ไม่ใช่กุศลและอกุศล นั่นคืออะไร
ผู้ฟัง คำถามเรื่องวิถีจิต จากที่สัมปฏิจฉันน สันตีรณ โวฏฐัพพน แล้วจะกระทำทางเพื่อที่จะทำชวนอีก ๗ ขณะ ซึ่งจะเป็นกุศลหรืออกุศล มีความสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหมว่าที่จะอยู่ตรงกลางคือ ไม่มีทั้งกุศลและไม่มีอกุศล
ท่านอาจารย์ อะไรที่อยู่ตรงกลาง
ผู้ฟัง คืออย่างเราเห็นแล้วเราเฉยๆ
ท่านอาจารย์ เราไม่ใช่ อะไรที่ว่าอยู่ตรงกลางคือไม่ใช่กุศลและอกุศล นั่นคืออะไร
ผู้ฟัง คืออย่างเห็นแล้วมีความชอบ ก็คือเป็นอกุศลแล้ว
ท่านอาจารย์ นั่นเป็นเรื่องยาว แต่อะไรที่ว่าไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ต้องทราบก่อน เราจะพูดลอยๆ ว่าไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล แต่ไม่ทราบว่าอะไร ก็คือเป็นแต่เพียงความคิด แต่สิ่งที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล มีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง ถ้าตามชาติของจิตก็มี ๔ ชาติ จะไม่มีที่ตรงนั้น ตรงกลางไม่มี ก็มีกุศลและอกุศล
ท่านอาจารย์ จิต ๔ ชาติมีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง มีชาติกุศล อกุศล วิบาก และกริยา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรไม่ใช่กุศล
ผู้ฟัง ก็เป็นอกุศล กิริยา และวิบาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เข้าใจอยู่แล้วใช่ไหม คำว่าไม่ใช่กุศล อกุศล ก็คือจิตที่เป็นผลของกุศลและอกุศลไม่ใช่ตัวเหตุ และจิตซึ่งไม่ใช่เหตุและผล คือไม่ใช่ทั้งอกุศลและไม่ใช่ทั้งวิบาก ก็เป็นจิตที่ใช้คำว่า กิริยา เพราะฉะนั้นต้องทราบว่า จิตที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็คือวิบากจิตกับกิริยาจิต ไม่ใช่ว่าระหว่างที่ไม่เป็นกุศล อกุศล แล้วก็เป็นอะไรไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าขณะนั้น และยังต้องทราบด้วยว่าวิบากอะไรด้วย นี่คือความชัดเจน เพราะฉะนั้นทบทวนคำถามอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ฟัง การที่ชวนะ จะมีกุศล ๗ ขณะ อกุศล ๗ ขณะ ที่สงสัยคือ แล้วจะมีตรงกลางที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศลหรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตรงกลางนี้คืออะไร
ผู้ฟัง ถ้าตามชาติก็จะหาไม่ได้ ก็คือจะมีแต่กุศลและอกุศลจิต
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมีตรงกลางหมายความถึงอะไร วิบากกับกิริยาไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องละเอียดมาก แม้แต่วาระที่จิตจะเกิดสืบต่อกันก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย สับสนไม่ได้ ไม่มีปัจจัยที่จะเกิดเป็นกุศลทันที อกุศลทันที หลังจากที่เห็นแล้ว เราอาจจะพูดโดยย่อว่าเห็นแล้วชอบ ไม่ชอบเป็นกุศล อกุศล
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว จิตที่เกิดต่อจากจักขุวิญญาณเป็นผลของกรรม ยังไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า แต่กรรมก็ไม่ได้ทำให้เพียงจักขุวิญญาณเกิดเท่านั้น
