ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
ตอนที่ ๑๔๙๒
สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙
เวทนาก็ไม่ได้ทำให้ตั้งมั่นเขารู้สึก ในสิ่งที่ปรากฏ พอดีพวกมาก็ยังไม่ค่อยได้ซัก๓พระอภิธรรมแถลงนะจ๊ะ ทำมา มีไหมใช่ค่ะสิ่งที่มีจริงมี ใครเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมะนั้นได้ไหมไม่ได้เพราะฉันมีอีกคำหนึ่งคือปรมัตถ์ธรรมมาจากคำว่าปรมะกับอัตถากับธรรมะถ้าไม่มีลักษณะของธรรมะเราจะพูดได้ไม่ถึงธรรมะนั้นธรรมะในเอกสารเป็นอย่างงั้นเวทนาเป็นอย่างนี้พูดได้ไหมก็ไม่ได้แต่เพราะเหตุว่าสภาพธรรมะแต่ละหนึ่งมีลักษณะให้รู้ได้ว่าอาการนั้นเป็นธรรมะนั้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่เกิดแล้วใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลยจึงเป็นปรมัตถ์ธรรมลักษณะนั้นเป็นใหญ่ถือว่าใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยเพราะสามารถพระเจ้าก็เปลี่ยนใหม่ได้ สุขเป็นสุขจะเปลี่ยนสุขให้เป็นทุกข์ไม่ได้ติดข้องเป็นติดข้องจะเปลี่ยนให้เป็นโทสะคุณขืนใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะนั่นแหละทั้งหมดแต่ละหนึ่งเป็นปรมัตถ์ธรรมถูกต้องไหมคะจรัมพรหลังสภาพธรรมะที่มีแต่ละหน่วยเนี่ยรู้ยากยิ่ง พูดถึงอะไรก็ไม่เห็นรู้ซักอย่างพูดถึงสมาธิก็ไม่รู้ว่าอะไร จริงๆ แล้วก็เป็นสภาพของเจตสิกชนิดหนึ่งซึ่งตั้งมั่น และก็กำลังเกิดดับพร้อมจิตอยู่ทุกขณะ เพราะฉะนั้นลักษณะของสภาพธรรมะทั้งหมดเป็นปรมัตถ์ธรรม และเป็นอภิธรรมด้วยอภิหมายความว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งละเอียดอย่างยิ่งเพราะฉันทำทั้งหมดเป็นอภิธรรมเป็นปรมัตถ์ธรรม ถ้ามีคนบอกว่าไม่ศึกษาอภิธรรมแต่จะศึกษาธรรมะถูกหรือผิด ผิดเพราะไม่รู้จักธรรมะว่าธรรมะนั่นแหละเป็นอภิธรรมเป็นปรมัตถ์ธรรมด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้เรากำลังฟังอภิธรรม แน่ๆ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่านี่แอบที่ทำ แต่พูดถึงธรรมะก็คือต้องเป็นปรมัตธรรมต้องเป็นอภิธรรม เม็ดชาติสมาชิก มิชชาคือผิด ขณะนั้นเป็นอกุศล และจะถูกได้ยังไง เอกคะตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท เมื่อเป็นอกุศลน่าจะเป็นกุศลไม่ได้ก็ต้องเป็นมิตรฉาสมาธิ อาจารย์ช่วยสอนอ่ะสุกับนะครับ กลับมาทานคืออะไรถามที่ตั้งของการถ้าไม่ให้รู้สอนไม่ได้ค่ะอยู่ดีๆ ไปสอนให้เค้าไม่รู้เนี่ยสอนได้ไงสอนให้เค้าไม่รู้ไม่ต้องสอนหรอกเขาก็ไม่รู้อยู่แล้วใช่ไหมคะใช้คำว่ากรรมฐานหมายความว่าอะไร สถานที่ตั้งของการกระทำการกระทำอะไร ไม่ทราบครับการกระทำของใคร ถ้าตอบว่าของคนหนึ่งคนใดคือผิดทันที เห็นไหมคะว่าการศึกษาธรรมะทำให้ไม่หลงผิด เพราะฉะนั้นขณะนี้จิตกำลังทำกิจหน้าที่ของจิตรึเปล่า เจตสิกทำหน้าที่ของเจตสิกหรือเปล่า ค่ะ เพราะฉะนั้นกรรมฐานคืออะไร ฐานที่ตั้งฐานะคืออะไร