ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่าการที่จะได้ฟังพระธรรม ประโยชน์สูงสุดคือเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ เพราะว่าเวลาที่เราได้ยินคำว่า ธรรม แล้วเราก็ศึกษาธรรม บางท่านก็ศึกษาพระอภิธรรม เรารู้จักชื่อมากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าขณะนั้นที่จิตกำลังศึกษา เป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ ประโยชน์สูงสุดก็คือว่า เดี๋ยวนี้เองกำลังเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ตรงและความจริงใจก็คือว่า ยังไม่ได้รู้และเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ตั้งต้นอย่างนี้ ไม่ว่าในกาลใด อาจเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถอยกลับไป ๒๔ พระองค์ สมัยพระเจ้าทีปังกร หรือสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ความเป็นผู้ตรงนั้นคือว่า เมื่อได้ฟังพระธรรมก็รู้ว่ายังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ลืมไม่ได้เลย

    เหมือนกันทุกคน ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม จะไม่สามารถเข้าใจว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาล หรือทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะเกิดแล้ว แต่ละคำฟังเพื่อที่จะสะสมให้รู้ว่า จากการที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ และมีจริงๆ ก็ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ดีไหมที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ มีสิ่งที่ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยขาดเลย ตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แล้วใครจะรู้ได้ ต้องเป็นผู้ที่สะสมประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงขณะนี้ตามความเป็นจริง โดยมากเราคิดถึงประโยชน์อื่น แต่ลืมประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือความเห็นถูก ความเข้าใจถูกว่า แม้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ยังไม่รู้ แล้วจะรู้อะไร แล้วก็สิ่งที่มีจริงขณะนี้ ก็ไม่ได้ยั่งยืนเลย เมื่อวานนี้ก็มีสิ่งที่มีจริงมากมายและหมดไปแล้ว ขณะนี้ก็มีสิ่งที่กำลังมีจริงๆ กำลังหมดไป หมดไป จนกว่าจะถึงเย็นค่ำ และพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงชั่วคราวมาก แต่ก็ไม่รู้สักครั้งเลย ฟังมากแล้วก็มีสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ความเป็นผู้ตรงก็คือว่ายังไม่รู้ถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงฟัง

    เมื่อเช้านี้ ไม่ทราบมีใครจำสิ่งที่ได้ฟังทางวิทยุบ้างไหม มีพระสูตรสูตรหนึ่ง ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ถ้าเป็นคนที่ได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกมาแล้ว สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ แต่ผู้ที่ยังไม่สามารถที่ฟังแล้วจะรู้ความจริงตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ผู้นั้นก็รู้ว่าต้องสะสม เพราะฉะนั้นพระสูตรใดก็ตามที่ใครจะได้ฟังเมื่อใดก็ตาม หรือข้อความธรรมคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ได้ฟังแล้ว ลืมแล้ว ฟังอีก ลืมอีก ก็จริง แต่ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่า ฟังเพื่อสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ จนกว่าจะถึงสามารถที่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจคำว่า พุทธะ คือรู้ถูก เห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นเมื่อไม่สามารถที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ไม่สามารถที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ แต่เป็นสาวกคือผู้ฟังพระธรรม เหมือนในขณะนี้เลย จะฟัง ณ กาลครั้งหนึ่งที่ไหนก็ตาม หรือขณะนี้ก็ตาม ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะถ้าไม่เข้าใจ ก็หมดไป หมดไป แล้วก็จากโลกนี้ไป ด้วยการที่แม้เห็น แม้ได้ยินตลอดชีวิต ก็ไม่สามารถที่จะมีปัญญาที่จะรู้ความจริงได้ ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ฟังเพื่อสะสมความเข้าใจถูกความเห็นถูก เพราะไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่สะสมเเล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นความถูกต้องก็คือว่า ไม่ใช่ฟังเพื่อแล้วทำอย่างไรจะรู้ หาวิธีทำที่จะรู้ก็ผิดทันที การฟังธรรมต้องเริ่มจากความเป็นผู้ที่ตรง และจริงใจ ไม่รู้คือไม่รู้ น่าสงสัยไหมว่ากำลังปรากฏอยู่แท้ๆ ก็ไม่รู้ "เห็น" ทุกคนก็กำลังเห็น แล้วก็บอกว่าเห็น แต่ก็ไม่รู้ว่าเห็นเป็นอย่างไรที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ทั้งๆ ที่เห็นกำลังมีจริง

    เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ มิฉะนั้น เราไม่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังแต่ละคำซึ่งเป็นคำจริงทั้งหมด และถ้าไม่ลืม ก็สามารถที่จะเริ่มสะสมความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ และทุกคำที่เราจะสนทนากันก็เป็นเรื่องของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ทั้งหมด โดยที่ไม่รู้เลยถ้าไม่มีการฟัง

    นอกจากเห็น ก็ยังมีได้ยิน มีคิดนึก มีทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเพราะไม่รู้จึงคิดว่าเป็นเรา หรือเป็นคนหนึ่งคนใด เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ตามความเป็นจริงก็คือลักษณะของสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนไม่ได้เลย สิ่งที่มีจริงที่แข็ง เป็นแข็ง เปลี่ยนแข็งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จะมีใครเคยคิดบ้างไหมว่าเป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเองจริงๆ จะทำอะไรก็ไม่ได้กับสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ และขณะนี้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็หลากหลายมาก เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้อยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เราใช้คำว่า มหาภูตรูป เพราะเหตุว่าเป็นรูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ขาดมหาภูตรูป ๔ คือสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว และสภาพที่เกาะกุมซึมซาบ ทำให้รูปทั้งสามไม่แยกจากกัน รวมเป็น ๔ รูป ภาษาบาลีใช้คำว่า ปฐวี คือลักษณะที่แข็ง อาโป คือลักษณะที่เกาะกุม เตโช คือสภาพที่เย็นหรือร้อน เพราะฉะนั้น ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพที่ไหวหรือกำลังตึง คือสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสิ่งที่สามารถกระทบตาในขณะนี้ไม่ได้เลย

    ก็จะเห็นได้ว่า แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริงนี้สามารถกระทบจักขุปสาท แม้เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ถ้าคนนั้นไม่มีตา ไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ สิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ นี่คือความจริงที่สุด ทุกขณะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด โดยผู้ที่ได้สะสมความดีทุกประการ ถึงความพร้อมที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ต้องเป็นผู้ที่สะสมบุญแต่ปางก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือว่า เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจที่จะรู้ว่า ทุกคำที่ได้ยิน เราเริ่มเข้าใจและเข้าใจเพียงใด ถ้าไม่สามารถที่จะรู้อย่างที่พระองค์ทรงแสดง ก็สะสมไป เพื่อที่รู้คือค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเท่านั้นเอง

    วันนี้การสนทนาธรรมก็เพื่อสะสมความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ แต่ไม่ใช่ให้ใครรู้ความจริงโดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ ที่ใช้คำว่า อริยสัจจะ ความจริงของผู้ที่อบรมเจริญปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งรู้ความจริงคือการเกิดดับของสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วคราวและดับไป แล้วก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อไม่ขาดสาย ทำให้ไม่รู้การเกิดดับของแต่ล่ะอย่างซึ่งเกิดขึ้นและดับไป จึงไม่ละคลายความไม่รู้ ยังคงเป็นเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เรามานั่งคิดว่าเดี๋ยวนี้เรานั่ง ไม่ต้องคิดเลย เป็นแล้วใช่ไหม ไม่ต้องคิดว่าเราเห็น เห็นขณะนี้ก็เป็นเราแล้ว

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่มานั่งคิดอีกว่าเป็นเรา แต่ให้รู้ความจริงว่าขณะฟังคือมีเสียงในภาษาที่เราใช้ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจแต่ละเสียงว่ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริง โดยคำที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าหรือ ลองคิดดู ต้องจริงใจเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม ไปสนุกสนานกัน ไปเที่ยวกัน ไปสาดน้ำกัน จะดีกว่าไหม หรือว่าได้มีโอกาสที่จะได้ฟังคำเหล่านี้ ได้มีการสนทนาที่จะพูดถึงสิ่งที่มีจริง จากผู้ที่ได้สะสมบุญที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อน ใครสะสมมามากน้อยอย่างไรก็คือจะได้เข้าใจว่าที่เรากำลังพูดถึงขณะนี้มีจริงๆ และฟังเพื่อที่จะสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก นั่นคือการละความติดข้องเพราะไม่รู้ บางคนก็บอกว่าแล้วจะละอย่างไร เป็นเราตั้งแต่เกิด แล้วก็สะสมความเป็นเราเพิ่มขึ้นทุกวัน มีแต่ความต้องการความสุข หรือต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ แต่แล้วก็ไม่ใช่ของเราจริงๆ เลย เพราะจากโลกนี้ไปแล้วจะเป็นของใคร ก็เป็นของที่ชั่วคราวจริงๆ

