ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๖๘
สนทนาธรรม ที่ ริเวอร์แคว วิลเลจ จ.กาญจนบุรี
วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดาที่ต้องรู้ว่าธรรมคือเดี๋ยวนี้ แล้วเราก็หลงลืมจริงๆ เมื่อวานนี้ก็หลงลืมกันมากเลย คงจะมีน้อยคนที่ไม่หลงลืม เพราะฉะนั้น ก็เห็นความหลงลืมว่าเป็นธรรมซึ่งมีมากด้วย จึงไม่ควรประมาทอย่างยิ่งในการที่จะรู้ว่า การที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม แม้ว่าอาจมีอกุศลมากมาย แต่กุศลที่ได้สั่งสมมาแล้วก็ยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้สามารถระลึกได้ ขณะที่กุศลเกิด ขณะที่ฟังพระธรรม ขณะนั้นไม่มีใครไปบังคับเลย แต่ว่าเพราะมีปัจจัยที่ทำให้ระลึกได้ว่า อะไรเป็นประโยชน์สูงสุดของการที่ไม่รู้ว่าขณะต่อไปจะเป็นอะไรและจะอยู่ที่ไหน ดังนั้นการที่ได้มีโอกาสได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่งกว่าลาภอื่นๆ เมื่อวานนี้ได้ลาภทางไหน คุณอรรณพ
อ.อรรณพ ผลของกุศลกรรมก็ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ท่านอาจารย์ ทางตาเมื่อวานนี้มีลาภหรือไม่
อ.อรรณพ สีสวยๆ แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ลาภที่แท้จริง เพราะลาภที่แท้จริงนั้นต้องเป็นทางฝ่ายดีงาม
ท่านอาจารย์ ลาภที่ได้มาแล้วติดข้อง แต่ขณะที่ฟังธรรมเข้าใจประเสริฐกว่า เพราะว่าสามารถที่จะละความติดข้อง ด้วยความเห็นผิดที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเรา เป็นเหตุการณ์ต่างๆ แต่ว่าตามความจริงเมื่อวานนี้ก็ไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว
การเข้าใจธรรมเป็นเรื่องที่สะสมความเห็นถูก เพื่อที่จะเข้าใจถูกจนกระทั่งเป็นปกติเหมือนการที่สามารถระลึกได้ อย่างเช่น ทุกคนที่นี่ก็ระลึกได้ว่าเราต้องจากโลกนี้ไป เท่านี้ก็เป็นความจริงซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เคยคิดเลย เพราะฉะนั้น เพียงเท่านี้ก็สะสมเป็นอุปนิสัยที่จะคลายความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีที่กำลังปรากฏ ชึ่งไม่ใช่ว่าจะละได้ทันทีแต่ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก
เราเรียนเรื่องรูปมามาก รูปมีเท่าไรทุกคนตอบได้ รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานมี ๔ ทุกคนก็ตอบได้อีก ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ขณะกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา นึกถึงรูปหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานทั้ง ๔ แล้วไม่ใช่มีแต่เฉพาะธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั่นมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท กระทบตาแล้วปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ เพียงเท่านี้ความเข้าใจของเราเพียงใด พูดถึงมหาภูตรูปในนี้ ในห้องนี้ต้องมีแน่นอนเพราะว่าเป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน แล้วนอกจากรูปที่เป็นมหาภูตรูป สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นถ้าไม่มีมหาภูตรูปก็มีไม่ได้ แล้วก็เพียงปรากฏ แต่เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏแล้วหลงลืมว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ที่มหาภูตรูป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ ที่เรายึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่มีมหาภูตรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมบ้าง เพราะจิตบ้าง เพราะอุตุบ้าง เพราะอาหารบ้าง ก็จะไม่มีธาตุซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่มีแม้แต่สิ่งที่กระทบและปรากฏให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
แต่ละคำไม่ใช่ฟังแล้วก็ลืม ฟังแล้วก็ลืม แต่ฟังเพื่อที่จะเข้าใจถูกว่าไม่ว่าอะไรทั้งนั้น อาหารที่รับประทานเข้าไป เสื้อผ้า หรือทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ปราศจากมหาภูตรูปไม่ได้ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดกับมหาภูตรูปแล้วสามารถกระทบกับจักขุปสาท คนตาบอดไม่มีจักขุปสาทก็ไม่สามารถที่จะเห็นรูปนี้ได้เลย ขณะนี้แม้มีสิ่งที่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยที่เพียงเกิดขึ้นและดับไปแต่เราก็ลืม มหาภูตรูปก็ฟังมาแล้ว มีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท เป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่ารูปารมณ์
ใครคิดถึงความจริงบ้างว่า แท้ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดติดอยู่ที่มหาภูตรูปนั่นเอง และยังดับพร้อมมหาภูตรูปด้วย ในขณะนี้รูปที่กำลังปรากฏทางตาก็กำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้น การฟังธรรมไม่ใช่ฟังไปไกล เรื่องวิมุตติ เรื่องโพชฌงค์ หรือเรื่องอะไร แต่แม้สิ่งที่กำลังปรากฏนี้กว่าจะเข้าใจจริงๆ ในความเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เพียงปรากฏให้เห็นนานมาแล้วและไม่เคยรู้ว่าดับพร้อมกับมหาภูตรูปด้วย ไม่ว่ามหาภูตรูปอยู่ตรงไหน รูปนี้ก็อยู่ตรงนั้น เพียงแต่ว่าจะกระทบกับจักขุปสาท กระทบตาแล้วจิตเห็นเกิดขึ้นหรือไม่
ถ้าจิตเห็นไม่เกิด รูปนั้นก็มีแต่ไม่สามารถที่จะปรากฏได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็คือ เป็นเพียงสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ไม่ต้องไปไกลมากมาย เพียงสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง เหล่านี้ สามารถเริ่มเข้าใจแล้วไม่หลงลืมอย่างที่ฟังอย่างไรๆ ก็หลงลืมไปอยู่เรื่อยๆ จะได้มีสิ่งซึ่งถึงฟังเพลินและหลงลืมไปแล้ว แต่เพราะได้เคยฟังมาแล้วก็สามารถที่จะระลึกได้
อ.วิชัย ความเข้าใจจากการได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จะมีปัจจัยอย่างไรที่ว่า ฟังเรื่องราวแล้วจะเข้าถึงลักษณะของธรรมได้
ท่านอาจารย์ แม้ว่าพูดถึงเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตาไปแล้ว ก็ยังไม่เข้าถึงความเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น จะต้องฟังอีกนานเท่าไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะกำหนดได้ เพียงแต่ว่าในขณะที่ฟังเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นที่เพียงปรากฏ แม้แต่อย่างอื่นทั้งหมดก็เพียงปรากฏ
เมื่อครู่นี้ รส เพียงปรากฏแล้วหมดไป เสียง เพียงปรากฏแล้วหมดไป คิด เพียงปรากฏแล้วหมดไป ดังนั้นให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่าชั่วคราวจริงๆ จากการที่เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคง เพราะจริงๆ แล้วการที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้ได้ต้องด้วยปัญญาที่อบรมแล้ว อบรม หมายความว่าฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจ แล้วความเข้าใจจะค่อยๆ น้อมไปที่จะไม่ลืมแล้วก็คลาย อย่างเช่นเวลานี้มองคุณวิชัย หมดแล้ว เพียงหันหน้าจากคุณวิชัยไปทางอื่น ก็ไม่มีมหาภูตรูปซึ่งมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นรูปร่างสัณฐานที่เป็นคุณวิชัย