เห็นไหมคะไม่รู้แล้วจะสอนเนี่ยสอนไม่ได้หรอกค่ะเพียงให้เข้าใจแล้วก็ได้แต่จะให้ไปทำให้ไม่รู้น่ะไม่มีทางนั่นคือไม่ใช่การสอนไม่ต้องสอนก็ไม่รู้อยู่แล้วต้องไปสอนทำไม ถ้าสารพิษก็คือให้ผิดยิ่งขึ้น ฟังไหม ไม่รู้อะไรเลยเอาไหม อ๋อเห็นไหมคะจะให้สอนแบบให้ไม่รู้อะไรเลยหรอ อ้าวไม่แคร์แบบนั้นก็เมื่อกี้นี้บอกให้สอนกรรมฐาน แทนที่จะให้เข้าใจครับกรรมการได้ผิดกันแล้ว บอกให้สอนกรรมฐานเพื่อจะไปทำแล้วล่ะเนี่ยแล้วก็มีความเป็นตัวตนแล้วด้วยที่ฟังมาตั้งแต่คำแรกว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาหายไปหมดเลย ไม่มั่นคง ไม่มีทางเข้าใจธรรมะได้ยิ่งขึ้นเพราะไม่มั่นคงในแต่ละคำ กคอาจารย์แนะนำอสูร ค่ะอ่ะสุภาพแปลว่าไม่งาม ทำไมถึงสนใจอะสุภะกรรมฐานเพราะว่าเป็นคนที่มีราคากล้าครับค่ะเลยมีตัวตนคือเราจะเลือกเข้าใจอะสุภะกรรมฐานใช่ไหมใช่แต่ถ้าเข้าใจว่าเป็นอนัตตา ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจอย่างอื่นด้วย จะเข้าใจอ่ะสุภาพกรรมฐานไหม ไม่ครับ เพราะฉะนั้นทุกคนมีราคะจิต ความติดข้องรูปเสียงกลิ่นรสโผพระ แล้วฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ เพื่อจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอะไรไม่ต้องไปคิดล่วงหน้าถอยหลังว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่นั่นคือคิดใช่ไหมคะนั่นคือเลือกนั่นคือเราแต่ความจริงไม่รู้เพราะฉันไม่รู้หมดเลยทุกอย่างตั้งแต่เกิดมาฝั่งเพื่อรู้ว่าทุกอย่างที่มีนะคืออะไร ติดคลองด้วยในสิ่งนั้นบอกว่ามีร้านค้ามากก็คือติดคลองมากในทุกอย่างไม่ใช่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นความติดข้องก็ปิดกั้นไม่ให้เข้าใจถูก เพราะไม่รู้จึงติดข้องที่จะละความติดข้องได้เพราะรู้เพราะรู้โดยไม่เจาะจงโดยไม่เลือกย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเลือกอะไรครับไม่ได้ล่ะเหมือนกันครับเห็นไหมคะนี่คือความละเอียดความแยบยลของทางฝ่ายอกุศลที่เขาสามารถจะหล่อได้ทุกอย่างให้ไปถึงนี้ และให้ไปทางชัน และให้ไปทางเราล่ะ ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อเราแต่ไม่ได้เพื่อรู้ว่าไม่มีเรา ชัดเจนฟังอย่างอื่นก็ได้มั้ยหรือว่ายังอยากฟังอะสุภะกรรมฐานอยู่นั่นแหละ ยังอยากเยอะไหมคะความอยากความอยากปัญญาเท่านั้นที่เห็นโลภาครับอย่างอื่นไม่เห็นเลย เพราะฉะนั้นจะละโลกพระที่ยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเราก้อนโลหะที่ติดของในอย่างอื่น กระทั่งไม่มีเรานะคะ ก็ละคลายความติดข้องในความเป็นเราเสียสละมากขึ้นทำให้ค่อยๆ สละอกุศลไปได้ทีละเล็กที่ละน้อย เพื่ออะไรคะอะสุภาพกับประธานเพื่อหมดกิเลสเลยค่ะไม่ค่ะเห็นไหมคะ เพราะฉะนั้นถ้ารู้เข้าใจโดยไม่เลือกก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าความเข้าใจนั่นแหละไม่ใช่ความต้องการเรื่องเข้าใจอะสุภะกรรมฐานแต่ความเข้าใจสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เพราะเดี๋ยวนี้มีอะไร ยังไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้แต่พอเรียกชื่อก็เป็นชื่อที่เคยได้ยินมาทั้งหมด หลงเชื่อคนที่ให้ทำอะสุภะกรรมฐานเพราะคิดว่าจะละราคาความติดข้องหรือเปล่าบรรเทาค่ะบรรเทาด้วยอะไร เพื่อให้ใจสงบ แต่ถ้ายังมีเราอยู่แล้วก็มีการบรรเทาแต่ยังไม่ได้ดับหมด การบรรเทามีประโยชน์ไม่บรรเทาไปเถอะแต่ละชาติแต่ละชาติก็มีอีกมีอีกมีอีกแล้วยังไงไม่จบสิ้น เอาแบบนั้นไม่ค่ะไม่ค่ะเพราะฉันจึงรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าการดับกิเลสไม่ใช่บรรเทากิเลส ถ้าบรรเทากิเลสไม่ต้องถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพวกฤาษีชีไพรสมัยโน้นนะคะ ได้ฌานต่างๆ ก็บรรเทากิเลสแต่ว่าไม่ได้ดับกิเลสแล้วจะมีประโยชน์อะไรเพราะอาจจะเคยได้ถึงแชมป์ฌานมาแล้วด้วยชาติก่อนๆ แต่ต้านทานโลภาพความติดข้องได้ไหมไม่ได้เพราะฉันต้องปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะละความติดข้องได้ ไม่ใช่เพียงเราหวังว่าจะได้ฟังอันนี้เข้าใจอันนี้เราจะไปละรอผ่ามันก็เป็นเครื่องล่อของโลกผ้าที่ให้อยู่ต่อไปด้วยการบรรเทาโลภาเท่านั้นเอง ครับก็คลายลงเห็นไหมคะปัญญาครับทำให้เข้าใจถูก ถ้าเป็นความต้องการที่จะละ แต่ไม่เข้าใจไม่มีทางยิงไปพยายามทำแต่ก็ยิงติดในอันอื่นไปติดในการที่จะพยายามทำ อาจารย์ก็บอกว่าไม่ใช่เหรอใช่ไหมครับแต่อาจจะไม่เข้าใจว่าถ้าไม่ใช่เราทำไมเราทำกุศลไปทำไม มีเราทำหรือเปล่าคะ ก็มีแต่จริตกระพริบตาศึกคนคือ๗๐ถ้าเป็นเจตสิกฝ่ายดีเป็นเหตุทำให้เกิดผลที่ดีหรือเปล่าจรัมพร ปัญญาที่รู้อย่างนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดกุศล ทำไมสมัยพุทธกาลนะ ผู้ว่าฯสงขลาบ้านสิเกาก็ตามหรือว่าพระภิกษุ๓เณรก็ตามทีฟังธรรมะของพระผู้มีพระภาคแม้แต่คาถาเดียวท่านได้บรรลุหมดเลยแต่ทำไมอัฐมาฟังมานานแล้วไม่เคยเห็นบรรลุอะไรเลย ชาติก่อนพระคุณเจ้าเป็นใครไม่ทราบ เคยอบรมปัญญาในชาติก่อนหรือเปล่า ไม่สั่นกันชาตินี้รู้ใช่ไหมเจอค่ะรู้ท่าฟังเข้าใจขึ้นพอถึงชาติหน้าได้ยินได้ฟังเข้าใจขึ้นอีกมั้ย ใช้จนกว่าจะเป็นอย่างนั้นเพียงแค่ฟังก็สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ พระแท้ที่จริงที่เรียกว่าเป็นพวกชาติก็คือการเกิดดับสืบต่อของจิตไม่ขาดสายจะแล้วแต่ว่าจะคุ้นเคยกับอะไรมากในแต่ละชาติ อยากจะสอบถามท่านอาจารย์ว่าการเรียนการศึกษาของพระภิกษุ๓เณรในวัดที่จะต้องมีการบริกรรมมีการท่องบ่นพระพุทธะพฐเพื่อทรงจำแล้วก็เหรียญเป็นพระสูตรพระสูตรเนี้ย สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจค่ะ เพราะเห็นว่าเป็นชื่อเป็นเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะคิดว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่รู้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงชัดเจน ธรรมะไม่ใช่ค่อนข้างยาก แต่ยากที่สุดลึกซึ้งที่สุดยากที่ใครจะรู้ได้เช่นเห็น แค่เห็น คือพวกที่ส่งพัสดุ ไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ ในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเลย เพราะสิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สามารถกระทบตา ไม่ใช่กระทบอย่าซื้อ ดีจริง และก็กระทบอื่นไม่ได้นอกจากตั้งกระทบกับจักขุประสาทซึ่งเป็นรูปที่กระทบกันได้ และต้องมีจิตซึ่งไม่ใช่ตาแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏแต่เป็นธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแค่นี้ก็ลึกซึ้ง คือเดี๋ยวนี้เองนะคะเพราะฉะนั้นเมื่อถ้ารู้คือจิตเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป จึงเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังเกิดดับสืบต่อเร็วที่สุดไม่ปรากฏเลยว่าดับหรือเกิดนี่ก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ชาวโลกซึ่งไม่ได้บำเพ็ญบารมีมาที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งซึ่งเกิดดับสืบต่อเพราะเหตุว่าเร็วสุดที่จะประมาณ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมะคือความจริงของสิ่งที่มีที่ปรากฏให้คนที่ได้ยินได้ฟังสามารถไตร่ตรองเข้าใจถูกนี้คือพระมหากรุณา เพราะฉะนั้นถ้าไม่เริ่มต้นจากการรู้ว่าพระอรหันต์สัมมาสัมเจ้าเป็นใคร ตรัสรู้อะไรตรัสรู้สิ่งที่มีจริงจริงซึ่งมีอยู่ทุกกาลสมัยทุกขณะถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็ไม่ได้ศึกษาทำมาแล้วไม่มีทางที่จะรู้จักก็สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยด้วยเหตุนี้ชื่อทั้งหลายก็เป็นชื่อพระคุณเจ้าเขาศึกษามาแล้วทั้งพระวินัย พระสูตรพระอภิธรรมด้วยแต่พระอภิธรรมที่ศึกษามาก็ล้วนเป็นชื่อ ทั้งๆ ที่กำลังกล่าวถึงจิตเห็น ภาษาปริวัตรจักขุวิญญาณรู้อะไรรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ภาษาบาลีว่ารูปาราม่านะแค่นี้ก็ผ่านไปแล้ว ไม่ได้เข้าใจแบบเมื่อไหร่ก็เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะไม่ใช่ไปศึกษาชื่อว่าจิตอะไรเกิดก่อนจิตเห็น และจิตอะไรเกิดต่อจากจิตเห็นแต่เดี๋ยวนี้มีเห็น แล้วก็ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏวันนี้ และเป็นธรรมะที่ผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าไม่ใช่ใครไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลเพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นต้องศึกษาด้วยความละเอียดด้วยความเคารพยิ่งจริงไหมจริงไหมนี่ไม่ใช่เชื่อแต่ให้เป็นการไตร่ตรองของคนที่ฟังเพื่อปัญญาของคนนั้น จะเริ่มเกิดขึ้น และรู้ความจริงว่าถ้าไม่มีการฟังพระธรรมจะไม่สามารถเข้าใจธรรมะที่กำลังปรากฏเพราะไม่รู้ว่าธรรมะเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตรงตามคำที่ได้ฟังก็คิดว่าศึกษาพระอภิธรรมเป็นชื่อต่างๆ คิดว่าศึกษาพระสูตรเป็นเรื่องต่างๆ คิดว่าศึกษาพระวินัยเป็นความประพฤติทางกายทางวาจาต่างๆ แต่ก็คือเดี๋ยวนี้ทั้งหมดจะคะ เพราะฉันศึกษาธรรมะให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงไม่ใช่ไปศึกษาคำด้วยชื่อถ้าไม่มีธรรมะที่มีจริงคำหรือชื่อต่างๆ นั้นก็มีไม่ได้เลย แต่พระธรรมะหลากหลายอย่าง จึงทรงแสดงพระธรรมตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะนั้นๆ โดยทรงจำแนกธรรมมะซึ่งใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเห็นขณะที่เห็นปรากฏ ไม่รู้ว่าขณะนั้นเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไปไม่มีคนไม่มีสิ่งของไม่มีสิ่งใดๆ ในสิ่งที่เห็น ส่องกระจก มีใครในกระจกนะคะ ก็ยังเป็นอาตมาอยู่แล้วมีไม่ใช่ค่ะไม่มีด้านหน้าเจ็บพระคุณเจ้ายังมีสิ่งของในกระจกอีกมากมายหลายอย่าง และมีสิ่งของในกระจกมันจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ทีมหาพุทธาโรค มาหาพุทธรูปได้แก่ฐานดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม คาสติ้งคือสภาพธรรมะที่อ่อนหรือแข็งเป็นที่ตั้งของโรคเองธาตุไฟเป็นลักษณะที่เย็นหรือร้อนรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดำรงอยู่เป็นความอบอุ่นท้าลมเป็นสภาพที่ตึงเร็วไว้ถ้าไม่มีธาตุลมสิ่งใดได้ก็เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่เพราะเหตุมีธาตุดินธาตุไฟธาตุลม และมีธาตุน้ำซึ่งก็กรุงทาชถึง๓ ไม่ให้แยกจากกันได้เลย เพราะฉะนั้นทั้ง๔มหาพุทธรูปแยกจากกันไม่ได้แต่เวลากระทบสัมผัสธาตุน้ำไม่ปรากฏเพราะเหตุว่ามีธาตุดินธาตุไฟธาตุลมปรากฏแต่ธาตุน้ำเกาะกุมซึมซาบธาตุถึง๓นั้นไว้ เพราะฉะนั้นเวลาที่กระทบสัมผัสก็มีแต่เพียงสิ่งที่อ่อนแข็งเย็นร้อนตึงไว้ ใช้คำว่ามหาภูติรูปถ้ารูป๔รูปนี้ไม่มีเป็นใหญ่เป็นประธานรูปอื่นๆ นี่ไม่ได้เลย และที่บมาพุทธรูป มีรูปอีก๔รูปซึ่งเกิดพร้อมกับมหาพุทธแต่รูปอาศัยมหาพุทธรูปซึ่งถ้ามหาพุทธรูปไม่มีรูป๔รูปนี้ก็ไม่มี หนึ่งใน๔นั้นก็คือสิ่งที่กำลังกระทบตาอยู่ที่มหาพุทธรูปแต่มหาพุทธรูปกระทบตามไม่ได้สิ่งนั้นกำลังกระทบตาปรากฏเป็นสีสันวรรณะของมหาพุทธรูปแต่ละกลุ่ม เล็กมาก หนึ่งกะลาปะแยกไม่ได้เลยมองไม่เห็นแต่เมื่อรวมกันแล้ว ลักษณะความต่างของมหาพุทธรูปก็ปรากฏให้สิ่งที่กระทบต่อเป็นสีสันวรรณะต่างๆ กัน ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมะทั้งหลายคือสิ่งที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะของตนของตนมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่ใช่ของใครเลยแล้วก็ไม่ได้เป็นใครด้วยสีก็ไม่ใช่ของใครไม่ใช่เป็นใครเสียงก็ไม่ใช่เป็นของใครเป็นใครทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัยแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นทรงแสดงว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วสัตว์โลกก็ไม่สามารถที่จะละกิเลสได้เพราะกิเลสทั้งหลายเกิดจากความไม่รู้เมื่อมีความไม่รู้ก็มีความติดข้องเมื่อมีความติดข้องก็มีความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเราเป็นเขาเป็นโต๊ะเป็น๙อี้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ซึ่งเที่ยงไม่เกิดดับ เพราะฉะนั้นก็ ติดคลองแสวงหาเพชรนิลจินดาทั้งหลายซึ่งเข้าใจว่าเที่ยงไม่เกิดรักแต่ความจริงติดข้องในสิ่งที่ไม่มีไม่เหลือเพราะเหตุว่ามีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมา เพราะฉะนั้นสีที่กำลังปรากฏต่างๆ ในภาษาไทยใช้คำนี้แต่ภาษาบาลีใช้คำว่ารูปารัมมะนะแต่ถ้าจะใช้คำว่า๔ แล้วไม่เข้าใจเข้าใจเหมือนเดิมว่าสีเขียวสีแดงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเข้าใจให้ตรงก็คือว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้หรือว่ามีธาตุธรรมะคือความจริงอย่างหนึ่งซึ่งกระทบต่อได้เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นสิ่งนี้ก็ปรากฏนี้คือพระปัญญาคุณของพระอรหันต์สมศักย์พระเจ้า ไม่ใช่เพียงได้ยินคำว่าจะขุวิญญาณเกิดขึ้นมีลูกคือรูปารมณ์เป็นอารมณ์แล้วก็ผ่านไปข้ามไปแต่ไม่เข้าใจเลยคำนี้เตือนให้เข้าใจว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำจริงซึ่งให้บุคคลอื่นสามารถค่อยๆ เข้าใจเพื่อที่จะรู้ความจริงซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ จึงสามารถที่จะดับกิเลสได้ใช่ไหม มิฉะนั้นครับไม่เป็นสัมมาสัมเพื่อจ้าง เจริญพรโยมอาจารย์ จะขอสอบถามว่าในอรรถกถาท่านจะมีพูดว่าผู้ที่ทรงไว้ซึ่งปริยัติที่จะไม่พ้นทุกข์ไม่มีจะทำเยาวชนว่าคำว่าทรงประหยัดในฐานะมันจะส่งในลักษณะอย่างไร ค่ะไม่มีการฟังพระพุทธพจน์จะพ้นทุกข์ได้ ไม่ได้เมื่อมีการฟังพระพุทธพจน์ไม่ใช่เพียงฟังแล้วไม่รอบรู้ ฟังว่าขณะนี้ธรรมะมีเป็นอนัตตาคนทุกข์หรือยังจ๊ะค่ะจนกระทั่งเข้าใจว่า ขณะนี้ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย เห็นเหมือนเดิม แล้วก็ไม่รู้เหมือนเดิมแต่ว่าเมื่อมีการฟังก็มีเห็นเหมือนเดิมแต่เริ่มฟังแล้วเข้าใจความจริงของเห็น เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านี้ไม่พอปริยะแสดงไว้เลยแวะเท่านี้ไม่พอไม่ใช่ปริยัติบอกว่าแค่นี้พอแล้ว ในปริยัติคือการศึกษาจนกระทั่งรอบรู้ในพระพุทธพจน์จนเป็นสัตตะญาณปริยัติหมายความถึงคำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่า ถ้ากล่าวถึงวินัยวินัยก็ต้องเป็นธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะไม่เป็นธรรมะจะมีวินัยได้ยังไงจะเอาอะไรมาขัดเกลากายวาจาไม่ใช่ว่าพระวินัยกล่าวไว้ว่ามีศีล๒๒๗ข้อซึ่งภิกษุทุกรูปได้ฟังแล้วต้องประพฤติปฏิบัติตามเท่าไม่ประพฤติปฏิบัติตามจะเป็นภิกษุได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้พระธรรมวินัยทั้งหมดเป็นปริยัติไม่ใช่แต่เฉพาะพระสูตรหรือพระอภิธรรมแม่พระวินัยก็เป็นปริยัติด้วยแต่แยกออกเป็นส่วนของการที่พระภิกษุจะต้องประพฤติปฏิบัติ ซึ่งคราวหวานไม่ต้องประพฤติปฏิบัติเพราะเหตุว่าเพศของคฤหัสถ์ไม่ได้สามารถที่จะขัดเกลากิเลสเดอะสั่งคัทในเพศของบรรพชิตซึ่งบริสุทธิ์ตั้งแต่ตื่นจนหลับ โดยเหตุนี้การฟังพระธรรมต้องรู้จุดประสงค์การโหวตต้องรู้จุดประสงค์ การศึกษาธรรมะก็ต้องรู้จุดปัสสาวะนำไปสู่ความเข้าใจที่จะอบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้นเพราะถ้าไม่มีปริยัติความเข้าใจไม่เกิดแล้วทำไมปริยัติมีมากถึง๔๕พรรษาก็เพราะเหตุว่าธรรมะทั้งหลายลึกซึ้งมากถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเป็นเพียงปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมะด้วยตนเองแต่ว่าไม่ประกอบด้วยพยานที่สามารถจะทรงจำแนกธรรมโดยละเอียดยิ่งเพื่อให้คนฟังเนี่ยค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งแม้แต่คำว่าเห็นข้ามไม่ได้เลยขณะนี้มีเห็นกำลังเห็นไม่รู้เห็นแต่จะรู้เห็นไม่ใช่เราเพราะใครก็ทำให้เห็นเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีตาเห็นก็เกิดไม่ได้ถึงมีตาสิ่งที่จะกระทบตาได้ไม่กระทบจิตเห็นก็เกิดไม่ได้สิ่งนั้นก็ปรากฏว่ามีไม่ได้ เพราะฉะนั้นทำมาทุกอย่างเพียงหนึ่งที่ได้จากไปเป็นสิ่งที่คุณรู้จริงตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายมิฉะนั้นก็เป็นความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็น ค่ะใช่ไม่ใช่แต่พระวินัยอย่างเดียวใช่ค่ะ แล้วก็ปริยัติศึกษาแล้วจะรู้ได้ว่าปริยัติไม่ใช่การที่จะไม่เข้าใจสภาพธรรมะเมื่อปัญญาได้อบรมขึ้นเพราะปริยัติจะกล่าวถึงสติ จะกล่าวถึงสภาพธรรมะทุกอย่างแต่สติก็มีหลายคัน สติในทางพระวินัยก็มีที่จะสำรวมกายวาจาการเดินการพูดต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องมีสติ และก็สติในขณะที่กำลังฟังแล้วเข้าใจก็เป็นธรรมะจึงไม่ใช่เราแต่เพราะขณะนั้นกำลังไม่ไปรู้สิ่งอื่นแต่กำลังรู้ในคำ ในความหมายที่ได้ยินจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ เพราะฉะนั้นสติไม่ใช่เข้าใจ และสติที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังได้ยิน และปัญญาเข้าใจก็เป็นขั้นปริยัติแต่ปริยัติก็แสดงต่อไปอีกว่ายังมีสติที่สามารถจะเกิดขึ้นรู้ความจริงระลึกรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ไม่ได้เข้าใจเพราะเหตุว่าความเข้าใจต้องเป็นหน้าที่ของปัญญาซึ่งได้อบรมมาแล้วตั้งแต่ขั้นฟังจนกระทั่งสามารถจะทำให้สติ และปัญญาระดับนั้นเกิดขึ้นได้ก็ใช่นี่คือปริยัติใช่ค่ะถ้าไม่มีปริยัติจะไม่มีอะไรที่จะนำไปสู่การเข้าใจสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏตามลำดับค่ะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500