ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495


    ตอนที่ ๑๔๙๕

    สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙


    มีอารมณ์โดยไม่มีจิตได้ไหม ไม่ได้ไม่ได้แต่มีเสียงที่จิตไม่ได้ยินมีไหม มี เพราะฉะนั้นเสียงที่จิตไม่รู้ไม่ได้ยินไม่ใช้อารมณ์ เฉพาะเสียงที่จิตกำลังได้ยินเสียงนั้นเท่านั้นที่๔นั้นเป็นอารมณ์เฉพาะของจิตที่ได้ยินขนาดนั้น เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามซึ่งไม่ใช่การรู้สิ่งที่มีปรากฏให้เห็นได้ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจขณะนั้นจิตเกิดเมื่อไหร่ก็ต้องรู้แต่ไม่ใช่เห็นไม่ใช่ได้ยินไม่ใช่กลิ่นไม่ใช่ลิ้มรสไม่ใช่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่คิดนึกขณะนั้นมีจิตที่กระทำผู้หวังกิจ พระจิตทุกจิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาเรื่องของจิตตามลำดับว่าจิตนั้นเป็นจิตประเภทไหนเกิดเป็นกุศลนี้เป็นอกุศลหรือเป็นผลของกุศลอกุศลที่ชื่อว่าวิบากภาษาบาลีใช้คำว่าวิบากค่ะหรือกิริยาจิตไม่ใช่ทั้งกุศลอกุศลไม่ใช่ทางวิบาก ถ้าผู้มีพระภาคทรงแสดงความละเอียดให้ดูไม่ใช่ใครสักคนนึงแต่เป็นนิยามมะคือเป็นธรรมเนียมของจิตซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องเป็นอย่างนี้ใครบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามถ้าไม่ใช่จิตเห็นซึ่งอาศัยตาเป็นทางหรือเป็นทวารที่จะเห็นสิ่งที่ปรากฏที่กระทบตา ไม่ใช่ขณะที่กำลังได้ยินไม่ใช่ขณะที่ได้ยินเฉพาะเสียงซึ่งต้องอาศัยทวารคือหูเสียงนั้นก็ต้องกระทบหูเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียงซึ่งกำลังกระทบหู ยังไม่ดับไป เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ลิ้มรสไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่คิดเลยก็ยังมีจิต ซึ่งเกิดขึ้นดำรงภพชาติมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิตคือจิตขณะแรกที่เกิดขึ้นในชาตินี้เป็นผลของกรรมเดียวกันอารมณ์เดียวกันคืออารมณ์เหมือนกับจิตใกล้ตายของชาติก่อน ซึ่งชาติก่อนเราไม่รู้ว่าใกล้ตายแล้วมีอารมณ์อะไรจิตใกล้ตายเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตา และทางหูหรือทางใจก็ไม่รู้เมื่อไม่รู้ เพราะเหตุว่าเป็นคนละโลก ก่อนจะตายชาติก่อน และรู้แหล่ะแต่พอจุติจิตเกิดดับเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อเป็นจิตขณะแรกที่ใช้คำว่าเกิดมีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้ตายของชาติก่อน เพราะฉันไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลยด้วยเหตุนี้จึงมีจิตสองประเภทจิตซึ่งเป็นวิถีจิตต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดทางตาหรือหูหรือจมูกหรือลิ้นหรือกายวิจัยเกิดขึ้นหลายขนาดไม่ใช่คณะเดียว ก่อนเห็นก็ต้องมีจิตที่รู้ว่ามีสิ่งที่กระทบตาขณะนั้นก็รู้รูปที่กระทบตาแต่ยังไม่เห็นก็เป็นวิถีจิตเพราะอาศัยการกระทบของรูปที่กระทบตาทำให้จิตนั้นเกิดขึ้นรู้ว่ามีสิ่งที่เกิดกระทบ นี่เป็นธรรมะทั้งหมดนะคะ นี่คือศึกษาธรรมะพระคุณเจ้าพิจารณาว่าใครจะรู้ถ้าพระเจ้าไม่ทรงแสดงธรรม เพราะฉันฟังคำของพระพุทธเจ้าคือพูดถึงสิ่งที่ดีซึ่งคนอื่นไม่รู้รู้ไม่ได้แต่ฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ในความไม่ใช่หรอ คอยชำระจิตซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ค่อยๆ สะอาดขึ้นจนกระทั่งพอได้ยินคำเก่าคำเดิมซึ่งได้ฟังบ่อยๆ แต่ปัญญาเริ่มเจริญขึ้นจนสามารถที่จะมีความเห็นที่ถูกต้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดเดี๋ยวนี้เห็นเกิดขึ้นดับไปเป็นธรรมดาไม่กลับมาอีกแล้วไม่เหลือ ปัญญาไม่พอที่จะละความติดข้องถ้าปัญญาเริ่มเกิดสักแต่ว่าเห็น เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจด้วยว่าสักแต่ว่าเห็นไม่ใช่ไปคิดเอาเองว่าสักแต่ว่าเห็นแต่ต้องเป็นปัญญาความเข้าใจถูกจึงรู้ว่าแค่เห็นเท่านั้นไม่มีอะไรเลยแล้วก็ดับแล้วเราก็ไม่มีอะไรเลย กว่าจะถึงวันนั้นที่เป็นยาฟังประโยคเดียวกันประโยคเดิมแต่กำลังของความเข้าใจเพิ่มขึ้นเพราะละคลายความเป็นเรามากจนกระทั่งสามารถที่จะ ถึงความจริงของสภาพธรรมะที่ปรากฏได้ ผู้ที่ศึกษาธรรมะจะได้สาระจากพระธรรมก็ต่อเมื่อเป็นผู้ตรง เพราะธรรมรงค์มากเพียงไม่ตรงนิดเดียวผิด และไม่ได้สาหัสจากพระธรรมแล้ว เพราะฉะนั้นสัจจะจึงเป็นบาล์ม ยอาจารย์มองว่าฟังแล้วเข้าใจจนไม่มีตัวตน ประมาณอยากถามว่า มีตัวตนกับไม่มีตัวตนเนี่ยจะแตกต่างกันอย่างไร ขณะนี้เห็นไม่ใช่ค่ะพระคุณเจ้าเห็นหรือว่าเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นเห็น จะมา๖ เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวตนถูกหรือผิด เพราะว่า เห็นดับไปแล้วพระคุณเจ้าอยู่ใน ถ้าเห็นเป็นพระคุณเจ้า เห็นแบบแน่ๆ ใช่ค่ะต้อนรับก็ไม่มีเห็นละ เพราะฉะนั้นกำลังเห็นทีว่าเป็นเราเห็น ตัวตนหายไปในทันทีที่สภาพธรรมะอันดับก็ต้องไม่มีแต่นี่ยังมีตัวตนอยู่เพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่ใช่เราเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเราเห็นไม่ใช่ค่ะ ทำไมมีแต่เมื่อเห็นเกิดใหม่รู้ความจริงว่าเราไม่ได้ทำให้เห็นเกิดใครก็ทำให้เห็นเกิดไม่ได้แต่เห็นเกิดระดับ และสภาพที่เกิดดับนั้นหรือเป็นพระคุณเจ้าหรือเป็นธรรมะซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ และระดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยด้วยแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง หวีดผู้ให้กราบเรียนถามว่าถ้าเข้าใจว่ามีตัวตนตัวตนอยู่ในใช่ค่ะ เป็นความคิดไม่ยอมจัดเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และตัวตนจะมีได้ยังไง ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราวใช่ค่ะไม่มีใครไปทำให้เกิดเลย