ได้ยิน ขณะที่เป็นกุศล อกุศล คือความเป็นจริงของธรรมที่เป็นนามธรรม ธรรมอีกประการหนึ่ง เป็นธรรมที่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ใช่ธาตุรู้ แต่ก็เป็นสิ่งที่มีจริงๆ
ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ถ้าหากว่ามีการฟังเรื่องสภาพธรรมที่เป็นกุศลธรรมประการต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความวิริยะอุตสาหะที่จะเจริญกุศลประการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่การฟังเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เป็นต้น จะเกื้อกูลต่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ มีคำหนึ่ง ซึ่งพูดคำที่ไม่รู้จัก คือคำว่า อารมณ์ คนที่ยังไม่เคยฟังธรรมเลย จะรู้จักคำนี้ไหม อารมณ์ เมื่อสักครู่นี้ได้ยินคำนี้ใช่ไหม แล้วคืออะไร ถ้าเราเคยพูดคำว่าอารมณ์ เรารู้จักอารมณ์หรือไม่ เราก็พูดคำที่เราไม่รู้จัก แต่ถ้าศึกษาธรรม จิตเป็นธาตุรู้ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ จะปรากฏได้ไหม ในห้องนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตามากมาย มีเสียงด้วย มีอ่อนมีแข็ง มีเย็นมีร้อน มีคิดมีนึก ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่มีสภาพรู้ก็จะไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องละเอียด ธาตุรู้ขณะนี้มี เห็นขณะนี้ต่างกับขณะที่ไม่ได้เห็น ถูกต้องไหม ขณะที่ไม่ได้เห็น ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลย แต่ขณะที่ “เห็น” มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเห็นหรือมีการรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้แต่ละหนึ่งก็เป็นแต่ละหนึ่ง เช่น ขณะที่ได้ยิน เสียงเป็นสิ่งที่ถูกได้ยิน ถ้าไม่มีเสียง ได้ยินอะไร ก็ไม่มีได้ยิน แต่ได้ยินอะไร ได้ยินเสียง ก็แสดงว่าขณะนั้นที่กำลังได้ยิน ต้องมีสิ่งหนึ่งที่ถูกได้ยิน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกได้ยินคือ เสียง เป็นอารัมมณะ หรืออาลัมพนะ คือเป็นสิ่งที่ธาตุรู้กำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏว่ามี ธรรมดามากเลย “เสียง” ปรากฏ แต่ใครจะรู้ว่าถ้าไม่มีธาตุที่ได้ยินเสียง เสียงปรากฏไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น ธาตุที่เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยที่จะเกิด คือมีเสียงกระทบกับหู รูปพิเศษที่สามารถกระทบกันได้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดรู้คือได้ยินเสียง เท่านี้เองชีวิต ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแต่ละวัน แต่ละวัน อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้น “โลกปรากฏ” ความสำคัญอยู่ที่ “ธาตุรู้” ถ้าไม่มีธาตุรู้เลย ต้นไม้ใบหญ้าไม่เคยเดือดร้อนเลย น้ำท่วมไฟไหม้ก็ไม่เดือดร้อน แต่เพราะเหตุว่าเราจะไม่ให้มีธาตุรู้ก็ไม่ได้ เพราะว่าธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ใครจะหยุดยั้งว่าไม่ให้มีการเกิด ไม่ให้มีการรู้ ไม่ให้มีการเห็น ไม่ให้มีการคิด เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่ใคร เป็นแต่ละหนึ่งธาตุซึ่งเกิดขึ้น และขณะนี้คือธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เราก็ใช้คำว่า เห็น แต่ความจริงก็คือต้องมีธาตุหนึ่งซึ่งกำลังรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ทางตาเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เวลาที่เสียงปรากฏก็มีธาตุที่ได้ยินเสียง จึงรู้ว่าเสียงขณะที่ได้ยิน เป็นเสียงนี้ ไม่ใช่เสียงอื่น
เมื่อมีธาตุรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่เป็นธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานที่เราได้ยินคุ้นหูก็คือ จิต ในภาษาไทย แต่ภาษาบาลีก็เป็น จิตตะ เพราะฉะนั้น คำว่า จิตตะ เป็นภาษาบาลี หมายความถึง ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้ที่กำลังปรากฏ ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานกำลังเห็นจริงๆ ว่ามีสิ่งหนึ่งปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ก็คือ จิต แต่ที่ได้ฟังแล้วก็คือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด เกิดตามลำพังไม่ได้ ไม่มีใครบันดาลให้เกิดขึ้น ต้องอาศัยปัจจัยที่เป็นการที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น