เมื่อจักขุวิญญาณดับแล้ว ยังทำให้สัมปฏิจฉันนเกิด ต้องรับรู้สิ่งนั้นที่จิตเห็นต่อ และแม้สัมปฏิจฉันนเกิดแล้ว กรรมก็ยังทำให้สันตีรณจิตเกิดต่อ ยังเป็นกุศลอกุศลไม่ได้เลย นั่นคือวิบาก
แต่เมื่อสันตีรณจิตดับไปแล้ว กุศลและอกุศลก็ยังเกิดทันทีไม่ได้ ไม่ถึงวาระที่จะเกิด เกิดไม่ได้ แต่จะต้องมีกิริยาจิตซึ่งไม่ใช่วิบาก เพราะถ้าเป็นวิบากก็ยังคงต้องเป็นผลของกรรมนั่นเอง แต่นี่ไม่ใช่ผลของกรรม เพราะสามารถที่จะรู้อารมณ์ทั้งที่เป็นอารมณ์ของกุศลวิบาก หรืออารมณ์ของอกุศลวิบากได้ทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้น จิตนี้ไม่ใช่วิบากและไม่ใช่เหตุด้วย แต่เป็นกิริยาจิต และเมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว ที่ใช้คำว่า ชวนปฏิปาทกมนสิการ (ชะ - วะ - นะ - ปะ - ติ - ปา - ทะ - กะ - มะ - นะ - สิ - กา - ระ) ก็แสดงให้เห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่ มนสิการเจตสิก แต่เป็น ชวนปฏิปาทก หมายความว่าเป็นบาทเฉพาะของชวนจิตที่จะเกิด อกุศลและกุศลที่สะสมอยู่ในจิตพร้อมที่จะเกิดแต่ต้องตามปัจจัย อย่างขณะนี้ที่เห็น มีจิตอะไรบ้าง เร็วแสนเร็ว แล้วอกุศลหรือกุศลก็เกิดตามการสะสมเร็วมาก เพราะว่าต้องมีชวนปฏิปาทก คือกิริยาจิตเกิดก่อน ไม่ใช่วิบากจิต
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นพระอรหันต์ไม่มีกุศลและอกุศล กิริยาจิตก็เกิดต่อได้ แต่ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ ก็เป็นกุศลหรืออกุศล ตามที่ได้สะสมมาพร้อมจะเกิดทันที ไม่มีอะไรขวางกั้น เพราะเมื่อโวฏฐัพพนจิต เป็นชวนปฏิปาทก เป็นบาทเฉพาะที่เมื่อดับไปแล้ว กุศลหรืออกุศลต้องเกิดต่อ หรือกิริยาจิตสำหรับพระอรหันต์ก็แล้วแต่ ซึ่งทำกิจชวน คือไม่ใช่ทัศนกิจ ไม่ใช่สัมปฏิจฉันนกิจ ไม่ใช่สันตีรณกิจ ไม่ใช่โวฏฐัพพนกิจ แต่เป็นชวนกิจ คือเสพหรือรู้อารมณ์นั้น ด้วยจิตประเภทหนึ่งประเภทใด ซึ่งถ้าเป็นปุถุชนก็เป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เป็นกิริยา
เพราะฉะนั้นในขณะที่ทำกิจอย่างนั้นก็มี สำหรับปุถุชน กุศลมากหรืออกุศลมาก แต่สำหรับพระอรหันต์ ไม่มีทั้งกุศล อกุศล เป็นกริยาทั้งหมด และยังมีวิบากจิตที่เป็นโลกุตตรที่ทำชวนกิจ
นี่คือการศึกษา จะต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า แม้ว่าเป็นผลของโลกุตตรกุศล แต่ไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ ไม่ได้ทำกิจภวังค์ ไม่ได้ทำกิจเห็น ไม่ได้ทำกิจได้ยิน ไม่ทำกิจใดๆ ของวิบากอื่นเลย แต่ทันทีที่โสตาปัตติมรรคจิตดับ เป็น ชวนะคือทำกิจชวนะ เป็นปัจจัยให้โสตาปัตติผลเกิดขึ้น รู้แจ้งนิพพาน มีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยที่โสตาปัตติมรรคจิตทำกิจดับกิเลส และเป็นปัจจัยให้โสตาปัตติผล เป็นจิตที่กิเลสดับแล้วเกิดขึ้นมีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำชวนกิจ
การศึกษาธรรมตามลำดับ ก็คือว่าในเบื้องต้นก็จะพูดเพียงตามสมควรที่จะเข้าใจในขั้นต้น แต่ต่อไปความละเอียดก็เพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องเป็นความชัดเจน จะกล่าวถึงอะไรก็ต้องหมายความถึงสภาพธรรมอะไร