    ในความชั่วคราวทั้งหมด สิ่งที่ประเสริฐที่สุดก็คือได้เข้าใจถูก ได้เห็นถูก ได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเพียงชั่วคราว ยากไหมหรือว่าง่าย รู้ได้วันนี้ไหม แต่ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าสิ่งที่มีจริงเพียงปรากฏเท่านี้ เพียงคำนี้ สิ่งที่มีจริงเพียงปรากฏ เพราะหมดแล้ว เสียงปรากฏหมดหรือไม่ ในขณะที่เห็นก็คิด แต่คิดไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นกว่าเราจะรู้แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อซ้อนกันจนกระทั่งติดกัน ปรากฏเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ต้องอาศัยความจริงใจและความตรง คือฟังเพื่อสะสมความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง ความจริงของธรรมคือสิ่งที่มีอยู่จริง เกิดปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ มีอะไรที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ประดับสติปัญญาความเข้าใจของพวกเราได้มากขึ้นบ้างอีกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ขอใช้ภาษาไทยที่เราพูด เพราะว่าคงจะไม่มีอะไรที่จะมากั้นกับคำที่เราไม่เข้าใจถ้าเป็นภาษาอื่น สิ่งที่มีจริงเข้าใจได้ใช่ไหม เดี๋ยวนี้ ภาษาอีกภาษาหนึ่งใช้คำว่า ธรรม ถ้าได้ยินคำว่า ธรรม ก็หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จะใช้ภาษาอื่นคำอื่นก็ได้สำหรับคนที่พูดภาษานั้นๆ แต่เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ น่าสนใจไหม กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง และก็ทราบว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเลย เช่น สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เห็นเกิดจึงเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม เสียงต้องเกิด ถ้าเสียงไม่เกิดก็ไม่มีเสียง

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏขณะนี้ เกิด ใครเห็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่เกิดแล้วจึงมี และเมื่อเกิดแล้วก็สั้นแสนสั้นคือดับไป ไม่กลับมาอีก คือหายไปเลย เสียงเมื่อครู่นี้พิสูจน์ได้ อยู่ไหนใครตามมาได้ เสียงนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น ไม่มีทางที่จะกลับมาได้เลย ฉันใด สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิดแล้ว ก็ดับไปเป็นธรรมดา แล้วก็ไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้กลับคืนมาได้เลย ฉันนั้น

    ขณะนี้ไม่ว่าจะพูดถึงเห็น สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือว่า เห็นเกิดแล้วดับ นี่คือความจริงของเห็น ถ้าพูดถึงได้ยิน ได้ยินก็ต้องเกิดได้ยินแล้วดับ ได้ยินจะทำอย่างอื่นไม่ได้เลย ได้ยินจะคิดก็ไม่ได้ ได้ยินจะชอบก็ไม่ได้ ได้ยินจะโกรธก็ไม่ได้ เพราะขณะนั้นได้ยินเสียงเท่านั้น ไม่ใช่ไปรู้สิ่งอื่นสิ่งใดได้ ต้องเป็นการที่ได้ยินเสียงแล้วดับไปเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความจริง ซึ่งกว่าจะเข้าใจจริงๆ ก็ต้องอาศัยการฟัง แม้แต่คำที่ว่า เพียงปรากฏ เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็นอย่างนั้นเลย ยังเป็นคนที่เรารู้จัก อยู่ตรงนั้นยังจำได้ แต่ถ้าได้ยินคำว่า เพียงปรากฏ เป็นความจริงซึ่งเมื่อไรจะรู้ ไม่ใช่เป็นเราที่จะพยายาม แต่เป็นหน้าที่ของความเข้าใจจากการฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ละคำที่ได้ยิน ต้องสอดคล้องและเป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยน สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ของใคร ได้ยินเกิดแล้ว หมดแล้ว ของใคร ใครได้ยิน ก็เป็นแต่เพียงธรรม สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งต้องเกิด เพราะเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำ เพียงเท่านี้กว่าจะรู้ได้ เราก็ย้อนถอยกลับไปในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร คนที่ได้ฟังพระธรรมในครั้งนั้นก็มีมาก ได้ยินอย่างนี้ ฟังเรื่องเห็นอย่างนี้ ฟังว่าความจริงของเห็นก็คือเกิดเห็นแล้วก็ดับ ความจริงของได้ยินก็คือ เกิดได้ยินแล้วก็ดับ ความจริงของคิดก็คือคิดแล้วก็ดับทั้งหมด ท่านเหล่านั้นฟังมาตั้งแต่สมัยโน้น แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์คือสุเมธดาบส ก็ได้ยินอย่างนี้ แต่กว่าจะรู้ความจริง ท่านได้พบพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๒๔ พระองค์ และกว่าจะได้มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ ไม่เร็วเลย นานมาก เพราะฉะนั้น ถ้าพระธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นี้อันตรธาน ก็อีกนานกว่าจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ความจริง เพราะเคยได้ฟัง เคยสะสมมาเหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้

