ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449


    ตอนที่ ๑๔๔๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านพลตรีเสริม ภู่หิรัญ

    วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ นอบน้อมต่อคุณความดี โดยเฉพาะต่อ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ไม่ว่าเป็นใคร ก็นอบน้อมต่อพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่ว่าเป็นใคร พระเจ้าอโศกมหาราช ยิ่งใหญ่ขนาดไหน พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ที่ในครั้งพุทธกาล ก็ได้ยินได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์

    แม้อย่างนั้นก็นอบน้อมอย่างยิ่งต่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดามาเฝ้าทูลถามปัญหา นอบน้อมอย่างยิ่ง พรหมก็มาเฝ้าทูลถามปัญหา นอบน้อมอย่างยิ่ง

    แล้วเราเป็นใคร ถ้าไม่มีโอกาสจะได้ฟังธรรม จะนอบน้อมอย่างนั้นไม่ได้เลย แต่พอได้ฟังคำแล้ว ไม่มีใครอีกที่ควรนอบน้อมอย่างยิ่ง เท่ากับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวมา ก็โดยสาระเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอบน้อมใคร ซึ่งคำที่ชาวพุทธกล่าวอยู่เสมอ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวใช่หรือไม่ ๓ ครั้งหรือว่า ๓ รอบ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ ทรงตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง

    บทที่กล่าวถึงว่า ภะคะวะโต ก็คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลผู้ควรเคารพอย่างสูงสุด เพราะเหตุว่า พระองค์ได้ตรัสรู้ความจริง ดับกิเลสทั้งปวงได้หมดสิ้น และทรงเป็นผู้ที่ประกอบด้วยพระมหากรุณาที่จะจำแนกแจกแจง แสดงความจริงเกื้อกูลแก่สัตว์โลก อันนี้คือในบท ภะคะวะโต

    บทว่า อะระหะโต ก็คือ พระอรหันต์ เป็นผู้ที่ห่างไกลแสนไกลจากกิเลสโดยประการทั้งปวง สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็คือ ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง โดยชอบด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ตรงกับเรื่องที่เราจะสนทนาวันนี้หรือไม่ สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ไม่ใช่ธรรมดา แต่สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจในผู้ที่เรารู้ว่า เป็นบุคคลที่ควรรู้ยิ่ง จึงจะมีความนอบน้อมยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ตามความรู้ความเข้าใจ

    แต่ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจ ความนอบน้อมต่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแค่คิดและจำ แต่ไม่รู้เลยว่าคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเรากำลังจะเริ่มกล่าวถึงตามลำดับ ทีละคำ แต่ว่าต้องชัดเจน ว่าเห็นคุณก่อนหรือยัง ว่าการฟังวันนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างสูงสุด

    เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ได้ฟัง ไม่ได้เข้าใจวันนี้ ไม่มีการเริ่มต้นที่จะเข้าใจ ไม่มีการเริ่มต้นที่จะเข้าใกล้พระพุทธศาสนา หรือว่าไม่มีการเริ่มต้นที่จะรู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย

    เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็คิดว่าทุกคนก็รู้แล้ว ว่าไม่มีใครมีความรู้เท่าเทียมกับพระองค์ได้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เราเป็นใคร ต้องไม่ลืม คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วเรากล่าวตาม เรารู้แค่ไหน

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงดับกิเลสหมด เรารู้แค่ไหน ก็ได้แต่เอ่ยใช่หรือไม่ ทรงจำแนกธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่ง ให้ความเข้าใจค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจมากมายมหาศาลในสังสารวัฏที่ผ่านมา จนกว่าจะมีการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ เรากำลังจะได้เข้าใจสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง แต่ต้องคิดไตร่ตรอง ไม่ใช่บอก เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ก็จะเป็นคำถาม ซึ่งคนที่ได้ฟังแล้ว ก็คงพิจารณาเอง เพราะว่าถ้าตอบๆ ไป ก็ไม่ใช่ความเข้าใจของคนที่กำลังฟัง แต่ถ้าถามเขา เขาจะตอบได้ และเขาก็จะรู้จักตัวเองว่า เขาเองนั่นแหละ ไม่ใช่คนอื่น ใครจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับตัวเขาได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นหรือไม่ เพราะฉะนั้น คำถามแรกเรื่องนี้ สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