ต่อไปเราก็จะต้องรู้จากการศึกษา เห็นความเป็นอนัตตาว่าไม่ใช่ใครเลยสักอย่างเดียว แต่สิ่งนั้นมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นโดยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจแต่ละคำ ให้รู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตายจะมีประโยชน์อะไร เกิดมาก็เห็นได้ยินคิดนึกไปแต่ละวัน จนตาย ทำไมจะต้องรู้เรื่องเห็น ทำไมจะต้องรู้เรื่องได้ยิน ตามความเป็นจริง ถ้าไม่รู้เรื่องนี้แล้วจะรู้อะไร เราคิดว่าเรื่องอื่นสำคัญมากเลยใช่ไหม เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการแพทย์ เรื่องวิศวกรรม เรื่องการไปนอกโลก เรื่องการประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไหม
ถ้าไม่มีคิด ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดมีขึ้นได้อย่างไร แต่เราข้ามไป ไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วต้นตอของสิ่งที่มี ก็จะต้องมาจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คือมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และเมื่อมีตาก็มีเห็น มีหูก็มีได้ยิน เมื่อมีจมูกก็มีได้กลิ่น เมื่อมีลิ้นก็มีรสปรากฏ เมื่อมีกายก็มีการกระทบสัมผัส สุขทุกข์ เดี๋ยวเจ็บป่วยไข้ต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่มี และยังมีความคิดนึกอีกมากมายจากสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้ได้ยิน มีวิทยาการใดบ้างซึ่งเกิดมีได้โดยไม่มีการเห็น และไม่มีการได้ยิน มีสุขทุกข์ใดบ้างที่จะเกิดได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส การคิดนึก
เพราะฉะนั้นไม่รู้จักตามความเป็นจริงว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดมาจากไหน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร บางคนก็จะอัศจรรย์กับความคิดยุคนี้สมัยนี้ ดูว่ามีความก้าวหน้า มีความเจริญมากมาย แต่ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่คิด ที่เราคิดว่าเขาเก่งมากเลย เขาสามารถที่จะคิดอะไรๆ ได้ เขาก็ต้องตายใช่ไหม แล้วเขาไปไหน และแท้ที่จริงแล้วเขาจะคิดอย่างนี้อีกหรือไม่ เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ ผู้ทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างโดยประการทั้งปวง ถ้าไม่ฟังพระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรม เราจะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ว่าทรงตรัสรู้อะไร ที่ว่าแม้เทวดาและพรหมก็ยังต้องมาเฝ้ากราบทูลถาม
นี่แสดงให้เห็นความเป็นเลิศ ผู้ประเสริฐสุด ที่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริง โดยประการทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้น ที่ว่าจะรู้เรื่องเห็นเรื่องได้ยินเหล่านี้ไปทำไม มีประโยชน์อะไร สุขทุกข์ไม่ได้อาศัยสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือ มีสุขใดบ้าง มีทุกข์ใดบ้าง ที่ไม่ขึ้นอยู่กับตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพราะฉะนั้น ก็ข้ามสิ่งเหล่านี้ไป โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่พ้นจากชีวิตแต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ วันใดไม่มีบ้าง วันนี้ก็มีแล้ว ก็ไม่รู้เลย พรุ่งนี้มีไหม ก็มีอีก วันต่อๆ ไปมีไหม ก็มีอีก แต่ไม่ได้รู้ความจริงเลย
เพราะฉะนั้น เพราะไม่รู้ความจริง ก็มีคนที่คิดจะแก้ปัญหาของโลก โดยไม่รู้ว่าปัญหานั้นอยู่ที่ใด ไม่มีทางสำเร็จ ถ้าสามารถที่จะรู้ว่าปัญหานั้นอยู่ตรงไหน จึงสามารถที่จะแก้ได้ ด้วยเหตุนี้ชีวิตไม่ได้มีแต่สุข ทุกข์ก็มี และที่ว่าเป็นสุข สุขจริงหรือ ถ้าสุขจริง เราจะต้องเห็น ได้ยิน ครุ่นคิด มัวแต่แก้ปัญหาหรือไม่ ถ้าไม่มีเสียเลย ไม่ต้องเดือดร้อนเลย แต่ไม่มีไม่ได้ เพราะเหตุว่า มี แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ทุกคนเกิดแล้วก็ตายแน่นอน แต่ก่อนตายก็ไม่รู้อะไรเลย มีสุขมีทุกข์ ติดข้อง คนที่ยังไม่ป่วยไข้ ประมาทได้ไหมว่าวันหนึ่งจะไม่ป่วยไข้ คนที่มีตาดี ประมาทได้ไหม วันหนึ่งก็ตาบอดไม่เห็นเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา หรือการที่จะเลือกเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องมีเหตุ และเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ก็คือ ความไม่รู้ความจริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800