    เพราะฉะนั้น สาวกก็เช่นเดียวกัน เป็นสาวกบารมี ต้องมีการฟัง ค่อยๆ เข้าใจจนกว่าจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ขณะนี้ เห็นเกิดแล้วดับ จะรู้ไม่ได้หรือในเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เป็นเราที่จะพยายามไปรู้ แต่ฟังธรรม เข้าใจไปเรื่อยๆ เพราะแม้ความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา เข้าใจก็เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็สะสมความเห็นถูกเป็นสัจจญาณ คือปัญญาที่มั่นคงไม่หวั่นไหวว่า สิ่งที่มีขณะนี้เพียงเล็กน้อยแล้วดับ แล้วก็สามารถที่จะรู้ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา ต้องอาศัยการฟังต่อไป เพียงเท่านี้คือฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจไปเรื่อยๆ เป็นหนทางละความต้องการที่จะให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมโดยความเป็นเราที่พยายามทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญาความเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ฟังแล้วน่าเบื่อไหม เหมือนไม่ไปไหนเลย จะไปไหน เห็นก็มีเดี๋ยวนี้แล้วจะไปไหน ไปก็คือไม่รู้ "เห็น" ที่กำลังเห็น ถ้าไปจากการฟังหรือเห็นขณะนี้

    เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ วิชาการทั้งหมดเรายังศึกษา เรายังฟังมาแรมเดือนแรมปีนานมาก แล้วก็ยังไม่จบใช่ไหม เพราะฉะนั้น สิ่งที่แสนยากที่มีจริงและกำลังเกิดดับ จะยากกว่าการที่ไปคิดเรื่องอื่นไหม กว่าจะรู้ความจริงของการเกิดดับ แล้วถ้าไม่เห็นประโยชน์จริงๆ ไม่รู้ความสอดคล้องของสิ่งที่ผู้มีพระภาคตรัสแต่ละคำ ก็จะเข้าใจผิดหมด เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมหรือการฟังธรรม ต้องเป็นความเข้าใจโดยละเอียด เพื่อละความต้องการที่เป็นตัวตนที่จะไปทำอย่างอื่น แต่รู้ว่าขณะนี้มีเห็น ฟังว่าเห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เริ่มคิดแล้วใช่ไหม คิดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ด้วยการเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นมี และละเอียดกว่านั้นก็คือถ้าไม่มีธาตุที่สามารถเห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ นี่ก็คือว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้มีแข็ง เพราะมีสภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง ถ้าไม่มีการรู้ แข็งก็ปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นก็มีสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ แต่ว่าสิ่งนั้นไม่มีรูปร่างลักษณะเลย ภาษาบาลีใช้คำว่า นามธรรม เป็นสภาพที่น้อมไปรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ แต่ไม่ใช่ว่ามีใครไปน้อม ธาตุชนิดนี้หรือนามธรรมไม่ไปสู่ที่ไหนเลย เกิดแล้วต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งธาตุนี้รู้ เช่น เสียง ธาตุนี้เกิดขึ้นได้ยินเสียง ไปสู่เสียง รู้เสียงที่กำลังปรากฏ ธาตุนี้ในภาษาไทยใช้คำว่า ได้ยิน แต่ภาษาบาลีซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงกับชาวมคธ เป็นภาษามคธีซึ่งดำรงพระศาสนา ใช้คำว่า ปาละ หรือ ปาลี ก็คือภาษาบาลี ซึ่งคนไทยจะไม่ใช้คำว่า ป แต่ใช้เป็น บ ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ดำรงไว้ซึ่งพระศาสนา ในภาษาบาลีจะใช้คำว่า โสตวิญญาณ (โส - ตะ - วิน - ยา - นะ) โสตะคือหู วิญญาณคือรู้ เพราะฉะนั้น ขณะที่มีการรู้โดยอาศัยหูจะรู้อื่นไม่ได้เลย นอกจากสิ่งที่สามารถกระทบหู และธาตุรู้ก็เกิดขึ้นได้ยินเสียงที่กระทบหู เพราะฉะนั้นเสียงไม่ใช่รู้ แต่ได้ยินเป็นสภาพที่กำลังได้ยินเสียง รู้ว่าเสียงขณะนี้เป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ธรรมคือเดี๋ยวนี้ เสียงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เป็นอย่างนี้ เพราะมีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงที่กำลังเป็นอย่างนี้เท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งย่อยละเอียดตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นหนึ่งขณะจิต หรือธาตุรู้ซึ่งใช้คำว่า จิต ภาษาบาลีใช้คำว่า จิตฺต (จิด - ตะ) หรือ จิตตํ (จิด - ตัง) ก็แล้วแต่ หมายความถึงธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เดี๋ยวนี้ทุกคนเห็น รู้ว่ามีสีอย่างนี้ปรากฏ ทุกคนได้ยิน รู้ว่าเสียงอย่างนี้กำลังปรากฏ แข็งปรากฏ ก็รู้ว่าแข็งอย่างนี้กำลังปรากฏ เพราะมีธาตุรู้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่ต่างกัน คือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเกิดจริง มีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ภาษาบาลีใช้คำว่า รูป (รู - ปะ) หรือรูปธาตุ หรือรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีนามธาตุคือธาตุรู้เกิด สิ่งนี้หรือสิ่งใดๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นที่มีโลก มีเรา มีคน มีทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏ ก็คือมีธาตุรู้เกิดขึ้น รู้เฉพาะสิ่งนั้นๆ แต่ละหนึ่งแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นการศึกษาสิ่งที่มีจริงก็คือ ให้รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครสามารถที่จะดลบันดาลได้ แต่สิ่งที่มีจริงขณะนี้ต้องเกิดแล้วเป็นอย่างนี้ตามเหตุตามปัจจัย นี่คือความจริงของสิ่งที่มีจริง สะสมความเห็นถูก จนกว่าจะสามารถรู้ขณะที่ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วก็ดับไป จึงจะเรียกว่ารู้ความจริง จนละการยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่เกิดดับ ใครจะคิดว่าขณะนี้มีอะไรเกิดดับ แต่ความจริงก็คือทุกอย่างเกิดแล้วดับ ความรู้กับความไม่รู้นั้น ต่างกันมากและไกลกันมาก