เพราะฉะนั้น เป็นเพียงชั่วขณะจริงๆ แต่ว่าการที่จะอบรมเจริญปัญญาให้เข้าใจเพียงหนึ่งอย่าง หรือสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังแต่ละอย่างให้มั่นคงและชัดเจน เพราะฟังเท่าไรก็รู้ได้เลยว่าเป็นสะสมการได้ยินได้ฟัง แต่กว่าจะถึงขณะใดที่เห็น ซึ่งไม่ต้องคิดถึงมหาภูตรูปเพราะรู้แล้วว่าต้องมี ถ้าไม่มีมหาภูตรูปตรงนี้จะไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ ในขณะที่เพียงเห็นก็ละการติดข้อง ซึ่งจะรู้ได้ว่าถ้าตราบใดที่ยังติดข้องอยู่ อย่างอื่นแม้ปรากฏก็ดับไปโดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลาย ไม่ใช่มีเพียงธรรมที่ปรากฏทางตาอย่างเดียว เช่นเวลานี้ไม่ได้มีแต่เสียง ไม่ได้มีแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยังมีคิดนึกด้วยแล้วก็มีแข็งที่ปรากฏ แต่ละอย่างเกิดแล้วดับไปกับความไม่รู้ จนกว่าจะเริ่มรู้แล้วเข้าใจจริงๆ โดยไม่ใช่ฝืน โดยไม่ใช่บังคับ โดยไม่ใช่ความเป็นตัวตน ที่ยากที่สุดก็คือว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตาเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริงอย่างนี้ ทุกอย่างก็เป็นปกติเพราะเกิดแล้วจริงๆ
อ.วิชัย ที่กล่าวถึงว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ดูเหมือนว่าเป็นเพียงฟังแต่ยังไม่เข้าใจถึงคำนี้จริงๆ เลย
ท่านอาจารย์ เพราะว่าเราอาจจะเข้าใจความหมายของอัตตาว่าเป็นตัวตน หรือเป็นเราเท่านั้น แต่ความจริงสภาพธรรมแต่ละอย่างจะเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมนั้นจริงๆ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ลองคิดดูว่าจะเป็นอื่นไม่ได้ จะเป็นแข็งไม่ได้ จะเป็นเย็นไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งที่ให้รู้ว่ามีจริง เมื่อปรากฏแล้วก็หมดไป ทุกอย่างเหมือนกันทั้งหมด
อ.วิชัย เหมือนว่าเป็นเพียงแค่คิดตามเท่านั้น
ท่านอาจารย์ หมายความว่าสิ่งที่มีจริงเป็นอย่างนี้ ใช่หรือไม่ แต่ฟังแล้วคิด แล้วจำ แล้วไม่ลืม แล้วคิดบ่อยๆ แล้วฟังบ่อยๆ จนกระทั่งเข้าใจบ่อยๆ ความเข้าใจนั้นก็มั่นคงขึ้น แล้วถึงจะเพียงเห็นก็เข้าใจในขณะที่เห็นว่า ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเพียงปรากฏให้เห็นได้ เท่านี้เอง
อ.วิชัย หมายความว่าจากการที่สะสมในการที่ฟัง เข้าใจ พิจารณา มีปัจจัยที่จะให้เข้าใจในขณะนี้ทันทีใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วกำลังฟังความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เห็นสีม่วงรู้ว่าเป็นดอกไม้ แต่ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสิ่งที่ปรากฏได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมคือ เพื่อให้เข้าใจจริงๆ ว่าแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาซึ่งปรากฏทุกวันแน่นอนแต่ฟังเท่าไรก็ยังยาก นอกจากจะสะสมจนค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าความจริงเป็นอย่างนี้แน่นอน ส่วนจะรู้มากกว่านี้ ชินกว่านี้ บ่อยกว่านี้เมื่อไร ก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่การฟังและเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง แต่เมื่อเข้าใจแล้วเราจะเปลี่ยนความคิดหรือไม่
ดังนั้นจะเข้าใจความหมายของคำว่าอัตตา คือ เมื่อเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากการเห็นบ้าง หรือการได้ยิน การได้กลิ่น ลิ้มรส ก็จะรู้ว่าเพราะไม่เข้าใจลักษณะที่แท้จริงตามความเป็นจริงของแต่ละหนึ่ง เมื่อรวมกันก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อแยกเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับไปด้วย แล้วจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดยังเหลืออยู่อีกได้ แต่เมื่อรวมกันเลยทำให้เข้าใจว่าเป็นอัตตา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตัวตนหรือเรา ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นความเห็นที่เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้นรวมกัน นั่นคืออัตตา
อ.วิชัย คือมีการประชุมรวมกันของธรรมหลายอย่าง แต่ไม่เข้าใจในลักษณะของธรรมทีละอย่าง จึงสำคัญว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ท่านอาจารย์ คุณวิชัยเห็นสีชมพูหรือไม่