แข็งเกิดแล้วเป็นแข็งไม่ให้เป็นแข่งก็ไม่ได้ไม่แข็งเกิดไม่มีแขนก็ไม่ได้เช่นเดียวกับจิตมีปัจจัยที่จะเกิดเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้แล้วเห็นแล้วจะบังคับไม่ให้เกิดไม่ให้เป็นอย่างนี้ก็เป็นแปลงไม่ได้เพราะว่าทั้งหมดเป็นชาติหากตุที่เป็นไปตามลักษณะของสภาพธรรมะนั้น แล้วในขณะที่เราเห็นอาตมาก็ยังเข้าใจว่าเป็นตัวตน น่าใช้นานมาแล้วที่เข้าใจอย่างนี้ใช่ค่ะแต่ได้ยินคำของผู้ที่ทรงกระตรูตรัสว่าเป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เห็นแล้วก็ดับไปแล้วก็มีสภาพธรรมะซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดสืบต่อไม่หยุดไม่ขาดสายแสนโกรธกลับมาแล้วแต่แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วกระดับแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย จะมีเหลือค้างอยู่พร้อมกันสองคณะ๓คณะไม่ได้เลยทั้งสิ้น เห็นต้องเป็นเห็นเท่านั้นเป็นอื่นไม่ได้ขณะที่เห็นนักก็มีสภาพที่จำรูปร่างสัณฐาน และก็รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรก็เป็นจิตที่ไม่ใช่เห็นแต่รู้หลังจากที่เห็นแล้ว ก็เป็นการเกิดดับของจิตซื้อต่อไม่ขาดสายแต่ละหนึ่ง ถ้าคุณเจ้าจะยังคงคิดว่ามีตัวตนอยู่ เพราะยังไม่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมะ แต่ฟังแล้วจริงหรือเปล่าแค่สิ่งนั้นมีจริงสามารถจะรู้ความจริงได้ไหมแต่ไม่ใช่เราไม่เพียรพยายามทำยังไงก็รู้ไม่ได้แต่ความเข้าใจถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เห็นความเป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่เข้าใจอย่างมั่นคงนี้เอง ก็จะทำให้สติ และปัญญาอีกระดับหนึ่งสามารถเข้าถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่ละหนึ่งซึ่งขณะนี้ถ้าตราบใดยังไม่เป็นอย่างนั้นเขาไม่ใช่ที่เลย ทีเดียวหมดเลยทุกอย่างขนาดนี้เร็วอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาที่ใช้คำว่าภาวนาคืออบรมวิชาไม่ต้องอบรมเลยค่ะมีเลยทันทีไม่รู้ก็ไม่รู้ไม่รู้ไปเรื่อยๆ แต่สำหรับปัญญา ต้องเกิดจากการฟังผู้ที่ตรัสรู้ ฟังคนอื่นได้มั้ย เขารู้หรือเปล่าเขาสอนให้ทำเขาไม่ให้เกิดความเข้าใจของตนเองเลย แต่มรดกล้ำค่าซึ่งภาษามาสองเจ้าให้กับทุกคนที่ฟังคือความเข้าใจถูกความเห็นถูกซึ่งจะมีไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฟังคำซึ่งทรงจำแหน่ธรรมะจนละเอียดจนค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ อาจารย์ครับถ้าไม่มีตัวตนแล้วอะไรที่กินข้าวอาบน้ำใช้ชีวิตอยู่ทุกวันครับ กินข้าว อะไรเป็นข่าวเห็นไหมเห็นครับถ้าไม่เห็นมีข่าวใหม่ไม่มีฮะค่ะ เพราะฉะนั้นก่อนกินหมีเห็นไหมมีครับเห็นเป็นใครเห็น เห็นมีจริงแต่ใครเห็นจิตเห็นจิตเท้นต์แล้วมีรูปไม่มีครับถ้าไม่มีรูปกินข้าวได้ไหมไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตมีรูป จิตต้องการให้ลูกเป็นไปอย่างไรลูกก็เป็นไปตามกำลังของจิตลุกขึ้นยืนสิคะถ้าจิตไม่ต้องการลุกขึ้นลุกได้มั้ย