    เพราะฉะนั้นไม่รู้เลยว่าอยู่ในโลกของความลวง ยังมีคุณพรทิพย์นั่งอยู่ที่นี่ ลวงหรือไม่ ลวงไปหมดทุกอย่างที่ปรากฏ เพราะเพียงปรากฏแล้วหมดไปเลย และไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว เมื่อวานนี้ทั้งหมด เป็นของเราทั้งนั้นเลย ผมก็ของเรา ตาของเรา อะไรก็ของเราทั้งหมด ถ้าจะรู้จริงๆ ก็คือว่าไม่ต้องไปคิดถึงว่าผมเมื่อวานนี้ร่วงไปแล้วหนึ่งเส้น ฯ แต่ความจริงคือเพียงเห็นก็ดับแล้ว ไม่เหลือเลย มิเช่นนั้นจะไม่เข้าใจพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทุกคำที่ทรงแสดงเป็นคำจริงจากการตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่เกิดไม่มี ไม่ปรากฏ และเมื่อเกิดแล้วจะมีต่อไป ยั่งยืนต่อไป เป็นสิ่งนั้นต่อไปไม่ได้เลย เพราะดับทันที แทบจะกล่าวได้ว่า "ทันที" แต่สืบต่อจนไม่มีใครมองเห็นการเกิดดับ

    เพราะฉะนั้น ลวงว่ายังมี คือเมื่อวานนี้มีคุณพรทิพย์แน่นอน วันนี้มีคุณพรทิพย์อีกหรือไม่ พรุ่งนี้ก็ยังคงมีคุณพรทิพย์ แต่สิ่งที่เป็นคุณพรทิพย์ทั้งหมดอย่างละเอียดยิบ เกิดขึ้นและดับไป เหมือนอย่างนี้คือ มหาภูตรูปคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ เป็นภูเขา เป็นโต๊ะ เป็นคน เป็นสัตว์ ต้องมีธาตุแข็ง กระทบสัมผัสแล้วต้องแข็งหรือเย็น ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ว่าที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถกระทบตา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำไฟ ลม จะเห็นสัณฐานอะไรที่ไหนได้ไหม ไม่ได้เลยแม้แต่เมฆ


    เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 198
    18 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