อ.วิชัย เห็น เป็นดอกไม้ด้วย
ท่านอาจารย์ เห็นสีชมพู แม้เพียงแค่เห็นก็มีความจำว่าชมพู ไม่ต้องเรียกชื่อเลยแต่มีตั้งหลายสี แต่ละสีก็ไม่ใช่สีเดียวกันด้วยเพราะจำ ยังไม่ต้องเรียกชื่อเลยจะเป็นสีอะไรก็ตาม แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือว่าลักษณะที่แข็งเมื่อกระทบสัมผัส ไม่มีมหาภูตรูป รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ๔ รูป จะมีสีหนึ่งสีใดปรากฏได้หรือไม่ อย่างเช่น อากาศ ไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสีอะไรปรากฏได้หรือไม่
อ.วิชัย ไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเมื่อใด จะเป็นแสงสะเก็ดไฟ จะเป็นดาว หรือจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่กำลังเห็น ขณะนั้นต้องมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เพราะความไม่รู้อะไรสักอย่างเมื่อเห็นก็ติดแล้ว นั่นอะไร นั่นดาว พระจันทร์ นี่ดอกไม้ คือไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วเปลี่ยนลักษณะไม่ได้เลย ไม่ใช่แข็งเพราะแข็งเห็นไม่ได้ ไม่ได้กระทบตา เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ความจริงก็คือเป็นสิ่งหนึ่งที่มี ปรากฏว่ามีเมื่อเห็น แต่เวลาที่กระทบสัมผัสสิ่งที่เราเห็นเป็นสีม่วง สีเหลือง เวลานั้นสีม่วง สีเหลือง หรือสีอย่างที่เคยปรากฏจะปรากฏหรือไม่
อ.วิชัย ไม่ แข็งปรากฏ
ท่านอาจารย์ ปรากฏไม่ได้เลย กลายเป็นแข็งทั้งๆ ที่เมื่อลืมตาเป็นสีชมพู เป็นสีเหลือง แต่เมื่อกระทบแข็ง ไม่มีสีชมพู สีเหลืองเลย แต่ว่าอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่ เมื่อแยกเป็นแต่ละหนึ่งคือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่อ่อน ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่ร้อน แต่ว่าเวลาที่กระทบสัมผัสด้วยกายก็ไม่มีสีสันวัณณะใดปรากฏเลย แต่จะปรากฏเพียงแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งรวมกัน เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่แยกออกจากกัน ชื่อว่าเรารู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏหรือไม่
อ.วิชัย ที่ท่านอาจารย์กล่าวคำว่าแยก หมายถึงว่าขณะที่รู้ทีละลักษณะ คือแยกแล้วหรือ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ก็ไม่ใช่ลักษณะเดียวกันแล้ว แข็งกับสิ่งที่ปรากฏ
อ.วิชัย หมายถึงว่าเห็นความต่างด้วยความรู้ความเข้าใจในทีละลักษณะ
ท่านอาจารย์ เราเคยคิดว่าดอกกุหลาบสีชมพูเดี๋ยวนี้ เป็นดอกกุหลาบสีชมพูจริงๆ ใช่หรือไม่ โต๊ะก็เป็นโต๊ะจริงๆ เพราะว่าเราไม่รู้ความจริงว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็น เสมอกันหมด ไม่ว่าเราจะยังไม่เรียกว่าโต๊ะ เก้าอี้ ดอกไม้ ใบไม้ ไมโครโฟน หรืออะไรก็ตามแต่ทั้งหมดปรากฏให้เห็น ดังนั้นต้องเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถกระทบตาแล้วปรากฏให้เห็น หนึ่ง แต่เมื่อกระทบสัมผัสแข็ง สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้เป็นเหลือง เป็นขาว เป็นแดง ไม่มีเลย ขณะที่กำลังกระทบสัมผัสมีแต่แข็ง เพราะฉะนั้นแข็งก็เป็นหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ถ้ายังรวมกันก็เป็นดอกกุหลาบ เป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมต้องไม่ลืมว่า ฟังเพื่อเข้าใจความจริงซึ่งเราไม่สามารถที่จะคิดเองได้ ใครๆ ก็คิดเองไม่ได้เลย ใครจะมารู้ว่าดอกกุหลาบนี้เพียงแค่ปรากฏให้เห็น แล้วเพียงกระทบสัมผัสก็อ่อนหรือแข็ง ไม่มีดอกกุหลาบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญญามีหลายระดับ เทียบพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะห่างไกล ที่เป็นพระคุณนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอรหันต์ สัมมาสัมพุทโธ ต่างๆ เหล่านี้ นั่นคือผู้ที่ห่างไกลจากความไม่รู้ความจริงโดยสิ้นเชิงต่างกับคนที่ไม่รู้ ความไม่รู้จะไปเทียบกับความรู้ได้อย่างไร
ดังนั้น ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลยจะไม่เข้าใจว่าความไม่รู้ ไม่รู้ถึงที่สุดเลย คือไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่รู้เรื่องเสียง ไม่รู้เรื่องการเกิด ไม่รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นหนทางเดียวที่รู้ว่าเมื่อไม่รู้แล้วจะรู้ได้เมื่อไร ด้วยอะไร ก็ด้วยการฟังพระธรรม โดยเป็นผู้ที่ละเอียดและไม่เผิน ถ้าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นปกติแล้วยังไม่ลืม ประทับใจ จะต่างกับเวลาที่ฟังเผินแล้วประทับใจอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ความจริงที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น โลกสองโลกที่ต่างกันมาก โลกของความไม่รู้ความจริง กับโลกของการที่ได้รู้ว่าความจริงคืออย่างไร เหมือนแสงสว่างน้อยก็เห็นน้อย แต่ยังดีกว่าไม่มีเลย ยังดีกว่าจะอยู่ในโลกของความไม่รู้ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้เลย แม้กำลังอยู่ในโลกของความไม่รู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่รู้เพียงใด เมื่อฟังพระธรรมแล้วถึงจะได้เข้าใจว่าความไม่รู้มากมายจริงๆ ซึ่งกว่าความรู้จะค่อยๆ เกิดขึ้นต้องเป็นผู้ที่เคยสะสมบุญมาแล้วแต่ปางก่อน และขณะนี้กำลังเป็นปางก่อนที่กำลังสะสมความเข้าใจ จะมากน้อยอย่างไรก็รู้ได้เวลาที่มีการได้ฟังพระธรรมแต่ละครั้ง รู้ว่าสามารถที่จะเข้าถึงสิ่งที่ได้ฟังว่า เป็นความจริงที่ไม่มีอย่างอื่นจะจริงกว่านี้ได้ เป็นที่สุดของความจริงซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่จะทำให้รู้ว่า ที่เคยไม่รู้ด้วยความมืดสนิท แท้ที่จริงแสงสว่างจะทำให้รู้ว่าที่นั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่เพียงปรากฏ ขณะนี้ก็เพียงปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นเสียงก็เพียงปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นคิดก็เพียงคิด ไม่ว่าจะเป็นเห็นก็เพียงเห็นและเพียงปรากฏ เท่านั้นเอง ตลอดกี่ภพกี่ชาติก็เป็นเช่นนี้
ผู้ฟัง ในการศึกษาพระธรรม ศึกษาอย่างไรไม่ให้เพลินไปกับเรื่องราว แล้วไม่สนใจลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ทั้งๆ ที่สัจจะวาจาที่กล่าวมาก็ไม่ได้กล่าวอย่างอื่น คือทุกคำส่องถึงลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่พวกเราที่ศึกษาก็ยังไม่ละเอียดและลึกซึ้งในตรงนี้
ท่านอาจารย์ หวังอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง คำถามนี้ตอบได้ว่าไม่ใช่หวัง แต่กลัวว่าถ้าเข้าใจผิด เช่น ศึกษาโดยติดชื่อติดเรื่อง แต่ไม่ใส่ใจลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ ก็จะทำให้ปัญญาไม่สามารถเจริญ รู้ตรงลักษณะสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่หวังแล้วจะกลัวหรือไม่
ผู้ฟัง เชื่อท่านอาจารย์ว่าฟังเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง
ท่านอาจารย์ ก่อนพัก คุณอรวรรณเข้าใจสิ่งที่ฟังหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจ เวลากำลังพัก เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังหรือไม่
ผู้ฟัง ก็เพลิดเพลินไปกับอย่างอื่น
ท่านอาจารย์ เพลิดเพลินไป ความเพลิดเพลินหมดแล้วหรือยัง
ผู้ฟัง หมดแล้ว
ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังฟังอีกและเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังหรือไม่ ก็เท่านี้เอง จะไปวิธีไหน อย่างไร เมื่อไหร ได้อย่างไร นั่นคือมีความหวัง มีความเป็นเรา เพื่อเรา ออกมาในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าเรารู้ว่าขณะนี้ที่ฟังก็คือ ขณะที่กำลังได้ยินได้ฟังแล้วกำลังเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แล้วขณะอื่นจะเป็นอย่างเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร ใช่หรือไม่ ก็ต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ออกไปดื่มน้ำ รับประทานขนมอะไรต่างๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เวลาฟังก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ก็เป็นอย่างนี้ จะให้เป็นอย่างไร
ผู้ฟัง เห็นแล้วก็คิด ได้ยินแล้วก็คิด
ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อไรจะเกิดคิดถึงที่ได้ฟังก็เกิดแล้ว คิดแล้ว หมดแล้ว เท่านั้นเอง จะไปทำอะไร นี่คือการค่อยๆ ละความติดข้อง โดยที่ว่าถ้าเป็นตัวตนคิดจะละอย่างอื่น คิดจะละด้วยทำอย่างไร วิธีไหน ใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้เลยว่าละก็คือ รู้ในขณะที่ฟังว่าเป็นธรรมจริงๆ
จะไปทำอะไร กลับบ้านไปก็ปลูกต้นไม้ ทำดอกไม้ ทำกับข้าว ทำอะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็ไม่ใช่การคิดถึงธรรม แต่ว่าคิดถึงธรรมเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เพราะเราจะวางแผนให้คิดถึงธรรมตอนนั้นตอนนี้ กลับไปบ้านอาบน้ำเสร็จแล้ว ทำอะไรเสร็จแล้วก็จะคิดถึงธรรม ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นคือความเป็นตัวตน นั่นไม่ใช่การละ นั่นไม่ใช่ความรู้จริงๆ แต่เป็นการถูกหลอกด้วยความต้องการในความเป็นตัวตน
เพราะฉะนั้น เรื่องละเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นเรื่องของปัญญาที่เห็นความละเอียดขึ้น และรู้ว่าละคือไม่ได้มีการหวัง แม้แต่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ขณะนั้นก็หวังแล้วถ้าใครคิดจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ว่าจากความเข้าใจก็รู้ว่าเป็นไปเพื่อละทั้งหมด ละความไม่รู้เพราะกำลังฟังเข้าใจ และถ้าเกิดจะระลึกถึง คิดถึงคำที่เคยได้ฟังแล้ว ขณะนั้นก็เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา ดังนั้นที่จะว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราต้องทั่วทั้งหมดเลย ไม่ใช่บางขณะ หรือบางกาล บางสถานที่ แต่เป็นความเข้าใจทีละน้อยจริงๆ ละเอียดยิ่งที่จะค่อยๆ น้อมไปสู่การที่จะระลึกได้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ไม่หลงลืม
ผู้ฟัง จริงๆ หมายความว่า ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง แล้วสิ่งที่กำลังฟังก็คือ ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ เช่น ได้ยินเสียงที่ทำให้เข้าใจพระธรรมขณะนี้
ท่านอาจารย์ เพราะแม้แต่จะฟังว่าไม่มีเรา เป็นเรื่องของธรรมที่ได้ยินได้ฟัง แต่กำลังเห็นสักหนึ่งก็ไม่ได้ปรากฏว่าไม่ใช่เรา เพราะอะไร แข็งปรากฏใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีความเข้าใจจากการฟังจนกระทั่งเข้าใจถูกต้องว่า ขณะนั้นคือหนึ่งสิ่งที่มีจริงในสังสารวัฏฏ์ที่ปรากฏแล้วหมดไป ถ้ายังไม่ถึงอย่างนี้ก็อาจจะมีความขวนขวาย ตั้งใจ จดจ้อง หรือหวังที่จะรู้สิ่งนั้นในขณะนั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นปกติ เป็นความเข้าใจที่ละความเป็นเรา จะต้องรู้ว่าเป็นเราเมื่อไร ในอะไรที่กำลังปรากฏหรือไม่
ดังนั้น ฟังเพื่อเข้าใจโดยไม่ได้มีการวางแผนจะไปทำอะไร เพราะนั่นคือคิด แต่ความเข้าใจเท่านั้นก็ยังเป็นเท่านั้นอยู่ จนกว่าจะไม่ลืมสิ่งที่เคยฟัง ตรึกตรองแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้น ความคิดแต่ละคนก็ต้องตามเหตุตามปัจจัย แต่จะรู้ได้เลยว่าอะไรที่ประทับใจจริงๆ ถ้าไม่ใช่ธรรมที่ได้ฟัง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800