ไม่ได้ลุกขึ้นลุกขึ้นแต่จิตไม่รู้จะว่าไงลูกก็ลุกไม่ได้ครับลุกขึ้นอีกลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยแต่จิตไม่ได้ต้องการให้ลุกขึ้นลุกก็ลุกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีจิตมีแต่รูปลุกขึ้นได้ใหม่ ไม่ได้ครับรูปกินข้าวเองได้ไหมไม่ได้ไม่มีจิต เพราะฉะนั้น มีรูปซึ่งเกิดจากจิตเป็นสมุดถ้ามีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุทรท่าน มีรูปซึ่งเกิดจากอุตุเป็นสมุดท่าน มีรูปซึ่งเกิดจากอาหารที่บริโภคกลืนกินเข้าไปเป็นสมุดท่านที่กลายยังดำรงอยู่ได้ให้ทราบว่าขณะนี้มีรูปกลุ่มเล็กที่สุดที่ใช้คำว่ากะลาปะ อย่างน้อยที่สุด๘รูปที่แยกกันไม่ได้เลยว่าเช้าก็กล่าวถึงแล้วถ้าดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมสีกลิ่นรสของชา และก็นี้เล็กที่สุดแต่ถ้าขณะที่กำลังพูดรูปก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามจิตก็มีรูปที่ทำให้เซลล์เกิดขึ้นอีก ครับจะเป็นเรื่องที่ไม่ขณะที่พูดก็ต้องมีลูกอื่นนอกจาก๘รูปแม้แต่ขณะที่จะก้าวไปก็ต้องมีลูกอื่นอีกที่เพิ่มขึ้นรวมถึงจะก้าวไปได้ทุกอย่างเป็นธรรมะที่ละเอียดยิ่ง ไม่มีใครไม่มีตัวตนเลยค่ะ เพราะฉะนั้นใครกินข้าวโอเคข่าวครับถ้าไม่มีจิตรูปกินข้าวได้ไม่ออกไม่ได้ครับก็ต้องบอกว่าลูกกินข้าวเนี่ยก็ต้องรู้ว่ารูปเป็นรูปครับเราพูดถึงกินข้าวจิตอะไรบ้าง เห็น๕ต้องมีเห็นยาก และต้องมีหญ้ามีคิดครับคะแล้วทำไงก็กินเนื้อก็กินเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นรูปเป็นรูปจิตกินไม่ได้ครับ ถ้าไม่มีอาหารในป่ารถจะปรากฏได้ไหมไม่ได้ครับไม่ได้ เพราะฉะนั้นกินคืออะไร หากการที่เอาอาหารใส่ฝาการที่เอาอาหารใส่ป้าครับ เพราะฉะนั้นขนาดนั้นถ้าไม่รู้ว่าอะไรเป็นรูปธรรมอะไรเป็นนามธรรมก็เป็นเรากินอาหารเป็นอาหารด้วยเป็นเราด้วยเป็นกินด้วย แต่ทั้งหมดก็คือจิตเจตสิก และโรค คอาจจะขยายความรูปที่เกิดจากกรรมจิตอุตุอาหารครับ ขณะนี้มีตาครับ ทำให้เกิดได้ไหม ไม่ได้ครับถ้าไม่มีกรรม โรคที่เกิดจากกรรมเกิดไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากกรรมคณะแรกที่เกิดในโลกนี้ในชาตินี้ก็มีรูปซึ่งเกิดจากกรรมครับมีรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต และมีกายะภาษาท่า แล้วก็มีภาวะความเป็นหญิงเป็นชายแต่ละกลุ่มเล็กมากเกิดเพราะกรรมครับใครทำได้ไหมไม่ได้ครับเพราะฉะนี้เป็นรูปที่เกิดจากกรรมในคณะแรกที่สุดที่จิตเกิดขึ้น๗หนึ่งขนาดครับเป็นจิตที่เป็นผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นวิบากจิต กรรมทำให้วิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นเกิดพร้อมกับกำหมัดโรคชะแปลว่าเกิด เพราะฉะนั้นกัมมัชโรูปรูปที่เกิดจากกรรม๓กลุ่มเล็กๆ ใช้คำว่ากะลาปาดีที่สุดรูปที่แยกจากกันไม่ได้เลยนะคะ เป็นหนึ่งกะลาปะ เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็มี๓กะลาปะที่เกิด ยังไม่เป็นตัวใช่ไหมคะ ยังครับชื่อ และตอนนั้น