    ผู้ฟัง ณ เวลานี้ตอบได้เลยว่า ยังไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง จริงใจด้วย เพราะฉะนั้น ใครก็รู้ไม่ได้แน่ๆ ถ้าเช่นนั้นถามต่ออีกนิดหนึ่ง มีสิ่งที่ควรรู้ยิ่งจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แสดงว่ารู้

    ผู้ฟัง เคยฟังท่านอาจารย์มาบ้าง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะรู้ได้เลย คำตอบ แสดงถึงว่ามาอย่างไร ไปอย่างไร แค่ไหน เพราะฉะนั้นเคยฟังมาบ้าง เพราะฉะนั้นก็ถูกต้อง สิ่งที่ควรรู้ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็มี ถ้าฟังมาแล้ว ตอบต่อไปเรื่อยๆ จะได้แสดงว่า เท่าที่ฟังมาแล้ว มีความเข้าใจมากน้อยอย่างไร สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีแน่นอนใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไร เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เห็นมีจริง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ได้ยินมีจริง

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมควรรู้เห็น ควรรู้ได้ยิน

    ผู้ฟัง เพราะที่แล้วมา เรายังไม่รู้ ว่าสิ่งที่มีจริง คืออะไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ ทีนี้รู้แล้ว เดี๋ยวนี้มีทุกอย่างที่มีจริงๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มี คิดมีหรือไม่ จำมีหรือไม่ ชอบมีหรือไม่ โกรธมีหรือไม่ ทุกอย่างที่มีจริงจะบอกว่าไม่มี ไม่จริง ไม่ได้เพราะมีจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้น แสดงว่าเราไม่รู้ใช่หรือไม่ ว่าสิ่งนี้มีเมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี มีใครทำให้เกิดได้หรือไม่ เห็น ใครทำเห็นให้เกิดขึ้นได้บ้าง ได้ยินเดี๋ยวนี้กำลังได้ยิน ใครทำให้ได้ยินเกิด หรือได้ยินแล้ว ไม่มีใครทำเลย ทั้งๆ ที่ได้ยิน ก็เห็นแล้วอีก แปลว่าทุกอย่างเกิด โดยไม่มีใครทำ แต่เกิดได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครทำ ไม่ใช่คนที่ทำ เพราะมีเห็น แล้วก็เกิดขึ้นไม่ใช่ได้ยิน เห็นต้องดับก่อนจึงมีได้ยิน ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีใครรู้เลย

    เพราะเหตุว่า เร็วสุดที่จะประมาณได้ ทันทีที่สิ่งหนึ่งดับ สิ่งอื่นเกิดต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย ตลอดมาในสังสารวัฏ

    เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่แค่เกิดเป็นคนนี้วันนี้ แต่เคยเกิดมาแล้วนาน สุข ทุกข์ในชาติหนึ่งก็เหมือนชาตินี้ แต่แค่เหมือน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอันเดียวกัน ไม่ได้เลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดับไปไม่เหลือเลย แล้วไม่กลับมาอีกด้วย ค่อยๆ คิด เพื่อที่จะได้รู้ว่า ความจริงเราอยู่ในโลกของความไม่รู้

    ซึ่งเป็นเหตุให้มีการยึดมั่นว่า มีเรา มีเขา มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนฝูง มีทุกอย่าง เป็นเหตุให้มีการกระทำทุกอย่าง เพื่อเราตัวเอง เพื่อญาติของเรา เพื่อพี่น้องของเรา ซึ่งความจริงก็คือ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง จำบ้าง คิดบ้าง ทั้งหมด รวมกันแล้วก็เหมือนเป็นเรา แต่ความจริงแต่ละหนึ่งในขณะนี้ เกิดแล้วดับเป็นธรรมดา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ยินคำนี้บ้าง บางคนอาจจะได้ยินบ่อย บางคนอาจจะได้ยินนิดหน่อย บางคำ เช่น อนิจจังไม่เที่ยง พออะไรแตกไป เสียหายไป ก็บอกว่าอนิจจังไม่เที่ยง แต่ความจริงถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะมีอะไรดับหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ นี่คือ เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย กว่า ๔๕ พรรษา ที่ทรงอนุเคราะห์ให้ความเข้าใจขั้นต้นนี่แหละ ค่อยๆ มากขึ้น มากขึ้น จนสามารถที่จะเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง คือ ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ตอนนี้ใครถามว่าอะไรควรรู้ยิ่ง ตอบได้หรือไม่ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เพราะสิ่งที่ดับไปแล้วรู้ไม่ได้ จะไปตามรู้อย่างไร ก็ไม่ได้ สิ่งที่ยังไม่เกิด ก็ไม่มีลักษณะใดปรากฏว่ามี

    เพราะฉะนั้น จะรู้สิ่งที่ดับไปแล้วไม่ได้ จะรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดไม่ได้ ถ้ารู้ยิ่ง ก็คือรู้แค่นี้ไม่พอในสิ่งที่กำลังมี จนกว่าจะได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจจวาจา มีใครค้าน หรือมีใครคิดว่าไม่เป็นอย่างนี้บ้างหรือไม่ เคยได้ยินอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ ว่าไม่มีเรา เพราะเหตุว่าอนิจจังดับ สภาพที่ดับนั้นไม่เหลือเลย ก่อนมี ไม่มี ก่อนเห็น ไม่มีเห็น พอเห็นมีเกิดขึ้น แล้วเห็นก็หมดไป ไหนเห็นเมื่อสักครู่นี้ ไม่เหลือเลยสักขณะเดียว อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่ยั่งยืน

    เพราะฉะนั้น ควรเห็นว่า เป็นสิ่งที่เราควรพอใจหรือไม่ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อสักครู่นี้เองหมดแล้วไม่เหลือเลย แต่มีสิ่งอื่นเกิดดับสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น แต่เมื่อสักครู่นี้เราพอใจในสิ่งที่มี และสิ่งนั้นดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่เรายังจำไว้ และหลงชอบในสิ่งที่หมดแล้ว เป็นอย่างนี้ทุกขณะทุกชาติ เพราะเกิดแล้ว ต้องตาย ตายแล้วก็มีปัจจัยที่จะเกิดอีก ไม่จบ

    นี่คือ สังสารวัฏ ออกไม่ได้เลย ไม่มีอะไรก็จริง มีแต่สิ่งซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป จะเข้าใจอย่างนี้บ้างตอนตาย จากทุกสิ่งทุกอย่าง ทรัพย์สมบัติเงินทอง มิตรสหาย เพื่อนฝูง จากความเป็นบุคคลนี้ คือ จะกลับเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย แล้วมีปัจจัย คือ กรรมที่ได้ทำไว้ยังไม่หมดเลย เป็นปัจจัยให้เกิดต่อทันที

    เพราะฉะนั้น ตายแล้ว จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดทันทีโดยกรรมหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าชาติต่อไป ต่อจากความตายของชาตินี้แล้ว จะเป็นอะไร ควรรู้ยิ่งหรือไม่ ว่าเป็นแน่ๆ แต่เป็นอะไรไม่รู้ ถูกหรือไม่ ไม่รู้นี้ก็ควรรู้ยิ่ง ว่าไม่รู้แน่ๆ เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นจะรู้ได้อย่างไร

    แต่ชีวิตนี้ เหมือนกับช่างวาดภาพ วาดเก่งหรือไม่ สวยงามดีหรือไม่ วาดตัวอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าวาดสิ่งที่น่าดู ชีวิตหน้าก็สืบต่อจากชีวิตนี้ รวมทั้งชาติก่อนๆ สืบเนื่องกันมาในสังสารวัฏ จนเป็นแต่ละหนึ่งขณะซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เร็วจนไม่รู้ว่า ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ถ้าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่มารวมกัน ก็ทำให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ตัวทั้งตัว แตกย่อยได้ละเอียดยิบ ไม่เหลือเลย เพราะมีอากาศธาตุ ช่องว่างคั่นอยู่ทุกกลาป คำว่า กลาปในภาษาบาลี หมายความถึงกลุ่มของรูป ซึ่งเกิดร่วมกันพร้อมกัน ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่มีการที่เราจะสามารถเห็นเพียงหนึ่งได้ เพราะว่า แตกย่อยออกไปแล้วอย่างละเอียด จะเห็นหรือไม่

    ผมนี่บางแค่ไหน มีใครเห็นผมตอนตกหรือร่วงบ้าง ถ้าอยู่ที่อ่างล้างหน้า ทำไมมีเส้นผมตรงนี้ ไม่เห็นตกมาเลย พยายามจะดูจะจ้อง ไม่ถึงเวลาที่จะปรากฏตรงนั้น ก็ปรากฏไม่ได้ แต่ขณะที่จากศีรษะมาสู่อ่างล้างหน้า ใครเห็นว่า กำลังค่อยๆ ร่วงลงมาบ้าง ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะจะเห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วแต่ว่าจะรวมกันเป็นอะไร ก็เป็นการจำว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความจำมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง ความจำมีจริง

    ท่านอาจารย์ ตรงทุกอย่าง เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ อนิจจังหรือไม่

    ผู้ฟัง อนิจจัง

    ท่านอาจารย์ ทุกขังหรือไม่

    ผู้ฟัง ทุกขัง

    ท่านอาจารย์ อนัตตาหรือไม่

    ผู้ฟัง อนัตตาด้วย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ทุกอย่างที่มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดมีแล้วต้องหมด ต้องดับ แต่เร็วจนกระทั่งไม่มีใครสามารถจะเห็นการเกิดและการดับได้ แต่ว่า ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ เริ่มเข้าใจคำว่าตรัสรู้แล้วใช่หรือไม่ ไม่ใช่รู้อย่างที่คนไม่รู้เดี๋ยวนี้ว่า สภาพธรรมหนึ่งเกิดแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลา แต่สืบต่อกันจนไม่ปรากฏว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดดับไปเลย เสาก็เห็นมาตั้งนาน เก้าอี้คนนั่งหลายนาทีแล้ว

    หารู้ไม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าจากไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ ทุกอย่าง พิสูจน์ได้ รู้ได้อย่างนี้ ถ้ารู้ไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งของผู้ที่เริ่มฟังเริ่มเข้าใจ เริ่มรู้ความจริง เริ่มรู้ว่าทรัพย์สินเงินทองก็ยังหมดไปได้ แต่ความเข้าใจที่เกิดแล้ว ไม่มีใครสามารถเอาไปจากจิต เพราะว่าเก็บในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ฝนไม่สามารถทำให้เปียกได้ แดดส่องไม่ได้ ลมแตะต้องไม่ได้ ทุกอย่าง เพราะว่า จิตเป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้

    เราค่อยๆ เริ่มชินกับความเข้าใจสิ่งที่เราพูดบ่อยๆ แต่ว่าพูดโดยไม่เข้าใจใช่หรือไม่ ว่าแท้ที่จริงแล้วคืออะไร ถึงที่สุดนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ต้องฟังด้วยความเคารพจริงๆ ด้วยการไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นมรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคำที่ได้ฟังแล้ว ไม่ลืมที่จะไตร่ตรอง จนกระทั่งมีความมั่นคงจริงๆ ว่าเห็นมีแน่ๆ เพราะกำลังเห็น ใครจะบอกว่า เห็นไม่มี ผิด ไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่ว่าใครทั้งนั้นที่พูด แล้วเห็นต้องเกิด ก็จริงอีก

    เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังฟัง เข้าใจเพื่อที่จะไม่ลืม และเพื่อที่จะทบทวนในความไม่มีเรา แต่ว่ามีสิ่งที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ค่อยๆ นำไปสู่ความเป็นอนัตตา เพราะว่าทั้ง ๓ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นความจริงทุกขณะ เพราะมีสภาพธรรมที่เกิดแล้วโดยไม่มีใครไปทำ แต่เกิดตามปัจจัย อย่างความโกรธ ถ้าเราเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ กลิ่นก็ดี รสก็อร่อย จะโกรธหรือไม่ ใครโกรธบ้าง ถ้าโกรธต้องโกรธทั้งวัน แต่นี่บางครั้งก็โกรธ บางครั้งก็ไม่โกรธตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่ดี จะชอบติดข้อง อยากได้ ไม่พอ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่พอใจ ให้หมดไปเร็วๆ โดยวิธีไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น ความจริงต้องเป็นความจริงที่ละเอียดทุกคำที่มีจริงๆ ทุกขณะมากมายนับไม่ถ้วนเลย ในความมืดสนิท คือ ความไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีในความมืด เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏชัดเจนต่อพระปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น กำลังฟัง ได้เริ่มเข้าใจแต่ละคำที่พระองค์ตรัส เพราะฉะนั้น ปัญญาของเราน้อยแค่ไหน และสิ่งที่พระองค์ตรัส ตอนที่ให้เราได้เข้าใจตอนต้น น้อยสักแค่ไหน กับสิ่งที่ยังมีอีกมาก กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ทั้งหมด ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น จนเป็นปัญญาไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น ขณะไหน คือ ฟังแล้วไม่ลืม นี่คือไม่เผิน แล้วก็ไตร่ตรอง ขณะนั้นเข้าใจขึ้นว่าไม่เปลี่ยนแปลง ต้องเป็นความจริงอย่างนี้ บังคับหรือทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะความจริงไม่มีเรา แม้ขณะนั้น ก็คือ คิด แล้วทำไมคิดอย่างนั้น ไม่คิดอย่างอื่น ก็มีเหตุปัจจัยที่ขณะนี้คิดหลากหลายมาก ทุกคนไม่เหมือนกันเลย เพราะปัจจัยที่จะให้คิดต่างกัน ใช่หรือไม่ และความรู้สึกที่กำลังคิดเป็นอย่างไร ไม่มีการที่จะรู้แล้วได้เลย แต่ว่าเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง กำลังคิดรู้สึกอย่างไร ตอบได้หรือไม่ ทุกอย่างตอบไม่ได้ทั้งหมดเลย ถ้าไม่ได้เข้าใจว่าขณะไหนก็ตาม จะต้องมีความรู้สึกในสิ่งนั้นทันทีที่สิ่งนั้นปรากฏ