ยังไม่มีไม่มีพ่อแม่ตั้งให้ก็ไม่รู้อะไรทั้งนั้นก็เห็นว่าเป็นแค่นั้นเองแต่ว่าเกิดมาได้ยังไงกรรมครับเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นขณะแรกของชาตินี้แม้ธรรมะคือจิตเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมก็เป็นผลของกรรมหนึ่งแม้แต่ว่าเป็นผลของกุศลกรรม หรือเป็นผลของอกุศลกรรมตอนนั้นยังไม่ปรากฏเป็นรูปร่างมนุษย์ยังไม่ปรากฏเป็นรูปร่างโหมดยังไม่ปรากฏเป็นรูปร่างช่างแต่กรรมก็ทำให้จิตขณะแรกกิดขึ้นเป็นผลผ้าเป็นอกุศลกรรมก็ทำให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น เป็นสัตว์เดรัจฉานเกิดในนรกเกิดเป็นเปรตเกิดเป็นอสูรกายถ้าเป็นผลของกุศลกรรมนายเวรมีตั้งแต่อย่างอ่อนจนกระทั่งประณีตขึ้น เพราะฉะนั้นสัตว์โลกก็ต่างกันไปตามกรรมที่ได้กระทำตั้งแต่เกิดนอกจากนั้นกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น กำหนึ่งที่จะทำให้จิตที่เกิดกิดขึ้นเป็นผลของการนั้นแต่กำนันก็ยังประมูลมาซึ่งกรรมอื่นที่สามารถจะให้ผลในชาตินั้นเพราะฉันเกิดแล้วเป็นผลของกุศลกรรมครอบควรจะมีผลที่ดีทั้งนั้น เป็นคู่๓ีบาทแต่บางคณะก็เป็นผลของอกุศลละกันเพราะว่ากรรมอื่นก็ประมูลมาที่จะให้ผลในชาตินั้นได้นี่ก็คือในขณะแรกมีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเท่านั้น เห็นไหมฮะหนึ่งขณะจิตพอจิตนั้นแบบเป็นปัจจัยให้ขนาดต่อไปเกิดสืบต่อไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิคือไม่ได้ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนแม้ว่าจะเป็นจิตประเภทเดียวกันคือเป็นผลของกรรมเดียวกัน ๗๐เกือบเท่ากันทุกอย่างเหมือนกันหมดเพราะว่าเป็นผลของการเดียวกันแต่เพียงว่าจิตต่างกันกิจของจิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิทำปฏิสนธิกิจอีกไม่ได้เพราะทำได้เฉพาะต่อจากจุติจิตของชาติก่อนแสดงว่าตายแล้วเกิดทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลยพอปฏิสนธิจิตขณะแรกดับไป จิตขณะที่สองเกิดขึ้นทำภวังเคยคิดดำรงรักษาภพชาติความเป็นบุคคลนี้จนกว่าจะสิ้นกรรมที่จะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยสักหนึ่งขณะจิตก็ไม่ได้ หนึ่งขณะจิตนี้กี่วินาที ไม่ถึงวินาทีเท่าไหร่ ไม่มีทางที่จะไปนัดประมาณได้เลย เพราะฉะนั้นขณะที่สองบีรูปซึ่งเกิดจากจิตได้ เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากกรรมกรรมทำให้รูปเกิด ทุกอนุขณะจิตเวลานี้กรรมก็ทำให้จากครูภาษาทางโสตประสาทที่เกิดจากกรรมเกิดทุกอนุขณะของจิตทั้ง๓คณะทั้งอุปปาทะฐิติพังค่ะเพราะฉันเหตุที่ทรงกล่าวถึงจิตหนึ่งขณะจำแนกแยกเป็น๓คณะก็เพราะเหตุว่ารูปที่เกิดจาก สมุทรคานจะเกิดในขณะในเช่นรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุดท่านเกิดทุกอนุขณะของจิตตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดจนถึงอีก๑๗ขนาดจะดับกรรมใหม่ทำให้โลกนั้นเกิดเพราะว่าลูกที่เกิดตอนนั้นจะมีอายุ๑๗ขณะดับพร้อมจุติจิตพ่อตายก็คือว่ารูปนั้นก็ไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรมอีกต่อไป เปลี่ยนสภาพ และ เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาเพื่ออะไรเพื่อรู้ว่าไม่มีเราทั้งหมด ฟังไปฟังไปฟังไปจนกว่าจะสามารถมีสติสัมปชัญญะรู้ลักษณะของธรรมะที่ปรากฏโดยความเป็นอนัตตาไม่ใช่เราไปกำหนดไม่ผิดกันมากใช่ค่ะ แล้วก็จิตอุตุอาหารค่ะ เพราะฉะนั้นขณะที่สองโรคที่เกิดจากจิตจะเกิดเฉพาะในอุปาทานขณะเท่านั้นนี่คือความต่างกันของกัมมัชรูปกับจิตตัดรูปท่ากำหมัดรูปเกิดทุกอนุขณะของจิตแต่จิตตัดฉลุเกิดได้เฉพาะอุปาฐะคณะคือคณะเกิดเท่านั้น เพราะขณะนั้นมีกำลัง เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากจิตเกิดพร้อมกับจิต ส่วนรูปที่เกิดจากอุตุเกิดเฉพาะในฐีติขณะ เพราะฉะนั้นในฐีติขณะของปฏิสนธิจิตก็มีรูปเส้นเกิดต่อจากนั้น สืบต่อมาจนเป็นก้อนเป็นส่วนที่เราเห็นบางรูปเกิดจากกรรมบางรูปเกิดจากจิตบางรูปเกิดจากอุตุเพราะถ้ามีแต่เพียงรูปที่เกิดจากจิตรูปที่เกิดจากกรรมไม่พอที่จะดำรงชีวิตไปได้เพราะว่าเป็นรูปที่เล็กน้อยมากอย่างจากครูภาษาก็อยู่ที่กลางตา โสตางประสานทางเกาะอยู่ที่กลางหู เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะเกิดที่รูปรูปหนึ่ง จะเกิดที่สองรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้เกิดที่ตาไหม รูปไม่ได้ไม่ใช่วิสัยที่จะรู้ ถ้าตาบอดข้างหนึ่งยังเห็นแสดงให้เห็นว่ารูปเกิดที่แจกคูภาษาเท่านั้นแต่ว่าเวลานี้ ๕มีตาข้างเดียวจะเห็นไม่ชัด แค่กว่าไม่เท่ากับสองข้างซึ่งสลับกัน นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งทรงแสดงไว้โดยละเอียดเพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่เราถ้าฟังอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่ว่าขอให้ได้เข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเราที่จะไปธรรมไม่มีเราที่จะไปกำหนดไม่มีเราที่จะไปพิจารณาไม่มีเราต้องไม่มีเรามากขึ้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นจนกระทั่ง ค่อยๆ ละคลายจนกระทั่งเป็นสัจญาณสติสัมปชัญญะจึงจะเกิดได้โดยความเป็นอนัตตาให้เห็นความเป็นอนัตตาชัดเจนขึ้นอีก เพราะฉะนั้นความเข้าใจธรรมะจะเพิ่มความเข้าใจความเป็นอมตะเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นมันเป็นหนทางที่รู้ว่าอัตราเริ่มลดลงลดลง แต่ยังไม่ดับเป็นสมุทเฉสต์จนกว่าจะถึงโสตาปัตติมัคจิตจะไม่มีการยึดถือสภาพธรรมะมาเป็นเราอีกเลย ลูกพี่เกิดจากอาหารครับใช่ที่เกิดจากอาหารเมื่อบริโภคเข้าไปแล้วอาหารมันยังตั้งอยู่ยังไม่หมดไปก็เป็นปัจจัยทำให้ลูกเกิดขึ้นได้ จะไปรู้มั้ยตรงที่อยู่ในลำไส้เล็กใหญ่กระเพาะโน้นกระเพาะนี้หรือยังไง ไม่ต้องรู้เลยนั้นคือคิดไม่ใช่รู้ วัชโรทัยท่านอาจารย์บอกว่าถ้าไม่ได้กินเขาก็ไม่รู้รสใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีอาหารในป่ารถจะปรากฏที่ไหนก็แสดงว่าในขณะนี้ก็ไม่มีรถปรากฏ ถ้ามีก็มีอะไรที่อยู่ในป่าที่กระทบชิวฮาประสาทะ ก็มีน้ำไหล ๕มีอะไรก็ปรากฏว่าเป็นรถก็เพราะกระทบกับชิว๕ภาษาถ้าจะเรียกอะไรก็ได้ไม่เรียกอะไรก็ได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรงขณะที่เห็นปรากฏรถเมล์ได้ปรากฏ ขณะที่เสียงปรากฏรถใหม่ได้ปรากฎจะปรากฎพร้อมกันไม่ได้ ช่วยท่านอาจารย์บอกว่าเห็นสัจจะญาณไม่ใช่เห็นสัจจะญาณความเข้าใจธรรมะคือปริญัตติไม่ใช่เพียงอ่านจำจำนวนแต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะถ้าไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะไร้ประโยชน์ศึกษาอะไรมีแต่ชื่อตายไปก็ลืม และ เพราะว่าไปจำไว้ในภาษาหนึ่งทุกคนที่นั่งที่นี่อาจจะเคยพูดภาษามาค่ะที่ของชาวมาขดมาแล้วเดี๋ยวนี้พูดได้ไหมก็ไม่ได้ที่ไปจำจำไว้นึกออกไหม ก็นึกไม่ออก เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาแบบนั้นก็คือว่าไม่ได้สาระ มีแต่ชื่อ สักอย่างในเครืออะไรจะญาณคือความรอบรู้ในพุทธพจน์ เพราะฉะนั้นปริยัติคือการฟังพระพุทธพจน์ ถ้ายังไม่รอบรู้ไม่เชื่อว่าปริยัติเช่นถามเมื่อกี้นี้ฟังแล้วเป็นปริยัตพูดเรื่องธรรมะแต่เพราะไม่รอบรู้จึงยังไม่ใช่ประหยัด ยังไม่ใช่สัจจะญาณถ้าเป็นสัจจะญาณไม่ไปไหนเลยไม่ทำอะไรเลยรู้ว่าทุกอย่างเกิดแล้ว แต่เพราะไม่รู้ แทนที่สติคือสภาพที่ระลึกได้รู้ว่ามีแล้วเดี๋ยวนี้รู้ก็ต้องรู้เดี๋ยวนี้เพราะสิ่งที่เกิดแล้วปรากฏว่ามีให้รู้นั่นคือสติสัมปชัญญะแต่ถ้าไม่ใช่สติสัมปชัญญะก็ไปคิดว่าจะทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้จะทำดีจะละชั่วอะไรก็แล้วแต่ ในขณะที่พระโสดาบันแห้งกับขณะที่ปะทะชนเห็นมันแตกต่างกันยังไงเห็นไม่ต่างใจค่ะแต่ว่า จิตของพระโสดาบันที่เห็นไม่มีอนุสัยกิเลสที่เป็นทิศทางนุสัย วิจิกิจฉานุสัย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะต้องฟังเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นจนกระทั่งรู้ว่าอกุศลจิตในวันหนึ่งวันหนึ่งแม่ดับแล้วแต่โดยฐานะที่เกิดนั่นแหละทำให้สภาพที่เกิดสืบต่อยังคงมีสิ่งที่ได้เคยเกิดแล้วสะสมไป ถ้วยนี้ไม่เคยใส่กับแฟน แต่พอเอากาแฟใส่แล้วเท่ออกหมดยังมีคราบของกาแฟในฐานะที่มีกาแฟที่เกิดแล้วอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นจิตที่มีอกุศลเกิดแล้วดับแล้ว จิตภัสร์ไปสืบทอดก็ยังมีชื่อของอกุศลที่ได้เคยเกิดแล้วอยู่ๆ สะสมสืบต่อทั้งกุศล และธรรม และอกุศลธรรมจึงใช้คำว่าอาร์สยานุสยา แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะอกุศลก็คืออนุสัยกิเลสซึ่งไม่เกิดไม่เกิดกินไม่ได้ใครจะไปกินข้าวกาแฟ เพราะฉะนั้นอนุสัยกิเลสเป็นพืชเชื้อเหมือนเชื้อโรค เวลาที่เป็นโรคเกิดขึ้นเพราะมีเชื้อโรค ตราบใดที่เชื้อโรคยังไม่หมดก็เป็นปัจจัยให้โรคเกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ดับเชื้อโรคเส้นหมี่มาก ก็ต้องดับไปตามลำดับสำหรับพระโสดาบันหลังจากที่โสตาปัตติมัคคจิตเกิดขึ้นจิตขณะต่อไปไม่มีทิศทางไซต์ไม่มีวิจิกิจฉานุสัยที่จะสงสัยว่าธรรมะที่เป็นนามธรรมเป็นยังไงไม่ใช่เราเป็นยังไง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    21 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