    เพราะฉะนั้น คิดอย่างนี้ ลำบากหรือไม่ เหนื่อยหรือไม่ ไม่พอใจหรือไม่ หรือว่า กำลังเริ่มรู้ตัวเองว่า มีความเห็นถูกต้องในสิ่งซึ่งควรรู้ยิ่ง เพราะเหตุว่า เป็นสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายตลอดเวลา มีหมด แต่ไม่เคยรู้เลย เพราะไม่เคยฟัง ฟังแล้วก็ไม่เคยคิด และยังต้องจำอีกใช่หรือไม่ ไม่ลืม

    เพราะฉะนั้น เราอยู่ในโลกของความเป็นเรา มานานเท่าไร ซึ่งเป็นโลกของความไม่รู้ความจริงว่า ไม่มีเรา ทั้งหมดเป็นธรรม สัพเพ ธัมมา อนัตตา ไม่เว้นเลย แต่สำหรับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เฉพาะสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ แสดงว่ายังมีสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดดับ

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจ สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ แต่ไม่เคยไตร่ตรอง เผินๆ อยู่ตลอดเวลา เข้าใจว่า เข้าใจแล้ว จนกระทั่งหนังสือเรียนของเด็กก็ยังมีอริยสัจธรรม ได้อย่างไร ครูก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง แต่ก็มีหนังสือเรียนสอนเด็ก แล้วเพื่ออะไร เพื่อไม่รู้เป็นประโยชน์หรือไม่ เสียเงินเสียทองหรือไม่ ที่จะทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นประโยชน์ของความดี คือความถูกต้อง ก็จะแก้ไขสิ่งที่ผิด และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ขึ้น โดยที่ว่าตลอดชีวิตนี้ ถ้าเราได้ทำสิ่งนี้จะดีหรือไม่ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหรือไม่

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้จริงๆ พรุ่งนี้ตายก็ได้ เย็นนี้ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ และจะมีชีวิตเหลือพอที่จะค่อยๆ เข้าใจธรรม เพื่อที่จะแก้ไขตัวเอง เพราะว่าเราแก้เองไม่ได้ ต้องเป็นปัญญา ความเข้าใจที่ถูกต้องที่จะค่อยๆ ลดความไม่รู้ และความเห็นผิด ซึ่งเป็นรากเหง้าที่จะทำให้ทุจริตต่างๆ และความไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์จริงๆ มาก ขอเพียงให้เข้าใจถูกทีละคำ

    ผู้ฟัง ข้อแรก ก็คือว่า เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ เขาดูอภิธรรมเป็นเหมือนกับนามธรรม ไม่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ อย่างพระพุทธเจ้า เข้าใจได้อย่างไร ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง

    ท่านอาจารย์ ใครก็ตาม ที่ไม่ได้ฟังธรรม เด็กหรือผู้ใหญ่อายุเท่าไรก็ตาม ก็คือ ผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรม เด็กพูดเด็กได้ฟังบ้างหรือไม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นโดยมาก คนจะตามๆ กันไป ใครว่าอะไรก็ตามกันไป เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่มี ก็ไม่มีไปด้วย หรืออะไรก็ตามแต่ รู้จักพระพุทธเจ้าหรือไม่ ใครพูดอะไร ก็ตามกันไปหมด เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่าอภิธรรมบ้างหรือไม่ เผินหรือไม่ คิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ต้องรู้แม้แต่ว่า ธรรม คืออะไร อภิ คืออะไร

    เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กถามอย่างนี้ ก็ต้องถามเด็กว่า เคยได้ฟังคำไหนบ้าง ซึ่งไม่ใช่คำของคนทั่วๆ ไป แต่ว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แม้แต่คำเดียว ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ทุกคนยอมรับ ที่แคว้นมคธ ไม่ได้พูดคำว่าสิ่งที่มีจริง แต่ใช้คำว่าธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสภาษาไทย เพราะว่าพูดกับชาวมคธี ชาวมคธ เพราะฉะนั้นทุกคนพูดอย่างนั้น ก็ต้องใช้คำที่เขาเข้าใจได้ในภาษาของตนของตน

    เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสคำว่า ธรรม ไม่ได้ตรัสคำว่า สิ่งที่มีจริง แต่ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ถ้าไม่มีสิ่งที่มีจริงๆ เช่นสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แสดงว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนี้

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มีจริง คือ ธรรม ไม่มีอะไรที่มีจริง แล้วเราจะบอกว่าไม่เป็นธรรม เพราะธรรมมีจริง เมื่อสิ่งนั้นมีจริงก็ต้องเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น เมื่อรู้จักสิ่งที่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปัจจัยของสิ่งที่มีในคัมภีร์พระอภิธรรมคัมภีร์สุดท้าย แสดงว่าต้องมีความเข้าใจตามลำดับ แต่ละคำไม่เผิน ต่อไปนี้ถ้าใครบอกว่านั่นไม่ใช่ธรรม นี่ไม่ใช่ธรรม อกุศลไม่ใช่ธรรม กุศลเป็นธรรม ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่า อกุศลมีจริงหรือไม่ มีจริงก็เป็นธรรม

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของอกุศลหรือไม่ ทรงตรัสรู้ทุกอย่างที่มีจริงไม่เหลือเลย ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ผู้ละเอียดเป็นผู้ที่ไม่เผิน จะเข้าใจความสอดคล้องของพระไตรปิฎกทั้งหมด เพราะฉะนั้น แค่ธรรม รู้จักแล้วใช่หรือไม่ ใครไม่รู้จักธรรมบ้าง สิ่งที่มีจริง เพียงแค่เข้าใจว่ามีจริง แต่ความจริงของสิ่งนั้น ยังมีอีกมาก ไม่ใช่เพียงเข้าใจว่าเป็นแค่สิ่งที่มีจริง

    อย่างเสียงเมื่อสักครู่นี้ ถามว่ามีจริงหรือไม่ จริง ใครได้ยิน สภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยิน แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น ทุกอย่างไม่พ้นจากธรรม แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แต่สิ่งที่มีจริงเมื่อรวมกันแล้ว ก็ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำได้ เสียงสุนัขเห่ายังรู้ เสียงกลองเพลก็ยังรู้ ทั้งๆ ที่ก็เพียงแค่เสียง แล้วทำไมรู้ จำ เสียงซึ่งต่างกัน ไม่ให้จำได้หรือไม่ ไม่มีทาง

    เพราะเหตุว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีปัจจัยเกิด ไม่ให้เกิดไม่ได้ ต้องเกิดและเกิดแล้วด้วย ดับด้วย ไม่เหลือเลยด้วย เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วมีกลองหรือไม่ ถ้าไม่เกิดมี ก็ไม่มี มีแล้วก็ดับ แต่ต่อกันสนิท จนปรากฏเป็นรูปสัณฐานที่จำว่านี่กลอง

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นโลกของอวิชชา ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ สัตว์โลกก็อยู่ในความมืดต่อไปทั้งชาติ และอีกกี่ชาติ เพราะอีกไม่นานพระศาสนาก็อันตรธาน เพราะความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ จะอยู่ได้อย่างไร หรือเข้าใจผิด ช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา โดยไม่รู้เลย คิดว่ากำลังส่งเสริมพระพุทธศาสนา

    เพราะฉะนั้น อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องพิจารณา จนกระทั่งเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง ทีนี้พอจะประมวลได้หรือไม่ ว่า ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อไม่รู้จักธรรม ก็จะต้องมีความสงสัย และคิดเองว่า ไม่มี หรือไม่ใช่ เป็นต้น แต่ถ้าให้เขาได้ยินได้ฟัง ทีละเล็ก ทีละน้อย ใครจะปฏิเสธความจริง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    18 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